ตอนที่ 402 อืม แม่จะลองดู
เมื่อโอสถทั้งสิบสองเม็ดผ่านการหลอมจากทัณฑ์สวรรค์จนสมบูรณ์ ลวดลายมหามรรคาบนผิวของพวกมันก็เปล่งแสงเจิดจ้า
ยูรันสะบัดมือ
พรึ่บ!
โอสถมหามรรคาทะลวงสวรรค์ทั้งสิบสองเม็ดถูกเก็บเข้าไปในขวดหยกพร้อมกัน ก่อนที่เขาจะปิดผนึกอย่างแน่นหนาและเก็บกลับเข้าสู่ช่องเก็บของ
ยูรันหันไปทางหนานอวี้
“ต่อไปเป็นของพวกเรา”
หนานอวี้พยักหน้า ก่อนจับมือเขาแน่น
ครืนนนนนนนนนน!
ประตูสวรรค์ทั้งสิบสองบานบนท้องฟ้าสั่นสะเทือน ก่อนสายฟ้าทั้งหมดจะหลอมรวมกันเป็นเสาสายฟ้าหลากสีขนาดมหึมา
เปรี๊ยงงงงงงงงงงงงงง!
เสาสายฟ้าฟาดลงบนร่างของยูรันกับหนานอวี้โดยตรง
แสงสว่างกลืนกินร่างของทั้งสองจนหายไปจากสายตาของทุกคน
ทว่าภายในกายของพวกเขา ดาราจักรทั้งสองกำลังหมุนวนอย่างรวดเร็ว ทารกกายเทพของยูรันกับหนานอวี้เงยหน้าขึ้น ก่อนอ้าปากดูดกลืนพลังจากทัณฑ์นิมิตอย่างตะกละตะกลาม
“บุ่!”
“แบะ!”
พลังสายฟ้าหลากสีหลั่งไหลเข้าสู่ร่างเล็กทั้งสองไม่หยุด แก้มของพวกมันค่อย ๆ พองออก ร่างกายเปล่งประกายเจิดจ้าขึ้นเรื่อย ๆ
ไม่นาน ทารกทั้งสองก็นั่งลูบท้องกลมของตนเองด้วยสีหน้าพึงพอใจ ราวกับเพิ่งรับประทานอาหารมื้อใหญ่อย่างอิ่มหนำ
ด้านนอก เสาสายฟ้าค่อย ๆ สลายหายไป
ยูรันกับหนานอวี้ยังคงยืนจับมือกันอยู่กลางท้องฟ้า เสื้อผ้าไม่เสียหายแม้แต่น้อย
หนานอวี้ตรวจสอบทารกภายในกาย ก่อนกล่าวด้วยสีหน้าซับซ้อน
“ดูเหมือนพวกมันจะอิ่มจนขยับไม่ไหวแล้ว”
ยูรันพยักหน้า
“อืม อย่างน้อยรอบนี้ก็ไม่เสียของ”
ยูรันหลับตาตรวจสอบทารกกายเทพภายในดาราจักรของตนเอง
“ได้มาเท่าไร?”
ทารกตัวน้อยซึ่งกำลังนั่งลูบท้องกลมยกนิ้วขึ้นหนึ่งนิ้ว
“บุ่!”
ยูรันชะงัก
“หนึ่งเดือน?”
ทารกพยักหน้ารัว ๆ
หนานอวี้ตรวจสอบทารกของตนเอง ก่อนหันกลับมาพร้อมสีหน้าซับซ้อน
“ของข้าก็เหมือนกัน หนึ่งเดือน”
“……”
ยูรันนิ่งค้างอยู่กลางท้องฟ้า
เขาก้มมองเมฆทัณฑ์ซึ่งกำลังสลายตัว ก่อนมองทารกกายเทพอวบอิ่มภายในร่างอีกครั้ง
“ทัณฑ์นิมิตขนาดนี้...”
“โอสถระดับสิบตั้งสามสิบเม็ด...”
“สุดท้ายได้อายุเพิ่มเพียงหนึ่งเดือน?”
ทารกยกมือขึ้นตบท้องของตนเอง
“บุ่!”
ราวกับกำลังยืนยันว่ามันกินจนหมดจริง ๆ แล้ว
เส้นเลือดบนหน้าผากของยูรันค่อย ๆ ปูดขึ้น
“บัดซบ! เช่นนั้นข้าต้องหลอมโอสถอีกกี่หมื่นเม็ด พวกแกถึงจะโตกันวะ?!”
ยูรันยกมือขึ้นกุมขมับ ก่อนถอนหายใจอย่างยอมแพ้
“ช่างแม่ง ลงไปกันเถอะ”
เขาจับมือหนานอวี้ ก่อนพากันร่อนลงสู่ลานประลอง
พรึ่บ!
ทันทีที่เท้าสัมผัสพื้น ผู้คนทั้งหมดก็รีบเข้ามาล้อมรอบด้วยแววตาตื่นเต้น
ยูรันไม่สนใจสายตาเหล่านั้น เขาหยิบขวดหยกออกมา ก่อนเทโอสถมหามรรคาทะลวงสวรรค์ออกมาเพียงหนึ่งเม็ด
วิ้ง!
โอสถสีทองลอยอยู่เหนือฝ่ามือ ลวดลายมหามรรคาสิบสองชั้นหมุนวนรอบผิว พร้อมประกายสายฟ้าหลากสีซึ่งแล่นออกมาเป็นระยะ
เพียงโอสถเม็ดเดียวกลับแผ่แรงกดดันมากกว่าโอสถระดับสิบทั้งสามสิบเม็ดก่อนหลอมรวมกันเสียอีก
ซูเม่ยเหยาจ้องมันตาไม่กะพริบ
“พลังขนาดนี้...”
นางกลืนน้ำลาย ก่อนถามอย่างไม่แน่ใจ
“พวกเราเรียกมันว่าโอสถระดับสิบเอ็ดได้เลยหรือไม่?”
ยูรันพลิกโอสถในมือดูอยู่ครู่หนึ่ง
“น่าจะได้กระมัง”
เขายักไหล่
“ข้าจะไปรู้ได้อย่างไร ข้าไม่ใช่คนกำหนดระดับโอสถเสียหน่อย”
“……”
ผู้อาวุโสนักหลอมโอสถรอบลานพากันมองหน้ากัน
ผู้ที่เพิ่งสร้างโอสถระดับใหม่ซึ่งไม่เคยปรากฏมาก่อน กลับบอกว่าตนเองไม่รู้ว่าควรจัดมันอยู่ระดับใด
ยูรันกล่าวต่ออย่างไม่ใส่ใจ
“หากพวกเจ้าอยากเรียกระดับสิบเอ็ดก็เรียกไป ขอเพียงกินแล้วใช้ได้ก็พอ”
ยูรันเดินเข้าไปหาเยวียนชิงเหยา ก่อนยื่นโอสถมหามรรคาทะลวงสวรรค์ให้นาง
“ท่านแม่ รออะไรอยู่?”
เยวียนชิงเหยามองโอสถบนฝ่ามือของบุตรชายด้วยสีหน้าลังเล
“เจ้าจะให้แม่กินตอนนี้เลยหรือ?”
“อืม กินสิ แล้วทะลวงขึ้นสู่มหายานตอนนี้เลย”
ยูรันยัดโอสถใส่มือนาง ก่อนกล่าวอย่างสบายอารมณ์
“ส่วนทัณฑ์มหายาน ข้าจะเป็นคนรับให้เอง”
“ว่าอย่างไรนะ?!”
เสียงตกตะลึงดังขึ้นรอบลานประลอง
เยวียนจ้าวคุนเบิกตากว้าง
“เจ้าคิดจะเข้าไปรับทัณฑ์มหายานแทนนางหรือ?!”
ยูรันพยักหน้า
“ใช่ มีปัญหาอะไร?”
“มีสิ! หากคนนอกเข้าไปแทรกแซง ทัณฑ์สวรรค์จะเพิ่มความรุนแรงขึ้นหลายเท่า!”
ยูรันเอียงศีรษะเล็กน้อย
“แล้วปัญหาคือ?”
“……”
เยวียนจ้าวคุนชะงักค้าง
เขาอ้าปากอยู่หลายครั้ง แต่กลับไม่รู้ว่าควรอธิบายเรื่องอันตรายให้คนซึ่งเพิ่งยืนรับทัณฑ์นิมิตโดยไม่เป็นอะไรฟังอย่างไร
ยูรันหันไปทางเยวียนชิงเหยาอีกครั้ง
“ท่านแม่กินเถอะ ยิ่งทัณฑ์รุนแรงก็ยิ่งดี ข้ากำลังต้องการพลังเพิ่มอยู่พอดี”
เยวียนชิงเหยากำโอสถในมือแน่น
“แต่นั่นเป็นถึงทัณฑ์มหายานนะ”
“อืม ข้ารู้”
“หากเจ้ากับหนานอวี้เข้าไปพร้อมกัน ความรุนแรงอาจเพิ่มขึ้นหลายสิบเท่า”
ดวงตาของยูรันเป็นประกายขึ้นกว่าเดิม
“เช่นนั้นยิ่งไม่มีปัญหาเลยไม่ใช่หรือ?”
เยวียนจ้าวคุนยกมือขึ้นกุมขมับ
“ข้าไม่น่าบอกมันเลยจริง ๆ...”
ยูรันกวาดตามองผู้คนรอบลาน ก่อนโบกมือ
“พวกเจ้าถอยออกไปก่อนนะ”
ทุกคนจากยอดเขาจันทราพยักหน้ารับ ก่อนรีบถอยออกจากลานประลองและกางม่านพลังเตรียมพร้อม
เยวียนจ้าวคุนพลันได้สติ เขาหันไปตะโกนสั่งผู้คนซึ่งยังยืนมุงอยู่รอบนอก
“พวกเจ้าทั้งหมดก็ถอยออกไป!”
เสียงของเขาดังสะเทือนไปทั่วตำหนัก
“น้องสาวของข้ากำลังจะทะลวงขึ้นสู่มหายาน!”
“ว่าอย่างไรนะ?!”
ฝูงชนรอบลานพลันแตกตื่น
“ท่านเยวียนชิงเหยาจะทะลวงมหายานตอนนี้เลยหรือ?”
“รีบถอย! ทัณฑ์มหายานไม่ใช่สิ่งที่พวกเราจะยืนดูใกล้ ๆ ได้!”
เหล่าศิษย์และผู้อาวุโสรีบทะยานออกห่างจากลานประลอง ขณะที่เยวียนจ้าวคุนสั่งเปิดค่ายกลป้องกันทุกชั้นของตำหนัก
ครืนนนนนน!
ม่านพลังหลายชั้นกางขึ้นปกคลุมพื้นที่โดยรอบ
เพียงไม่กี่ลมหายใจ กลางลานประลองก็เหลือเพียงเยวียนชิงเหยา ยูรัน และหนานอวี้
ยูรันพยักหน้าให้นาง
“ท่านแม่ กินได้แล้ว”
โม่ชิงเฟิงยืนอยู่หลังม่านพลัง พลางกัดชายเสื้อของตนเองด้วยความอิจฉา
“ข้าอิจฉาน้องหญิงจริง ๆ...”
นางมองหนานอวี้ซึ่งยืนจับมืออยู่ข้างยูรันกลางลานประลอง ก่อนดวงตาจะเริ่มมีน้ำตาคลอ
“ทุกครั้งที่มีทัณฑ์สวรรค์ น้องหญิงก็ได้อยู่กับสามีตลอด พี่สาวเองก็อยากมีกายเทพบ้าง ฮือ ๆ...”
หนานอวี้หันกลับมา ก่อนยิ้มอย่างผู้ชนะ
“ช่วยไม่ได้นี่พี่ใหญ่”
ฉึก!
โม่ชิงเฟิงหันกลับไปมองยูรันกับหนานอวี้อีกครั้ง ก่อนกำหมัดแน่น
“ไม่ได้การ พี่สาวต้องตั้งใจอ่านตำราให้มากกว่านี้ ครั้งหน้าหากสามีสร้างกายเทพชนิดใหม่ พี่สาวจะต้องเป็นคนแรกที่ได้เลือก!”
เสียงของยูรันดังข้ามม่านพลังออกมา
“อืม ยังมีกายาอัคคี กายาอัสนี แล้วก็กายาวารีหลอมสมุทร แต่ไม่มีสักกายาที่เข้ากับอาเจ๊ เจ้าจะเอาไปทำไม?”
ฉึก!
โม่ชิงเฟิงยกมือกุมหน้าอกอีกครั้ง
“แล้วไม่มีกายเทพสำหรับบัณฑิตบ้างหรือ?”
ยูรันถอนหายใจ
“เป็นบัณฑิตทั้งที แถมยังมีพู่กันซึ่งวาดสิ่งใดก็ทำให้กลายเป็นจริงได้ เจ้ายังไม่พอใจอีกหรือ?”
เขาชี้ไปยังรอยผนึกพู่กันบนนิ้วของนาง
“ตั้งใจอ่านตำรา ฝึกใช้พู่กันให้ดีเสียก่อนเถอะ หากยังเป็นบัณฑิตเก๊อยู่ ต่อให้มีกายเทพเพิ่มอีกสิบอย่างก็ช่วยอะไรไม่ได้หรอก”
“กรี๊ดดดดดดดดดด! พี่สาวไม่ใช่บัณฑิตเก๊นะ!”
ครืนนนนนนนนนนนนนนนนนนนน!
เมฆดำทั่วท้องฟ้าพลันหยุดหมุน
ชั่วขณะต่อมา ผืนฟ้าเหนือเมืองจันทราเร้นก็ถูกฉีกออกจากกัน รอยแยกขนาดมหึมาแผ่ขยายออกไปไกลสุดสายตา
แสงสีทองบริสุทธิ์ส่องลงมาจากเบื้องบน
ภายในรอยแยกปรากฏภาพของสรวงสวรรค์ชั้นเก้า ตำหนักเซียนนับไม่ถ้วนตั้งตระหง่านอยู่เหนือหมู่เมฆ สะพานหยกทอดข้ามระหว่างยอดเขา ขณะที่แม่น้ำทิพย์ไหลผ่านกลางอากาศราวกับสายแพรสีเงิน
เสียงสวดโบราณดังกังวานไปทั่วฟ้าดิน
รูปปั้นเทพเซียน พระพุทธรูป และสิ่งศักดิ์สิทธิ์โบราณจำนวนมหาศาลประดิษฐานอยู่ตามตำหนักแต่ละชั้น ทุกองค์มีสีหน้าสงบนิ่งและเปี่ยมด้วยเมตตา
ผู้คนรอบนอกต่างเงยหน้ามองภาพนั้นอย่างเหม่อลอย
แต่แล้วเสียงสวดทั้งหมดก็หยุดลงพร้อมกัน
หยดโลหิตสีแดงฉานหยดลงมาจากสวรรค์
ติ๋ง...
แม่น้ำทิพย์เปลี่ยนเป็นสีเลือด หมู่เมฆสีขาวถูกย้อมจนแดงฉาน ตำหนักเซียนอันงดงามค่อย ๆ ผุพังและมีโลหิตไหลออกมาตามรอยแตกร้าว
ครืนนนนนน!
พระพุทธรูปและรูปปั้นเทพเซียนทุกองค์บนฟ้าพลันลืมตาขึ้นพร้อมกัน
ดวงตานับหมื่นคู่เปล่งแสงสีแดงฉาน ก่อนก้มลงจับจ้องเยวียนชิงเหยาซึ่งนั่งอยู่กลางลานประลอง
แรงกดดันอันน่าสะพรึงกลัวแผ่ปกคลุมไปทั่วเมือง
ผู้คนด้านนอกหน้าซีดเผือด พร้อมสูดลมหายใจเย็นเข้าปอด
“ซี๊ดดดดดดดดดดดดดดดดดดดด!”
เยวียนจ้าวคุนมองนิมิตเหนือท้องฟ้าด้วยมือที่สั่นระริก
“นี่มัน...แดนสุขาวดีสีเลือด!”
“ทัณฑ์นิมิตในตำนานซึ่งทดสอบทั้งร่างกาย จิตใจ และมรรคาของผู้ทะลวงในเวลาเดียวกัน!”
ท่ามกลางความหวาดกลัวของทุกคน ยูรันกลับเงยหน้ามองด้วยดวงตาเป็นประกาย
“โอ้ ๆๆๆๆๆ!”
เขายกมือขึ้นชี้ไปยังสรวงสวรรค์สีเลือด
“แดนสุขาวดีสีเลือดจริง ๆ ด้วย!”
ยูรันหันไปทางมารดา ก่อนยิ้มกว้าง
“ท่านแม่ เอาเลย!”
เยวียนชิงเหยาสูดหายใจลึก ก่อนลุกขึ้นยืนและเผชิญหน้ากับสายตาของเหล่าเทพเซียนบนฟ้า
“อืม แม่จะลองดู!”
ทันใดนั้น พระพุทธรูปสีเลือดองค์แรกก็ยกฝ่ามือขึ้น
ฝ่ามือขนาดมหึมาซึ่งปกคลุมทั่วท้องฟ้าค่อย ๆ กดลงมาหาเยวียนชิงเหยา พร้อมเสียงสวดอันบิดเบี้ยวซึ่งสั่นสะเทือนถึงส่วนลึกของจิตวิญญาณ
ครืนนนนนนนนนนนนนนนนนนนน!