ตอนที่ 404 ท่านพี่ พวกนางจงใจยั่วโมโหข้าชัด
ในห้องรับรองมีตั้งแต่ เยวียนชิงเหยา เยวียนชิงฝู เยวียนชิงลู่ ยูรัน เยวียนจ้าวคุน ฉินหลัวซือ ลุ่เหยียนหนิง ไป๋จิ้งเหวิน
โม่ชิงเฟิง ไป๋หลิง หนานอวี้ เซียวซินเยวี่ย หลัวจินหยาง หลัวจินเยว่ เซี่ยเยว่หลี เซี่ยหลานอิง ซูเม่ยเหยา หลิงเยวี่ย สุ่ยหลานอิง สุ่ยหลานซี
เฟิงซุหลาน เห่อหวานชิง
รวมยี่สิบสามคน
ยูรัน "คนเยอะจริง ช่างเถอะ ตอนนี้ท่านแม่ก้าวสู่มหายานขั้นต้น สภาอาวุโสจะกล้าขัดท่านแม่อยู่รึเปล่า?"
....ทุกคนเงียบ
เยวียนชิงเหยา "แม่ว่าพวกเขาคงไม่กล้าแล้วหละ"
ฉินหลัวซือ "เอ่อ ขนาดนี้เรียกบรรพชนได้แล้วนะ"
ยูรัน "บรรพชน? หมายถึงพวกสวะ ที่ถึงมหายานสูงสุดแล้ว ไปนั่งเฉยๆ ปล่อยให้ลูกหลานฆ่ากันเองหนะเหรอ?"
เยวียนจ้าวคุนกระแอมเบา ๆ
“อันที่จริง บรรพชนเหล่านั้นปิดด่านมาหลายร้อยปีแล้ว เรื่องภายในตำหนักส่วนใหญ่จึงเป็นหน้าที่ของสภาผู้อาวุโส”
ยูรันขมวดคิ้วทันที
“แล้วตาแก่จะเป็นเจ้าตำหนักไปทำซากอะไร หากไม่มีสิทธิ์มีเสียง?”
“อ่อนด้อยจริง ๆ เลย”
เยวียนจ้าวคุนตบโต๊ะ
“ใครบอกว่าข้าไม่มีสิทธิ์มีเสียง! ข้าเป็นผู้ตัดสินใจขั้นสุดท้าย เพียงแต่เรื่องสำคัญต้องผ่านความเห็นชอบจากสภาผู้อาวุโสตามกฎ!”
ยูรันหันไปมองฉินหลัวซือ
“เช่นนั้นยกตำแหน่งให้ท่านป้าสะใภ้ไปเลยดีไหม?”
“อย่างไรทุกวันนี้ท่านป้าก็เหมือนเป็นเจ้าตำหนักตัวจริงอยู่แล้ว ส่วนท่านลุงมีหน้าที่เพียงนั่งอยู่บนเก้าอี้และถูกท่านป้าลากไปทุบตีเท่านั้น”
ฉินหลัวซือยกถ้วยชาขึ้นจิบ ก่อนพยักหน้าอย่างพึงพอใจ
“ป้าว่าหลานชายพูดมีเหตุผล”
“หลัวซือ!”
เยวียนจ้าวคุนหันไปหาน้องสาวเพื่อขอความช่วยเหลือ ทว่าเยวียนชิงเหยากลับหลบสายตา
“พี่ใหญ่ อย่ามองข้าเลย ข้าเองก็คิดว่าพี่สะใภ้เหมาะกับตำแหน่งมากกว่า”
“แม้แต่เจ้าก็เอากับเขาด้วยหรือ?!”
ยูรันยักไหล่อย่างไม่ใส่ใจ
“จะอย่างไรก็ได้ หากคิดว่าผู้ใดมีความสามารถก็ผลักดันขึ้นมาเป็นผู้สืบทอด ข้าไม่ติดใจอะไร”
“ขอเพียงคนผู้นั้นเก่งและฉลาดกว่าซิงลู่ก็พอ”
เขาหยุดเล็กน้อย ก่อนกล่าวต่ออย่างมั่นใจ
“แต่ข้าเดาว่าคงไม่มีหรอก”
เยวียนซิงลู่ชะงัก ดวงตาค่อย ๆ เบิกกว้างขึ้นเล็กน้อย
[เมื่อครู่ท่านพี่กำลังชมข้าอยู่หรือเปล่านะ?]
ยูรันไม่สนใจสีหน้าของน้องสาว เขาหันไปหาซูเม่ยเหยา มู่เสวี่ยหนิง และเซียวซินเยวี่ย
“เรื่องยุ่งยากมีเพียงเท่านี้แหละ”
“ส่วนเรื่องหลอมโอสถ พวกเจ้าลองศึกษาดูแล้วกัน ภายหลังข้าจะหากายาธาตุไม้ที่เหมาะสมมาให้”
เขาครุ่นคิดเล็กน้อย
“แต่หากทำอาหารได้อร่อยจริง ๆ ก็คงไม่จำเป็นเท่าไรหรอก”
ยูรันหยิบโอสถมหามรรคาทะลวงสวรรค์ซึ่งเพิ่งหลอมเสร็จออกมาเก้าเม็ด ก่อนโยนให้พวกนางคนละสามเม็ด
[อืมที่เหลือ ต้องเก็บไว้ให้ท่านอ๋องหมิง รายนั้นก็ติดเหมือนกัน]
ซูเม่ยเหยารับโอสถเอาไว้ ก่อนพยักหน้าด้วยรอยยิ้ม
“พวกเราจะพยายาม”
“ดีแล้ว”
เยวียนจ้าวคุนเห็นดังนั้นก็รีบกระแอม
“อะแฮ่ม หลานรัก ลุงเองก็ติดอยู่ที่ครึ่งก้าวสู่หลอมรวมเต๋ามานานแล้ว”
เขาขยับเข้ามาใกล้ยูรันพร้อมรอยยิ้มประจบ
“พอจะมีโอสถเหมาะ ๆ ให้ลุงบ้างหรือไม่?”
“ไม่มี”
ยูรันตอบทันที
“โอสถระดับสิบถูกข้าใช้ไปหมดแล้ว เหลือเพียงของที่เพิ่งหลอมขึ้นมาใหม่ ระดับอะไรนะ...สิบเอ็ดกระมัง?”
“ช่างเถอะ ข้าไม่คิดหลอมของระดับสิบขึ้นมาใหม่หรอก เสียเวลาชีวิตกับการหลอมขยะเปล่า ๆ”
เยวียนจ้าวคุนรีบกล่าวเกลี้ยกล่อม
“หลานรักจะพูดเช่นนั้นไม่ได้นะ เห็นแก่ที่พวกเราเป็นลุงกับหลานกัน ลุงจะไม่เก็บเงินค่าซ่อมลานประลองซึ่งเจ้าฟันทิ้งก็ได้”
ยูรันเลิกคิ้ว
“ปกติมีลุงที่ไหนเก็บเงินค่าซ่อมของกับหลานชายกัน?”
เยวียนชิงเหยาพยักหน้าทันที
“พี่ใหญ่ ข้าเห็นด้วยกับรันเอ๋อร์”
ฉินหลัวซือวางถ้วยชาลง
“ข้าก็เห็นด้วย”
เยวียนจ้าวคุนมองภรรยาและน้องสาวของตนสลับกัน ก่อนยกมือกุมหน้าอกอย่างเจ็บปวด
“นี่พวกเจ้าสองคนเข้าข้างเขาโดยไม่คิดจะฟังเหตุผลของข้าเลยหรือ?!”
ยูรันวางถ้วยชาลง
“เหตุผลอะไร? ไม่มีเหตุผลใดที่ข้าต้องฟังสักหน่อย”
“กรณีของท่านแม่เป็นเหตุฉุกเฉิน หากท่านแม่ไม่ก้าวเข้าสู่มหายาน แล้วจะเอาอะไรไปคานอำนาจของสภาผู้อาวุโสภายในตระกูล?”
เขาเอนหลังพิงเก้าอี้
“หากเลือกได้ ข้าก็ไม่อยากให้ท่านแม่ใช้โอสถเหมือนกัน การพึ่งโอสถเพื่อทะลวงระดับไม่ต่างจากพวกเสพยาเท่าไรนัก ข้าไม่ชอบ”
เยวียนจ้าวคุนคอตก ก่อนถอนหายใจออกมายาวเหยียด
ฉินหลัวซือตบไหล่สามีเบา ๆ
“เอาเถอะน่า เขาก็พูดเช่นนี้เพื่อตัวเจ้าเอง”
เยวียนซิงฝูเห็นว่าการสนทนาจบลงแล้วก็ตาเป็นประกาย นางรีบลุกขึ้น ก่อนกระโดดขึ้นไปนั่งบนตักยูรัน
“จบเรื่องแล้วใช่ไหมเจ้าคะ?”
นางกอดคอเขาแน่น
“พี่ชายยยยยยย สอนอะไรข้าสักอย่างเถอะนะ อะไรก็ได้!”
“ไม่มีอะไรให้สอน”
“ถ้าเช่นนั้นคืนนี้นอนเป็นเพื่อนข้าหน่อยนะเจ้าคะ”
“ได้”
“ไม่ได้!”
เสียงตะโกนของโม่ชิงเฟิงดังลั่นห้องรับรอง
ทุกคนหันไปมองนางพร้อมกัน
โม่ชิงเฟิงชะงักไปเล็กน้อย ก่อนรีบหาเหตุผล
“ชายหญิงนอนด้วยกันตามลำพัง มันไม่งาม!”
ยูรันขมวดคิ้ว
“น้องสาวนอนกับพี่ชาย มีตรงไหนไม่งาม?”
เยวียนซิงฝูกอดเขาแน่นกว่าเดิม ก่อนหันไปจ้องโม่ชิงเฟิง
“นั่นสิเจ้าคะ ข้าเพียงอยากนอนกอดพี่ชายของตนเอง เหตุใดถึงไม่ได้กัน?”
เปรี๊ยะ!
สายตาของหญิงสาวทั้งสองปะทะกันกลางอากาศราวกับมีประกายสายฟ้าแล่นผ่าน
เฟิงซูหลานยกมือขึ้น
“ในเมื่อน้องสาวยังนอนกับเขาได้ ข้าเองก็อยากหลับนอนกับเขาบ้าง!”
เยวียนชิงเหยาหันขวับไปมองนาง
“กล้าก็ลองดู นังสารเลว”
เฟิงซูหลานชะงัก ก่อนค่อย ๆ ลดมือลง
“ข้าเพียงเสนอความคิดเห็นเท่านั้นเอง ไม่เห็นต้องพูดขนาดนั้นเลย”
เยวียนชิงเหยาแค่นเสียง "หึ"
เยวียนชิงเหยามองบุตรสาวซึ่งนั่งอยู่บนตักยูรัน ก่อนเอ่ยขึ้น
“ถ้าเช่นนั้นคืนนี้แม่จะนอนกับพวกเจ้าด้วย”
ยูรันพยักหน้าโดยไม่ต้องคิด
“ได้สิ”
เหล่าภรรยาภายในห้องเงียบลงพร้อมกัน
ยูรันหันไปหาเยวียนซิงลู่
“เจ้าก็มาด้วย”
เยวียนซิงลู่ชี้หน้าตนเองอย่างงุนงง
“ข้าด้วยหรือ?”
“อืม ข้าหายไปตั้งยี่สิบปี คืนแรกที่กลับมาจะปล่อยให้น้องสาวอีกคนนอนอยู่ตามลำพังได้อย่างไร?”
เยวียนซิงลู่เม้มริมฝีปาก พยายามเก็บรอยยิ้มซึ่งกำลังปรากฏขึ้นตรงมุมปาก
“หากท่านพี่ต้องการเช่นนั้น...ข้าก็ไม่ขัดข้องเจ้าค่ะ”
เยวียนซิงฝูรีบโบกมือเรียกพี่สาว
“ดีเลยเจ้าค่ะ! พวกเราสี่คนนอนด้วยกัน!”
หลิงเยวี่ยขมวดคิ้ว
“แล้วข้าเล่า?”
"แม่กับลูกจะนอนด้วยกัน แล้วเจ้าจะมานอนกับข้าทำไม?"
หลิงเยวี่ยนิ่งเงียบไปครู่หนึ่ง ก่อนหันไปมองเยวียนชิงเหยาด้วยความไม่พอใจ
เยวียนชิงเหยายกถ้วยชาขึ้นจิบ พลางเผยรอยยิ้มของผู้ชนะ
“ได้ยินแล้วใช่ไหม?”
ยูรันกวาดตามองคนรอบห้อง
“หากหมดเรื่องแล้วก็แยกย้ายได้ เจอกันอีกทีตอนเย็นนะ”
ทันทีที่เขากล่าวจบ ไป๋หลิงก็เป็นคนแรกที่ลุกขึ้น
นางไม่พอใจท่าทีออดอ้อนของเยวียนซิงฝูมานานแล้ว จึงเดินตรงเข้าไปหายูรัน ก่อนใช้นิ้วเชยคางเขาขึ้นและโน้มตัวลงจูบโดยไม่สนใจน้องสาวของเขาซึ่งยังนั่งอยู่บนตัก
เยวียนซิงฝูเบิกตากว้าง
เมื่อผละออก ไป๋หลิงก็กล่าวด้วยน้ำเสียงออดอ้อน
“ข้าจะตั้งใจอ่านหนังสือนะ หากข้าอ่านทั้งหมดจบแล้ว สามีอย่าลืมให้รางวัลข้าด้วย”
ยูรันยิ้ม
“ได้สิ”
ไป๋หลิงหันไปยิ้มเยาะเย้ยเยวียนซิงฝู
“หึ”
จากนั้นจึงเดินออกจากห้องไปอย่างผู้ชนะ
เยวียนซิงฝูอ้าปากค้าง มองตามแผ่นหลังของนางอย่างไม่อยากเชื่อ
“นะ...นี่...นาง...”
หนานอวี้เห็นดังนั้นก็รีบสะกิดหลานชิงอวี้ ก่อนลุกขึ้นทำตามทันที
นางจูบยูรันหนึ่งครั้ง แล้วฉีกยิ้มกว้าง
“ข้าด้วยนะสามี”
“ได้”
หญิงสาวคนอื่นมองหน้ากัน ก่อนจะลุกขึ้นมาหายูรันทีละคน พวกนางจูบลา ขอรางวัลหลังอ่านตำราจบ แล้วจึงทยอยเดินออกจากห้องไป ทิ้งให้เยวียนซิงฝูนั่งตัวแข็งอยู่บนตักพี่ชาย
เมื่อถึงคราวของเฟิงซูหลาน นางก็รีบลุกขึ้นอย่างกระตือรือร้น
“ข้าด้วย!”
ทว่ายังไม่ทันได้เดินถึงตัวยูรัน ลู่ชิงถานก็คว้าแขนนางเอาไว้
“ป้าไม่เกี่ยวเจ้าค่ะ มานี่เลย”
“เดี๋ยวก่อน! ปล่อยข้านะ!”
ลู่ชิงถานลากเฟิงซูหลานออกจากห้องไปโดยไม่เปิดโอกาสให้นางดิ้นหลุดแม้แต่น้อย
ก่อนออกไป นางยังหันกลับมาตะโกนอีกครั้ง
“ป้าอีกคนด้วย! ออกมาเลยนะเจ้าคะ!”
เหอหว่านชิงซึ่งกำลังคิดจะทำตัวกลมกลืนอยู่ภายในห้องชะงักทันที
เมื่อเห็นสายตาของทุกคนมองมา นางก็ได้แต่ถอนหายใจ ก่อนลุกขึ้นเดินคอตกตามออกไป
ไม่นาน ภายในห้องจึงเหลือเพียงยูรัน ไป๋จิ้งเหวิน ลู่เหยียนหนิง หลิงเยวี่ย เยวียนชิงเหยา เยวียนซิงฝู เยวียนซิงลู่ ฉินหลัวซือ และเยวียนจ้าวคุน
ฉินหลัวซือมองตามเหล่าหลานสะใภ้ ก่อนกล่าวด้วยรอยยิ้ม
“หลานสะใภ้ทุกคนดูสามัคคีกันดีนะ แทบไม่มีเรื่องให้ทะเลาะกันเลย”
ยูรันส่ายหน้า
“ใครบอกกัน?”
“ความจริงพวกนางอยากฆ่ากันให้ตายไปข้างหนึ่งต่างหาก เพียงแต่ยังไม่มีใครกล้าลงมือจริงเท่านั้น”
เยวียนจ้าวคุนมองหลานชายด้วยความอิจฉาจนแทบหลั่งน้ำตา
[อิจฉาโว๊ยยยยยยยยยยยยยยย!]
[หลังมื้อเย็นข้าต้องหาโอกาสคุยกับเจ้าเด็กเวรนี่ตามลำพังให้ได้!]
เยวียนชิงเหยาหันไปมองสหายซึ่งยังนั่งอยู่ข้างยูรัน
“หลิงเยวี่ย แล้วเหตุใดเจ้าถึงยังไม่ไปอีก?”
หลิงเยวี่ยกอดอก
“ทำไม? ก็ข้าอยากอยู่กับเขานี่”
“เจ้าเองก็มีเรื่องต้องทำเหมือนพวกนางไม่ใช่หรือ?”
“ชิ”
หลิงเยวี่ยแค่นเสียงอย่างไม่พอใจ แต่สุดท้ายก็ยอมลุกขึ้น
ทว่าก่อนจากไป นางกลับโน้มตัวลงจูบยูรันอย่างไม่ทันให้ใครตั้งตัว แล้วเดินออกจากห้องไปทันที
เยวียนซิงฝูมองตามแผ่นหลังของนาง ก่อนหันกลับมาหาพี่ชายด้วยแก้มพองป่อง
“ท่านพี่ พวกนางจงใจยั่วโมโหข้าชัด ๆ!”
“เหตุใดท่านพี่ถึงยอมให้พวกนางจูบง่าย ๆ เช่นนั้นเล่า? ต่อไปท่านพี่ต้องระวัง อย่าปล่อยให้พวกนางฉวยโอกาสอีกนะเจ้าคะ!”
นางกอดคอยูรันแน่นขึ้น พลางแสร้งทำหน้าบึ้งอย่างน้อยอกน้อยใจ.