ตอนที่ 400 เลิกยิ้มแบบนั้นเสียที
ยูรันเอียงศีรษะอย่างไม่เข้าใจ
“ทำไม มีปัญหาอันใด?”
ผู้ดูแลมองซากลานประลองรอบตัว ก่อนตอบด้วยน้ำเสียงสั่นเล็กน้อย
“คุณชาย เอ่อ...คือ หากการหลอมโอสถระดับสิบเกิดผิดพลาดขึ้นมา แล้วเตาหลอมระเบิด...”
เขากลืนน้ำลายลงคอ
“พวกเราที่อยู่ตรงนี้น่าจะไม่รอดกันสักคน เพราะฉะนั้นข้าน้อยคิดว่าอพยพออกไปก่อนน่าจะปลอดภัยกว่าขอรับ”
ยูรันนิ่งคิดอยู่ครู่หนึ่ง ก่อนพยักหน้า
“อืม มีเหตุผล”
ผู้ดูแลถอนหายใจอย่างโล่งอก
ทว่ายูรันกลับสะบัดมือเรียกเก้าอี้ออกมา ก่อนนั่งลงกลางลานประลองอย่างสบายอารมณ์
จากนั้นวัตถุดิบจำนวนมากก็ถูกนำออกมาวางเรียงรายอยู่รอบตัว ทั้งสมุนไพร ผลึกแร่ โลหิตสัตว์อสูร และผลไม้ปราณหลากหลายชนิด
ยูรันหยิบสมุนไพรแต่ละต้นขึ้นมาตรวจสอบ พลางเริ่มคำนวณสูตรโอสถใหม่ภายในใจ
“อืม อ้างอิงจากสูตรเดิม......”
ผู้ดูแลยืนมองเขาอยู่ครู่หนึ่ง ก่อนถามอย่างระมัดระวัง
“คุณชายจะไม่บอกให้พวกเราอยู่ช่วยหรือขอรับ?”
ยูรันยังคงตรวจสอบวัตถุดิบโดยไม่เงยหน้า
“ไม่ต้อง พวกเจ้าออกไปเถอะ หากระเบิดขึ้นมาจะได้ไม่มีใครตาย”
ผู้ดูแลรีบหันกลับไปตะโกนสุดเสียง
“ทุกคนรีบออกจากที่นี่เดี๋ยวนี้!”
เหล่าช่างกับศิษย์ทั้งหมดทิ้งเครื่องมือ ก่อนวิ่งออกจากลานประลองอย่างไม่คิดชีวิต
ผ่านไปเพียงครู่เดียว ข่าวที่ว่ายูรันกำลังจะหลอมโอสถระดับสิบกลางลานประลองก็แพร่สะพัดไปทั่วตำหนักเสวียนเยว่ราวกับไฟลามทุ่ง
“ได้ยินหรือยัง? คุณชายใหญ่กำลังจะหลอมโอสถระดับสิบ!”
“ที่ไหน?”
“ลานประลอง!”
“ลานที่เพิ่งพังไปเมื่อเช้านั่นน่ะหรือ?!”
ไม่ถึงหนึ่งก้านธูป ศิษย์ ผู้อาวุโส นักหลอมโอสถ และคนจากสายรองจำนวนมากก็พากันหลั่งไหลมายังลานประลอง
ไม่มีผู้ใดกล้าเข้าไปใกล้ ทุกคนยืนอัดแน่นอยู่นอกเขตป้องกัน พลางจับจ้องยูรันซึ่งกำลังนั่งคำนวณสูตรอยู่กลางกองวัตถุดิบ
อีกด้านหนึ่ง เยวียนจ้าวคุนซึ่งกำลังตรวจสอบความเสียหายจากรอยดาบได้รับข่าวก็หน้าซีดเผือด
“อะไรนะ?!”
เขาคว้าคอเสื้อศิษย์ผู้มารายงาน
“มันกำลังจะหลอมโอสถระดับสิบที่ลานประลองของข้า?!”
ศิษย์คนนั้นพยักหน้าอย่างหวาดกลัว
“ขอรับ!”
เยวียนจ้าวคุนหันไปมองลานประลองซึ่งเพิ่งเริ่มซ่อมแซม ก่อนตะโกนออกมาด้วยความสิ้นหวัง
“ไอ้หลานเวร! อย่างน้อยก็รอให้ข้าซ่อมเสร็จก่อนไม่ได้หรืออย่างไร!”
กล่าวจบ เขาก็พุ่งกลับไปทางลานประลองด้วยความเร็วสูงสุดทันที
ไม่นานนัก เยวียนจ้าวคุนก็มาถึงลานประลองด้วยสีหน้าร้อนรน
“หลีกทาง!”
ผู้คนซึ่งยืนอัดแน่นอยู่ด้านนอกรีบแยกออกเป็นสองฝั่ง เปิดทางให้จ้าวตำหนักเดินเข้าไป
เขากวาดตามองกลางลาน ก่อนพบว่ายูรันยังไม่ได้เริ่มจุดเตาหลอมหรือจัดการวัตถุดิบแต่อย่างใด
ชายหนุ่มเพียงนั่งหลับตาอยู่บนเก้าอี้ ท่ามกลางกองสมุนไพรจำนวนมหาศาล ราวกับกำลังนอนพักผ่อนอย่างสบายอารมณ์
เส้นเลือดบนหน้าผากของเยวียนจ้าวคุนปูดขึ้นทันที
[ไอ้หลานเวรนี่เรียกคนมามุงดูทั้งตำหนัก แต่ตัวเองกลับนั่งหลับอย่างนั้นหรือ?!]
เขาก้าวเข้าสู่ลานประลอง ก่อนเดินตรงไปหายูรันด้วยสีหน้าดุดัน
“เจ้าเด็กเวร ตื่นขึ้นมาเดี๋ยวนี้!”
เยวียนจ้าวคุนยื่นมือออกไปหมายคว้าไหล่ของเขา
ทว่าปลายนิ้วยังไม่ทันสัมผัสเสื้อ ยูรันก็ยกมือขึ้นจับข้อมือของเขาเอาไว้โดยไม่ลืมตา
หมับ!
“อย่าเพิ่งรบกวน”
ยูรันกล่าวด้วยน้ำเสียงสงบ
“ข้ากำลังคิดสูตรอยู่”
เยวียนจ้าวคุนคิ้วกระตุก
“ท่าทางของเจ้าเหมือนกำลังคิดสูตรตรงไหนกัน เห็นได้ชัดว่ากำลังนอนหลับ!”
“ข้าหลับตาคิดไม่ได้หรือ?”
“แล้วเหตุใดต้องนั่งกรนด้วย?!”
ยูรันชะงัก ก่อนค่อย ๆ ลืมตาขึ้น
“อ้าว อย่างนั้นหรือ?”
เขายกมือขึ้นเช็ดมุมปาก ก่อนกล่าวอย่างไม่รู้สึกรู้สา
“โทษที ข้าเผลอหลับไป”
เยวียนจ้าวคุนอ้าปากค้าง
“แล้วสูตรโอสถเล่า?!”
“คิดเสร็จไปนานแล้ว”
ยูรันสะบัดมือหนึ่งครั้ง วัตถุดิบทั้งหมดซึ่งกองอยู่รอบตัวพลันถูกกวาดกลับเข้าไปในช่องเก็บของอย่างรวดเร็ว
วิ้ง!
เพียงพริบตาเดียว กลางลานประลองก็กลับมาว่างเปล่า เหลือเพียงเก้าอี้ซึ่งยูรันกำลังนั่งอยู่
เยวียนจ้าวคุนมองพื้นที่ว่าง ก่อนหันกลับมามองเขา
“ในเมื่อคิดเสร็จไปนานแล้ว เหตุใดเจ้าจึงไม่เริ่มหลอม?”
ยูรันบิดตัวคลายความเมื่อยล้า
“ข้ากำลังรอเม่ยเหยากับคนอื่นนำเตาหลอมและวัตถุดิบส่วนที่เหลือมา ระหว่างรอก็ไม่มีอะไรทำ เลยนอนสักหน่อย”
“แล้วคนทั้งตำหนักที่กำลังยืนรอดูเจ้าอยู่เล่า?”
ยูรันกวาดตามองฝูงชนรอบลาน ก่อนยักไหล่
“พวกเขาอยากมากันเอง ข้าไม่ได้เรียกมาสักคน”
เขาผายมือไปทางพื้นที่ซึ่งกำลังซ่อมแซม
“ข้าเพียงบอกให้คนงานหยุดซ่อมก่อน เพราะกำลังจะหลอมโอสถระดับสิบเท่านั้น”
ยูรันครุ่นคิดเล็กน้อย
“สงสัยพวกคนซ่อมลานจะนำเรื่องไปบอกต่อกันเองกระมัง”
เยวียนจ้าวคุนยกมือขึ้นกุมขมับ
“เจ้าบอกคนงานว่ากำลังจะหลอมโอสถระดับสิบกลางลานประลอง แล้วคิดว่าข่าวจะไม่แพร่ออกไปหรือ?!”
“ข้าจะไปรู้ได้อย่างไร พวกเขาวิ่งหนีกันเร็วมาก ข้ายังไม่ทันกำชับให้เก็บเป็นความลับด้วยซ้ำ”
“แล้วเหตุใดต้องสั่งหยุดซ่อมด้วย?”
ยูรันตอบราวกับเป็นเรื่องที่ชัดเจนอยู่แล้ว
“เพราะเดี๋ยวจะมีทัณฑ์โอสถฟาดลงมาน่ะสิ”
เขาชี้ไปยังเหล่าคนงานซึ่งกำลังยืนมุงอยู่ด้านนอก
“หากพวกเขายังซ่อมลานอยู่แล้วโดนทัณฑ์โอสถผ่าตายขึ้นมา จะทำอย่างไรเล่า?”
เยวียนจ้าวคุนชะงัก ก่อนหันกลับมามองเขา
“เดี๋ยวก่อน การหลอมโอสถมีทัณฑ์สวรรค์ด้วยอย่างนั้นหรือ?”
ยูรันพยักหน้า
“มี แต่ดูเหมือนต้องหลอมโอสถออกมาให้สมบูรณ์แบบเสียก่อน ทัณฑ์โอสถจึงจะปรากฏขึ้น”
เขาลูบคางอย่างไม่แน่ใจนัก
“น่าจะเป็นเช่นนั้นละมั้ง ข้าเองก็ไม่รู้เหมือนกัน”
เยวียนจ้าวคุนคิ้วกระตุก
“เจ้าเป็นคนหลอม แต่กลับไม่รู้ได้อย่างไร?”
ยูรันยักไหล่
“เพราะทุกครั้งที่ข้าหลอมก็ได้โอสถสมบูรณ์แบบทั้งหมด ทัณฑ์โอสถจึงปรากฏขึ้นทุกครั้ง ข้าไม่เคยหลอมของระดับต่ำกว่านั้นออกมา จะให้เปรียบเทียบได้อย่างไร?”
“……”
เหล่านักหลอมโอสถซึ่งยืนฟังอยู่ด้านนอกพลันมีสีหน้าแข็งค้าง
ยูรันเหลือบมองพวกเขา ก่อนกล่าวเสริมอย่างไม่ไว้หน้า
“พวกกระจอกทำไม่ได้หรอก เพราะฉะนั้นจึงไม่เคยเห็นทัณฑ์โอสถกันอย่างไรเล่า”
ฉึก!
นักหลอมโอสถหลายคนยกมือขึ้นกุมหน้าอกพร้อมกัน
เยวียนจ้าวคุนสูดหายใจลึก
“เจ้าพูดให้เกียรติผู้อื่นบ้างไม่ได้หรือ?”
ยูรันส่ายหน้า
“ไม่ได้ เดี๋ยวพวกเขาหลงคิดว่าตนเองเก่งแล้วไม่ยอมพัฒนาต่อ”
พรึ่บ!
เยวียนชิงเหยาปรากฏตัวขึ้นข้างลานประลอง ก่อนเดินตรงเข้ามาหาทั้งสอง
“พี่ใหญ่ มาทำอะไรที่นี่?”
เยวียนจ้าวคุนชี้ไปทางยูรันด้วยใบหน้าหงุดหงิด
“ก็ไอ้เจ้าบ้านี่กำลังจะหลอมโอสถระดับสิบน่ะสิ!”
เขาผายมือไปยังลานประลองซึ่งยังซ่อมไม่เสร็จ
“ข้ากลัวว่าลานประลองจะพังหนักกว่าเดิม จึงต้องมาคอยดูเอาไว้!”
เยวียนชิงเหยามองซากความเสียหายรอบตัว ก่อนตอบอย่างไม่ใส่ใจ
“หากพังก็สร้างใหม่สิ”
“……”
เยวียนจ้าวคุนหันมามองน้องสาวด้วยสีหน้าเจ็บปวด
“นี่เป็นลานประลองของตำหนักเรานะ!”
เยวียนชิงเหยาเดินไปนั่งข้างบุตรชาย
“อืม แต่รันเอ๋อร์กำลังจะหลอมโอสถให้ข้า”
“แล้วอย่างไร?”
“เช่นนั้นลานประลองย่อมพังได้”
เยวียนจ้าวคุนยกมือขึ้นกุมหน้าอก
“พวกเจ้าสองแม่ลูกช่างเหมือนกันเกินไปแล้ว...”
อีกด้านหนึ่งของตำหนัก
เยวียนหลิงซวงกำลังนั่งอ่านตำราอยู่ภายในศาลา ทันใดนั้นเสียงตะโกนอันคุ้นเคยก็ดังมาจากระยะไกล
“พี่หญิงงงงงงงงง!”
ตึก ๆๆๆๆๆ!
เยวียนเหวินอวี้วิ่งเข้ามาด้วยความเร็วเต็มกำลัง ก่อนคว้าแขนของนางเอาไว้
“พี่หญิง ได้ยินข่าวหรือยัง?!”
เยวียนหลิงซวงขมวดคิ้ว
“ข่าวอะไร เหตุใดต้องตะโกนเสียงดังขนาดนี้?”
ดวงตาของเยวียนเหวินอวี้เป็นประกาย
“พี่ชายจ๋ากำลังจะหลอมโอสถระดับสิบที่ลานประลอง!”
นางออกแรงลากอีกฝ่ายให้ลุกขึ้น
“ไปดูเร็วววววววววว!”
เยวียนหลิงซวงยังไม่ทันเก็บตำรา ก็ถูกลากออกจากศาลาไปเสียแล้ว
“เดี๋ยวก่อน! ข้าเดินเองได้ แล้วผู้ใดอนุญาตให้เจ้าเรียกเขาว่าพี่ชายจ๋ากัน!”
“หากพี่หญิงอยากเรียกก็ตามใจ ไม่มีใครห้ามเสียหน่อย!”
“ข้าไม่ได้อยากเรียก!”
เยวียนเหวินอวี้ลากเยวียนหลิงซวงฝ่าฝูงชนมาจนถึงด้านหน้าลานประลอง
นางยืนหอบหายใจอยู่ครู่หนึ่ง ก่อนรีบชะเง้อมองเข้าไปด้านใน
“พวกเรามาทันหรือเปล่า?”
เมื่อเห็นว่ายูรันยังคงนั่งอยู่บนเก้าอี้และยังไม่ได้เริ่มหลอมโอสถ นางก็ถอนหายใจอย่างโล่งอก
“โชคดี ดูเหมือนจะยังไม่เริ่ม”
เยวียนหลิงซวงมองเข้าไปกลางลาน
“ท่านลุงกับท่านป้ากำลังมีปากเสียงกันอยู่พอดี”
เยวียนเหวินอวี้พยักหน้า ก่อนสายตาจะเคลื่อนไปหยุดอยู่บนใบหน้าของยูรัน
นางชะงักไปทันที
“หืม?”
ดวงตาของยูรันซึ่งเคยปิดสนิท บัดนี้เปิดขึ้นแล้ว ภายในดวงตาคู่นั้นมีแสงดาราส่องประกายระยิบระยับ ทั้งลึกล้ำและงดงามจนผู้ที่สบมองแทบไม่อาจละสายตา
เยวียนเหวินอวี้จับแขนของหญิงสาวข้างกายแน่น
“ตาของเขาไม่ได้บอดแล้วหรือ?”
นางเหม่อมองอยู่พักหนึ่ง ก่อนกล่าวด้วยน้ำเสียงเลื่อนลอย
“สวยมากเลยพี่หญิง...”
เยวียนหลิงซวงเองก็กำลังจ้องดวงตาคู่นั้นไม่กะพริบ
“อืม...งดงามมากจริง ๆ”
เยวียนเหวินอวี้หันมามองนางด้วยรอยยิ้มเจ้าเล่ห์
“พี่หญิงเหม่อไปแล้วนะ”
เยวียนหลิงซวงได้สติ ก่อนรีบหันหน้าหนี
“ข้าเพียงกำลังตรวจสอบว่าดวงตาของเขาหายดีหรือยังเท่านั้น!”
“อ๋อ อย่างนั้นเองหรือ?”
“เลิกยิ้มแบบนั้นเสียที!”