คลังนิยายพันธสัญญาแห่งดวงดาว

ตอนเผยแพร่

อ่านนิยาย

ตอนที่ 393 ข้ายังต้องทำอาหารกลางวันอีก8,154 ตัวอักษร

ตอนที่ 393 ข้ายังต้องทำอาหารกลางวันอีก

ลู่เหยียนหนิงสังเกตการเคลื่อนไหวของทั้งสี่อยู่ครู่หนึ่ง ก่อนส่ายหน้า

“พวกเจ้ายังทำไม่ถูกต้อง”

เยวียนซิงลู่รีบถาม

“ข้าผิดตรงไหนหรือเจ้าคะ?”

ลู่เหยียนหนิงครุ่นคิดหาวิธีอธิบายอยู่พักหนึ่ง

“อืม...จะกล่าวอย่างไรดี พวกเราไม่ได้ใช้พลังอะไรเลย”

“ไม่ได้ใช้พลัง?”

“ใช่ ไม่ต้องโคจรลมปราณ ไม่ต้องใช้เคล็ดวิชา และไม่ต้องสร้างแรงส่ง”

นางยกเท้าขึ้น ก่อนก้าวออกไปตามธรรมชาติ

พรึ่บ!

ร่างของลู่เหยียนหนิงหายวับไป ก่อนปรากฏตัวขึ้นอีกครั้งบนยอดเขาซึ่งอยู่ไกลออกไปหลายลี้

พรึ่บ!

เพียงพริบตาเดียว นางก็กลับมายืนอยู่ตรงหน้าทุกคน

“เพียงสัมผัสตำแหน่งที่ต้องการไป แล้วก้าวออกไปเท่านั้น จากนั้นมันก็สำเร็จเอง”

ลู่เหยียนหนิงชี้ขึ้นไปบนท้องฟ้า

“เหยียบเวหาเองก็เหมือนกัน ไม่ต้องคิดว่าจะบิน เพียงคิดว่าอากาศตรงนั้นเป็นพื้น แล้วเหยียบลงไป”

“……”

หญิงสาวทั้งสี่มองนางด้วยสีหน้าเหม่อลอย

เยวียนซิงลู่ถามอย่างไม่มั่นใจ

“นี่เป็นคำอธิบายวิชาของจริงหรือเจ้าคะ?”

ไป๋จิ้งเหวินพยักหน้า

“จริงสิ”

นางผายมือไปทางตนเองกับลู่เหยียนหนิง

“ลองคิดดู พวกเราสองคนมีตบะเพียงสร้างรากฐาน ต่ำกว่าพวกเจ้าทั้งสี่มาก แต่กลับเดินทางออกมาจากเมืองไกลหลายร้อยลี้ได้ภายในไม่กี่ลมหายใจ”

ไป๋จิ้งเหวินเลิกคิ้ว

“พวกเจ้าไม่คิดว่ามันแปลกหรือ?”

ทั้งสี่คนชะงัก ก่อนหันมองหน้ากัน

เยวียนชิงเหยาค่อย ๆ ขมวดคิ้ว

“จริงด้วย...ระหว่างที่พวกเจ้าเคลื่อนที่ ข้าไม่สัมผัสถึงการโคจรลมปราณแม้แต่น้อย”

ลู่เหยียนหนิงยิ้ม

“เพราะฉะนั้นเลิกพยายามใช้พลัง แล้วลองใช้เพียงความรู้สึกดู”

ฉินหลัวซือมองระยะทางซึ่งอีกฝ่ายเพิ่งข้ามผ่าน ก่อนกลืนน้ำลายลงคอ

“ยากเหมือนกันนะใช้แค่ความรุ้สึก”

เสียงของยูรันดังออกมาจากภายในกระโจม

“อาเยวี่ยทำได้ตั้งแต่ครั้งแรกเลยนะ”

ทุกคนหันไปมองกระโจมพร้อมกัน

“เพียงนางยอมปล่อยวางทิฐิเรื่องลูกศิษย์เก่งกว่าอาจารย์ได้ นางก็ทำสำเร็จทันที แถมยังใช้ได้อย่างสมบูรณ์แบบที่สุดด้วย”

เยวียนซิงลู่หันไปมองกระโจมซึ่งปิดสนิท

“ท่านพี่ยังไม่หลับหรือเจ้าคะ?”

เสียงงัวเงียของยูรันดังตอบกลับมา

“หลับไปแล้ว”

เยวียนซิงลู่ชะงัก

“แต่ท่านพี่ยังได้ยินพวกเราคุยกันอยู่มิใช่หรือ?”

“ข้ารับรู้สิ่งรอบตัวได้ตลอดเวลาอยู่แล้ว ต่อให้หลับก็ไม่ต่างจากตอนตื่นหรอก”

“……”

ทุกคนมองกระโจมด้วยสีหน้าซับซ้อน

ฉินหลัวซือพึมพำเบา ๆ

“เช่นนั้นการลอบโจมตีเขาตอนหลับก็ไม่มีความหมายเลยสินะ...”

เสียงของยูรันดังออกมาทันที

“อืม ไม่มีความหมาย”

ฉินหลัวซือสะดุ้ง

“ข้าเพียงพูดกับตัวเอง เจ้ายังได้ยินอีกหรือ?!”

เสียงของยูรันดังออกมาจากกระโจมอีกครั้ง

“รีบฝึกกันเถอะ”

เขาหาวเบา ๆ ก่อนกล่าวต่อ

“ท่านแม่เป็นถึงเพื่อนสนิทของอาเยวี่ย แถมตบะยังสูงกว่านางไม่ใช่หรืออย่างไร?”

เยวียนชิงเหยาคิ้วกระตุก

“แล้วอย่างไร?”

“ก็ควรทำได้ทันทีสิ เมื่อครู่ท่านยังถูกหิ้วข้ามระยะทางมาตั้งหลายสิบลี้ ได้สัมผัสวิชาด้วยตนเองแล้วแท้ ๆ เหตุใดถึงยังทำไม่ได้อีก?”

“……”

เยวียนชิงเหยากัดฟัน ก่อนลุกขึ้นยืน

“ใครบอกว่าแม่ทำไม่ได้!”

นางหลับตาลง พยายามละทิ้งวิธีโคจรพลังทั้งหมด ก่อนนึกถึงความรู้สึกในตอนที่ถูกพานางข้ามระยะทาง

“แม่จะทำให้เจ้าดูเดี๋ยวนี้!”

ลู่เหยียนหนิงหันไปกระซิบกับไป๋จิ้งเหวิน

“ดูเหมือนรันเอ๋อร์จะรู้วิธีกระตุ้นนางดีนะ”

ไป๋จิ้งเหวินพยักหน้า

“อืม คนเป็นเพื่อนกับหลิงเยวี่ยได้ย่อมแพ้คำยั่วยุคล้ายกันนั่นแหละ”

เวลาผ่านไปจนกระทั่งดวงอาทิตย์ขึ้นถึงกลางศีรษะ

ตลอดช่วงเช้า เยวียนชิงเหยา ฉินหลัวซือ เยวียนซิงลู่ และเยวียนซิงฝูพยายามใช้ก้าวพริบตาไม่รู้กี่ร้อยครั้ง

ทว่าผลลัพธ์ยังคงเหมือนเดิม

ไม่มีผู้ใดขยับออกจากตำแหน่งได้แม้แต่ครึ่งก้าว

พรึ่บ!

ม่านกระโจมถูกเปิดออก ยูรันเดินออกมาพร้อมกับบิดตัวคลายความเมื่อยล้า

เขากวาดสัมผัสมองทั้งสี่คนซึ่งกำลังยืนหมดสภาพอยู่กลางทุ่ง ก่อนพยักหน้าช้า ๆ

“อืม เหตุการณ์นี้ช่างคุ้นเคยจริง ๆ”

เยวียนซิงฝูหันมามองเขาด้วยสีหน้าอ่อนแรง

“ท่านพี่ พวกข้าพยายามมาตลอดทั้งเช้าแล้วนะเจ้าคะ...”

ยูรันยกมือขึ้นห้าม

“ช่างเถอะ เรื่องฝึกเอาไว้ทีหลัง”

เขาสะบัดมือเรียกโต๊ะ เครื่องครัว และวัตถุดิบจำนวนมากออกมา

“ข้าทำอาหารดีกว่า”

เยวียนชิงเหยาคิ้วกระตุก

“เจ้าจะไม่ช่วยชี้แนะพวกแม่อีกสักหน่อยหรือ?”

ยูรันเริ่มหั่นเนื้อโดยไม่หันกลับมา

“หากข้ารู้ว่าจะอธิบายอย่างไร ข้าคงสอนไปตั้งแต่แรกแล้ว”

“……”

ไป๋จิ้งเหวินหัวเราะเบา ๆ

“ข้าบอกแล้ว เขาไม่เคยสอนใครเป็นจริง ๆ”

ยูรันชะงักมือที่กำลังเตรียมอาหาร ก่อนถอนหายใจยาว

“เฮ้อ...ก็ได้ ๆ”

เขาวางมีดลง แล้วเดินตรงไปหาเยวียนชิงเหยา

“ท่านแม่ พักก่อนสักหน่อย”

เยวียนชิงเหยายังไม่ทันถาม ยูรันก็ยื่นแขนไปโอบเอวของนางไว้หลวม ๆ ก่อนจับมืออีกข้างขึ้นมา

นางชะงักไปเล็กน้อย

“รันเอ๋อร์ เจ้าจะทำอะไร?”

“เต้นรำกับข้าสักหน่อย”

ยูรันขยับเท้าเข้าสู่ท่าเตรียม ก่อนกล่าวด้วยน้ำเสียงอ่อนลง

“เพียงปล่อยตัวตามสบายแล้วขยับตามข้าก็พอ”

เยวียนชิงเหยามองใบหน้าของบุตรชายอยู่ครู่หนึ่ง ก่อนพยักหน้า

“อืม แม่เข้าใจแล้ว”

ยูรันเริ่มผิวปากเบา ๆ

ท่วงทำนองใสกังวานค่อย ๆ ไหลออกมาอย่างต่อเนื่อง เสียงนั้นอ่อนโยนและสงบ ราวกับสายลมกำลังพัดผ่านทุ่งกว้าง ทำให้จิตใจของผู้ฟังค่อย ๆ ผ่อนคลายโดยไม่รู้ตัว

แม้แต่ฉินหลัวซือกับสองพี่น้องตระกูลเยวียนซึ่งกำลังเหนื่อยล้าจากการฝึกยังเผลอหยุดฟังอย่างเคลิบเคลิ้ม

ยูรันก้าวเท้าออกไปตามจังหวะเพลง ก่อนนำพาเยวียนชิงเหยาให้เคลื่อนไหวตามอย่างช้า ๆ

หนึ่งก้าว สองก้าว แล้วหมุนตัว

ช่วงแรกการเคลื่อนไหวของนางยังแข็งเกร็ง

เสียงของยูรันดังแทรกผ่านท่วงทำนอง

“เชื่อในความรู้สึกของตนเอง แล้วปล่อยให้เท้าก้าวออกไป”

เยวียนชิงเหยาค่อย ๆ หลับตาลง ก่อนปล่อยร่างกายให้เคลื่อนไหวไปตามการนำของบุตรชาย

รอยยิ้มบาง ๆ ปรากฏขึ้นบนใบหน้าของนาง

เป็นครั้งแรกในรอบยี่สิบปีที่จิตใจซึ่งแบกรับทั้งความเจ็บปวดและความรู้สึกผิดของนางได้ผ่อนคลายลงอย่างแท้จริง

เสียงผิวปากอันไพเราะดังต่อเนื่องอยู่นานกว่าห้านาที

ทุกคนนั่งล้อมวงอยู่ไม่ไกล เฝ้ามองสองแม่ลูกเต้นรำกันกลางทุ่งหญ้าอย่างเงียบ ๆ

การเคลื่อนไหวของยูรันทั้งมั่นคงและลื่นไหล ทุกย่างก้าวดูเรียบง่าย ทว่ากลับแฝงจังหวะบางอย่างซึ่งยากจะอธิบาย เขาคอยประคองเยวียนชิงเหยาให้หมุนตัว ก้าวถอย และเคลื่อนไปข้างหน้าตามเสียงเพลงโดยไม่เคยทำให้นางเสียจังหวะ

เยวียนซิงฝูมองภาพตรงหน้าด้วยดวงตาเป็นประกาย

“ว้าวววว! ท่านพี่เต้นรำเก่งมากเลยเจ้าค่ะ!”

นางขยับเข้าไปใกล้พี่สาว ก่อนกระซิบด้วยความตื่นเต้น

“แถมยังผิวปากได้ไพเราะถึงเพียงนี้ หากท่านพี่ร้องเพลงจะต้องเพราะมากแน่ ๆ!”

เยวียนซิงลู่รีบยกนิ้วขึ้นแตะริมฝีปาก

“ชู่...เงียบหน่อย อย่ารบกวนพวกเขา”

เยวียนซิงฝูรีบยกมือขึ้นปิดปาก ก่อนพยักหน้ารัว ๆ

ท่ามกลางท่วงทำนองอันสงบ การเคลื่อนไหวของเยวียนชิงเหยาค่อย ๆ เปลี่ยนไป

ฝีเท้าซึ่งเคยแข็งเกร็งเริ่มเบาสบายขึ้นเรื่อย ๆ

รอยยิ้มบนใบหน้าของนางยิ่งอ่อนโยนขึ้นทุกขณะ

โดยไม่รู้ตัว ปลายเท้าของนางค่อย ๆ ลอยเหนือพื้นหญ้าขึ้นมาเล็กน้อยแล้ว

ไป๋จิ้งเหวินเห็นดังนั้นก็ยิ้ม

“ดูเหมือนนางกำลังจะเข้าใจแล้ว”

พรึ่บ!

ท่ามกลางเสียงผิวปาก ร่างของยูรันกับเยวียนชิงเหยาพลันหายวับไปจากทุ่งหญ้า

ฉินหลัวซือชะงัก ก่อนรีบลุกขึ้นมองไปรอบตัว

“ทั้งสองคนหายไปไหนแล้ว?”

ไป๋จิ้งเหวินยิ้ม ก่อนยกนิ้วชี้ขึ้นไปด้านบน

“อยู่บนนั้น”

ทุกคนรีบเงยหน้าขึ้นพร้อมกัน

เหนือพื้นดินขึ้นไปหลายร้อยจั้ง ยูรันกับเยวียนชิงเหยากำลังเต้นรำอยู่กลางท้องฟ้า

ฝ่าเท้าของทั้งสองเหยียบลงบนอากาศว่างเปล่าราวกับเป็นพื้นดิน ทุกครั้งที่ก้าวออกไป ร่างของพวกเขาจะหายวับและปรากฏขึ้นในตำแหน่งใหม่ ก่อนหมุนตัวกลับเข้าหากันตามจังหวะเพลงอย่างลื่นไหล

เยวียนชิงเหยายังคงหลับตา ปล่อยให้ยูรันนำพานางเคลื่อนไหวโดยไม่คิดถึงสิ่งใด

นางไม่รู้ด้วยซ้ำว่าตนเองกำลังใช้ทั้งก้าวพริบตาและเหยียบเวหาติดต่อกันอย่างสมบูรณ์แบบ

เยวียนซิงฝูอ้าปากค้าง

“ท่านแม่กำลังเต้นรำอยู่บนฟ้า...”

เยวียนซิงลู่มองภาพตรงหน้าอย่างเหม่อลอย

“นางทำสำเร็จแล้ว”

ลู่เหยียนหนิงพยักหน้า

“อืม ทันทีที่เลิกคิดว่าตนเองกำลังฝึกวิชา นางก็ทำได้เองตามธรรมชาติ”

ฉินหลัวซือเงยหน้ามองทั้งสอง ก่อนพึมพำด้วยสีหน้าซับซ้อน

“วิธีสอนของครอบครัวพวกเจ้าช่างประหลาดจริง ๆ...”

เสียงผิวปากค่อย ๆ เบาลง ก่อนท่วงทำนองสุดท้ายจะจางหายไปกลางท้องฟ้า

ยูรันหยุดการเคลื่อนไหว แต่ยังคงประคองเอวของเยวียนชิงเหยาเอาไว้

“พอแล้ว เป็นอย่างไรบ้าง?”

เยวียนชิงเหยาค่อย ๆ ลืมตาขึ้น ก่อนก้มมองฝ่าเท้าของตนเอง

นางกำลังยืนอยู่บนอากาศว่างเปล่า ทว่ากลับไม่มีความรู้สึกว่าตนเองกำลังลอยอยู่เลยแม้แต่น้อย

“อืม...แตกต่างจริง ๆ”

นางลองขยับเท้าไปข้างหน้าอีกหนึ่งก้าว

พรึ่บ!

ร่างของนางหายวับไป ก่อนปรากฏขึ้นห่างจากตำแหน่งเดิมหลายจั้ง

เยวียนชิงเหยามองฝ่าเท้าของตนเองด้วยความประหลาดใจ

“มันไม่เหมือนการฉีกมิติ และไม่เหมือนการเหาะเหินเลย”

“ข้ารู้สึกราวกับกำลังยืนอยู่บนพื้น ทั้งยังเหมือนเพียงเดินไปข้างหน้าตามปกติเท่านั้น”

ยูรันพยักหน้า

“นั่นแหละคือก้าวพริบตาและเหยียบเวหา”

เยวียนชิงเหยาหันกลับมามองบุตรชาย ก่อนรอยยิ้มกว้างจะปรากฏขึ้นบนใบหน้า

นางพุ่งเข้ามากอดเขาเอาไว้แน่นด้วยความดีใจ

“แม่ทำได้แล้ว!”

ยูรันยกมือลูบแผ่นหลังของนางเบา ๆ

“อืม ท่านแม่เก่งมาก”

รอยยิ้มของเยวียนชิงเหยายิ่งสดใสขึ้นกว่าเดิม

ยูรันปล่อยให้นางกอดอยู่พักหนึ่ง ก่อนกล่าวเตือน

“เอาละ ลงไปกันเถอะ ข้ายังต้องทำอาหารกลางวันอีก”

เยวียนชิงเหยาพยักหน้า ก่อนจับมือบุตรชายเอาไว้

คราวนี้นางไม่ได้ปล่อยให้เขาพากลับ

นางก้าวออกไปด้วยตนเอง

พรึ่บ!

ร่างของสองแม่ลูกหายวับจากกลางท้องฟ้า ก่อนกลับไปปรากฏตัวบนทุ่งหญ้าเบื้องล่างอย่างนุ่มนวล

เยวียนชิงเหยาทำสำเร็จแล้วอย่างแท้จริง