คลังนิยายพันธสัญญาแห่งดวงดาว

ตอนเผยแพร่

อ่านนิยาย

ตอนที่ 3907,903 ตัวอักษร

ตอนที่ 390

ยูรันสะบัดมือเบา ๆ

ดาบประกายเหมันต์พลันสลายกลายเป็นลำแสง ก่อนพุ่งกลับเข้าสู่รอยผนึกของไป๋หลิง

วิ้ง!

รอยผนึกส่องสว่างขึ้นครู่หนึ่ง ก่อนกลับคืนสู่สภาพเดิม

ยูรันหันกลับไปทางเยวียนซิงลู่

“อย่างนั้นหรือ? ดูเหมือนเจ้าจะคิดว่าข้าพูดเล่น จึงไม่เชื่อว่าวิชาน้ำของข้านั้นสบายจริง ๆ”

เขายกนิ้วขึ้นเล็กน้อย

หยดน้ำจำนวนหนึ่งรวมตัวกันเหนือปลายนิ้ว ก่อนยืดยาวออกจนกลายเป็นเข็มน้ำขนาดเท่ากระบี่ รูปลักษณ์ของมันเรียบง่าย ไม่มีแรงกดดันหรือคลื่นพลังรั่วไหลออกมาแม้แต่น้อย

ยูรันชี้ปลายเข็มน้ำไปทางเยวียนซิงลู่

“ตั้งท่าเสีย”

เยวียนซิงลู่สูดหายใจลึก ก่อนยกกระบี่ขึ้นป้องกันตรงหน้า

ทันใดนั้น หนานอวี้ก็ขมวดคิ้ว ก่อนลุกพรวดขึ้นจากที่นั่ง

“เดี๋ยวก่อน!”

ทุกคนหันมามองนางพร้อมกัน

“แปลก ๆ แล้ว นี่เป็นการประลองไม่ใช่หรือ?”

เยวียนชิงเหยาถามอย่างไม่เข้าใจ

“แล้วมีตรงไหนแปลกหรือ?”

หนานอวี้ชี้ไปทางยูรัน

“ปกติทุกครั้งที่สามีใช้วิชาในการประลอง เขาจะประกาศชื่อท่าออกมาก่อนเสมอ”

เยวียนชิงเหยามองเข็มน้ำในมือของบุตรชาย ก่อนถามต่อ

“แล้วหากเขาไม่ประกาศชื่อท่าเล่า?”

ไป๋หลิงหันขวับไปมองนาง ก่อนตอบทันที

“ก็หมายความว่าเขาคิดจะฆ่าอีกฝ่ายให้ตายภายในพริบตาเดียวอย่างไรเล่า!”

“……”

ทั่วทั้งลานประลองพลันตกอยู่ในความเงียบ

เยวียนซิงลู่ซึ่งกำลังยืนตั้งท่าอยู่กลางลานค่อย ๆ หันไปมองเข็มน้ำในมือพี่ชาย ใบหน้าของนางซีดลงอย่างเห็นได้ชัด

เยวียนชิงเหยาลุกพรวดขึ้น

“รันเอ๋อร์! นั่นน้องสาวของเจ้านะ!”

ยูรันเอียงศีรษะอย่างไม่เข้าใจ

“ข้ายังไม่ได้ทำอะไรเลย พวกท่านจะตกใจกันทำไม?”

ยูรันยกเข็มน้ำขึ้น ก่อนเอ่ยถามอย่างสบายอารมณ์

“พร้อมนะ?”

เยวียนซิงลู่สูดหายใจลึก ก่อนพยักหน้าอย่างเคร่งเครียด

ยูรันกระทืบเท้าลงกับพื้น

ปัง!

เข็มน้ำในมือพลันบิดเข้าหากันอย่างรวดเร็ว กระแสน้ำแต่ละชั้นถูกอัดแน่นจนเกือบหลอมรวมเป็นเนื้อเดียว รูปลักษณ์ของมันหดสั้นลงเรื่อย ๆ ราวกับสปริงซึ่งถูกกดจนถึงขีดสุด

แม้เข็มน้ำจะยังไม่แผ่แรงกดดันใดออกมา แต่สัญชาตญาณของเยวียนซิงลู่กลับส่งเสียงเตือนอย่างบ้าคลั่ง

ยูรันยกปลายเข็มขึ้นเล็งไปทางนาง

“หลบให้ดีเล่า เดี๋ยวร่างกายจะเป็นรูเอานะ”

เยวียนซิงลู่ตั้งสมาธิถึงขีดสุด ดวงตาจับจ้องทุกการเคลื่อนไหวของเขาโดยไม่กะพริบ

[มันต้องพุ่งมาแน่!]

[ขอเพียงไม่ละสายตา ข้าย่อมหลบได้!]

ยูรันขยับริมฝีปาก

“ทะลวง”

ทันทีที่เสียงแรกดังขึ้น เยวียนซิงลู่ก็กระทืบเท้าและพุ่งหลบออกไปด้านข้างด้วยความเร็วสูงสุด

พรึ่บ!

ยูรันแทงเข็มน้ำออกไปเบื้องหน้า

ไม่มีแสงสว่าง ไม่มีเสียงระเบิด และไม่มีคลื่นพลังมหาศาล

ทุกอย่างเงียบสงบจนราวกับเขาเพียงแทงอากาศว่างเปล่า

ผู้ชมบนอัฒจันทร์มองหน้ากันอย่างงุนงง

“ไม่เห็นมีอะไรเกิดขึ้นเลยนี่?”

“การโจมตีพลาดอย่างนั้นหรือ?”

ทว่ากลุ่มคนจากยอดเขาจันทรากลับมีสีหน้าซีดเผือด พวกนางอ้าปากค้าง ก่อนหันไปมองไกลออกไปทางด้านหลังของเยวียนซิงลู่

ผู้ชมคนอื่นเริ่มสังเกตเห็นความผิดปกติ จึงพากันหันมองตาม

หลายลี้ออกไป ยอดเขาขนาดใหญ่ซึ่งเคยตั้งตระหง่านอยู่ตรงแนวการแทง บัดนี้กลับแหว่งหายไปเป็นรูขนาดมหึมา

ขอบรอยเจาะเรียบสนิท ไม่มีรอยแตกร้าวแม้แต่เส้นเดียว

ราวกับส่วนหนึ่งของยอดเขาถูกลบออกจากโลกไปในพริบตา

ยูรันคลายมือ เข็มน้ำที่เหลืออยู่พลันสลายกลายเป็นละออง ก่อนตกลงสู่พื้นอย่างไร้พิษภัย

“อืม หลบได้เร็วดีนี่”

เขาหันไปทางเยวียนซิงลู่ซึ่งยืนอยู่ด้านข้างลานด้วยใบหน้าซีดเผือด

“ข้านึกว่าเจ้าจะหลบไม่ทันเสียแล้ว”

เยวียนซิงลู่เหลือบมองยอดเขาซึ่งถูกเจาะแหว่ง ก่อนกลืนน้ำลายลงคออย่างยากลำบาก

ยูรันกล่าวต่อด้วยน้ำเสียงสบาย ๆ

“ข้าถึงได้บอกอย่างไรว่าให้ใช้คาถาน้ำธรรมดา ๆ ประลองกันสบาย ๆ แล้วเจ้าจะสบายกว่า”

“นี่เรียกว่าสบายหรือเจ้าคะ...”

“อืม เมื่อครู่ข้าอุตส่าห์ตั้งท่าและเตือนเจ้าก่อนแล้วนะ”

ยูรันยกนิ้วขึ้น ก่อนจำลองท่าทางบีบอัดเข็มน้ำอีกครั้ง

“ปกติข้าไม่เสียเวลาตั้งท่าเช่นนั้นหรอก เพียงบีบอัดแล้วก็ยิงออกไปทันที”

เขาดีดนิ้วดังเป๊าะ

“จบ”

เยวียนซิงลู่มองพี่ชาย ก่อนหันกลับไปมองรูขนาดมหึมาบนยอดเขาอีกครั้ง

หมายความว่าหากเป็นการต่อสู้จริง นางคงไม่ทันรู้ตัวด้วยซ้ำว่าการโจมตีถูกปล่อยออกมาเมื่อใด

หนานอวี้กอดอก ก่อนพยักหน้าอย่างเข้าใจ

“เห็นหรือยัง นั่นแหละเหตุผลที่พวกเราพยายามห้ามเจ้าตั้งแต่แรก”

เซี่ยหลานอิงยกถ้วยชาขึ้นจิบ

“ข้าบอกแล้ว ข้าไม่ได้ขี้ขลาด เพียงไม่โง่พอจะขึ้นไปยืนรับอะไรแบบนั้นเท่านั้นเอง”

ยูรันมองสีหน้าซับซ้อนของเยวียนซิงลู่อยู่ครู่หนึ่ง ก่อนถอนหายใจเบา ๆ

“เอาเถอะ ประลองต่อก็ได้”

เขายกมือขึ้นกวักเรียก

“คราวนี้ข้าจะใช้กระบวนท่ารับมือเจ้าอย่างจริงจังเสียหน่อย เดี๋ยวเจ้าจะผิดหวังที่อุตส่าห์ฝึกฝนมานาน”

ยูรันยืนแยกเท้าอย่างสบาย ๆ แขนทั้งสองปล่อยลงข้างลำตัว ไม่มีท่าทางป้องกันหรือแรงกดดันใดปรากฏออกมา

เยวียนซิงลู่กัดฟันกรอด ก่อนกระชับกระบี่ในมือ

“เข้าใจแล้วเจ้าค่ะ”

พลังภายในร่างของนางระเบิดออกมาอีกครั้ง

“ท่านพี่ รับมือ!”

พรึ่บ!

เยวียนซิงลู่พุ่งเข้าหายูรัน ก่อนแทงกระบี่ตรงไปยังหัวไหล่ของเขาด้วยความเร็วสูงสุด

ยูรันเพียงแบฝ่ามือออก

เมื่อคมกระบี่เข้ามาถึง เขากลับไม่ปะทะโดยตรง เพียงใช้ฝ่ามือแตะด้านข้างของใบกระบี่อย่างแผ่วเบา ก่อนประคองมันให้เบี่ยงออกไปจากร่าง

ฟิ้ว!

ปราณกระบี่ไหลผ่านข้างลำตัวของเขา ก่อนพุ่งไปกระแทกพื้นด้านหลัง

เยวียนซิงลู่หมุนข้อมือ เปลี่ยนจากแทงเป็นฟันในทันที

ยูรันยกมืออีกข้างขึ้นรองรับการเคลื่อนไหวของนาง ฝ่ามือของเขาเลื่อนไปตามแนวกระบี่ ก่อนนำพาพลังทั้งหมดให้ไหลออกไปทางด้านข้าง

ตู้ม!

พื้นลานประลองระเบิดออก ทว่าร่างของยูรันยังคงยืนอยู่ที่เดิมโดยไม่ขยับแม้แต่ครึ่งก้าว

เยวียนซิงลู่กระหน่ำโจมตีต่อเนื่อง กระบี่ของนางฟัน แทง ปัด และกวาดออกไปจากทุกทิศทาง

แต่ไม่ว่าการโจมตีจะรวดเร็วหรือรุนแรงเพียงใด ยูรันก็เพียงแบมือรับอย่างสงบ

ฝ่ามือของเขาไม่ได้หยุดการโจมตีเอาไว้ หากแต่ประคองมันไว้ชั่วขณะ ก่อนปล่อยให้พลังทั้งหมดไหลผ่านร่างไปอย่างเป็นธรรมชาติ

ราวกับสายน้ำซึ่งแยกตัวออกเมื่อพบก้อนหิน แล้วกลับมารวมกันอีกครั้งหลังไหลผ่านไป

เยวียนซิงลู่ยิ่งโจมตีเร็วขึ้น ยูรันก็ยิ่งเคลื่อนไหวน้อยลง

กระบี่ทุกเล่มผ่านข้างกายเขาไปเพียงเส้นผม แต่กลับไม่มีการโจมตีใดสัมผัสตัวเขาได้แม้แต่ครั้งเดียว

ผู้ชมทั่วทั้งลานต่างกลั้นหายใจ

“เขาไม่ได้ป้องกัน...”

“เขากำลังควบคุมการโจมตีของซิงลู่ แล้วนำพาพลังทั้งหมดให้ไหลผ่านตัวไป!”

หนานอวี้มองการเคลื่อนไหวของยูรันด้วยดวงตาเป็นประกาย

“ว้าว! กระบวนท่านี้โคตรเท่เลย!”

ไป๋หลิงเหลือบมองนาง ก่อนกล่าวอย่างไม่ไว้หน้า

“เจ้าเรียนไม่ได้หรอก”

หนานอวี้หันขวับ

“เหตุใดข้าจะเรียนไม่ได้?”

“เพราะเจ้าป่าเถื่อนเกินไป กระบวนท่านี้ต้องใช้ความละเอียดอ่อน เจ้าคงต่อยกระบี่แตกตั้งแต่ครั้งแรกแล้ว”

“……”

หนานอวี้ก้มมองกำปั้นของตนเอง ก่อนพบว่าไม่อาจโต้แย้งได้

อีกด้านหนึ่ง เซียวซินเยวี่ยกำลังจับจ้องทุกการเคลื่อนไหวของยูรันอย่างตั้งใจ

“กระบวนท่านี้ให้ความรู้สึกคล้ายกับสิ่งที่ท่านพี่เขียนไว้ในตำราซึ่งมอบให้ข้าตอนรับเขี้ยวมังกรฟ้าเลยเจ้าค่ะ”

ทุกคนหันขวับมามองนางพร้อมกัน

โม่ชิงเฟิงเบิกตากว้าง

“หมายความว่าเจ้าก็ฝึกกระบวนท่าแบบนี้ได้หรือ?”

เซียวซินเยวี่ยพยักหน้า

“น่าจะได้เจ้าค่ะ เพียงแต่ข้ายังทำไม่ได้ถึงหนึ่งในร้อยของท่านพี่เท่านั้น”

สุ่ยหลานอิงกลืนน้ำลาย ก่อนหันกลับไปมองยูรันด้วยดวงตาเป็นประกายยิ่งกว่าเดิม

“อึก...ท่านพี่โคตรเท่เลย”

นางเริ่มนับนิ้วทีละข้อ

“ทั้งคาถาน้ำ วิชาดาบ กระบวนท่ามือเปล่า แถมยังหลอมโอสถได้อีก”

สุ่ยหลานซีพยักหน้ารัว ๆ

“แม้แต่ท่วงท่าการเคลื่อนไหวยังงดงามถึงเพียงนี้ หากบอกว่าท่านพี่ใช้ค่ายกลเป็นด้วย ข้าว่าคงเหลือเชื่อเกินไปแล้วเจ้าค่ะ”

“……”

หลานชิงอวี้ซึ่งนั่งอยู่ข้าง ๆ เงียบไปครู่หนึ่ง ก่อนกล่าวขึ้นอย่างนุ่มนวล

“ท่านพี่ใช้ค่ายกลเป็นเจ้าค่ะ”

สุ่ยหลานซีชะงัก

“อะไรนะ?”

“ไม่เพียงใช้เป็น แต่ยังสร้างค่ายกลขนาดใหญ่ซึ่งครอบคลุมยอดเขาจันทราทั้งหมดด้วยตนเอง ทั้งค่ายกลป้องกัน”

“……”

สุ่ยหลานอิงกับสุ่ยหลานซีหันกลับไปมองยูรันกลางลานประลองพร้อมกัน

แววตาของทั้งสองเปลี่ยนจากชื่นชมเป็นเหม่อลอยอย่างสมบูรณ์

มู่เสวี่ยหนิงพยักหน้าอย่างเข้าใจ

“อืม ดูเหมือนน้องหญิงสองคนจะหลงหนักกว่าเดิมอีกแล้วเจ้าค่ะ”

เยวียนชิงเหยาจับจ้องบุตรชายกลางลานประลองไม่ละสายตา

แววตาของนางเต็มไปด้วยความภาคภูมิใจ ยิ่งเห็นเสียงชื่นชมดังขึ้นจากทั่วทุกทิศ รอยยิ้มตรงมุมปากก็ยิ่งชัดเจนขึ้นเรื่อย ๆ

หลิงเยวี่ยเหลือบมองสีหน้าของเพื่อนเก่า ก่อนส่งเสียงขึ้นจมูก

“หึ!”

เยวียนชิงเหยาหันมามองนาง

“เจ้าหึอะไร?”

หลิงเยวี่ยกอดอก ก่อนกล่าวอย่างมั่นใจ

“หากสลับตำแหน่งกัน ข้ามีเขาเป็นลูกชาย ส่วนเจ้าเป็นเพื่อนสนิทของข้า...”

นางพยักหน้าไปทางยูรันกลางลานประลอง

“เจ้าก็คงหลงเขาจนโงหัวไม่ขึ้นเหมือนข้านั่นแหละ”

เยวียนชิงเหยาชะงัก ก่อนถลึงตาใส่นาง

“เพ้อเจ้อ! ข้าไม่มีทางคิดเช่นนั้นกับลูกชายของเพื่อนตนเองเด็ดขาด!”

หลิงเยวี่ยยิ้มมุมปาก

“เจ้าปฏิเสธได้ไม่เต็มเสียงเลยนะ”

“หลิงเยวี่ย!”

“ทำไม หรือเจ้าคิดว่าลูกชายของตนเองไม่ดีพอให้สตรีหลงใหล?”

เยวียนชิงเหยาอ้าปากคิดจะเถียง ทว่าสุดท้ายกลับไม่รู้ว่าควรตอบอย่างไร

หากตอบว่าใช่ ก็เท่ากับยอมรับว่านางอาจหลงรักลูกชายของเพื่อน

แต่หากตอบว่าไม่ใช่ ก็เท่ากับบอกว่าลูกชายของตนเองไม่มีเสน่ห์

หลิงเยวี่ยยกถ้วยชาขึ้นจิบอย่างผู้ชนะ

“หึ อย่างน้อยคราวนี้เจ้าก็เข้าใจข้าบ้างแล้ว”