ตอนที่ 405 ข้าจะไปรู้หรือ
ไป๋จิ้งเหวินมองเด็กสาวซึ่งกำลังกอดคอยูรันแน่น ก่อนยิ้มอย่างเอ็นดู
“แหม เด็กคนนี้หวงพี่ชายมากเลยสินะ”
เยวียนซิงฝูพยักหน้าแรง ๆ
“ใช่สิเจ้าคะ ท่านแม่ไป๋!”
“พี่ชายของข้าทั้งเก่งกาจและหล่อเหลาถึงเพียงนี้ แต่พอกลับมาพบกันครั้งแรก เขากลับมีภรรยาอยู่เต็มไปหมดแล้ว”
นางทำแก้มพองกว่าเดิม
“ข้ายังไม่ทันได้พบหน้าหรือใช้เวลาอยู่กับเขาเลยด้วยซ้ำ!”
“ต่อไปหากข้าไม่คอยปกป้องพี่ชายเอาไว้ ไม่รู้ว่าจะมีสตรีจากที่ใดแอบปีนขึ้นเตียงเขาอีกหรือเปล่า!”
ลู่เหยียนหนิงยกมือปิดปากหัวเราะ ก่อนหันไปมองเยวียนซิงลู่
“แล้วน้องสาวอีกคนเล่า หวงพี่ชายเหมือนกันหรือเปล่า?”
เยวียนซิงลู่ชะงัก ใบหน้าพลันแดงระเรื่อขึ้นมา
นางหลบสายตาของทุกคนและไม่ยอมตอบแม้แต่คำเดียว ทว่าความเงียบกับใบหน้าแดงก่ำกลับตอบคำถามแทนทุกอย่างไปเรียบร้อยแล้ว
สุ่ยหลานอิงซึ่งยังไม่ได้ออกไปไหนลังเลอยู่ครู่หนึ่ง ก่อนเอ่ยขึ้นอย่างกล้า ๆ กลัว ๆ
“อะ...เอ่อ พี่หญิง แล้วพวกข้าเล่าเจ้าคะ?”
เยวียนซิงฝูหันไปมองสองพี่น้อง ก่อนตอบอย่างไม่ต้องคิด
“ถ้าเป็นอิงอิงกับซีซี ข้าไม่ว่าอะไรหรอก”
“ข้ารู้จักพวกเจ้ามาก่อนนี่ อีกอย่างพวกเจ้าก็เป็นคู่หมั้นของท่านพี่อยู่แล้วด้วย”
นางหันไปถามพี่สาว
“ใช่ไหมเจ้าคะ พี่หญิง?”
เยวียนซิงลู่พยักหน้าเบา ๆ
“อืม”
เยวียนซิงฝูจึงกวักมือเรียกทั้งสอง
“มาสิ มาจูบท่านพี่ได้แล้ว ท่านพี่ไม่ว่าอะไรหรอก”
ดวงตาของสุ่ยหลานอิงเป็นประกาย นางรีบลุกขึ้นเดินเข้าไปหา แต่ทันทีที่สบเข้ากับดวงตาอันงดงามของยูรัน ใบหน้าก็ยิ่งร้อนผ่าวกว่าเดิม
“ท่านพี่...ขอความกรุณาด้วยเจ้าค่ะ”
“อืม”
เมื่อได้รับอนุญาต นางจึงค่อย ๆ โน้มตัวลงจูบเขาอย่างกล้า ๆ กลัว ๆ
หลังจากผละออก ใบหน้าของสุ่ยหลานอิงก็แดงก่ำไปถึงใบหู นางรีบถอยไปยืนข้างน้องสาวโดยไม่กล้าสบตายูรันอีก
เยวียนซิงฝูหัวเราะคิกคัก ก่อนกวักมือเรียกอีกคน
“ซีซี เร็วเข้า เดี๋ยวเจ้าก็เสียเปรียบคนอื่นหรอก!”
สุ่ยหลานซีส่ายหน้าอย่างลนลาน
“คือว่า ข้า...ข้ายังไม่...ว้าย!”
สุ่ยหลานอิงผลักแผ่นหลังน้องสาวเบา ๆ จนนางเสียหลักล้มลงไปในอ้อมแขนของยูรัน
ยูรันยกแขนประคองนางเอาไว้ ขณะที่เยวียนซิงฝูแอบหัวเราะอยู่บนตักเขา
“เห็นไหม? อยู่ใกล้กันแล้วนี่”
สุ่ยหลานซีหน้าแดงจัด นางเงยหน้ามองยูรันอยู่ครู่หนึ่ง ก่อนรวบรวมความกล้าโน้มตัวเข้าไปจูบเขาอย่างแผ่วเบา
เมื่อผละออก นางก็รีบก้มหน้าซ่อนใบหน้าแดงก่ำของตนเองทันที
สุ่ยหลานอิงกระแอมแก้เขิน
“ท่านพี่ พวกเราขอตัวก่อนนะเจ้าคะ”
“แล้วก็...หากท่านพี่มีเวลา พวกเราอยากขอคำชี้แนะเรื่องวิชาธาตุน้ำจากท่านพี่บ้าง จะได้หรือไม่เจ้าคะ?”
“ได้สิ”
“ขอบคุณเจ้าค่ะ!”
สองพี่น้องรีบคารวะ ก่อนจูงมือกันเดินออกจากห้องไปทั้งที่ใบหน้ายังคงแดงแจ๋ไม่หาย
ฉินหลัวซือมองตามแผ่นหลังของพวกนาง ก่อนถอนหายใจด้วยรอยยิ้ม
“แหม หลานสะใภ้มากมายถึงเพียงนี้ ตอนเตรียมของขวัญพบหน้าคงลำบากน่าดู”
เยวียนชิงเหยาแค่นเสียงเย็น
“นังสารเลวสามตัวนั่นไม่ต้องเตรียมให้พวกมัน”
“……”
ทุกคนรู้ทันทีว่านางหมายถึงผู้ใด แต่ไม่มีใครกล้าเอ่ยชื่อทั้งสามออกมา
เยวียนจ้าวคุนมองหลานชายซึ่งถูกหญิงสาวรายล้อม ก่อนกรีดร้องอยู่ภายในใจ
[แม่งเอ๊ยยยยยยยยยย!]
[ข้าเป็นถึงเจ้าตำหนัก เหตุใดถึงไม่มีสตรีเข้ามาหาข้าแบบนี้บ้าง?!]
หลังมื้อเย็น เยวียนจ้าวคุนจึงเรียกหลานชายออกไปพูดคุยกันตามลำพัง
ทันทีที่เข้ามาในห้อง เขาก็รีบกางม่านพลังปิดกั้นเสียงจากภายนอกอย่างแน่นหนา
ยูรันกวาดตามองม่านพลังรอบห้อง ก่อนยิ้มอย่างรู้ทัน
“โอ้ ดูเหมือนท่านลุงกำลังคิดทำการใหญ่สินะ ถึงขนาดต้องกางม่านกั้นเสียงเอาไว้”
“กลัวท่านป้าสะใภ้รู้หรือไง?”
เยวียนจ้าวคุนกระแอมแก้เก้อ
“อะแฮ่ม เรื่องที่เจ้าทำลายลานประลอง ข้าจะไม่ถือสาเจ้าแม้แต่นิดเดียว”
เขาขยับเข้ามาใกล้ ก่อนลดเสียงลง
“แต่ว่า...เจ้าช่วยสอนวิธีให้ข้าหน่อยได้หรือไม่?”
ยูรันมองเขาตั้งแต่ศีรษะจรดปลายเท้า
“สอนน่ะสอนได้”
ยูรันมองเยวียนจ้าวคุนตั้งแต่ศีรษะจรดปลายเท้า
“แต่ท่านจะเรียนไหวหรือ?”
เขาถอนหายใจ ก่อนเตือนด้วยน้ำเสียงจริงจัง
“ตาแก่ หากพลาดขึ้นมา ท่านได้ตายแน่ ๆ”
เยวียนจ้าวคุนแค่นเสียงอย่างมั่นใจ
“หึ เรื่องเพียงเท่านี้จะทำให้ข้าตายได้อย่างไร ไร้สาระ!”
“เฮ้อ เข้าใจแล้ว ถ้าเช่นนั้นข้าจะไปบอกทุกคนก่อนว่ามีธุระต้องออกไปข้างนอกกับท่าน”
เยวียนจ้าวคุนชะงัก
“เดี๋ยวก่อน จะไปตอนนี้เลยหรือ?”
“ไม่ไปตอนนี้แล้วจะไปตอนไหน?”
“อืม เข้าใจแล้ว”
ยูรันเดินกลับเข้าไปในห้องรับรอง
“ทุกคน ข้ามีธุระต้องออกไปข้างนอกกับตาแก่สักหน่อยนะ”
ไม่มีผู้ใดคิดสงสัยหรือห้ามปราม เพราะทุกคนรู้ดีว่ายูรันไม่มีทางปล่อยให้ตนเองตกอยู่ในอันตราย
หากจะมีผู้ใดน่าเป็นห่วง ก็คงเป็นคนซึ่งโชคร้ายเข้ามาหาเรื่องเขาระหว่างทางมากกว่า
เยวียนซิงฝูรีบยกมือขึ้น
“ท่านพี่ ข้าอยากไปด้วย!”
“ไม่ได้ ข้าจะไปกับตาแก่สองต่อสอง”
เยวียนซิงฝูห่อเหี่ยวลงทันที
“อืม...”
เยวียนชิงเหยาถามด้วยความสงสัย
“ลูกจะออกไปทำอะไรกับพี่ใหญ่?”
ยูรันครุ่นคิดเล็กน้อย
“หมักเหล้ากระมัง?”
เยวียนชิงเหยาเห็นว่าเขาไม่ได้มีท่าทีผิดปกติ จึงไม่ถามอะไรต่อ
ยูรันเดินออกมาหาเยวียนจ้าวคุน
“ไปกันได้แล้ว ตาแก่”
“แล้วพวกเราจะไปที่ใด?”
“หอดื่มชา”
ยูรันหลับตาลงอย่างเป็นธรรมชาติ
“ข้าจะแกล้งทำเป็นคนตาบอดไปก่อน จะได้แนบเนียนหน่อย”
“แค่ก ๆๆๆๆ!”
เยวียนจ้าวคุนสำลักน้ำลายตนเอง ก่อนมองหลานชายอย่างไม่อยากเชื่อ
“เจ้าเอาจริงหรือ?”
“จริงสิ”
ไม่นาน ทั้งสองก็มาถึงหอดื่มชาแห่งหนึ่งภายในเมืองจันทราเร้น ก่อนเดินเข้าไปด้านในด้วยกัน
ขณะเดียวกัน เยวียนเหวินอวี้กับเยวียนหลิงซวงซึ่งกำลังเดินอยู่บนถนนก็บังเอิญเห็นทั้งคู่พอดี
เยวียนเหวินอวี้รีบชี้ไปทางหอดื่มชา
“พี่หญิง ดูนั่นสิ! นั่นใช่ท่านลุงกับพี่ชายจ๋าหรือเปล่า?”
เยวียนหลิงซวงเพ่งมองอยู่ครู่หนึ่ง
“อืม ดูเหมือนจะใช่นะ”
“พวกเขามาดื่มชากันหรือ?”
“ก็น่าจะเป็นเช่นนั้น”
เยวียนเหวินอวี้เอียงศีรษะ ดวงตาเต็มไปด้วยความสงสัย
“แล้วเหตุใดพวกเขาต้องเดินทางมาดื่มชากันถึงที่นี่ด้วย?”
เยวียนหลิงซวงเหลือบมองนาง
“หากเจ้าอยากรู้ พวกเราก็ตามเข้าไปดูสิ”
ดวงตาของเยวียนเหวินอวี้เป็นประกายทันที
“พี่หญิง ท่านช่างฉลาดที่สุด!”
“……”
ทั้งสองรีบตามเข้าไปในหอดื่มชา ก่อนพบว่าเยวียนจ้าวคุนกับยูรันนั่งอยู่บริเวณชั้นสาม
พวกนางจึงเลือกโต๊ะอีกฝั่งหนึ่งซึ่งมีฉากไม้กั้นสายตา แล้วแอบสังเกตการณ์อย่างเงียบ ๆ
เยวียนจ้าวคุนไม่ได้สังเกตเห็นพวกนางแม้แต่น้อย
ส่วนยูรันนั้น ต่อให้รับรู้ว่ามีคนติดตามมา เขาก็ไม่รู้จักเยวียนเหวินอวี้กับเยวียนหลิงซวงเป็นการส่วนตัวอยู่ดี จึงไม่มีเหตุผลต้องสนใจ
เวลาผ่านไปครึ่งชั่วยาม
เยวียนเหวินอวี้เริ่มนั่งไม่ติด นางขยับเข้าไปกระซิบถามพี่สาว
“พี่หญิง ท่านลุงกับพี่ชายจ๋านั่งอยู่ตรงนั้นมาครึ่งชั่วยามแล้วนะ”
“พวกเขาเอาแต่ดื่มชา ไม่พูดคุยกันสักคำ แม้แต่สตรีรอบข้างก็ไม่ชายตามอง”
นางเอียงศีรษะด้วยความสับสน
“หรือตั้งใจมาดื่มชากันจริง ๆ?”
เยวียนหลิงซวงยกถ้วยชาขึ้นจิบอย่างสงบ
“ดูต่อไปเถอะ”
ในที่สุดเยวียนจ้าวคุนก็ทนความเงียบไม่ไหว เขาวางถ้วยชาลงแล้วถามขึ้น
“สรุปแล้วเจ้าพาข้ามาที่นี่เพื่อทำอะไรกันแน่?”
ยูรันยังคงหลับตา พลางหมุนถ้วยชาในมืออย่างเชื่องช้า
“สังเกตการณ์”
“ข้าอยากรู้ว่าเวลาสตรีงดงามเดินผ่าน ท่านจะแอบมองพวกนางหรือเปล่า”
“แต่ดูเหมือนท่านจะไม่ได้สนใจเท่าไรนะ ขนาดแม่นางซึ่งกำลังบรรเลงเพลงอยู่ตรงโถงชั้นล่าง ท่านยังไม่ชายตามองนางเลย”
ยูรันยกยิ้มมุมปาก
“ดูเหมือนการที่ตาแก่อยากเปิดฮาเร็ม จะมีเหตุผลอื่นซ่อนอยู่สินะ”
“แค่ก ๆ!”
เยวียนจ้าวคุนสำลักชา ก่อนรีบหลบสายตาหลานชาย
“ก็...ประมาณนั้น”
“น่าสนใจ”
ยูรันวางถ้วยชาลง ก่อนลุกขึ้นยืน
“ถ้าเช่นนั้นพวกเราไปร้านนวดกันต่อเถอะ ถือโอกาสผ่อนคลายสักหน่อย”
เยวียนจ้าวคุนมองเขาอย่างไม่เข้าใจ
“แล้วเหตุใดต้องเป็นร้านนวด?”
“ท่านนี่ไม่มีอารมณ์สุนทรีเอาเสียเลย”
ยูรันถอนหายใจ
“บอกให้ทำตามก็ทำตามเถอะน่า”
ทั้งสองชำระเงิน ก่อนเดินออกจากหอดื่มชาและมุ่งหน้าไปยังร้านนวดแห่งหนึ่ง
เยวียนเหวินอวี้รีบชะโงกหน้าออกมาจากหลังฉากกั้น
“พี่หญิง ๆๆ! ท่านลุงกับพี่ชายจ๋าออกไปแล้ว!”
เยวียนหลิงซวงลุกขึ้นอย่างใจเย็น
“ข้าเห็นแล้ว เจ้าจะตื่นตระหนกทำไม?”
นางวางเงินค่าชาเอาไว้บนโต๊ะ
“รีบตามไปสิ”
เยวียนเหวินอวี้กับเยวียนหลิงซวงสะกดรอยตามมาอย่างระมัดระวัง จนกระทั่งเห็นทั้งสองหยุดอยู่หน้าร้านนวดแห่งหนึ่ง
เยวียนเหวินอวี้ชะงัก
“เอ๊ะ? เหตุใดท่านลุงกับพี่ชายจ๋าถึงมาที่ร้านนวดกัน?”
เยวียนหลิงซวงเหลือบมองนาง
“ข้าจะไปรู้หรือ?”
“แล้วเจ้าจะตามพวกเขาเข้าไปไหม?”
เยวียนเหวินอวี้รีบส่ายหน้า
“ไม่ละ หากเข้าไปต้องถูกพบแน่ พวกเราแอบซุ่มรออยู่ด้านนอกดีกว่า”
ภายในร้าน เจ้าของร้านรีบเดินออกมาต้อนรับด้วยรอยยิ้มทันที
“นี่มิใช่คุณชายใหญ่กับท่านเจ้าตำหนักหรอกหรือเจ้าคะ?”
“เมื่อวันก่อนคุณชายใหญ่เพิ่งพาท่านแม่ทั้งสามมาที่ร้านของเรา ไม่นึกว่าวันนี้จะมาเยือนอีกครั้ง”
ยูรันพยักหน้ารับ ก่อนขยับเข้าไปใกล้เจ้าของร้านและลดเสียงลงจนมีเพียงพวกเขาสองคนได้ยิน
“ชู่ว...เจ้าของร้าน ช่วยหาสตรีหน้าตางดงามมาดูแลท่านลุงของข้าสักหน่อย เข้าใจนะ?”
ระหว่างพูด เขาก็แอบยัดถุงเงินก้อนโตใส่มืออีกฝ่ายอย่างแนบเนียน
เจ้าของร้านชั่งน้ำหนักถุงเงินอยู่ครู่หนึ่ง ดวงตาพลันเป็นประกาย
นางรีบเก็บถุงเงินเข้าไปในแขนเสื้อ ก่อนพยักหน้าอย่างรู้กัน
“คุณชายใหญ่วางใจได้เจ้าค่ะ”