ตอนที่ 393 ข้ายังต้องทำอาหารกลางวันอีก
ลู่เหยียนหนิงสังเกตการเคลื่อนไหวของทั้งสี่อยู่ครู่หนึ่ง ก่อนส่ายหน้า
“พวกเจ้ายังทำไม่ถูกต้อง”
เยวียนซิงลู่รีบถาม
“ข้าผิดตรงไหนหรือเจ้าคะ?”
ลู่เหยียนหนิงครุ่นคิดหาวิธีอธิบายอยู่พักหนึ่ง
“อืม...จะกล่าวอย่างไรดี พวกเราไม่ได้ใช้พลังอะไรเลย”
“ไม่ได้ใช้พลัง?”
“ใช่ ไม่ต้องโคจรลมปราณ ไม่ต้องใช้เคล็ดวิชา และไม่ต้องสร้างแรงส่ง”
นางยกเท้าขึ้น ก่อนก้าวออกไปตามธรรมชาติ
พรึ่บ!
ร่างของลู่เหยียนหนิงหายวับไป ก่อนปรากฏตัวขึ้นอีกครั้งบนยอดเขาซึ่งอยู่ไกลออกไปหลายลี้
พรึ่บ!
เพียงพริบตาเดียว นางก็กลับมายืนอยู่ตรงหน้าทุกคน
“เพียงสัมผัสตำแหน่งที่ต้องการไป แล้วก้าวออกไปเท่านั้น จากนั้นมันก็สำเร็จเอง”
ลู่เหยียนหนิงชี้ขึ้นไปบนท้องฟ้า
“เหยียบเวหาเองก็เหมือนกัน ไม่ต้องคิดว่าจะบิน เพียงคิดว่าอากาศตรงนั้นเป็นพื้น แล้วเหยียบลงไป”
“……”
หญิงสาวทั้งสี่มองนางด้วยสีหน้าเหม่อลอย
เยวียนซิงลู่ถามอย่างไม่มั่นใจ
“นี่เป็นคำอธิบายวิชาของจริงหรือเจ้าคะ?”
ไป๋จิ้งเหวินพยักหน้า
“จริงสิ”
นางผายมือไปทางตนเองกับลู่เหยียนหนิง
“ลองคิดดู พวกเราสองคนมีตบะเพียงสร้างรากฐาน ต่ำกว่าพวกเจ้าทั้งสี่มาก แต่กลับเดินทางออกมาจากเมืองไกลหลายร้อยลี้ได้ภายในไม่กี่ลมหายใจ”
ไป๋จิ้งเหวินเลิกคิ้ว
“พวกเจ้าไม่คิดว่ามันแปลกหรือ?”
ทั้งสี่คนชะงัก ก่อนหันมองหน้ากัน
เยวียนชิงเหยาค่อย ๆ ขมวดคิ้ว
“จริงด้วย...ระหว่างที่พวกเจ้าเคลื่อนที่ ข้าไม่สัมผัสถึงการโคจรลมปราณแม้แต่น้อย”
ลู่เหยียนหนิงยิ้ม
“เพราะฉะนั้นเลิกพยายามใช้พลัง แล้วลองใช้เพียงความรู้สึกดู”
ฉินหลัวซือมองระยะทางซึ่งอีกฝ่ายเพิ่งข้ามผ่าน ก่อนกลืนน้ำลายลงคอ
“ยากเหมือนกันนะใช้แค่ความรุ้สึก”
เสียงของยูรันดังออกมาจากภายในกระโจม
“อาเยวี่ยทำได้ตั้งแต่ครั้งแรกเลยนะ”
ทุกคนหันไปมองกระโจมพร้อมกัน
“เพียงนางยอมปล่อยวางทิฐิเรื่องลูกศิษย์เก่งกว่าอาจารย์ได้ นางก็ทำสำเร็จทันที แถมยังใช้ได้อย่างสมบูรณ์แบบที่สุดด้วย”
เยวียนซิงลู่หันไปมองกระโจมซึ่งปิดสนิท
“ท่านพี่ยังไม่หลับหรือเจ้าคะ?”
เสียงงัวเงียของยูรันดังตอบกลับมา
“หลับไปแล้ว”
เยวียนซิงลู่ชะงัก
“แต่ท่านพี่ยังได้ยินพวกเราคุยกันอยู่มิใช่หรือ?”
“ข้ารับรู้สิ่งรอบตัวได้ตลอดเวลาอยู่แล้ว ต่อให้หลับก็ไม่ต่างจากตอนตื่นหรอก”
“……”
ทุกคนมองกระโจมด้วยสีหน้าซับซ้อน
ฉินหลัวซือพึมพำเบา ๆ
“เช่นนั้นการลอบโจมตีเขาตอนหลับก็ไม่มีความหมายเลยสินะ...”
เสียงของยูรันดังออกมาทันที
“อืม ไม่มีความหมาย”
ฉินหลัวซือสะดุ้ง
“ข้าเพียงพูดกับตัวเอง เจ้ายังได้ยินอีกหรือ?!”
เสียงของยูรันดังออกมาจากกระโจมอีกครั้ง
“รีบฝึกกันเถอะ”
เขาหาวเบา ๆ ก่อนกล่าวต่อ
“ท่านแม่เป็นถึงเพื่อนสนิทของอาเยวี่ย แถมตบะยังสูงกว่านางไม่ใช่หรืออย่างไร?”
เยวียนชิงเหยาคิ้วกระตุก
“แล้วอย่างไร?”
“ก็ควรทำได้ทันทีสิ เมื่อครู่ท่านยังถูกหิ้วข้ามระยะทางมาตั้งหลายสิบลี้ ได้สัมผัสวิชาด้วยตนเองแล้วแท้ ๆ เหตุใดถึงยังทำไม่ได้อีก?”
“……”
เยวียนชิงเหยากัดฟัน ก่อนลุกขึ้นยืน
“ใครบอกว่าแม่ทำไม่ได้!”
นางหลับตาลง พยายามละทิ้งวิธีโคจรพลังทั้งหมด ก่อนนึกถึงความรู้สึกในตอนที่ถูกพานางข้ามระยะทาง
“แม่จะทำให้เจ้าดูเดี๋ยวนี้!”
ลู่เหยียนหนิงหันไปกระซิบกับไป๋จิ้งเหวิน
“ดูเหมือนรันเอ๋อร์จะรู้วิธีกระตุ้นนางดีนะ”
ไป๋จิ้งเหวินพยักหน้า
“อืม คนเป็นเพื่อนกับหลิงเยวี่ยได้ย่อมแพ้คำยั่วยุคล้ายกันนั่นแหละ”
เวลาผ่านไปจนกระทั่งดวงอาทิตย์ขึ้นถึงกลางศีรษะ
ตลอดช่วงเช้า เยวียนชิงเหยา ฉินหลัวซือ เยวียนซิงลู่ และเยวียนซิงฝูพยายามใช้ก้าวพริบตาไม่รู้กี่ร้อยครั้ง
ทว่าผลลัพธ์ยังคงเหมือนเดิม
ไม่มีผู้ใดขยับออกจากตำแหน่งได้แม้แต่ครึ่งก้าว
พรึ่บ!
ม่านกระโจมถูกเปิดออก ยูรันเดินออกมาพร้อมกับบิดตัวคลายความเมื่อยล้า
เขากวาดสัมผัสมองทั้งสี่คนซึ่งกำลังยืนหมดสภาพอยู่กลางทุ่ง ก่อนพยักหน้าช้า ๆ
“อืม เหตุการณ์นี้ช่างคุ้นเคยจริง ๆ”
เยวียนซิงฝูหันมามองเขาด้วยสีหน้าอ่อนแรง
“ท่านพี่ พวกข้าพยายามมาตลอดทั้งเช้าแล้วนะเจ้าคะ...”
ยูรันยกมือขึ้นห้าม
“ช่างเถอะ เรื่องฝึกเอาไว้ทีหลัง”
เขาสะบัดมือเรียกโต๊ะ เครื่องครัว และวัตถุดิบจำนวนมากออกมา
“ข้าทำอาหารดีกว่า”
เยวียนชิงเหยาคิ้วกระตุก
“เจ้าจะไม่ช่วยชี้แนะพวกแม่อีกสักหน่อยหรือ?”
ยูรันเริ่มหั่นเนื้อโดยไม่หันกลับมา
“หากข้ารู้ว่าจะอธิบายอย่างไร ข้าคงสอนไปตั้งแต่แรกแล้ว”
“……”
ไป๋จิ้งเหวินหัวเราะเบา ๆ
“ข้าบอกแล้ว เขาไม่เคยสอนใครเป็นจริง ๆ”
ยูรันชะงักมือที่กำลังเตรียมอาหาร ก่อนถอนหายใจยาว
“เฮ้อ...ก็ได้ ๆ”
เขาวางมีดลง แล้วเดินตรงไปหาเยวียนชิงเหยา
“ท่านแม่ พักก่อนสักหน่อย”
เยวียนชิงเหยายังไม่ทันถาม ยูรันก็ยื่นแขนไปโอบเอวของนางไว้หลวม ๆ ก่อนจับมืออีกข้างขึ้นมา
นางชะงักไปเล็กน้อย
“รันเอ๋อร์ เจ้าจะทำอะไร?”
“เต้นรำกับข้าสักหน่อย”
ยูรันขยับเท้าเข้าสู่ท่าเตรียม ก่อนกล่าวด้วยน้ำเสียงอ่อนลง
“เพียงปล่อยตัวตามสบายแล้วขยับตามข้าก็พอ”
เยวียนชิงเหยามองใบหน้าของบุตรชายอยู่ครู่หนึ่ง ก่อนพยักหน้า
“อืม แม่เข้าใจแล้ว”
ยูรันเริ่มผิวปากเบา ๆ
ท่วงทำนองใสกังวานค่อย ๆ ไหลออกมาอย่างต่อเนื่อง เสียงนั้นอ่อนโยนและสงบ ราวกับสายลมกำลังพัดผ่านทุ่งกว้าง ทำให้จิตใจของผู้ฟังค่อย ๆ ผ่อนคลายโดยไม่รู้ตัว
แม้แต่ฉินหลัวซือกับสองพี่น้องตระกูลเยวียนซึ่งกำลังเหนื่อยล้าจากการฝึกยังเผลอหยุดฟังอย่างเคลิบเคลิ้ม
ยูรันก้าวเท้าออกไปตามจังหวะเพลง ก่อนนำพาเยวียนชิงเหยาให้เคลื่อนไหวตามอย่างช้า ๆ
หนึ่งก้าว สองก้าว แล้วหมุนตัว
ช่วงแรกการเคลื่อนไหวของนางยังแข็งเกร็ง
เสียงของยูรันดังแทรกผ่านท่วงทำนอง
“เชื่อในความรู้สึกของตนเอง แล้วปล่อยให้เท้าก้าวออกไป”
เยวียนชิงเหยาค่อย ๆ หลับตาลง ก่อนปล่อยร่างกายให้เคลื่อนไหวไปตามการนำของบุตรชาย
รอยยิ้มบาง ๆ ปรากฏขึ้นบนใบหน้าของนาง
เป็นครั้งแรกในรอบยี่สิบปีที่จิตใจซึ่งแบกรับทั้งความเจ็บปวดและความรู้สึกผิดของนางได้ผ่อนคลายลงอย่างแท้จริง
เสียงผิวปากอันไพเราะดังต่อเนื่องอยู่นานกว่าห้านาที
ทุกคนนั่งล้อมวงอยู่ไม่ไกล เฝ้ามองสองแม่ลูกเต้นรำกันกลางทุ่งหญ้าอย่างเงียบ ๆ
การเคลื่อนไหวของยูรันทั้งมั่นคงและลื่นไหล ทุกย่างก้าวดูเรียบง่าย ทว่ากลับแฝงจังหวะบางอย่างซึ่งยากจะอธิบาย เขาคอยประคองเยวียนชิงเหยาให้หมุนตัว ก้าวถอย และเคลื่อนไปข้างหน้าตามเสียงเพลงโดยไม่เคยทำให้นางเสียจังหวะ
เยวียนซิงฝูมองภาพตรงหน้าด้วยดวงตาเป็นประกาย
“ว้าวววว! ท่านพี่เต้นรำเก่งมากเลยเจ้าค่ะ!”
นางขยับเข้าไปใกล้พี่สาว ก่อนกระซิบด้วยความตื่นเต้น
“แถมยังผิวปากได้ไพเราะถึงเพียงนี้ หากท่านพี่ร้องเพลงจะต้องเพราะมากแน่ ๆ!”
เยวียนซิงลู่รีบยกนิ้วขึ้นแตะริมฝีปาก
“ชู่...เงียบหน่อย อย่ารบกวนพวกเขา”
เยวียนซิงฝูรีบยกมือขึ้นปิดปาก ก่อนพยักหน้ารัว ๆ
ท่ามกลางท่วงทำนองอันสงบ การเคลื่อนไหวของเยวียนชิงเหยาค่อย ๆ เปลี่ยนไป
ฝีเท้าซึ่งเคยแข็งเกร็งเริ่มเบาสบายขึ้นเรื่อย ๆ
รอยยิ้มบนใบหน้าของนางยิ่งอ่อนโยนขึ้นทุกขณะ
โดยไม่รู้ตัว ปลายเท้าของนางค่อย ๆ ลอยเหนือพื้นหญ้าขึ้นมาเล็กน้อยแล้ว
ไป๋จิ้งเหวินเห็นดังนั้นก็ยิ้ม
“ดูเหมือนนางกำลังจะเข้าใจแล้ว”
พรึ่บ!
ท่ามกลางเสียงผิวปาก ร่างของยูรันกับเยวียนชิงเหยาพลันหายวับไปจากทุ่งหญ้า
ฉินหลัวซือชะงัก ก่อนรีบลุกขึ้นมองไปรอบตัว
“ทั้งสองคนหายไปไหนแล้ว?”
ไป๋จิ้งเหวินยิ้ม ก่อนยกนิ้วชี้ขึ้นไปด้านบน
“อยู่บนนั้น”
ทุกคนรีบเงยหน้าขึ้นพร้อมกัน
เหนือพื้นดินขึ้นไปหลายร้อยจั้ง ยูรันกับเยวียนชิงเหยากำลังเต้นรำอยู่กลางท้องฟ้า
ฝ่าเท้าของทั้งสองเหยียบลงบนอากาศว่างเปล่าราวกับเป็นพื้นดิน ทุกครั้งที่ก้าวออกไป ร่างของพวกเขาจะหายวับและปรากฏขึ้นในตำแหน่งใหม่ ก่อนหมุนตัวกลับเข้าหากันตามจังหวะเพลงอย่างลื่นไหล
เยวียนชิงเหยายังคงหลับตา ปล่อยให้ยูรันนำพานางเคลื่อนไหวโดยไม่คิดถึงสิ่งใด
นางไม่รู้ด้วยซ้ำว่าตนเองกำลังใช้ทั้งก้าวพริบตาและเหยียบเวหาติดต่อกันอย่างสมบูรณ์แบบ
เยวียนซิงฝูอ้าปากค้าง
“ท่านแม่กำลังเต้นรำอยู่บนฟ้า...”
เยวียนซิงลู่มองภาพตรงหน้าอย่างเหม่อลอย
“นางทำสำเร็จแล้ว”
ลู่เหยียนหนิงพยักหน้า
“อืม ทันทีที่เลิกคิดว่าตนเองกำลังฝึกวิชา นางก็ทำได้เองตามธรรมชาติ”
ฉินหลัวซือเงยหน้ามองทั้งสอง ก่อนพึมพำด้วยสีหน้าซับซ้อน
“วิธีสอนของครอบครัวพวกเจ้าช่างประหลาดจริง ๆ...”
เสียงผิวปากค่อย ๆ เบาลง ก่อนท่วงทำนองสุดท้ายจะจางหายไปกลางท้องฟ้า
ยูรันหยุดการเคลื่อนไหว แต่ยังคงประคองเอวของเยวียนชิงเหยาเอาไว้
“พอแล้ว เป็นอย่างไรบ้าง?”
เยวียนชิงเหยาค่อย ๆ ลืมตาขึ้น ก่อนก้มมองฝ่าเท้าของตนเอง
นางกำลังยืนอยู่บนอากาศว่างเปล่า ทว่ากลับไม่มีความรู้สึกว่าตนเองกำลังลอยอยู่เลยแม้แต่น้อย
“อืม...แตกต่างจริง ๆ”
นางลองขยับเท้าไปข้างหน้าอีกหนึ่งก้าว
พรึ่บ!
ร่างของนางหายวับไป ก่อนปรากฏขึ้นห่างจากตำแหน่งเดิมหลายจั้ง
เยวียนชิงเหยามองฝ่าเท้าของตนเองด้วยความประหลาดใจ
“มันไม่เหมือนการฉีกมิติ และไม่เหมือนการเหาะเหินเลย”
“ข้ารู้สึกราวกับกำลังยืนอยู่บนพื้น ทั้งยังเหมือนเพียงเดินไปข้างหน้าตามปกติเท่านั้น”
ยูรันพยักหน้า
“นั่นแหละคือก้าวพริบตาและเหยียบเวหา”
เยวียนชิงเหยาหันกลับมามองบุตรชาย ก่อนรอยยิ้มกว้างจะปรากฏขึ้นบนใบหน้า
นางพุ่งเข้ามากอดเขาเอาไว้แน่นด้วยความดีใจ
“แม่ทำได้แล้ว!”
ยูรันยกมือลูบแผ่นหลังของนางเบา ๆ
“อืม ท่านแม่เก่งมาก”
รอยยิ้มของเยวียนชิงเหยายิ่งสดใสขึ้นกว่าเดิม
ยูรันปล่อยให้นางกอดอยู่พักหนึ่ง ก่อนกล่าวเตือน
“เอาละ ลงไปกันเถอะ ข้ายังต้องทำอาหารกลางวันอีก”
เยวียนชิงเหยาพยักหน้า ก่อนจับมือบุตรชายเอาไว้
คราวนี้นางไม่ได้ปล่อยให้เขาพากลับ
นางก้าวออกไปด้วยตนเอง
พรึ่บ!
ร่างของสองแม่ลูกหายวับจากกลางท้องฟ้า ก่อนกลับไปปรากฏตัวบนทุ่งหญ้าเบื้องล่างอย่างนุ่มนวล
เยวียนชิงเหยาทำสำเร็จแล้วอย่างแท้จริง