คลังนิยายพันธสัญญาแห่งดวงดาว

ตอนเผยแพร่

อ่านนิยาย

ตอนที่ 398 เหตุใดจะไม่ได้8,197 ตัวอักษร

ตอนที่ 398 เหตุใดจะไม่ได้

ช่วงบ่าย

ยูรันนั่งจิบชาอยู่ใต้ร่มไม้ โดยมีเยวียนชิงเหยานั่งอยู่ข้างกาย ส่วนคนอื่นยังคงฝึกก้าวพริบตากับเหยียบเวหาอยู่บนทุ่งกว้าง

พรึ่บ!

เยวียนซิงฝูพลันปรากฏตัวขึ้นตรงหน้าโต๊ะด้วยใบหน้าเปี่ยมความยินดี

“ท่านพี่ ข้าทำได้แล้ว!”

นางก้าวออกไปอีกครั้ง ร่างพลันหายวับ ก่อนปรากฏขึ้นกลางอากาศและเหยียบลงบนความว่างเปล่าได้สำเร็จ

จากนั้นจึงกลับมายืนตรงหน้ายูรันอย่างนุ่มนวล

พรึ่บ!

เยวียนซิงฝูกางแขนออก ก่อนกล่าวด้วยแววตาคาดหวัง

“กอดข้าหน่อยเจ้าค่ะ”

ยูรันวางถ้วยชาลง

“อืม ได้สิ”

เยวียนซิงฝูยิ้มกว้าง ก่อนพุ่งเข้าไปกอดพี่ชายทันที

ยูรันยกแขนขึ้นกอดนางกลับ พร้อมกับลูบศีรษะเบา ๆ

“ทำได้ดีมาก”

เยวียนซิงฝูซบหน้าลงบนไหล่ของเขา ก่อนหันไปมองเยวียนซิงลู่ซึ่งยังคงฝึกอยู่ไกล ๆ ด้วยสีหน้าภาคภูมิใจ

เยวียนชิงเหยาเห็นท่าทางของบุตรสาวคนเล็กก็อดหัวเราะไม่ได้

“แม่ว่าเป้าหมายที่แท้จริงของเจ้าคงไม่ใช่การฝึกวิชา แต่เป็นการให้พี่ชายกอดมากกว่า”

เยวียนซิงฝูพยักหน้าโดยไม่คิดปฏิเสธ

“ทั้งสองอย่างเจ้าค่ะ”

พรึ่บ!

ฉินหลัวซือปรากฏตัวขึ้นเหนือพื้นเล็กน้อย ก่อนก้าวลงมาบนความว่างเปล่าอย่างไม่มั่นคงนัก

ร่างของนางโคลงไปมาอยู่ครู่หนึ่ง แต่สุดท้ายก็สามารถทรงตัวเอาไว้ได้

“ข้าพอทำได้บ้างแล้ว”

นางถอนหายใจ ก่อนเดินกลับมานั่งที่โต๊ะ

“วิชานี้ยากเหมือนกันนะเนี่ย ดูพวกเจ้าใช้กันง่าย ๆ แต่พอลองด้วยตนเองกลับเหมือนต้องเรียนรู้วิธีเดินใหม่ทั้งหมด”

ทันใดนั้น ร่างอีกสายหนึ่งก็ปรากฏขึ้นตรงหน้ายูรัน

พรึ่บ!

เยวียนซิงลู่ยืนอยู่ข้างโต๊ะ แม้ลมหายใจจะติดขัดเล็กน้อย แต่เห็นได้ชัดว่านางใช้ก้าวพริบตาสำเร็จแล้วเช่นกัน

เยวียนซิงฝูซึ่งยังคงนั่งอยู่บนตักของยูรันหันไปมองพี่สาว ก่อนยิ้มอย่างเห็นอกเห็นใจ

“พี่หญิงไม่ต้องน้อยใจไปนะเจ้าคะ”

นางกอดคอยูรันแน่นขึ้น

“เดี๋ยวข้าจะกอดท่านพี่เผื่อพี่หญิงเอง”

เยวียนซิงลู่พยักหน้าช้า ๆ

“อืม”

นางเงียบไปครู่หนึ่ง ก่อนขมวดคิ้ว

“เดี๋ยวก่อน เหตุใดต้องให้เจ้ากอดเผื่อข้าด้วย?”

เยวียนซิงฝูตอบด้วยสีหน้าใสซื่อ

“เพราะพี่หญิงคงไม่กล้าขอเองอย่างไรเล่า”

“……”

เยวียนซิงลู่หน้าแดงขึ้นทันที

ยูรันวางถ้วยชาลง

“ถ้าเช่นนั้นก็กลับกันเถอะ ในเมื่อใช้ก้าวพริบตากับเหยียบเวหาเป็นหมดทุกคนแล้ว ที่เหลือเพียงฝึกให้ชำนาญเท่านั้น”

ทุกคนพยักหน้า ก่อนเริ่มเก็บข้าวของเตรียมเดินทางกลับ

ทว่าเยวียนซิงฝูยังคงกอดคอยูรันแน่น ไม่ยอมลุกออกจากตัก

“ไม่เอา...”

ยูรันก้มหน้ามาทางนาง

“อะไรอีก?”

เยวียนซิงฝูซบหน้าลงบนไหล่ของเขา ก่อนกล่าวเสียงอ้อน

“ข้าขอกอดท่านพี่ต่ออีกสักหน่อยได้ไหมเจ้าคะ?”

ยูรันนิ่งไปครู่หนึ่ง ก่อนยกมือลูบศีรษะนาง

“อืม ได้สิ”

เยวียนซิงฝูยิ้มกว้าง ก่อนกอดเขาแน่นกว่าเดิม

เยวียนชิงเหยามองภาพตรงหน้าด้วยรอยยิ้ม

“รันเอ๋อร์ เจ้าตามใจน้องเกินไปแล้วนะ”

ยูรันยักไหล่

“ไม่มีอะไรเสียหายนี่”

เยวียนชิงเหยามองภาพตรงหน้าด้วยรอยยิ้ม

“รันเอ๋อร์ เจ้าตามใจน้องมากเกินไปแล้วนะ”

ยูรันยักไหล่อย่างไม่ใส่ใจ

“ไม่เห็นมีอะไรเสียหายนี่ ข้าก็ตามใจท่านแม่เช่นนี้เหมือนกัน”

เยวียนชิงเหยาชะงัก ก่อนรอยยิ้มจะกว้างขึ้นโดยไม่รู้ตัว

เยวียนซิงฝูรีบหันไปแลบลิ้นให้พี่สาว

“แบร่!”

เยวียนซิงลู่คิ้วกระตุก

“เจ้าอย่าได้ใจให้มากนัก”

“ท่านพี่อนุญาตให้ข้ากอดแล้ว พี่หญิงทำอะไรข้าไม่ได้หรอก”

เยวียนซิงฝูกอดคอยูรันแน่นขึ้น ก่อนซุกตัวอยู่ในอ้อมแขนอย่างผู้ชนะ

ยูรันยกมือขึ้นแยกแขนของเยวียนซิงฝูออก ก่อนวางนางลงบนพื้น

“พอแล้ว ได้เวลากลับ”

เขาหันไปมองทุกคน ก่อนกล่าวเตือนด้วยน้ำเสียงจริงจัง

“หากใครชักช้า ข้าจะทิ้งเอาไว้ที่นี่ ต่อให้เป็นท่านแม่ ข้าก็ไม่รอหรอกนะ”

ยูรันสะบัดมือเก็บโต๊ะ กระโจม และข้าวของทั้งหมด

พรึ่บ!

ร่างของเขาหายวับไปในทันที

ทุกคนชะงักค้าง

เยวียนชิงเหยาเบิกตากว้าง

“เดี๋ยวก่อน! เขาไปจริง ๆ หรือ?!”

ไป๋จิ้งเหวินหัวเราะเบา ๆ

“เดี๋ยวเจ้าก็ชินเอง”

พรึ่บ!

นางก้าวออกไป ก่อนหายวับตามยูรันไปทันที

ลู่เหยียนหนิงหันมาบอกทุกคนเป็นคนสุดท้าย

“รีบตามให้ทันนะ หากช้าเกินไป เขาทิ้งไว้จริง ๆ”

พรึ่บ!

ร่างของนางหายไปอีกคน

เยวียนซิงฝูหน้าซีด ก่อนรีบจับมือพี่สาว

“พี่หญิง เร็วเข้า!”

เยวียนซิงลู่พยักหน้า ก่อนทั้งสองจะก้าวออกไปพร้อมกัน

พรึ่บ! พรึ่บ!

เยวียนชิงเหยากับฉินหลัวซือมองหน้ากัน

“ดูเหมือนพวกเราจะต้องรีบแล้วจริง ๆ”

จากนั้นทั้งสองจึงตามทุกคนกลับไปอย่างรวดเร็วที่สุด

พรึ่บ! พรึ่บ!

ไม่กี่ลมหายใจต่อมา

พรึ่บ!

ยูรันกลับมาปรากฏตัวกลางตำหนักเสวียนเยว่

“อืม ไม่มีใครอยู่เลย”

สาวรับใช้คนหนึ่งเห็นเขาปรากฏตัวขึ้นกะทันหันก็รีบวิ่งเข้ามาคำนับ

“คารวะคุณชายเจ้าค่ะ”

ยูรันพยักหน้า

“คนอื่นไปไหนกันหมด?”

“เอ่อ...ทุกคนออกไปข้างนอกกันหมดแล้วเจ้าค่ะ”

ยูรันเลิกคิ้ว

“แม้แต่ตาแก่ก็ออกไปด้วยอย่างนั้นหรือ?”

สาวรับใช้ชะงัก ก่อนถามอย่างระมัดระวัง

“คุณชายหมายถึงท่านเจ้าตำหนักใช่ไหมเจ้าคะ?”

“อืม ใช่ นั่นแหละ”

ยูรันโบกมืออย่างไม่ใส่ใจ

“ตาแก่หายไปไหน?”

สาวรับใช้ลังเลอยู่ครู่หนึ่ง ก่อนตอบตามความจริง

“ท่านเจ้าตำหนักพาเหล่าผู้อาวุโสออกไปตรวจสอบความเสียหายจากการประลองของคุณชายเจ้าค่ะ”

นางกล่าวต่อด้วยเสียงเบาลง

“ดูเหมือนรอยดาบของคุณชายจะพุ่งออกไปไกลกว่าห้าลี้ และฟันสิ่งก่อสร้างของตำหนักด้านนอกเสียหายไปหลายแห่ง...”

ยูรันเงียบไปครู่หนึ่ง

“อืม ไม่มีใครตายก็ดีแล้ว”

“แต่ท่านเจ้าตำหนักกำลังตามหาคุณชายเพื่อเรียกค่าซ่อมแซมอยู่นะเจ้าคะ”

ยูรันเงียบไปครู่หนึ่ง

“อืม ไม่มีใครตายก็ดีแล้ว”

สาวรับใช้กล่าวต่ออย่างระมัดระวัง

“แต่ท่านเจ้าตำหนักกำลังตามหาคุณชาย เพื่อเรียกค่าซ่อมแซมอยู่นะเจ้าคะ”

ยูรันขมวดคิ้วทันที

“ไร้สาระ ข้าเป็นหลานชายของเขาแท้ ๆ เขาจะมาเก็บเงินข้าได้อย่างไร?”

สาวรับใช้กะพริบตาปริบ ๆ

“แต่ลานประลองกับสิ่งก่อสร้างเหล่านั้นถูกคุณชายทำลายนะเจ้าคะ...”

ยูรันโบกมือ

“เขาเป็นถึงท่านลุง ทั้งยังเป็นจ้าวตำหนัก จะให้หลานชายออกเงินซ่อมแซมได้อย่างไร เสียหน้าแย่”

เขาพยักหน้าให้กับเหตุผลของตนเอง

“ให้เขาออกเงินเองนั่นแหละถูกต้องแล้ว”

“……”

สาวรับใช้ยืนนิ่ง ไม่รู้ว่าควรตอบคำใด

ยูรันหันไปถามนางอย่างจริงจัง

“เจ้าคิดว่าข้าพูดผิดตรงไหน?”

สาวรับใช้รีบก้มศีรษะ

“คุณชายกล่าวถูกต้องทุกประการเจ้าค่ะ”

ยูรันพยักหน้าอย่างพึงพอใจ ก่อนหยิบถุงเงินออกมาจากแหวนมิติแล้วโยนให้นาง

“เอ้า รับไป ถือเป็นรางวัลที่ตอบคำถามถูก”

สาวรับใช้รีบยื่นมือรับถุงเงินเอาไว้ เมื่อสัมผัสถึงน้ำหนักภายใน ดวงตาของนางก็เบิกกว้าง

“คะ คุณชาย นี่มันมากเกินไปนะเจ้าคะ!”

“ไม่มากหรอก เก็บไว้ซื้อสิ่งที่อยากได้เถอะ”

ยูรันเดินผ่านนางไปสองก้าว ก่อนหยุดและกล่าวเสริม

“แต่หากตาแก่ถามว่าใครเป็นคนบอกข้าเรื่องค่าซ่อม...”

สาวรับใช้รีบซ่อนถุงเงินเข้าไปในแขนเสื้อทันที

“วันนี้ข้าไม่เคยพบคุณชายเจ้าค่ะ!”

ยูรันพยักหน้า

“อืม ฉลาดจริง ๆ”

ยูรันโบกมือ

“ไปได้แล้ว”

สาวรับใช้ประสานมือคารวะ

“ขอบคุณคุณชายเจ้าค่ะ!”

กล่าวจบ นางก็รีบวิ่งจากไปอย่างรวดเร็ว ราวกับกลัวว่าเขาจะเปลี่ยนใจเรียกถุงเงินคืน

ไม่นานนัก เสียงการเคลื่อนไหวของมิติก็ดังขึ้นติดต่อกัน

พรึ่บ! พรึ่บ! พรึ่บ!

ไป๋จิ้งเหวินกับลู่เหยียนหนิงปรากฏตัวขึ้นก่อน ตามมาด้วยเยวียนชิงเหยา ฉินหลัวซือ และสองพี่น้องตระกูลเยวียน

ยูรันยืนกอดอกมองทุกคน ก่อนกล่าวอย่างไม่ไว้หน้า

“อืม ช้าจัง”

ไป๋จิ้งเหวินเดินเข้ามาหาลูกชาย

“เจ้าก็รอสักหน่อยสิ จะให้แม่ทิ้งพวกนางเอาไว้กลางทางก็กระไรอยู่”

ยูรันครุ่นคิดเล็กน้อย ก่อนพยักหน้า

“มีเหตุผล”

เยวียนชิงเหยาหันขวับมามองเขา

“เมื่อครู่เจ้าบอกเองว่าต่อให้เป็นแม่ก็จะไม่รอมิใช่หรือ?”

“อืม ข้าไม่ได้รอจริง ๆ”

ยูรันผายมือไปทางไป๋จิ้งเหวิน

“แต่ท่านแม่ไป๋รอพวกท่านแล้ว เรื่องก็จบไม่ใช่หรือ?”

เยวียนชิงเหยาอ้าปากคิดจะโต้เถียง ทว่าสุดท้ายกลับไม่รู้จะเถียงตรงไหน

ลู่เหยียนหนิงตบไหล่นางเบา ๆ

“เดี๋ยวเจ้าก็ชินเอง”

เยวียนซิงฝูเดินเข้ามากอดแขนยูรัน ก่อนเบะปากอย่างไม่พอใจ

“ท่านพี่ใจร้าย วันนี้ท่านต้องไปเดินเที่ยวในเมืองกับข้าเพื่อชดเชยนะเจ้าคะ!”

ยูรันก้มมองน้องสาวซึ่งกำลังเขย่าแขนตนเอง ก่อนตอบอย่างสงบ

“อืม วันนี้คงไม่ได้”

เยวียนซิงฝูชะงัก

“ทำไมเล่า?”

“พอดีข้ามีเรื่องต้องคุยกับตาแก่เล็กน้อย”

เยวียนชิงเหยาเลิกคิ้ว

“เจ้าหมายถึงท่านลุงของเจ้า?”

“อืม ตาแก่นั่นแหละ”

เยวียนซิงฝูยังกอดแขนเขาไม่ยอมปล่อย

“เช่นนั้นข้าจะไปด้วย”

ยูรันยกมือดีดหน้าผากนางเบา ๆ

เป๊าะ!

“ไม่ได้ เป็นเรื่องของผู้ใหญ่”

เยวียนซิงฝูยกมือกุมหน้าผาก ก่อนเงยหน้ามองเขาอย่างไม่ยอมแพ้

“ข้าเองก็โตแล้วนะเจ้าคะ!”

ยูรันกวาดมองนางตั้งแต่ศีรษะจรดปลายเท้า

“อืม มองไม่ออกเลย”

“ท่านพี่!”

เยวียนชิงเหยามองบุตรชายอยู่ครู่หนึ่ง ก่อนกล่าวด้วยสีหน้าจริงจัง

“รันเอ๋อร์ พวกเรามีเรื่องต้องคุยกัน”

ยูรันเลิกคิ้ว

“เรื่องอะไร?”

“เรื่องผู้สืบทอดตำหนักเสวียนเยว่”

ทันทีที่ได้ยินคำตอบ ยูรันก็ปฏิเสธโดยไม่ต้องเสียเวลาคิด

“ไม่เอา”

เยวียนชิงเหยาชะงัก

“แม่ยังไม่ได้อธิบายเลยนะ”

“ไม่ต้องอธิบาย ข้าไม่คิดจะเป็นผู้สืบทอดอยู่แล้ว”

ยูรันชี้ไปทางตนเอง

“ข้ากำลังจะสร้างดินแดนศักดิ์สิทธิ์ของตนเอง จะมารับตำแหน่งจ้าวตำหนักเสวียนเยว่ทำไม?”

จากนั้นเขาจึงชี้ไปทางน้องสาวทั้งสอง

“ให้พวกนางสักคนเป็นผู้สืบทอดนั่นแหละถูกต้องแล้ว”

เยวียนซิงฝูกะพริบตาปริบ ๆ ก่อนชี้หน้าตนเอง

“ข้าด้วยหรือ?”

ยูรันพยักหน้า

“อืม เจ้าหรือซิงลู่ก็ได้ ตัดสินใจกันเอง”

เยวียนซิงลู่ขมวดคิ้ว

“ท่านพี่ ตำแหน่งผู้สืบทอดไม่ใช่สิ่งที่โยนให้กันตามใจชอบนะเจ้าคะ”

“เหตุใดจะไม่ได้?”

ยูรันตอบอย่างไม่ใส่ใจ

“หากพวกเจ้าสองคนตัดสินใจไม่ได้ก็จับสลาก ผู้ใดจับได้ก็รับตำแหน่งไป”

“……”

เยวียนชิงเหยายกมือขึ้นกุมขมับ

“รันเอ๋อร์ นี่คืออนาคตของตำหนักเสวียนเยว่ ไม่ใช่การเลือกว่าใครจะล้างจานหลังอาหารนะ”