ตอนที่ 396 ข้าว่าราชวังของเรามีพื้นที่ว่างอยู่มากพอสมควรนะ
เซี่ยอวิ๋นหลันกอดอก ก่อนกล่าวด้วยน้ำเสียงเป็นธรรมชาติ
“ทำไมเล่า? นี่เป็นของฝากมิใช่หรือ แบ่งกันคนละครึ่งจะเป็นอะไรไป?”
อ๋องเฉินรีบกอดแหวนมิติเอาไว้แน่นกว่าเดิม
“ไม่ได้!”
เสียงปฏิเสธของเขาดังสนั่นไปทั่วห้องทรงงาน
เซี่ยอวิ๋นหลันหรี่ตาลง
“ท่านพี่มีตั้งห้าร้อยไห แบ่งให้ข้าครึ่งหนึ่งแล้วยังเหลืออีกตั้งสองร้อยห้าสิบไห”
“นี่เป็นของที่ยูรันฝากมาให้ข้าโดยเฉพาะ!”
อ๋องเฉินชี้ไปยังไหสุราบนโต๊ะ
“ของเจ้าคือตุ๊กตา เจ้าก็เอาตุ๊กตาไปกอดสิ อย่ามายุ่งกับสุราของข้า!”
เซี่ยอวิ๋นหลันวางตุ๊กตายูรันลงบนโต๊ะช้า ๆ ก่อนพลังภายในร่างจะเริ่มปะทุออกมา
ครืนนนนนน!
“ท่านพี่พูดใหม่อีกครั้งได้หรือไม่?”
อ๋องเฉินหน้าซีดลงเล็กน้อย ทว่ายังคงกอดแหวนไม่ยอมปล่อย
“ต่อให้เจ้ากระทืบข้า วันนี้ข้าก็ไม่แบ่งให้ครึ่งหนึ่งเด็ดขาด!”
อ๋องหมิงถอยไปยืนชิดกำแพง ก่อนพึมพำกับตนเอง
“อืม สมเป็นพี่ใหญ่ เพื่อสุราแล้วกล้าหาญกว่าตอนออกศึกเสียอีก...”
อ๋องเฉินกอดแหวนมิติแน่นกว่าเดิม
“ไม่ได้ก็คือไม่ได้! นี่เป็นสุราเลิศรส ต่อให้เป็นพี่น้องกันข้าก็ไม่มีทางแบ่งให้เจ้าครึ่งหนึ่งเด็ดขาด!”
อ๋องหมิงซึ่งยืนอยู่ข้างกำแพงลังเลอยู่ครู่หนึ่ง ก่อนยกมือขึ้น
“เอ่อ...ข้าขอแก้ไขเรื่องหนึ่งนะพี่ใหญ่”
อ๋องเฉินหันมามอง
“อะไร?”
อ๋องหมิงชี้ไปยังไหสุราบนโต๊ะ
“สุราพวกนั้นยูรันเพียงหมักเล่น ๆ เท่านั้น ข้าเคยได้ชิมของจริงที่เขาเก็บเอาไว้แล้ว”
เขายกมือขึ้นลูบคาง ก่อนกล่าวอย่างภาคภูมิใจ
“บอกตามตรง เมื่อเทียบกับสุราของจริงแล้ว สิ่งที่ท่านกำลังกอดเอาไว้ก็ไม่ต่างจากน้ำล้างเท้า...”
อ๋องหมิงชะงัก
ดวงตาค่อย ๆ เบิกกว้าง ก่อนรีบยกมือขึ้นปิดปากของตนเอง
[บัดซบ! เผลอหลุดปากไปแล้ว!]
ภายในห้องทรงงานพลันเงียบกริบ
อ๋องเฉินกับเซี่ยอวิ๋นหลันค่อย ๆ หันมามองเขาพร้อมกัน
“สุราของจริง?”
อ๋องหมิงถอยหลังไปหนึ่งก้าว
“ข้าไม่ได้พูดอะไร”
อ๋องเฉินวางแหวนมิติลง ก่อนเดินเข้าหาน้องชายช้า ๆ
“เมื่อครู่เจ้าบอกว่าเคยชิมแล้ว?”
“พี่ใหญ่ ท่านหูฝาดไปเอง”
เซี่ยอวิ๋นหลันลุกขึ้นจากเก้าอี้ ก่อนเดินอ้อมโต๊ะออกมาอีกด้าน
“แล้วสุราของจริงอยู่ที่ใด?”
เหงื่อเย็นไหลลงมาเต็มแผ่นหลังของอ๋องหมิง
“ข้าเพียงได้ชิม ไม่มีเก็บไว้แม้แต่หยดเดียวจริง ๆ!”
สองพี่น้องยังคงเดินเข้าหาเขาจากคนละด้าน
อ๋องหมิงมองซ้ายมองขวา ก่อนยกมือขึ้นป้องกันศีรษะ
“เดี๋ยวก่อน! หากพวกท่านอยากได้ก็ไปขอยูรันเองสิ เหตุใดต้องมารุมข้าด้วย!”
อ๋องเฉินคว้าไหล่ของน้องชายเอาไว้แน่น
“บอกมาเดี๋ยวนี้!”
อ๋องหมิงทนแรงกดดันไม่ไหว ในที่สุดก็ปล่อยโฮออกมา
“โธ่ พี่ใหญ่! เขาเพียงบังเอิญให้ข้าได้ชิมเท่านั้นเอง!”
เขารีบยกนิ้วขึ้นหนึ่งนิ้ว
“ข้าได้ชิมเพียงจอกเดียวจริง ๆ สุราชนิดนั้นมีเหลืออยู่น้อยมาก ยูรันจึงเก็บทั้งหมดไว้กับตัว!”
อ๋องเฉินหรี่ตาลง
“แล้วเหตุใดเจ้าถึงได้ชิม?”
“มันเป็นสุราที่เกิดจากการทดลองหมัก เจ้าเด็กนั่นเพียงเอาออกมาให้ข้าลองรสชาติเท่านั้น”
อ๋องหมิงรีบจับแขนพี่ชาย
“แต่ยูรันสัญญาแล้วนะ หากภายหลังหมักออกมาได้มากพอ เขาจะนำมาให้พี่ใหญ่ก่อน!”
สีหน้าของอ๋องเฉินผ่อนคลายลงเล็กน้อย
ทว่าอ๋องหมิงกลับเผลอกล่าวต่อ
“ถึงจะเป็นเพียงของทดลอง แต่รสชาติก็เหนือกว่าสุราพวกนี้ชนิดเทียบกันไม่ติด”
ดวงตาของเขาเหม่อลอย ราวกับกำลังหวนคิดถึงรสชาติในวันนั้น
“เพียงจอกเดียวก็เหมือนได้ขึ้นสวรรค์ ข้าไม่อาจหาคำใดมาบรรยายได้มากกว่านี้แล้ว มันทั้งหอม ทั้งนุ่ม ทั้ง...”
อ๋องหมิงชะงัก ก่อนรีบยกมือขึ้นปิดปากอีกครั้ง
[บัดซบ! เหตุใดวันนี้ข้าถึงควบคุมปากตนเองไม่ได้เลย!]
อ๋องเฉินซึ่งเพิ่งผ่อนคลายกลับบีบไหล่น้องชายแน่นกว่าเดิม
“จอกเดียวเหมือนได้ขึ้นสวรรค์?”
เซี่ยอวิ๋นหลันยืนกอดอกอยู่ด้านข้าง
“ดูเหมือนพวกเราคงต้องหาเวลาไปเยี่ยมหลานอิงกับเยว่หลีเสียหน่อยแล้ว”
อ๋องหมิงมองพี่น้องทั้งสอง ก่อนรู้สึกว่าตนเองอาจสร้างปัญหาใหญ่ให้ยูรันเข้าเสียแล้ว
[เจ้าเด็กนั่นคงไม่ฆ่าข้าเพราะเรื่องนี้หรอกนะ...]
เซี่ยอวิ๋นหลันครุ่นคิดอยู่ครู่หนึ่ง ก่อนพยักหน้าช้า ๆ
“อืม น่าสนใจ”
นางกวาดตามองตุ๊กตา ของใช้ภายในแหวน และไหสุราทั้งสิบบนโต๊ะ
“ไม่แปลกใจเลยว่าเหตุใดทุกคนจึงอยากอยู่บนยอดเขาจันทรากันหมด แม้แต่หลานอิงยังส่งจดหมายมาบ่นกับข้าว่าไม่อยากเป็นรัชทายาทอีกแล้ว”
อ๋องหมิงพยักหน้าอย่างเห็นด้วยโดยไม่ทันคิด
“ข้าเข้าใจนางดี หากเป็นข้า ข้าก็ไม่อยากกลับมาเป็นอ๋องเหมือนกัน”
เซี่ยอวิ๋นหลันหันขวับมามอง
“เจ้าว่าอะไรนะ?”
อ๋องหมิงรีบยืดตัวตรง
“ข้าบอกว่าการรับใช้ราชวงศ์คือเกียรติสูงสุดในชีวิต!”
อ๋องเฉินส่ายหน้า ก่อนหยิบไหสุราขึ้นมาตรวจสอบอีกครั้ง
“หากสิ่งที่น้องหมิงเล่ามาทั้งหมดเป็นความจริง สถานที่แห่งนั้นก็น่าสนใจกว่าที่คิดไว้มาก”
เซี่ยอวิ๋นหลันพยักหน้า
“อืม ดูเหมือนข้าคงต้องไปเห็นด้วยตาตนเองสักครั้ง”
อ๋องหมิงหน้าซีดลงทันที
[จบแล้ว คราวนี้เจ้าเด็กนั่นต้องรู้แน่ว่าข้าเป็นคนปากโป้ง...]
อ๋องหมิงเห็นบรรยากาศเริ่มอันตราย จึงรีบเปลี่ยนเรื่องทันที
“เอ่อ...ยังมีอีกเรื่องหนึ่ง!”
เซี่ยอวิ๋นหลันหันมามอง
“อะไรอีก?”
อ๋องหมิงหยิบแหวนมิติวงหนึ่งออกมา ก่อนเทกระจกแปลกประหลาดหลายชุดลงบนโต๊ะ
ตุบ! ตุบ! ตุบ!
“ยูรันสร้างเกมมาให้เล่นด้วย มีทั้งหมดสองเกม แต่เขาทำเครื่องเล่นมาให้หลายชุด พี่หญิงลองดูก่อนสิ”
เซี่ยอวิ๋นหลันมองกระจกบนโต๊ะด้วยสายตาสงสัย
“เกม?”
“ใช่ สิ่งนี้ไม่ได้มีไว้เพื่อความสนุกเพียงอย่างเดียวนะ”
อ๋องหมิงรีบหยิบกระจกขึ้นมาเปิดใช้งาน ภาพสีสันสดใสพลันปรากฏขึ้นบนพื้นผิว
“เกมทั้งสองสามารถใช้ฝึกการคิด การวางแผน การตัดสินใจ และยังเอาไปให้พวกขุนนางเล่นเพื่อดูนิสัยของแต่ละคนได้ด้วย”
เซี่ยอวิ๋นหลันเลิกคิ้วเล็กน้อย
“ดูนิสัยของขุนนางจากการเล่นเกม?”
อ๋องหมิงพยักหน้ารัว ๆ
“ถูกต้อง พี่หญิงลองเล่นสักรอบก็จะเข้าใจเอง!”
อ๋องเฉินมองท่าทางกระตือรือร้นของน้องชาย ก่อนถามขึ้นอย่างไม่ไว้ใจ
“นี่คือเกมที่ทำให้เจ้าหมกตัวอยู่ในห้องตลอดงานประลองใช่หรือไม่?”
มือของอ๋องหมิงชะงักไปเล็กน้อย
“โธ่ พี่ใหญ่ มันสนุกจริง ๆ นี่!”
เขาหยิบกระจกเครื่องเล่นขึ้นมาสองบาน
“เกมแรกเป็นเกมสวมบทบาท ผู้เล่นต้องร่วมกันค้นหาคนโกงซึ่งแฝงตัวอยู่ในกลุ่ม วิเคราะห์คำพูด จับพิรุธ แล้วลงคะแนนโหวตคนต้องสงสัยออกไป”
จากนั้นเขาจึงยกกระจกอีกบานขึ้นมา
“ส่วนอีกเกมเป็นเกมกลยุทธ์ ผู้เล่นต้องร่วมมือกันวิเคราะห์สถานการณ์ วางแผนทำสงคราม จัดสรรกำลังพล และสะสมคะแนน”
อ๋องหมิงวางกระจกทั้งสองลงบนโต๊ะ ก่อนกล่าวด้วยสีหน้าจริงจัง
“เพียงฟังวิธีเล่นก็รู้แล้วว่าช่วยฝึกสมองได้มากเพียงใด!”
อ๋องเฉินหรี่ตามองเขา
“แต่สุดท้ายเจ้าก็ติดเกมจนไม่ยอมออกจากห้อง”
อ๋องหมิงพยักหน้าอย่างไม่คิดปฏิเสธ
“ถูกต้อง ข้าติดงอมแงม!”
“……”
เขารีบชี้ไปทางไหสุราบนโต๊ะ
“แต่พี่ใหญ่เชื่อข้าเถอะ หากท่านลองเล่นพร้อมกับจิบสุราของยูรันไปด้วย รับรองว่าไม่นานท่านก็ติดเหมือนข้านั่นแหละ!”
อ๋องเฉินเหลือบมองกระจก ก่อนมองสุราในมือ
แววตาของเขาเริ่มสั่นไหวอย่างเห็นได้ชัด
อ๋องหมิงเห็นดังนั้นก็รีบใส่ไฟเพิ่มทันที
“พี่ใหญ่ ที่ยอดเขาจันทรายังมีสมุนคอยบริการด้วยนะ!”
อ๋องเฉินหันกลับมามอง
“สมุน?”
“ใช่ พวกมันคอยนวดเท้า นวดคอ นวดไหล่ ยกอาหาร เติมสุรา และทำงานทุกอย่างให้โดยไม่บ่นสักคำ”
อ๋องหมิงเริ่มทำท่าประกอบด้วยความตื่นเต้น
“พวกมันคือรากครวญวิญญาณที่บำเพ็ญเพียรจนมีแขนขา แถมยังมีกล้ามเป็นมัด ๆ อีกต่างหาก ยูรันเรียกเผ่าพันธุ์ของพวกมันว่าเมนเดรก”
เซี่ยอวิ๋นหลันขมวดคิ้ว
“นำสมุนไพรมาทำเป็นคนรับใช้?”
“ถูกต้อง!”
อ๋องหมิงพยักหน้ารัว ๆ
“ยูรันจัดพวกมันเป็นหน่วยงานเบ็ดเตล็ด เรียกสั้น ๆ ว่าเบ๊ หากจะเรียกให้ต่ำกว่านั้นก็เป็นทาส แต่เจ้าเด็กนั่นชอบเรียกพวกมันว่า ‘สมุน’”
เขายกมือขึ้นป้องปาก ก่อนตะโกนเลียนแบบยูรัน
“สมุน!”
จากนั้นอ๋องหมิงก็ทำท่าวิ่งเข้ามายืนเรียงแถวอย่างพร้อมเพรียง
“เพียงตะโกนคำเดียว พวกมันก็จะวิ่งกรูกันเข้ามารับคำสั่งทันที อยากให้นวดตรงไหน ยกอะไร หรือทำงานใดก็เพียงชี้นิ้วสั่ง!”
อ๋องเฉินมองกระจกสำหรับเล่นเกม ไหสุรา และจินตนาการถึงสมุนซึ่งคอยนวดไหล่อยู่ด้านหลัง
ดวงตาของเขาค่อย ๆ เปล่งประกายขึ้น
อ๋องหมิงยิ้มอย่างผู้ชนะ
“ลองคิดดูนะพี่ใหญ่ ท่านนั่งเล่นเกม จิบสุรารสเลิศ มีสมุนคอยนวดไหล่ แล้วอาหารของยูรันก็ถูกยกมาเสิร์ฟถึงตรงหน้า...”
อ๋องเฉินกลืนน้ำลายลงคอ
อ๋องหมิงยิ้มอย่างผู้ชนะ
“ลองคิดดูนะพี่ใหญ่ ท่านนั่งเล่นเกม จิบสุรารสเลิศ มีสมุนคอยนวดไหล่ แล้วอาหารของยูรันก็ถูกยกมาเสิร์ฟถึงตรงหน้า...”
อ๋องเฉินกลืนน้ำลายลงคอ
อ๋องหมิงเห็นพี่ชายเริ่มคล้อยตามจึงรีบใส่ไฟต่อ
“แถมบนยอดเขายังมีน้ำผึ้งจากผึ้งหยกจันทรา ยูรันนำไปใช้หมักสุราด้วยนะ!”
ดวงตาของอ๋องเฉินเป็นประกายขึ้นทันที
“น้ำผึ้งจากผึ้งหยกจันทรา?”
“ถูกต้อง! ทั้งหอม ทั้งหวาน และมีพลังปราณบริสุทธิ์ เจ้าเด็กนั่นยังเลี้ยงเอาไว้มากมายจนกินไม่หมดอีกต่างหาก”
อ๋องหมิงขยับเข้าไปใกล้พี่ชาย ก่อนกล่าวต่ออย่างกระตือรือร้น
“ส่วนพวกสมุนก็มีแต่ข้อดีเต็มไปหมด เพียงสร้างบ้านให้ มีพื้นที่โล่งสำหรับนอนอาบแดดกับดูดาว แล้วทำบ่อน้ำร้อนให้พวกมันแช่ เท่านี้พวกมันก็พร้อมทำงานถวายชีวิตแล้ว”
เขายกนิ้วขึ้นเน้นย้ำ
“ไม่ต้องจ่ายเงินเดือนแม้แต่เหรียญเดียว!”
อ๋องเฉินเริ่มพยักหน้าตาม
“ฟังดูคุ้มค่าจริง ๆ”
“ใช่ไหมเล่า!”
อ๋องหมิงยิ่งกล่าวก็ยิ่งคึกคัก
“ข้อเสียเพียงอย่างเดียวคือพวกมันชอบเปิดเวทีมวยต่อยกันเอง แล้วก็ตั้งวงพนันผลการต่อสู้”
อ๋องเฉินขมวดคิ้ว
“เล่นพนัน?”
“จะเรียกว่าพนันจริง ๆ ก็ไม่ถูก เพราะข้าไม่เคยเห็นพวกมันใช้เงินหรือสิ่งของเดิมพันกันเลย เหมือนเพียงตั้งวงตะโกนเชียร์ให้สนุกไปอย่างนั้น”
อ๋องหมิงโบกมือ
“แถมเรื่องต่อยมวยก็แก้ไขง่ายมาก เพียงสร้างสนามให้พวกมันต่อยกันเป็นกิจจะลักษณะ เท่านี้ก็ไม่ไปรบกวนงานส่วนอื่นแล้ว”
เขาตบหน้าอกตนเองอย่างมั่นใจ
“ข้าไปตรวจสอบมาด้วยตนเอง พวกมันแบ่งเวรทำงานสี่วัน หยุดสามวัน งานทุกอย่างไม่เคยตกหล่น ลาดตระเวน ตรวจคลัง ให้อาหารสัตว์ ดูแลสวน เก็บน้ำผึ้ง และงานเบ็ดเตล็ดล้วนทำได้หมด ไม่มีบ่นแม้แต่คำเดียว!”
อ๋องเฉินหันไปทางเซี่ยอวิ๋นหลัน
“น้องหญิง ข้าว่าราชวังของเรามีพื้นที่ว่างอยู่มากพอสมควรนะ”