ตอนที่ 391 พวกเจ้ากลับมารับผิดชอบก่อนนนนนนน
เยวียนชิงเหยาหันกลับไปมองบุตรชายกลางลานประลอง ก่อนกล่าวด้วยน้ำเสียงจริงจัง
“รันเอ๋อร์ดีเกินพอด้วยซ้ำ”
แววตาของนางเต็มไปด้วยความภาคภูมิใจอย่างไม่คิดปิดบัง
“หากจะหาสตรีสักคนที่คู่ควรกับเขา เกรงว่าทั่วทั้งทวีปนี้คงไม่มีผู้ใดคู่ควรอย่างแท้จริง”
เหล่าหญิงสาวรอบข้างพลันชะงัก ก่อนหันมามองนางพร้อมกัน
เยวียนชิงเหยาถอนหายใจเบา ๆ
“ตอนแรกข้ายังไม่เข้าใจว่าเหตุใดพวกเจ้าจึงต้องเป็นฝ่ายปีนขึ้นเตียงเขาก่อน”
นางเหลือบมองหลิงเยวี่ย
“แต่หลังจากฟังเรื่องทั้งหมดเมื่อคืน ข้าก็เข้าใจแล้ว”
หลิงเยวี่ยเลิกคิ้ว
“เข้าใจว่าอย่างไร?”
“หากพวกเจ้าไม่เป็นฝ่ายลงมือก่อน ต่อให้รอไปอีกกี่ร้อยปี เขาก็คงไม่ชายตามองผู้ใดอยู่ดี”
หลิงเยวี่ยยกถ้วยชาขึ้นจิบ ก่อนพยักหน้าให้เพื่อนเก่าอย่างพึงพอใจ
“ในที่สุดเจ้าก็เข้าใจแล้วสินะ”
เยวียนชิงเหยาหันกลับมาถลึงตาใส่นาง
“ข้าเข้าใจเหตุผล ไม่ได้หมายความว่าข้าจะเลิกไม่พอใจเจ้าที่กินลูกชายข้า”
“คนละเรื่องกัน”
ยูรันยังคงยืนอยู่ที่เดิม ก่อนเอ่ยถามด้วยน้ำเสียงราบเรียบ
“พอใจหรือยัง?”
เยวียนซิงลู่กัดฟันแน่น
“ยังเจ้าค่ะ!”
นางรวบรวมพลังที่เหลืออยู่ ก่อนงัดทุกวิชาซึ่งตนเองฝึกฝนมาออกมาใช้อย่างไม่คิดเก็บซ่อน
ทั้งกระบี่ดาวตก ปราณกระบี่หมื่นสาย เคล็ดวิชาฝ่ามือ และวิชาเคลื่อนไหวถูกนำออกมาใช้ติดต่อกันไม่หยุด
การโจมตีพุ่งเข้าหายูรันจากเบื้องหน้า ด้านข้าง เบื้องบน และด้านหลังพร้อมกัน
ทว่าเขายังคงรับมือได้อย่างง่ายดาย
ฝ่ามือของยูรันเคลื่อนไหวช้า ๆ ท่ามกลางพายุการโจมตี ทุกครั้งที่สัมผัสปราณกระบี่ เขาจะประคองมันเอาไว้เพียงชั่วขณะ ก่อนนำพาพลังให้ไหลผ่านข้างลำตัวและพุ่งออกไปด้านหลัง
ฟิ้ว! ฟิ้ว! ฟิ้ว!
ตู้ม! ตู้ม! ตู้ม!
มีเพียงพื้นบริเวณที่ยูรันยืนอยู่เท่านั้นซึ่งยังคงสมบูรณ์ ไม่มีแม้แต่รอยแตกร้าว
ในที่สุดเยวียนซิงลู่ก็ต้องหยุดโจมตี
นางยืนหอบหายใจอย่างหนัก เสื้อผ้าเปียกชุ่มไปด้วยเหงื่อ มือที่ถือกระบี่สั่นระริกจากความเหนื่อยล้า
[อึก...ข้าเป็นฝ่ายโจมตีเขาจากทุกทิศทางแท้ ๆ]
[เหตุใดท่านพี่จึงไม่เหนื่อยเลยแม้แต่น้อย?]
นางเงยหน้ามองยูรันซึ่งยังคงยืนอยู่ตำแหน่งเดิม ลมหายใจของเขาสม่ำเสมอ เสื้อผ้าไม่แม้แต่จะยับ
[แถมตั้งแต่เริ่มรับกระบวนท่าของข้า เขายังไม่ขยับออกจากจุดนั้นแม้แต่ก้าวเดียว...]
[ท่านพี่อยู่เพียงแก่นทองคำขั้นกลางจริงหรือ?]
เยวียนซิงลู่กัดฟันแน่น ก่อนเก็บกระบี่กลับเข้าฝัก
“ข้ายอมแพ้เจ้าค่ะ”
เสียงฮือฮาพลันดังขึ้นทั่วลานประลอง
แม้ผลลัพธ์จะชัดเจนมานานแล้ว แต่การที่ผู้ฝึกตนครึ่งก้าวสู่แปลงเทพยอมรับความพ่ายแพ้ต่อหน้าชายซึ่งทุกคนสัมผัสได้เพียงพลังระดับแก่นทองคำขั้นกลาง ยังเป็นเรื่องที่น่าเหลือเชื่ออยู่ดี
เยวียนซิงลู่เว้นไปเล็กน้อย
“แต่ว่า...”
ผู้คนทั่วลานพลันเงียบลงอีกครั้ง หลายคนคิดว่านางยังมีกระบวนท่าสุดท้ายซ่อนอยู่
ทว่าสายตาของเยวียนซิงลู่กลับเคลื่อนไปหยุดอยู่ที่ตุ๊กตายูรันในอ้อมแขนของสุ่ยหลานอิง
ตุ๊กตาตัวนั้นกำลังอ้าปากพ่นเปลวไฟสายเล็กออกมา
ฟู่!
เยวียนซิงลู่มองอยู่ครู่หนึ่ง ก่อนใบหน้าจะค่อย ๆ แดงขึ้น
ยูรันเอียงศีรษะอย่างสงสัย
“แต่ว่าอะไร?”
นางเม้มริมฝีปาก ก่อนรวบรวมความกล้าเอ่ยออกมา
“เอ่อ...ท่านพี่ช่วยพ่นไฟให้ข้าดูหน่อยได้ไหมเจ้าคะ?”
“……”
ทั่วทั้งลานประลองตกอยู่ในความเงียบอีกครั้ง
ยูรันยืนนิ่งอยู่กลางลาน ใบหน้าเต็มไปด้วยเครื่องหมายคำถาม
เมื่อครู่ยังประลองกันอย่างเอาเป็นเอาตาย เหตุใดสุดท้ายเรื่องจึงวกกลับมาที่การพ่นไฟได้?
ยูรันนิ่งคิดอยู่ครู่หนึ่ง ก่อนยกมือขึ้นประสานมุทราอย่างจริงจัง
ทันทีที่เห็นท่ามือนั้น หนานอวี้พลันเบิกตากว้าง
“เหวออออออออ!”
นางลุกพรวดขึ้น ก่อนตะโกนสุดเสียง
“ทุกคนรีบกางม่านพลังเร็วเข้า!”
เซี่ยหลานอิงหันไปทางเยวียนซิงลู่ทันที
“น้องหญิง ลงมาจากลานประลองเร็ว!”
เยวียนซิงลู่ยังไม่ทันตั้งคำถาม เซี่ยหลานอิงก็สะบัดมือดึงร่างนางออกมาจากลาน
พรึ่บ! พรึ่บ! พรึ่บ!
เหล่าหญิงสาวจากยอดเขาจันทราแยกย้ายกันออกไปคนละทิศทาง ก่อนกางม่านพลังหลายชั้นครอบคลุมอัฒจันทร์และผู้ชมทั้งหมดเอาไว้
ผู้คนจากตำหนักเสวียนเยว่มองภาพตรงหน้าด้วยความงุนงง
“เพียงพ่นไฟ เหตุใดต้องกางม่านพลังขนาดนี้?”
ยูรันสูดลมหายใจเข้า ก่อนเอ่ยชื่อวิชาด้วยน้ำเสียงชัดเจน
“คาถาไฟ”
พลังเปลวเพลิงมหาศาลพลันรวมตัวอยู่ภายในร่างของเขา อุณหภูมิทั่วทั้งลานประลองเพิ่มสูงขึ้นอย่างรวดเร็ว
“ระเบิดเปลวเพลิงมังกรสุดขีดคลั่ง!”
สูดดดดดดดดดดดดดดดดดดดดดดดดดดด!
ยูรันสูดลมหายใจเข้าจนสุด ก่อนเงยหน้าขึ้นเล็กน้อย
ฟู่ววววววววววววววววววววววววววววว!
เปลวเพลิงมหาศาลพุ่งออกจากปากของเขา
เสาเพลิงขยายตัวกลางอากาศ ก่อนแปรเปลี่ยนเป็นมังกรเพลิงขนาดยักษ์พุ่งกวาดผ่านลานประลองและทะยานขึ้นสู่ท้องฟ้า
โฮกกกกกกกกกก!
เปลวไฟสีแดงฉานปกคลุมทั่วทั้งท้องฟ้า ความร้อนรุนแรงจนพื้นลานประลองเริ่มหลอมละลาย ขณะที่ม่านพลังหลายชั้นสั่นสะเทือนอย่างบ้าคลั่ง
ผู้ชมทั้งหมดอ้าปากค้าง
นี่ไม่ใช่การพ่นไฟแบบน่ารักเหมือนตุ๊กตาแม้แต่น้อย
แต่มันคือการพ่นไฟซึ่งพร้อมเผาตำหนักเสวียนเยว่ให้หายไปทั้งแห่ง!
หนานอวี้ประคองม่านพลังเอาไว้ด้วยมือทั้งสอง ก่อนตะโกนสุดเสียงท่ามกลางเปลวเพลิง
“เจ้าบ้าาาาาาาาา!”
“คิดจะเผาพวกเราให้วอดวายกันหมดหรืออย่างไร!”
ยูรันหยุดพ่นไฟ ก่อนเช็ดมุมปากอย่างไม่ใส่ใจ
“ไม่มีใครถูกเผาสักหน่อย”
หนานอวี้มองพื้นลานประลองซึ่งกำลังหลอมละลาย ก่อนหันกลับมาถลึงตาใส่เขา
“เพราะพวกข้ากางม่านพลังทันต่างหาก!”
แม้เปลวเพลิงจะหยุดลงแล้ว แต่อุณหภูมิภายในบริเวณยังคงสูงจนน่าหวาดหวั่น
ไป๋หลิงรีบยกมือทั้งสองขึ้น ก่อนปลดปล่อยคลื่นความเย็นออกไปทั่วลานประลอง
ฟู่วววว!
ไอเย็นสีขาวแผ่กระจายเข้าปกคลุมพื้นที่ พยายามลดอุณหภูมิซึ่งยังคงเพิ่มสูงขึ้นจากเปลวเพลิงที่หลงเหลืออยู่
“อึก...”
เหงื่อไหลลงมาตามใบหน้าของไป๋หลิง ขณะที่นางต้องเร่งพลังความเย็นออกมาอย่างต่อเนื่อง
“ข้าต้องการน้องหญิงที่ใช้พลังความเย็นได้เหมือนข้าอีกสักคนจริง ๆ”
ดวงตาของโม่ชิงเฟิงพลันเป็นประกาย
“โอ้ ๆ หมายความว่าให้พวกเราออกตามหาน้องหญิงคนใหม่มาเพิ่มสินะ!”
ทุกคนหันขวับไปตะโกนใส่นางพร้อมกัน
“เจ้าหุบปากไปเลย!”
โม่ชิงเฟิงสะดุ้ง ก่อนยกมือขึ้นปิดปากอย่างว่าง่าย
เยวียนชิงเหยามองลานประลองที่กำลังหลอมละลายสลับกับบุตรชาย ก่อนหันไปถามไป๋จิ้งเหวินด้วยสีหน้าซับซ้อน
“นี่คือการพ่นไฟให้ดูตามคำขอธรรมดาจริง ๆ หรือ?”
ไป๋จิ้งเหวินถอนหายใจ
“อืม สำหรับรันเอ๋อร์ก็คงถือว่าธรรมดาแล้ว...”
ยูรันปัดฝุ่นบนเสื้อผ้า ก่อนเดินออกจากลานประลองซึ่งกำลังหลอมละลายราวกับไม่มีอะไรเกิดขึ้น
“จบเรื่องแล้ว ท่านแม่”
เขาหันไปทางมารดาทั้งสาม
“ช่วงสายพวกเราออกไปเดินเล่นกันอีกสักหน่อยดีไหม?”
เยวียนชิงเหยายังคงมองลานประลองด้วยสีหน้าเหม่อลอย
“เจ้าพึ่งเผาลานประลองจนเกือบละลาย แล้วจะออกไปเดินเล่นต่อเลยหรือ?”
ยูรันพยักหน้า
“อืม การประลองก็จบแล้ว จะอยู่ทำไมเล่า?”
เยวียนจ้าวคุนซึ่งเพิ่งได้สติพลันลุกขึ้นชี้หน้าเขา
“อยู่ซ่อมลานประลองให้ข้าก่อนสิ!”
ยูรันหันหน้าไปตามเสียง ก่อนทำท่าครุ่นคิด
“ท่านลุงเป็นถึงจ้าวตำหนัก เรื่องเล็กน้อยเช่นนี้คงจัดการเองได้อยู่แล้ว”
“นี่เรียกว่าเรื่องเล็กน้อยหรือ?!”
ยูรันไม่สนใจเสียงโวยวาย เขาเดินเข้าไปยื่นมือให้เยวียนชิงเหยา
“ไปกันเถอะท่านแม่ เมื่อคืนยังเดินดูไม่ทั่วเมืองเลยมิใช่หรือ?”
เยวียนชิงเหยามองมือของบุตรชาย ก่อนยิ้มและจับเอาไว้โดยไม่ลังเล
“อืม ไปสิ”
ไป๋จิ้งเหวินกับลู่เหยียนหนิงลุกขึ้นตาม ขณะที่ฉินหลัวซือรีบเดินมาสมทบอีกคน
เยวียนจ้าวคุนมองคนทั้งห้ากำลังเดินจากไป ก่อนหันกลับไปมองลานประลองซึ่งเหลือเพียงซาก
“พวกเจ้าจะทิ้งข้าไว้กับเรื่องนี้อีกแล้วหรือวะ!”
หลิงเยวี่ยเหลือบมองซากลานประลอง ก่อนลุกขึ้นอย่างสงบนิ่ง
“เอาละ แยกย้ายกันไปอ่านตำราได้แล้ว”
พรึ่บ!
กล่าวจบ ร่างของนางก็หายวับไปจากที่นั่งทันที
หญิงสาวคนอื่นมองหน้ากัน ก่อนพยักหน้าอย่างพร้อมเพรียง
“อืม ได้เวลาอ่านตำราแล้ว”
พรึ่บ! พรึ่บ! พรึ่บ!
ร่างของทุกคนทยอยหายไปทีละคนภายในพริบตา ไม่มีผู้ใดคิดอยู่ช่วยจัดการซากลานประลองแม้แต่คนเดียว
แม้แต่เยวียนซิงลู่กับเยวียนซิงฝูก็รีบวิ่งตามมารดาและพี่ชายออกไป
เพียงไม่กี่ลมหายใจ บริเวณที่เคยเต็มไปด้วยผู้คนก็เหลือเพียงเยวียนจ้าวคุน เหล่าผู้อาวุโส และคนจากสายรองซึ่งยังคงยืนมองซากความเสียหายด้วยสีหน้าเหม่อลอย
เยวียนจ้าวคุนกวาดตามองลานประลองที่ถูกฟันแยก พื้นซึ่งหลอมละลาย และยอดเขาที่ถูกเจาะจนแหว่ง ก่อนตะโกนออกมาสุดเสียง
“พวกเจ้ากลับมารับผิดชอบก่อนนนนนนน!”