คลังนิยายพันธสัญญาแห่งดวงดาว

ตอนเผยแพร่

อ่านนิยาย

ตอนที่ 394 พวกมันไม่มีตัวใดเลือกข้าเลยแม้แต่ตัวเดียว7,010 ตัวอักษร

ตอนที่ 394 พวกมันไม่มีตัวใดเลือกข้าเลยแม้แต่ตัวเดียว

ยูรันหันไปทางฉินหลัวซือ

“ท่านป้าก็ลองดูนะ เมื่อครู่ท่านน่าจะมองเห็นจังหวะการเคลื่อนไหวแล้ว”

ฉินหลัวซือพยักหน้า ก่อนหลับตาลงและพยายามเลียนแบบความรู้สึกของเยวียนชิงเหยา

ทว่าเยวียนซิงฝูกลับพุ่งเข้ามากอดแขนยูรันเสียก่อน

“ท่านพี่ใจร้าย!”

ยูรันเอียงศีรษะ

“ข้าทำอะไรอีก?”

เยวียนซิงฝูเบะปาก ดวงตาเริ่มมีน้ำตาคลอ

“ข้าเองก็อยากเต้นรำกับท่านพี่บ้าง!”

นางเขย่าแขนเขาไปมา ก่อนร้องเสียงดัง

“อุแงงงงงง! ข้าก็อยากให้ท่านพี่จับมือ พาเต้นรำ แล้วพาขึ้นไปบนฟ้าเหมือนกัน!”

ยูรันมองน้องสาวซึ่งร้องไห้โดยไม่มีน้ำตาอยู่ครู่หนึ่ง

“เจ้าแค่ต้องการเต้นรำ ไม่ได้ต้องการเรียนวิชาแล้วใช่ไหม?”

เยวียนซิงฝูหยุดร้องทันที

“ทั้งสองอย่างเจ้าค่ะ”

“ตอบเร็วเชียวนะ”

เยวียนชิงเหยายกมือปิดปากหัวเราะ

“รันเอ๋อร์ เจ้าเต้นรำกับน้องสักหน่อยเถอะ นางอุตส่าห์ขอร้องถึงเพียงนี้”

ยูรันมองเยวียนซิงฝูอยู่ครู่หนึ่ง ก่อนส่ายหน้า

“คงไม่ได้แล้ว”

เยวียนซิงฝูชะงัก

“ทำไมเล่าเจ้าคะ?”

“เจ้าเห็นวิธีฝึกไปหมดแล้ว ต่อให้ข้าพาเต้นรำ จิตใจก็จะวอกแวก คงไม่มีทางปล่อยตัวตามธรรมชาติได้แล้วละ”

ยูรันถอนหายใจอย่างเห็นใจ

“น่าสงสารจริง ๆ พลาดโอกาสไปเสียแล้ว”

เยวียนซิงฝูยืนนิ่งอยู่ครู่หนึ่ง ก่อนทรุดตัวลงกอดขาเขา

“ไม่จริงงงงงง! ข้าลืมได้นะเจ้าคะ! ข้าจะลืมทุกอย่างเดี๋ยวนี้เลย!”

“คนที่พยายามลืม แปลว่ายังคิดถึงมันอยู่”

ฉึก!

เยวียนซิงฝูตัวแข็งค้าง ก่อนเงยหน้ามองพี่ชายด้วยสีหน้าสิ้นหวัง

“เช่นนั้นข้าต้องทำอย่างไร?”

ยูรันชี้ไปทางลู่เหยียนหนิง

“ไปฝึกต่อ”

“ท่านพี่ใจร้ายยยยยย!”

ยูรันไม่สนใจเสียงโอดครวญของน้องสาว เขาเดินกลับไปยังโต๊ะเตรียมอาหาร ก่อนลงมือปรุงต่ออย่างคล่องแคล่ว

ไม่นาน กลิ่นหอมก็ฟุ้งกระจายไปทั่วทุ่งกว้าง

“เอาเถอะ พักกินข้าวกันก่อนแล้วค่อยฝึกต่อ”

อาหารหลายสิบจานถูกยกมาวางเรียงรายเต็มโต๊ะ ทุกคนรีบเข้ามานั่งล้อมวงหลังเหน็ดเหนื่อยมาตลอดช่วงเช้า

ยูรันเพิ่งนั่งลงได้ไม่นาน เยวียนซิงฝูก็วิ่งเข้ามาหา

“ท่านพี่!”

นางกระโดดขึ้นไปนั่งบนตักของเขา ก่อนโอบแขนรอบคอเอาไว้แน่น

“ท่านพี่ป้อนข้าหน่อยยยยยยยยยย!”

ยูรันยิ้ม

“ได้สิ”

คำตอบอันง่ายดายทำให้ทุกคนรอบโต๊ะนิ่งค้าง

เยวียนซิงฝูยิ้มกว้าง ก่อนอ้าปากรออย่างว่าง่าย

ยูรันคีบเนื้อชิ้นหนึ่งขึ้นมา เป่าให้เย็นลงเล็กน้อย แล้วป้อนใส่ปากนาง

“อร่อยหรือไม่?”

เยวียนซิงฝูเคี้ยวไปพลางพยักหน้ารัว ๆ

“อร่อยที่สุดเลยเจ้าค่ะ!”

เยวียนชิงเหยามองสองพี่น้องด้วยรอยยิ้มอ่อนโยน ภาพตรงหน้าเป็นสิ่งที่นางไม่เคยกล้าฝันว่าจะได้เห็นอีกครั้ง

ส่วนเยวียนซิงลู่ซึ่งนั่งอยู่ฝั่งตรงข้ามกลับเหลือบมองน้องสาว ก่อนมองอาหารในชามของตนเองอย่างเงียบ ๆ

ลู่เหยียนหนิงสังเกตเห็นสีหน้าของนาง จึงยิ้มบาง ๆ

“หากอยากให้พี่ชายป้อน เจ้าก็ลองขอดูสิ”

เยวียนซิงลู่หน้าแดงขึ้นมาทันที

“ข้าไม่ได้อยากเสียหน่อยเจ้าค่ะ!”

บนตักของยูรัน เยวียนซิงฝูหันมามองพี่สาว ก่อนอ้าปากรับอาหารคำต่อไปด้วยสีหน้าของผู้ชนะอย่างชัดเจน

“อ้าม...”

ยูรันสัมผัสได้ถึงท่าทางอวดดีของน้องสาว จึงใช้นิ้วดีดหน้าผากนางเบา ๆ

เป๊าะ!

“เจ้าเด็กแสบ”

เยวียนซิงฝูยกมือกุมหน้าผาก ก่อนเบะปากอย่างน่าสงสาร

“ข้าไม่ได้ทำอะไรเลยนะเจ้าคะ...”

“อืม ไม่ได้ทำอะไรเลยจริง ๆ”

ยูรันคีบเนื้อชิ้นใหญ่ขึ้นมา ก่อนยื่นไปตรงหน้านาง

“เอ้า”

เยวียนซิงฝูรีบอ้าปากรับทันที

งับ!

เนื้อชิ้นใหญ่ทำให้แก้มทั้งสองข้างของนางพองออกจนพูดไม่ได้ ได้แต่นั่งเคี้ยวตุ้ย ๆ อยู่บนตักของเขา


ตัดภาพกลับมายังพระราชวัง

ภายในห้องทรงงานส่วนพระองค์ของจักรพรรดินี มีคนอยู่เพียงสามคน

ผู้ที่นั่งอยู่หลังโต๊ะทรงงานคือจักรพรรดินีเซี่ยอวิ๋นหลัน ส่วนด้านล่างคือเซี่ยอวิ๋นเฉิน อ๋องเฉิน และเซี่ยอวิ๋นหมิง อ๋องหมิง ผู้เพิ่งเดินทางกลับมาถึงราชวัง

เซี่ยอวิ๋นหลันวางฎีกาในมือลง ก่อนเงยหน้ามองน้องชายด้วยสายตาเย็นเยียบ

“ดูเหมือนอ๋องหมิงจะออกไปเที่ยวเล่นจนหนำใจเลยสินะ ถึงได้ยอมกลับมาเอาป่านนี้”

เหงื่อเย็นไหลลงมาตามขมับของอ๋องหมิง

“พี่หญิง ข้าอธิบายได้ คือว่า...”

“อืม ข้ากำลังฟัง”

น้ำเสียงของจักรพรรดินียังคงสงบนิ่ง ทว่าแรงกดดันภายในห้องกลับหนักอึ้งขึ้นเรื่อย ๆ

อ๋องหมิงเหลือบมองอ๋องเฉินเพื่อขอความช่วยเหลือ

แต่อ๋องเฉินกลับยกถ้วยชาขึ้นจิบ ก่อนเบือนหน้าหนีราวกับไม่เห็นสายตานั้น

[อย่าลากข้าเข้าไปเกี่ยว ข้ายังไม่อยากตาย]

อ๋องหมิงกลืนน้ำลาย ก่อนพยายามยิ้มประจบ

“ข้าไม่ได้เที่ยวเล่นอย่างเดียวนะ ข้ายังตรวจสอบสถานการณ์ในนครหลวงเทียนอู่ ช่วยดูแลการก่อสร้าง แล้วก็...”

เซี่ยอวิ๋นหลันเลิกคิ้ว

“แล้วก็หมกตัวเล่นเกมอยู่ในห้องตลอดงานประลอง?”

อ๋องหมิงตัวแข็งค้าง

“เรื่องนั้น...”

“แล้วโยนงานทั้งหมดให้ผู้ใต้บังคับบัญชาจัดการ?”

“เอ่อ...”

“จากนั้นยังไปอาศัยอยู่บนยอดเขาจันทรา ดื่มสุรา กินอาหาร และไม่คิดกลับมารายงานราชสำนัก?”

“……”

อ๋องหมิงค่อย ๆ หันไปมองอ๋องเฉิน

“เหตุใดพี่หญิงจึงรู้ละเอียดขนาดนี้?”

อ๋องเฉินวางถ้วยชาลง ก่อนตอบอย่างสงบ

“หลานอิงส่งจดหมายรายงานทุกอย่างกลับมาแล้ว”

สีหน้าของอ๋องหมิงพลันซีดเผือด

[จบสิ้นแล้ว หลานรักไม่เหลือทางรอดให้อาเลยจริง ๆ...]

อ๋องหมิงรีบยกมือขึ้น

“เดี๋ยวก่อนพี่หญิง ข้าขออธิบายให้จบก่อน ในจดหมายรายงานยังมีเรื่องต่อจากนั้นมิใช่หรือ?”

เซี่ยอวิ๋นหลันเอนหลังพิงเก้าอี้

“อืม ข้าฟังอยู่”

อ๋องหมิงสูดหายใจลึก ก่อนรีบอธิบาย

“เหตุผลที่ข้าอยู่บนยอดเขาจันทราต่อ ไม่ได้มีเพียงเรื่องเกมกับอาหาร แต่ยังเกี่ยวข้องกับสัตว์วิเศษ อาวุธ และเรื่องสำคัญอื่นอีกเล็กน้อย”

“กล่าวต่อ”

“ข้าอยู่ดูหงส์ฟ้าของเจ้าเด็กนั่นด้วย”

เมื่อได้ยินเรื่องหงส์ฟ้า เซี่ยอวิ๋นหลันพลันตั้งใจฟังมากขึ้น

อ๋องหมิงกล่าวต่ออย่างรวดเร็ว

“ยูรันบอกว่าหงส์ฟ้าจะเติบโตเร็วขึ้นอย่างมาก หากได้รับปราณจากผู้มีกายาพิเศษหรือสายเลือดซึ่งเกี่ยวข้องกับสัตว์ปีก”

เขาชี้ไปทางจักรพรรดินี

“ต่อให้พี่หญิงนำสมบัติล้ำค่าไปป้อนหงส์ฟ้าสุริยันทั้งสองทุกวัน พวกมันก็ยังมีขนาดเท่าลูกเจี๊ยบอยู่เหมือนเดิมมิใช่หรือ?”

เซี่ยอวิ๋นหลันหรี่ตาลง

“เจ้ากำลังจะบอกว่าสมบัติที่ข้าป้อนให้พวกมันมาตลอดไม่มีประโยชน์?”

“มิใช่ว่าไม่มีประโยชน์ เพียงแต่ยังไม่ตรงจุดเท่านั้น”

อ๋องหมิงรีบอธิบายต่อ ก่อนพี่สาวจะเปลี่ยนเป้าหมายมาลงโทษเขาอีกครั้ง

“บนยอดเขาจันทรามีศิษย์หญิงคนหนึ่งชื่อหนานอวี้ นางมีสายเลือดฟินิกส์ หงส์ฟ้าอัคคีซึ่งอยู่กับนางเติบโตจากลูกเจี๊ยบจนมีขนาดเท่าลูกไก่แล้ว”

อ๋องเฉินวางถ้วยชาลง

“เพียงขนาดโตขึ้นไม่นับว่าน่าประหลาดใจนัก”

อ๋องหมิงหันไปมองเขา

“หากมีเพียงเท่านั้น ข้าย่อมไม่เสียเวลาเล่า”

เขาหันกลับมาทางเซี่ยอวิ๋นหลัน ก่อนกล่าวเน้นทีละคำ

“ตบะของหงส์ฟ้าอัคคีทั้งสองพุ่งขึ้นไปถึงระดับแก่นทองคำแล้วด้วย”

แววตาของเซี่ยอวิ๋นหลันเปลี่ยนไปทันที

“แก่นทองคำ?”

“ถูกต้อง ข้าเห็นกับตาตนเอง”

อ๋องหมิงพยักหน้าอย่างจริงจัง

“ส่วนหงส์ฟ้าสุริยันของพี่หญิงยังเป็นลูกเจี๊ยบเหมือนเดิม เพราะพวกมันขาดผู้ที่มีสายเลือดหรือกายาพิเศษเกี่ยวข้องกับเผ่าปักษาคอยหล่อเลี้ยงต่างหาก”

เซี่ยอวิ๋นหลันพยักหน้าเล็กน้อย

“เหตุผลนี้พอใช้ได้”

อ๋องหมิงถอนหายใจอย่างโล่งอก ก่อนรีบกล่าวต่อ

“ยังมีอีก!”

เขาขยับเข้าใกล้โต๊ะทรงงานด้วยความตื่นเต้น

“กิเลนกับม้านิลมังกรถือกำเนิดแล้ว อย่างละหกคู่ แบ่งออกเป็นหกธาตุ ได้แก่ ดิน น้ำ ลม ไฟ สายฟ้า และไม้!”

เซี่ยอวิ๋นหลันชะงัก ขณะที่อ๋องเฉินเงยหน้าขึ้นมองทันที

อ๋องหมิงยิ่งกล่าวก็ยิ่งตื่นเต้น

“พวกมันทุกตัวสามารถเหาะเหินเดินอากาศได้ตั้งแต่ถือกำเนิด แม้ตอนนี้ร่างกายยังไม่ใหญ่มาก แต่กลิ่นอายกับสายเลือดไม่มีทางเป็นของปลอมแน่นอน!”

อ๋องเฉินขมวดคิ้ว

“เจ้ามั่นใจได้อย่างไร?”

อ๋องหมิงตบหน้าอกตนเอง

“ข้ารับรองด้วยตาของข้าเอง! ข้ายืนดูอยู่ตรงนั้นตอนพวกมันฟักออกจากไข่”

เขาผายมือกว้างเพื่อเน้นย้ำขนาดของเหตุการณ์

“ตอนถือกำเนิดยังมีทัณฑ์สวรรค์นิมิตขนาดมหึมาฟาดลงมาไม่หยุด พลังรุนแรงจนข้านึกว่าท้องฟ้ากำลังจะแตก!”

“สัตว์วิเศษทั่วไปไม่มีทางชักนำทัณฑ์ระดับนั้นลงมาได้ พวกมันเป็นกิเลนกับม้านิลมังกรของแท้แน่นอน!”

ภายในห้องทรงงานเงียบลงชั่วขณะ

เซี่ยอวิ๋นหลันจ้องน้องชาย ก่อนถามช้า ๆ

“กิเลนและม้านิลมังกร อย่างละหกคู่?”

อ๋องหมิงพยักหน้ารัว ๆ

“ถูกต้อง!”

เขาหยุดไปเล็กน้อย ก่อนใบหน้าจะห่อเหี่ยวลง

“แต่น่าเสียดาย พวกมันไม่มีตัวใดเลือกข้าเลยแม้แต่ตัวเดียว...”