คลังนิยายพันธสัญญาแห่งดวงดาว

ตอนเผยแพร่

อ่านนิยาย

ตอนที่ 399 ยังไม่แน่ใจ อย่างต่ำก็น่าจะระดับสิบ7,843 ตัวอักษร

ตอนที่ 399 ยังไม่แน่ใจ อย่างต่ำก็น่าจะระดับสิบ

ยูรันกอดอก ก่อนถามกลับอย่างไม่เข้าใจ

“ก่อนที่ข้าจะกลับมา ไม่ใช่ว่าพวกท่านเตรียมให้น้องสาวทั้งสองคนสืบทอดอยู่แล้วหรือ?”

เขาผายมือไปทางเยวียนซิงลู่กับเยวียนซิงฝู

“ในเมื่อวางตัวพวกนางเอาไว้ตั้งแต่แรก จะมาเปลี่ยนตอนนี้ให้ยุ่งยากมีประโยชน์อะไร?”

เยวียนชิงเหยาถอนหายใจ

“เดิมทีซิงลู่เป็นผู้มีโอกาสรับตำแหน่งมากที่สุด ส่วนซิงฝูเองก็มีสิทธิ์เช่นกัน แต่ยังไม่มีการแต่งตั้งอย่างเป็นทางการ”

“เช่นนั้นก็แต่งตั้งเสียสิ”

“เรื่องไม่ได้ง่ายถึงเพียงนั้น”

เยวียนชิงเหยามองบุตรชายด้วยสีหน้าจริงจัง

“ตอนนั้นทุกคนคิดว่าเจ้าหายสาบสูญและคงไม่มีวันกลับมา แต่ตอนนี้บุตรชายคนโตของสายหลักกลับมาแล้ว ตามกฎของตระกูล เจ้ากลายเป็นผู้มีสิทธิ์สืบทอดลำดับแรกทันที”

ยูรันตอบกลับโดยไม่ลังเล

“ข้าสละสิทธิ์”

เยวียนชิงเหยาส่ายหน้า

“เรื่องนี้ต้องผ่านการรับรองจากสภาผู้อาวุโสก่อน”

ยูรันขมวดคิ้ว

“แล้วยังไง?”

เขาหันหน้าไปทางมารดา

“พวกมันมีพลังมากกว่าท่านแม่หรือ?”

“ไม่มี”

“แล้วจะกลัวอะไร ข้าไม่เข้าใจ”

เยวียนชิงเหยานิ่งเงียบ

ยูรันผายมือไปทางน้องสาวทั้งสอง

“น้องสาวของข้าพยายามมาถึงเพียงนี้ ทั้งตบะ ความสามารถ และฐานะล้วนเพียงพอ การที่ใครสักคนจะรับตำแหน่งสำคัญตรงไหน?”

เขากล่าวด้วยน้ำเสียงเรียบง่าย ราวกับเรื่องทั้งหมดไม่ได้ซับซ้อนแม้แต่น้อย

“หากภายหลังพวกนางแสดงให้เห็นว่าไม่มีความสามารถ ก็ค่อยลงคะแนนปลดออกแล้วเลือกคนใหม่ เท่านี้ก็จบ”

รอยยิ้มบนใบหน้าของยูรันค่อย ๆ จางหายไป

“เว้นเสียแต่ว่า...”

เขาหันไปมองทิศทางซึ่งลานประลองตั้งอยู่

“พวกมันไม่ได้สนใจว่าผู้ใดมีความสามารถ เพียงคิดจะกีดกันน้องสาวของข้า แล้วนำคนของตนเองขึ้นมาเสียบแทน”

ยูรันหยุดไปเล็กน้อย ก่อนกล่าวด้วยน้ำเสียงเย็นลง

“อย่างเช่นไอ้สวะที่กล้าเดินมาชี้กระบี่ใส่หน้าข้าเมื่อเช้านี้”

เยวียนชิงเหยากับฉินหลัวซือมองหน้ากัน

เยวียนซิงลู่เม้มริมฝีปาก ก่อนกล่าวขึ้น

“ท่านพี่เดาไม่ผิดเจ้าค่ะ ผู้อาวุโสจากสายรองบางคนต้องการผลักดันเยวียนเหวินเจ๋อขึ้นเป็นผู้สืบทอดจริง ๆ”

ยูรันพยักหน้าอย่างไม่ประหลาดใจ

“อ๋อ อย่างนั้นหรือ?”

เขาหันไปทางเยวียนชิงเหยา

“ท่านแม่ ข้าจะเล่าเรื่องหนึ่งให้ฟัง เรื่องเช่นนี้ไม่ว่าจะเริ่มต้นแตกต่างกันเพียงใด สุดท้ายก็มักไปถึงจุดจบเดียวกัน ไม่ช้าก็เร็ว”

เยวียนชิงเหยาขมวดคิ้ว

“เรื่องอะไรหรือ?”

ยูรันเงียบไปเล็กน้อย ก่อนกล่าวด้วยน้ำเสียงราบเรียบ

“เหล่าผู้โหยหาอำนาจมักผลักดันลูกหลานของตนขึ้นสืบทอดตำแหน่ง โดยไม่สนใจว่าคนผู้นั้นมีความสามารถหรือไม่”

“คนเหล่านี้มักขี้ขลาดและอ่อนแอ การตัดสินใจทุกอย่างขึ้นอยู่กับผลประโยชน์ หากเห็นผลประโยชน์ก็รีบลงมือ หากไม่ได้ประโยชน์ก็พากันลังเลและผลักภาระให้ผู้อื่น”

เขาเหลือบมองเยวียนซิงลู่กับเยวียนซิงฝู

“เมื่อเป็นเช่นนี้ ย่อมต้องมีใครบางคนถูกกีดกัน ถูกใช้ประโยชน์ หรือถูกทอดทิ้ง”

น้ำเสียงของยูรันค่อย ๆ เย็นลง

“และนั่นคือหนึ่งในสาเหตุที่ทำให้คนซึ่งถูกทอดทิ้งกลับมาฆ่าล้างทั้งตระกูล”

เยวียนชิงเหยาชะงัก

ยูรันกล่าวต่ออย่างสงบ

“เพราะในสายตาของคนผู้นั้น ตระกูลไม่ได้มีเพียงคนผิดไม่กี่คน แต่ทุกส่วนล้วนเน่าเฟะจนไม่เหลือสิ่งใดควรรักษาไว้”

“เมื่อความแค้นปะทุ ตระกูลก็ล่มสลาย ผู้บริสุทธิ์ต้องรับเคราะห์ ส่วนพวกสภาผู้อาวุโสซึ่งเป็นต้นเหตุ...”

รอยยิ้มเย็นชาปรากฏขึ้นตรงมุมปากของเขา

“พอพบปัญหาที่ตนเองแก้ไขไม่ได้ พวกมันก็จะพากันหนีเอาตัวรอด ทิ้งให้คนในตระกูลรับกรรมทั้งหมดแทน”

ทั่วบริเวณเงียบลง

ยูรันมองมารดา ก่อนกล่าวทิ้งท้าย

“อำนาจที่ไม่มีความรับผิดชอบ ไม่ได้สร้างความมั่นคงให้ตระกูล”

“มันเพียงทำให้ตระกูลล่มสลายช้าลงเท่านั้น”

ยูรันนิ่งเงียบไปครู่หนึ่ง ก่อนเปลือกตาซึ่งปิดสนิทมาตลอดทั้งวันจะค่อย ๆ เปิดขึ้น

วิ้ง!

แสงดาราส่องประกายอยู่ภายในดวงตาทั้งสองข้าง ความหม่นมืดซึ่งเคยปกคลุมหายไปอย่างสมบูรณ์ ดวงตาคู่นั้นกลับมางดงามและมีชีวิตชีวาดังเดิม

เยวียนชิงเหยาชะงัก ก่อนรีบขยับเข้ามาใกล้

“รันเอ๋อร์ ดวงตาของเจ้า...”

เยวียนชิงเหยาถอนหายใจด้วยความโล่งอก นางยกมือขึ้นแตะข้างแก้มของเขา ดวงตาเริ่มมีน้ำตาคลออีกครั้ง

ยูรันปล่อยให้นางสัมผัสอยู่ครู่หนึ่ง ก่อนหันไปทางตำหนักด้านใน

รอยยิ้มบาง ๆ ปรากฏขึ้นบนใบหน้าของเขา

“เพราะฉะนั้น...”

“ข้าควรฆ่าพวกมันทั้งหมดเสียตั้งแต่ตอนนี้เลยดีไหม?”

ความยินดีบนใบหน้าของทุกคนพลันแข็งค้าง

เยวียนชิงเหยารีบจับแขนบุตรชายเอาไว้

“เดี๋ยวก่อน! เหตุใดพอดวงตากลับมา เจ้าถึงคิดจะฆ่าคนทันทีเลยเล่า?!”

เยวียนชิงเหยารีบจับแขนบุตรชายเอาไว้

“เดี๋ยวก่อน! เหตุใดพอดวงตากลับมา เจ้าถึงคิดจะฆ่าคนทันทีเลยเล่า?!”

ยูรันหันกลับมามองนาง ดวงตาไม่มีแววล้อเล่นแม้แต่น้อย

“ข้ากำลังพูดอย่างจริงจังนะ”

เขาเลิกคิ้วเล็กน้อย

“ตอนนี้ท่านแม่เห็นว่าข้ากำลังล้อเล่นอยู่หรือ?”

เยวียนชิงเหยาชะงัก ก่อนมือที่จับแขนเขาจะกระชับแน่นขึ้น

ยูรันกล่าวต่อด้วยน้ำเสียงสงบ

“ปกติข้าไม่ค่อยฆ่าใครอยู่แล้ว หากท่านไม่เชื่อก็ลองถามท่านแม่ไป๋กับท่านแม่ลู่ดูได้”

ทุกคนหันไปมองมารดาทั้งสองพร้อมกัน

ไป๋จิ้งเหวินนิ่งคิดอยู่ครู่หนึ่ง ก่อนพยักหน้า

“อืม รันเอ๋อร์ไม่เคยฆ่าคนจริง ๆ”

ลู่เหยียนหนิงพยักหน้าตาม

“ส่วนมากเขาเพียงตัดแขนขา ดึงลิ้น ทำลายตบะ หรือปล่อยให้อีกฝ่ายมีชีวิตอยู่ในสภาพที่ไม่กล้ากลับมาหาเรื่องอีก”

“……”

เยวียนชิงเหยาหันกลับมามองบุตรชายด้วยสีหน้าซับซ้อน

ยูรันผายมือ

“เห็นไหม ข้าใจดีจะตาย”

“นั่นไม่ได้ช่วยให้แม่วางใจขึ้นเลยแม้แต่น้อย!”

ยูรันมองสีหน้ากังวลของมารดา ก่อนกล่าวขึ้นอย่างไม่ใส่ใจ

“หากท่านแม่กังวลว่าไม่อาจต่อกรกับพวกมันได้ เช่นนั้นก็เพิ่มพลังให้มากกว่าพวกมันเสียสิ”

เยวียนชิงเหยาขมวดคิ้ว

“เจ้าหมายความว่าอย่างไร?”

ยูรันมองดูสภาพพลังภายในร่างของนางอยู่ครู่หนึ่ง

“ตอนนี้ท่านอยู่ครึ่งก้าวสู่มหายาน เหลือเพียงก้าวเดียวก็จะทะลวงขึ้นไปได้แล้วไม่ใช่หรือ?”

เขายกมือขึ้น ก่อนกล่าวราวกับเป็นเรื่องธรรมดา

“เช่นนั้นก็ขึ้นเป็นระดับมหายานเสียเลย เป็นอย่างไร?”

“……”

เยวียนชิงเหยานิ่งค้าง

ฉินหลัวซือเบิกตากว้าง

“เจ้าพูดเหมือนการทะลวงสู่มหายานเป็นเพียงการก้าวข้ามธรณีประตูเลยนะ!”

ยูรันหันไปมองนาง

“สำหรับท่านแม่ตอนนี้ก็ไม่ต่างกันมากนัก ร่างกายหายดีแล้ว รากฐานเองก็สะสมมานานหลายพันปี เพียงติดอยู่ตรงที่ไม่กล้าก้าวออกไปเท่านั้น”

เยวียนชิงเหยามองบุตรชายอย่างไม่อยากเชื่อ

“เจ้าช่วยแม่ทะลวงสู่มหายานได้จริงหรือ?”

ยูรันพยักหน้า

“ได้สิ มีโอสถระดับสิบอยู่ไม่ใช่หรือไง?”

เขานิ่งไปเล็กน้อย ก่อนขมวดคิ้ว

“ไม่สิ โอสถหวนคืนมรรคาช่วยเพิ่มโอกาสทะลวงสู่มหายานได้เพียงเจ็ดส่วน แต่ไม่ได้ช่วยเพิ่มตบะ”

ทุกคนมองเขาครุ่นคิดอยู่เงียบ ๆ

ผ่านไปไม่กี่ลมหายใจ ยูรันก็ดีดนิ้วดังเป๊าะ

“ถ้าเช่นนั้นก็หลอมโอสถชนิดใหม่ขึ้นมา เท่านี้ก็สิ้นเรื่อง”

ฉินหลัวซืออ้าปากค้าง

“เจ้ากำลังพูดถึงการคิดค้นโอสถระดับสิบชนิดใหม่อยู่นะ!”

ยูรันไม่สนใจ เขาหันไปทางตำหนัก ก่อนตะโกนสุดเสียง

“เม่ยเหยา!”

เสียงของเขาดังสะเทือนไปทั่วบริเวณ

ไม่นานนัก ร่างของซูเม่ยเหยาก็ปรากฏขึ้นกลางอากาศ

พรึ่บ!

นางยังถือตำราการทำอาหารอยู่ในมือ สีหน้าเต็มไปด้วยความงุนงง

“มีอะไรหรือสามี เหตุใดต้องเรียกข้าเสียงดังขนาดนี้?”

ยูรันชี้ไปทางเยวียนชิงเหยา

“เตรียมเตาหลอม เราจะคิดค้นโอสถช่วยทะลวงมหายานกัน”

ซูเม่ยเหยาก้มมองตำราในมือ ก่อนเงยหน้าขึ้นอีกครั้ง

“ตอนนี้เลยหรือ?”

“อืม ตอนนี้แหละ”

ซูเม่ยเหยาพยักหน้าอย่างเข้าใจ

“ได้ เดี๋ยวข้าจะไปตามชิงถาน เสวี่ยหนิง และซินเยวี่ยก่อน”

ยูรันครุ่นคิดเล็กน้อย

“ใช้ลานประลองก็แล้วกัน ที่นั่นกว้างที่สุด”

ฉินหลัวซือมองไปทางลานประลองซึ่งเพิ่งถูกทำลายไปเมื่อเช้า

“แต่มันยังซ่อมไม่เสร็จมิใช่หรือ?”

“ไม่เป็นไร อย่างไรก็ต้องมีทัณฑ์โอสถลงมาอยู่แล้ว”

ยูรันตอบอย่างไม่ใส่ใจ

“หากพังเพิ่มอีกสักหน่อยก็ดูไม่ออกหรอกว่าเป็นความเสียหายเดิมหรือความเสียหายใหม่”

ซูเม่ยเหยาพยายามกลั้นหัวเราะ ก่อนพยักหน้ารับ

“เข้าใจแล้ว ข้าจะพาพวกนางไปรอที่ลานประลอง”

พรึ่บ!

ร่างของนางหายวับไปทันที

ยูรันพยักหน้าให้กับตนเอง

“เท่านี้เรื่องก็ง่ายแล้ว”

เขาหันไปทางเยวียนชิงเหยา

“เพียงท่านแม่ทะลวงขึ้นสู่มหายาน ต่อให้พวกตาแก่เหล่านั้นคิดก่อเรื่อง พวกมันจะทำอะไรได้?”

กล่าวจบ ยูรันก็โบกมือ

“ข้าจะไปรอที่ลานประลอง”

พรึ่บ!

ร่างของเขาหายวับไปทันที

ณ ลานประลองของตำหนักเสวียนเยว่

ศิษย์และช่างฝีมือจำนวนมากกำลังช่วยกันซ่อมพื้นลาน กำแพงป้องกัน และสิ่งก่อสร้างซึ่งได้รับความเสียหายจากการประลองช่วงเช้า

พรึ่บ!

ยูรันปรากฏตัวขึ้นกลางลาน ทำให้ทุกคนหยุดมือพร้อมกัน

ผู้ดูแลการซ่อมแซมรีบเดินเข้ามาคำนับ

“คารวะคุณชาย ไม่ทราบว่าคุณชายมาที่ลานประลองด้วยเหตุใดหรือขอรับ?”

ยูรันกวาดตามองพื้นที่รอบตัว ก่อนพยักหน้าอย่างพึงพอใจ

“อืม ยังเหลือพื้นที่ใช้งานได้มากพอ”

เขาหันกลับมาทางผู้ดูแล

“ข้าจะหลอมโอสถที่นี่สักครู่หนึ่ง มีปัญหาอะไรหรือไม่?”

ผู้ดูแลชะงัก ก่อนมองซากความเสียหายรอบลานด้วยสีหน้าระแวง

“หากเป็นการหลอมโอสถทั่วไปย่อมไม่มีปัญหาขอรับ แต่ข้าน้อยขอบังอาจถาม...”

เขากลืนน้ำลายลงคอ

“โอสถที่คุณชายจะหลอมอยู่ระดับใด?”

ยูรันลูบคางอย่างครุ่นคิด

“ยังไม่แน่ใจ อย่างต่ำก็น่าจะระดับสิบ”

เครื่องมือในมือของเหล่าช่างร่วงลงพื้นพร้อมกัน

ผู้ดูแลหน้าซีดเผือด

“ทุกคนหยุดซ่อมก่อน! รีบอพยพออกจากลานประลองเดี๋ยวนี้!”