ตอนที่ 406 ปกติตรงไหน
ครึ่งชั่วยามต่อมา ยูรันกับเยวียนจ้าวคุนก็เดินออกจากร้านนวด
เยวียนจ้าวคุนถอนหายใจออกมายาวเหยียด
“เฮ้ออออออ...”
ยูรันหันไปมองเขา
“ถอนหายใจอะไรของท่าน ตาแก่?”
“ดูเหมือนแม้แต่สตรีงดงามภายในร้าน ท่านก็ยังไม่ค่อยสนใจเลยนะ”
เขาครุ่นคิดเล็กน้อย ก่อนโบกมือ
“ช่างเถอะ ไปสถานที่ต่อไปกัน”
ทั้งสองเดินจากไป โดยไม่ทันเห็นเยวียนเหวินอวี้กับเยวียนหลิงซวงซึ่งซ่อนตัวอยู่ไม่ไกล
เยวียนเหวินอวี้รีบกระตุกแขนพี่สาว
“นี่ ๆ พี่ชายจ๋าออกมาแล้ว พวกเราเข้าไปถามเจ้าของร้านกันเถอะ!”
ทั้งสองรอจนยูรันกับเยวียนจ้าวคุนเดินห่างออกไป ก่อนรีบเข้าไปภายในร้าน
เจ้าของร้านเดินออกมาต้อนรับทันที
“คารวะคุณหนูทั้งสองเจ้าค่ะ ไม่ทราบว่ามีเรื่องอันใดหรือ?”
เยวียนเหวินอวี้ชี้ออกไปทางหน้าร้าน
“สองคนเมื่อครู่คือท่านลุงกับพี่ชายของข้า พวกเขามาทำอะไรกันที่นี่?”
“คุณชายใหญ่เพียงพาท่านเจ้าตำหนักมาผ่อนคลายเจ้าค่ะ ไม่มีเรื่องอื่นใด”
เจ้าของร้านยิ้ม
“เมื่อวันก่อนคุณชายใหญ่ก็มาพร้อมกับฮูหยินสามท่านเช่นกัน”
เยวียนเหวินอวี้ชะงัก
“สามท่าน?”
“เจ้าค่ะ ข้าได้ยินคุณชายใหญ่เรียกพวกนางว่าท่านแม่ทั้งสาม หนึ่งในนั้นคือท่านเยวียนชิงเหยา ส่วนอีกสองท่านน่าจะเป็นมารดาบุญธรรมกระมัง”
“อ๋อ ข้าเข้าใจแล้ว ข้าเคยเห็นพวกนางอยู่”
เยวียนเหวินอวี้ขยับเข้าไปใกล้
“แล้วเมื่อครู่พี่ชายจ๋าได้พูดอะไรบ้างหรือเปล่า?”
เจ้าของร้านส่ายหน้า
“ไม่นะเจ้าคะ ระหว่างนวดพวกเขาทั้งสองไม่ได้พูดคุยกันเลย”
นางครุ่นคิดอยู่ครู่หนึ่ง ก่อนนึกบางอย่างขึ้นมาได้
“โอ๊ะ แต่ก่อนออกไป ข้าได้ยินคุณชายใหญ่พูดว่าจะพาท่านเจ้าตำหนักไปหอนางโลมอะไรสักอย่างนี่แหละเจ้าค่ะ”
เยวียนเหวินอวี้เบิกตากว้าง
“หะ...หะ...หะ...หอนางโลม?!”
เยวียนหลิงซวงขมวดคิ้วทันที
“เจ้าแน่ใจนะว่าได้ยินไม่ผิด?”
เจ้าของร้านพยักหน้าอย่างมั่นใจ
“แน่ใจเจ้าค่ะ”
ยูรันพาเยวียนจ้าวคุนเดินผ่านหอนางโลมหลายแห่งโดยไม่คิดจะแวะเข้าไปแม้แต่ร้านเดียว
กระทั่งทั้งสองมาหยุดอยู่หน้าหอนางโลมขนาดใหญ่แห่งหนึ่ง ป้ายไม้เหนือประตูสลักชื่อเอาไว้อย่างงดงามว่า
หอบุปผาเร้นจันทร์
ทันทีที่มาถึง เยวียนจ้าวคุนพลันชะลอฝีเท้าลง ลมหายใจติดขัดไปชั่วขณะ แม้จะพยายามรักษาสีหน้าให้เป็นปกติ แต่สายตากลับเหลือบมองเข้าไปด้านในโดยไม่รู้ตัว
ยูรันยกยิ้มมุมปาก
“โอ้ ๆ ดูเหมือนสตรีที่ท่านลุงสนใจจะอยู่ในสถานที่แห่งนี้สินะ”
เยวียนจ้าวคุนหันขวับมามองเขา
“เจ้ารู้ได้อย่างไร?”
ยูรันเอียงศีรษะ
“ถามจริง?”
เขาโบกมืออย่างไม่ใส่ใจ
“ช่างเถอะ เข้าไปดูกันดีกว่า ข้าเองก็อยากเห็นเหมือนกันว่านางเป็นสตรีงดงามเพียงใด ถึงทำให้ท่านลุงใจสั่นได้ขนาดนี้”
ยูรันหยุดเล็กน้อย ก่อนกล่าวเสริม
“แม้จะผ่านมือบุรุษมามากมายแล้วก็เถอะ”
เยวียนจ้าวคุนหน้าเปลี่ยนสีทันที
“ไม่ใช่เช่นนั้น!”
ยูรันถอนหายใจ
“ท่านแสดงท่าทีมีพิรุธเช่นนี้ ต่อให้ไม่ได้ทำอะไร ท่านป้าสะใภ้ก็คงฆ่าท่านทิ้งอยู่ดี”
ขณะที่ทั้งสองกำลังจะก้าวเข้าไป หญิงต้อนรับก็รีบวิ่งออกมาขวางด้วยสีหน้าลำบากใจ
“ท่านเจ้าตำหนัก เอ่อ...ต้องขออภัยด้วยเจ้าค่ะ”
“ท่านฉินหลัวซือออกคำสั่งเอาไว้กับหอนางโลมทุกแห่งภายในเมือง ว่าห้ามมิให้ท่านก้าวเข้าไปโดยเด็ดขาด”
“……”
เยวียนจ้าวคุนยืนตัวแข็งอยู่หน้าประตู
ยูรันกลับขมวดคิ้ว
“ไร้สาระ”
เขาชี้ลงไปยังพื้นเบื้องหน้า
“หากไม่ยอมให้เขาเข้า ข้าจะถล่มสถานที่แห่งนี้ทิ้งเสียตรงนี้เลย”
หญิงต้อนรับหน้าซีดเผือดทันที
ยูรันหันหน้าไปทางหญิงต้อนรับทั้งที่ยังหลับตาอยู่
“เจ้าคงรู้จักข้าสินะ หืม?”
หญิงต้อนรับชะงัก ก่อนลอบสำรวจบุรุษตรงหน้าอย่างละเอียด
เด็กหนุ่มรูปโฉมหล่อเหลา สวมชุดและเสื้อคลุมสีดำ อีกทั้งยังหลับตาอยู่ตลอดเวลา ตรงกับข่าวลือเกี่ยวกับคุณชายใหญ่ผู้เพิ่งกลับคืนสู่ตำหนักเสวียนเยว่ทุกประการ
คนผู้นี้คือบุตรชายของเยวียนชิงเหยาและหลานชายของเจ้าตำหนัก ผู้ใช้ดาบเพียงครั้งเดียวฟันทำลายลานประลองเป็นทางยาวหลายลี้ ซ้ำยังใช้เข็มวารีเจาะภูเขาทั้งลูกจนเป็นรูมาแล้ว
ไม่ผิดแน่!
หญิงต้อนรับหน้าซีดลงทันที
“อะ...เอ่อ คุณชายใหญ่ คือว่า...”
นางรีบประสานมือ
“โปรดรอสักครู่นะเจ้าคะ ข้าจะไปเชิญเจ้าของหอมาพูดคุยกับท่านด้วยตนเอง”
“ข้าเป็นเพียงลูกจ้างตัวเล็ก ๆ ไม่มีสิทธิ์ตัดสินใจเรื่องนี้จริง ๆ เจ้าค่ะ”
ยูรันพยักหน้าอย่างเข้าใจ
“อืม มีเหตุผล”
เขาโบกมือ
“รีบไปสิ”
หญิงต้อนรับรีบหมุนตัวแล้ววิ่งเข้าไปตามเจ้าของหอทันที
อีกฟากหนึ่งของถนน เยวียนเหวินอวี้ซึ่งแอบซ่อนอยู่หลังเสาไม้กำลังชี้มายังยูรันด้วยมือสั่นเทา
“พะ...พะ...พะ...พี่หญิง ดูนั่นสิ!”
นางหันไปหาเยวียนหลิงซวงด้วยสีหน้าตื่นตระหนก
“เหตุใดพี่ชายจ๋าถึงพาท่านลุงมาหอนางโลมกัน?!”
เยวียนหลิงซวงขมวดคิ้ว ก่อนยกมือปิดปากน้องสาว
“อืม เงียบหน่อยสิ รอดูไปก่อน”
ไม่นาน เจ้าของหอก็รีบร้อนวิ่งออกมาด้วยสีหน้าตื่นตระหนก
“อะ...เอ่อ คุณชายใหญ่ เรื่องนี้เป็นคำสั่งของท่านฉิน ข้าน้อยไม่กล้าฝ่าฝืนจริง ๆ เจ้าค่ะ”
นางรีบประสานมือคารวะ
“ขอคุณชายโปรดอภัยด้วย”
ยูรันเอียงศีรษะ
“อ๋อ นางสั่งเอาไว้ว่าอย่างไรนะ?”
“ท่านฉินสั่งห้ามมิให้ท่านเจ้าตำหนักก้าวเข้าไปในหอนางโลมทุกแห่งภายในเมืองเจ้าค่ะ”
“ถ้าเช่นนั้นก็ไม่มีปัญหานี่”
เจ้าของหอชะงัก
“เอ๊ะ?”
ยูรันคว้าคอเสื้อของเยวียนจ้าวคุน
“เขาไม่ได้เดินเข้าไปเอง แต่ถูกข้าลากเข้าไปต่างหาก”
“ภายหลังข้าจะอธิบายกับท่านป้าสะใภ้เอง”
กล่าวจบ ยูรันก็ลากเยวียนจ้าวคุนผ่านประตูเข้าไปทันที
“เดี๋ยวก่อน! หลานรัก! ข้ายังไม่ได้เตรียมใจเลย!”
เจ้าของหอยืนหน้าซีดเผือกอยู่หน้าประตู
นางรู้วีรกรรมของเยวียนจ้าวคุนเป็นอย่างดี เมื่อก่อนเขาแอบมาที่หอบุปผาเร้นจันทร์อยู่บ่อยครั้ง และทุกครั้งที่ฉินหลัวซือจับได้ ผู้ที่ต้องรับเคราะห์ไม่ได้มีเพียงเจ้าตำหนักเท่านั้น
ริมฝีปากของนางสั่นระริก ก่อนพึมพำออกมาอย่างสิ้นหวัง
“อ่า...กิจการของข้าจบสิ้นแล้ว”
ทั้งสามขึ้นมายังชั้นสามของหอบุปผาเร้นจันทร์
ยูรันไม่ได้เลือกเปิดห้องส่วนตัว ทั้งยังไม่เรียกหาสตรีคนใดมาปรนนิบัติ เขาเพียงเลือกโต๊ะซึ่งอยู่ติดระเบียง ก่อนสั่งน้ำชามาหนึ่งกา
เจ้าของหอไม่กล้าปล่อยให้ลูกจ้างทั่วไปมาดูแล จึงต้องยืนรับใช้อยู่ข้างโต๊ะด้วยตนเอง
นางคิดไม่ถึงว่าคุณชายใหญ่จะเลือกเพียงนั่งจิบชาอยู่ในพื้นที่เปิดเผยเช่นนี้
“คุณชายใหญ่ คือว่า...”
ยูรันหันหน้าไปทางนาง
“ทำไม หรือเจ้าคิดจะเป็นผู้ปรนนิบัติข้าด้วยตนเอง?”
ใบหน้าของเจ้าของหอพลันซีดลง ก่อนจะค่อย ๆ เปลี่ยนเป็นแดงระเรื่อ
แม้นางจะหวาดกลัวอำนาจของฉินหลัวซือ แต่บุรุษตรงหน้ากลับเป็นถึงคุณชายใหญ่ผู้เพียบพร้อม ทั้งรูปโฉม พรสวรรค์ และฐานะล้วนหาผู้ใดเทียบได้ยาก
ยิ่งไปกว่านั้น ข่าวที่เขาหลอมโอสถจนเรียกนิมิตโอสถลงมายังแพร่สะพัดไปทั่วเมืองแล้ว
หากเป็นบุรุษผู้นี้จริง นางก็ไม่ได้รังเกียจที่จะ...
“เอ่อ หากคุณชายต้องการเช่นนั้น ข้า...”
“ไปได้แล้ว”
ยูรันโบกมือไล่โดยไม่รอให้นางกล่าวจบ
เจ้าของหอชะงัก ก่อนรีบคารวะและถอยออกไปอย่างว่าง่าย
ยูรันยกถ้วยชาขึ้นจิบ แล้วหันไปหาเยวียนจ้าวคุน
“เอาละ ท่านลุง”
“เล่ามาสิ สตรีซึ่งทำให้ท่านแอบมาที่นี่แทบทุกวันเป็นคนเช่นไร?”
เยวียนจ้าวคุนถอนหายใจออกมายาวเหยียด
“นางมีชื่อว่า เสิ่นเยียนหรง เป็นสตรีซึ่งเคยผ่านการหย่าร้างมาแล้ว”
เขานิ่งเงียบไปครู่หนึ่ง ก่อนเริ่มเล่าเรื่องราวของนาง
“อดีตสามีทำร้ายนางอย่างรุนแรงจนแท้งบุตร นางจึงตัดสินใจหย่ากับเขาและหลบหนีออกมา”
“แต่เรื่องไม่ได้จบเพียงเท่านั้น ระหว่างหลบหนี นางกลับถูกคนของอดีตสามีจับตัวได้ ก่อนถูกขายมายังหอบุปผาเร้นจันทร์”
เยวียนจ้าวคุนรีบกล่าวเสริม
“แต่นางไม่เคยปรนนิบัติบุรุษคนใดนะ นางเพียงบรรเลงดนตรีเพื่อหาเงินเลี้ยงชีพอยู่ที่นี่เท่านั้น”
“ข้าได้รู้จักกับนางตอนที่นางกำลังถูกลอบสังหารพอดี นักฆ่าเหล่านั้นถูกอดีตสามีของนางส่งมา ข้าจึงลงมือช่วยชีวิตนางเอาไว้”
“แต่ตอนนี้ไม่มีเรื่องใดแล้ว นางปลอดภัยดี”
ยูรันฟังจนจบ ก่อนถอนหายใจ
“อืม...สิ่งที่ท่านเล่ามาทั้งหมดไม่เรียกว่าความรักหรอก”
“มันเรียกว่าความสงสาร”
เขาส่ายหน้าอย่างเหนื่อยใจ
“เฮ้อ ท่านนี่นะ...”
ยูรันยกถ้วยชาขึ้นจิบ
“แล้วอย่างไรต่อ? ท่านเคยเล่าเรื่องนี้ให้ท่านป้าสะใภ้ฟังหรือยัง?”
เยวียนจ้าวคุนพยักหน้า
“เล่าแล้ว ข้าเคยเสนอว่าจะรับเยียนหรงไปอยู่ภายในตำหนัก แต่นางไม่ยินยอม”
ยูรันตอบทันที
“ก็ใช่น่ะสิ ใครจะยอม?”
“นางเพิ่งหนีรอดจากสามีซึ่งทำร้ายตนเองมา แล้วจู่ ๆ บุรุษที่มีภรรยาอยู่แล้วกลับจะพานางเข้าบ้าน นางไม่หวาดระแวงก็บ้าแล้ว”
เยวียนจ้าวคุนถอนหายใจ
“ส่วนหลัวซือคิดว่านางมักใหญ่ใฝ่สูง ต้องการครอบครองตำแหน่งภรรยาของเจ้าตำหนักและแสวงหาอำนาจ”
“บางครั้งก็สงสัยว่านางอาจเป็นสายลับซึ่งจงใจแฝงตัวเข้ามาใกล้ข้า”
ยูรันพยักหน้าอย่างไม่ประหลาดใจ
“ปกติ”
เยวียนจ้าวคุนชะงัก
“ปกติตรงไหน?”
“จากมุมมองของท่านป้า สามีของนางแอบมาหอนางโลมแทบทุกวัน ก่อนจะขอพาสตรีอีกคนกลับเข้าไปอยู่ในตำหนัก”
ยูรันวางถ้วยชาลง
“นางยังไม่ทุบตีท่านจนพิการก็นับว่าใจกว้างมากแล้ว”