คลังนิยายพันธสัญญาแห่งดวงดาว

ตอนเผยแพร่

อ่านนิยาย

ตอนที่ 3926,818 ตัวอักษร

ตอนที่ 392

เยวียนหลิงซวงยังคงนั่งตาค้าง มองซากลานประลองตรงหน้าราวกับวิญญาณหลุดออกจากร่างไปแล้ว

ส่วนเยวียนเหวินอวี้มองตามแผ่นหลังของยูรันด้วยดวงตาเป็นประกาย

“โห...พี่ชายคนนี้ได้เรื่องกว่าพี่ชายแท้ ๆ ของข้าไม่รู้ตั้งกี่เท่า”

เยวียนเหวินเจ๋อซึ่งกำลังนอนบาดเจ็บอยู่ในอ้อมแขนของบิดาพลันกระอักเลือดออกมาอีกคำ

“เจ้า...เป็นน้องสาวของใครกันแน่...”

เยวียนเหวินอวี้ไม่สนใจ นางรีบลุกขึ้นจากที่นั่ง

“ไม่ได้การ ข้าต้องตามไปด้วย!”

พูดจบ นางก็วิ่งตามกลุ่มของยูรันออกไปทันที

เยวียนหลิงซวงเพิ่งได้สติ เมื่อเห็นอีกฝ่ายกำลังจะนำหน้า จึงรีบลุกตาม

“เดี๋ยวก่อน! รอข้าด้วย!”

เยวียนจิ้งไห่มองบุตรสาวที่ทอดทิ้งพี่ชายแท้ ๆ ของตนเองไปอย่างไม่ไยดี ก่อนถอนหายใจออกมายาวเหยียด

“ดูเหมือนข้าไม่ได้เสียเพียงลานประลอง แต่กำลังจะเสียบุตรสาวให้บ้านใหญ่ด้วยอีกคน...”

ยูรันได้ยินเสียงฝีเท้าตามมาจากด้านหลัง จึงหันกลับไปทางเยวียนซิงลู่กับเยวียนซิงฝู

“พวกเจ้าตามมาทำอะไรกัน?”

เขาชี้กลับไปทางตำหนัก

“ไปขอให้โม่ชิงเฟิงสอนวิชาพื้นฐานให้เสีย ไปเรียนพร้อมกับพี่น้องตระกูลสุ่ยนั่นแหละ”

เยวียนซิงฝูส่ายหน้ารัว ๆ ก่อนพุ่งเข้าไปกอดแขนเขาแน่น

“ไม่เอา!”

นางเงยหน้ามองพี่ชายด้วยแววตาออดอ้อน

“ท่านพี่สอนข้าเองไม่ได้หรือเจ้าคะ?”

ยูรันพยายามดึงแขนกลับ แต่นางกลับกอดแน่นยิ่งกว่าเดิม

“ข้าบอกแล้วว่าข้าสอนใครไม่เป็น”

เยวียนซิงฝูไม่ยอมปล่อย ก่อนลากเสียงยาวจนดังไปทั่วถนน

“ท่านพี่สอนข้าหน่อยสิน้าาาาาาาาาาาาาาาาาาาาาาาาาาาาาาาาาาาาาาาาาาาาาาาาาาาาาาาาาาาาา!”

“……”

ผู้คนบนถนนต่างหันมามองพร้อมกัน

ยูรันยืนนิ่งอยู่ครู่หนึ่ง ก่อนหันไปถามเยวียนชิงเหยา

“ท่านแม่ ตอนเด็กนางถูกเลี้ยงมาอย่างไรกัน เหตุใดถึงได้หน้าหนาเช่นนี้?”

เยวียนชิงเหยายกมือปิดปากหัวเราะ

“แม่ว่าแบบนี้ก็น่ารักดีออก”

เยวียนซิงฝูรีบพยักหน้าเห็นด้วย

“ใช่เจ้าค่ะ ท่านแม่ยังบอกว่าน่ารักเลย ท่านพี่สอนข้าเถอะนะ!”

เยวียนซิงฝูรีบพยักหน้าเห็นด้วย

“ใช่เจ้าค่ะ ท่านแม่ยังบอกว่าน่ารักเลย ท่านพี่สอนข้าเถอะนะ!”

ยูรันถอนหายใจยาว

“เฮ้อ...ขี้เกียจชะมัด”

ไป๋จิ้งเหวินยิ้ม ก่อนเสนอขึ้นมา

“เช่นนั้นเจ้าก็ไปสอนน้องสาวทั้งสองเถอะ เดี๋ยวแม่จะเป็นคนสอนชิงเหยาเอง”

นางมองถนนรอบเมือง ก่อนกล่าวต่อ

“เมื่อคืนพวกเราก็เดินเที่ยวจนเกือบทั่วแล้ว อีกตั้งหลายวันกว่าจะถึงปีใหม่ ช่วงนี้ไม่มีสิ่งใดให้ทำอยู่พอดี”

ลู่เหยียนหนิงพยักหน้าเห็นด้วย

“นั่นสิ พวกเราไปหาสถานที่ห่างไกลผู้คนสักหน่อยแล้วฝึกด้วยกัน ตกลงไหม?”

ยูรันยักไหล่

“อืม แล้วแต่ท่านแม่”

เยวียนชิงเหยามองสองสหายใหม่อย่างสงสัย

“เดี๋ยวก่อน พวกเจ้าจะสอนข้าอย่างนั้นหรือ แล้วคิดจะสอนอะไร?”

ลู่เหยียนหนิงยื่นมือไปจับข้อมือนาง ก่อนยิ้มอย่างมีเลศนัย

“เดี๋ยวเจ้าก็รู้เอง”

จากนั้นนางจึงหันกลับมาทางยูรัน

“รอบนี้แม่ไปก่อนนะ รันเอ๋อร์”

พรึ่บ!

ลู่เหยียนหนิงพาเยวียนชิงเหยาหายวับไปจากถนนในพริบตา

ไป๋จิ้งเหวินยิ้มให้ลูกชาย ก่อนใช้ก้าวพริบตาตามทั้งสองไปทันที

พรึ่บ!

ยูรันยืนเงียบอยู่ครู่หนึ่ง ก่อนถอนหายใจอีกครั้ง

“เอ้อ...วุ่นวายชะมัด”

เขายื่นมือไปคว้าคอเสื้อของเยวียนซิงลู่กับเยวียนซิงฝูเอาไว้คนละข้าง

“จับให้แน่น”

เยวียนซิงฝูเบิกตากว้าง

“เดี๋ยวก่อน ท่านพี่จะพาพวกข้าไปแบบนี้หรือเจ้าคะ?”

พรึ่บ!

ยังไม่ทันได้รับคำตอบ ร่างของทั้งสามก็หายวับไปจากถนน ทิ้งให้ฉินหลัวซือยืนอ้าปากค้างอยู่ด้านหลังเพียงลำพัง

“เดี๋ยวก่อน! แล้วข้าเล่า?!”

เสียงของนางดังตามหลังไป ทว่าไม่มีผู้ใดเหลืออยู่ให้ตอบแล้ว

พรึ่บ!

ไป๋จิ้งเหวินวกกลับมาปรากฏตัวตรงหน้าฉินหลัวซืออีกครั้ง

“โทษที ข้าลืมเจ้าไปเสียสนิท”

“……”

ฉินหลัวซือมองนางด้วยใบหน้าแข็งค้าง

ไป๋จิ้งเหวินยื่นมือไปจับแขนของนาง

“ไปด้วยกันเถอะ”

“เดี๋ยวก่อน คำว่าลืมของเจ้ามันทำร้ายจิตใจข้าเกินไปหรือไม่?”

พรึ่บ!

ไม่นานหลังจากทุกคนหายตัวไป เยวียนหลิงซวงกับเยวียนเหวินอวี้ก็วิ่งตามมาถึงถนนสายนั้น

ทั้งสองหยุดมองไปรอบตัว ก่อนพบเพียงถนนว่างเปล่า

เยวียนหลิงซวงขมวดคิ้ว

“เดี๋ยวก่อน พวกเขาหายไปไหนแล้ว?”

เยวียนเหวินอวี้หน้าซีดลง

“ไม่นะ! พี่ชายจ๋าของข้าหายไปแล้ว!”

“ใครเป็นพี่ชายจ๋าของเจ้ากัน!”

“ตอนนี้ไม่ใช่เวลามาเถียง รีบตามหาก่อน!”

หญิงสาวทั้งสองจึงแยกกันวิ่งตามหาทั่วเมืองจันทราเร้น ตั้งแต่ตลาด ร้านค้า โรงเตี๊ยม ไปจนถึงบริเวณหน้าตำหนัก แต่ไม่ว่าจะค้นหาอย่างไรก็ไม่พบแม้แต่เงาของยูรันและคนอื่น ๆ

เหตุผลง่ายมาก

เพราะในเวลานี้ พวกเขาไม่ได้อยู่ภายในเมืองแล้ว

นอกเมืองจันทราเร้นออกไปหลายสิบลี้

กลางพื้นที่รกร้างอันกว้างใหญ่ซึ่งไร้ผู้คน ร่างของลู่เหยียนหนิง เยวียนชิงเหยา และคนอื่น ๆ ทยอยปรากฏขึ้นบนทุ่งโล่ง

พรึ่บ! พรึ่บ! พรึ่บ!

ยูรันปล่อยคอเสื้อของน้องสาวทั้งสอง ก่อนปัดมือเบา ๆ

ทันทีที่เท้าสัมผัสพื้น เยวียนซิงฝู เยวียนซิงลู่ เยวียนชิงเหยา และฉินหลัวซือก็พร้อมใจกันทรุดตัวลง

“แหวะ!”

“แหวะ!”

“แหวะ!”

“แหวะ!”

เสียงอาเจียนดังขึ้นติดต่อกันสี่ครั้ง

เยวียนชิงเหยาใช้มือข้างหนึ่งยันพื้น ก่อนเงยหน้าขึ้นมาด้วยใบหน้าซีดเผือด

“นี่มันวิชาอะไรกัน...แหวะ!”

ยูรันตอบอย่างไม่ใส่ใจ

“ก้าวพริบตา”

ฉินหลัวซือเงยหน้าขึ้นอย่างยากลำบาก

“ข้ารู้สึกเหมือนอวัยวะภายในถูกเขย่าจนสลับตำแหน่งกันหมดแล้ว!”

ไป๋จิ้งเหวินกับลู่เหยียนหนิงยืนมองทั้งสี่ด้วยความเห็นใจ

ลู่เหยียนหนิงยื่นผ้าเช็ดหน้าให้เยวียนชิงเหยา

“คนที่ถูกพาไปด้วยก็เป็นเช่นนี้แหละ เด๊่ยวพวกเจ้าใช้เป็นก็ไม่เป็นอะไรแล้ว”

ยูรันไม่สนใจเสียงโอดครวญของทุกคน เขาสะบัดมือเรียกผ้าปู โต๊ะน้ำชา และกระโจมพักออกมา

พรึ่บ!

จากนั้นเขาก็กางกระโจมอย่างคล่องแคล่ว ปูที่นอน วางหมอน และจัดทุกอย่างจนพร้อมพักผ่อนภายในเวลาไม่กี่ลมหายใจ

ไป๋จิ้งเหวินมองการเคลื่อนไหวของลูกชาย ก่อนเริ่มรู้สึกถึงลางไม่ดี

ยูรันหันมาทางมารดาทั้งสอง

“ท่านแม่ ข้าฝากพวกนางด้วยนะ”

เขาชี้ไปยังเยวียนชิงเหยา ฉินหลัวซือ เยวียนซิงลู่ และเยวียนซิงฝูซึ่งยังนั่งหมดสภาพอยู่บนพื้น

“มีทั้งหมดสี่คน แบ่งกันคนละสอง พอดีเป๊ะ”

“……”

ลู่เหยียนหนิงกะพริบตาปริบ ๆ

“เดี๋ยวก่อน เจ้าเป็นคนบอกว่าจะสอนน้องสาวเองไม่ใช่หรือ?”

ยูรันมุดเข้าไปในกระโจม ก่อนล้มตัวลงนอนและดึงผ้าห่มขึ้นคลุม

“ข้าเปลี่ยนใจแล้ว ขี้เกียจ”

เยวียนซิงฝูรีบลุกขึ้น

“ท่านพี่!”

ยูรันพลิกตัวหันหลังให้ทุกคน

“ข้านอนละ ตอนเที่ยงค่อยเรียก ข้าจะลุกมาทำอาหารให้”

กล่าวจบ เขาก็หลับตาลงโดยไม่คิดสนใจผู้ใดอีก

ทุกคนยืนมองกระโจมด้วยใบหน้าแข็งค้าง

ฉินหลัวซือเช็ดมุมปาก ก่อนหันไปถามไป๋จิ้งเหวิน

“ปกติเขาสอนคนอื่นด้วยวิธีนี้หรือ?”

ไป๋จิ้งเหวินถอนหายใจยาว

“อืม ปกติเขาไม่สอนเลยต่างหาก...”

ไป๋จิ้งเหวินมองกระโจมซึ่งเงียบสนิท ก่อนถอนหายใจอย่างยอมแพ้

“เอาเถอะ รันเอ๋อร์เคยสอนพวกเราด้วยตนเองเพียงช่วงแรกเท่านั้น หลังจากมีคนเรียนรู้แล้ว เขาก็จะโยนหน้าที่ให้คนเหล่านั้นสอนต่อ”

นางกวักมือเรียกหญิงสาวทั้งสี่

“มาสิ เดี๋ยวข้าสอนให้เอง”

เยวียนซิงฝูรีบลุกขึ้น ก่อนเดินเข้าไปนั่งฟังอย่างตั้งใจ

ไป๋จิ้งเหวินเริ่มอธิบายหลักการไหลเวียนพลังและเส้นทางการเคลื่อนไหวทีละขั้น

“วิชาแรกมีชื่อว่าก้าวพริบตา ส่วนอีกวิชาคือเหยียบเวหา”

ทั้งสี่คนตั้งใจฟังทุกถ้อยคำ แม้แต่เยวียนชิงเหยาและฉินหลัวซือก็ยังไม่กล้าละสายตา

หลังจากอธิบายเสร็จ ไป๋จิ้งเหวินจึงถอยออกไปเล็กน้อย

“ลองดูสิ เมื่อครู่พวกเจ้าเพิ่งสัมผัสก้าวพริบตามาด้วยตนเอง น่าจะพอจดจำความรู้สึกได้บ้าง”

เยวียนชิงเหยา ฉินหลัวซือ เยวียนซิงลู่ และเยวียนซิงฝูมองหน้ากัน ก่อนเริ่มโคจรพลังตามที่ได้รับคำแนะนำ

“ก้าวพริบตา!”

“พรึ่บ!”

ไม่มีสิ่งใดเกิดขึ้น

ทั้งสี่ยังคงยืนอยู่ที่เดิมโดยไม่ขยับแม้แต่ครึ่งก้าว

พวกนางลองอีกหลายครั้ง ทว่าผลลัพธ์ก็ยังคงเหมือนเดิม

ฉินหลัวซือขมวดคิ้ว

“อืม ยากกว่าที่คิดมาก วิชานี้ใช้ได้จริงแน่หรือ?”

ลู่เหยียนหนิงพยักหน้าอย่างสงบ

“ใช้ได้จริง”

จากนั้นนางจึงเลียนแบบน้ำเสียงของยูรัน

“แต่หากพวกเจ้าถามรันเอ๋อร์ เขาก็คงตอบประมาณว่า ‘ก็เห็นอยู่ว่าใช้ได้ แล้วจะถามทำไม?’”

“……”

ทั้งสี่คนนิ่งไปครู่หนึ่ง ก่อนพยักหน้าพร้อมกัน

เยวียนชิงเหยาถอนหายใจ

“อืม เป็นคำตอบที่สมกับเป็นลูกชายข้าจริง ๆ”