คลังนิยายพันธสัญญาแห่งดวงดาว

ตอนเผยแพร่

อ่านนิยาย

ตอนที่ 406 ปกติตรงไหน7,485 ตัวอักษร

ตอนที่ 406 ปกติตรงไหน

ครึ่งชั่วยามต่อมา ยูรันกับเยวียนจ้าวคุนก็เดินออกจากร้านนวด

เยวียนจ้าวคุนถอนหายใจออกมายาวเหยียด

“เฮ้ออออออ...”

ยูรันหันไปมองเขา

“ถอนหายใจอะไรของท่าน ตาแก่?”

“ดูเหมือนแม้แต่สตรีงดงามภายในร้าน ท่านก็ยังไม่ค่อยสนใจเลยนะ”

เขาครุ่นคิดเล็กน้อย ก่อนโบกมือ

“ช่างเถอะ ไปสถานที่ต่อไปกัน”

ทั้งสองเดินจากไป โดยไม่ทันเห็นเยวียนเหวินอวี้กับเยวียนหลิงซวงซึ่งซ่อนตัวอยู่ไม่ไกล

เยวียนเหวินอวี้รีบกระตุกแขนพี่สาว

“นี่ ๆ พี่ชายจ๋าออกมาแล้ว พวกเราเข้าไปถามเจ้าของร้านกันเถอะ!”

ทั้งสองรอจนยูรันกับเยวียนจ้าวคุนเดินห่างออกไป ก่อนรีบเข้าไปภายในร้าน

เจ้าของร้านเดินออกมาต้อนรับทันที

“คารวะคุณหนูทั้งสองเจ้าค่ะ ไม่ทราบว่ามีเรื่องอันใดหรือ?”

เยวียนเหวินอวี้ชี้ออกไปทางหน้าร้าน

“สองคนเมื่อครู่คือท่านลุงกับพี่ชายของข้า พวกเขามาทำอะไรกันที่นี่?”

“คุณชายใหญ่เพียงพาท่านเจ้าตำหนักมาผ่อนคลายเจ้าค่ะ ไม่มีเรื่องอื่นใด”

เจ้าของร้านยิ้ม

“เมื่อวันก่อนคุณชายใหญ่ก็มาพร้อมกับฮูหยินสามท่านเช่นกัน”

เยวียนเหวินอวี้ชะงัก

“สามท่าน?”

“เจ้าค่ะ ข้าได้ยินคุณชายใหญ่เรียกพวกนางว่าท่านแม่ทั้งสาม หนึ่งในนั้นคือท่านเยวียนชิงเหยา ส่วนอีกสองท่านน่าจะเป็นมารดาบุญธรรมกระมัง”

“อ๋อ ข้าเข้าใจแล้ว ข้าเคยเห็นพวกนางอยู่”

เยวียนเหวินอวี้ขยับเข้าไปใกล้

“แล้วเมื่อครู่พี่ชายจ๋าได้พูดอะไรบ้างหรือเปล่า?”

เจ้าของร้านส่ายหน้า

“ไม่นะเจ้าคะ ระหว่างนวดพวกเขาทั้งสองไม่ได้พูดคุยกันเลย”

นางครุ่นคิดอยู่ครู่หนึ่ง ก่อนนึกบางอย่างขึ้นมาได้

“โอ๊ะ แต่ก่อนออกไป ข้าได้ยินคุณชายใหญ่พูดว่าจะพาท่านเจ้าตำหนักไปหอนางโลมอะไรสักอย่างนี่แหละเจ้าค่ะ”

เยวียนเหวินอวี้เบิกตากว้าง

“หะ...หะ...หะ...หอนางโลม?!”

เยวียนหลิงซวงขมวดคิ้วทันที

“เจ้าแน่ใจนะว่าได้ยินไม่ผิด?”

เจ้าของร้านพยักหน้าอย่างมั่นใจ

“แน่ใจเจ้าค่ะ”

ยูรันพาเยวียนจ้าวคุนเดินผ่านหอนางโลมหลายแห่งโดยไม่คิดจะแวะเข้าไปแม้แต่ร้านเดียว

กระทั่งทั้งสองมาหยุดอยู่หน้าหอนางโลมขนาดใหญ่แห่งหนึ่ง ป้ายไม้เหนือประตูสลักชื่อเอาไว้อย่างงดงามว่า

หอบุปผาเร้นจันทร์

ทันทีที่มาถึง เยวียนจ้าวคุนพลันชะลอฝีเท้าลง ลมหายใจติดขัดไปชั่วขณะ แม้จะพยายามรักษาสีหน้าให้เป็นปกติ แต่สายตากลับเหลือบมองเข้าไปด้านในโดยไม่รู้ตัว

ยูรันยกยิ้มมุมปาก

“โอ้ ๆ ดูเหมือนสตรีที่ท่านลุงสนใจจะอยู่ในสถานที่แห่งนี้สินะ”

เยวียนจ้าวคุนหันขวับมามองเขา

“เจ้ารู้ได้อย่างไร?”

ยูรันเอียงศีรษะ

“ถามจริง?”

เขาโบกมืออย่างไม่ใส่ใจ

“ช่างเถอะ เข้าไปดูกันดีกว่า ข้าเองก็อยากเห็นเหมือนกันว่านางเป็นสตรีงดงามเพียงใด ถึงทำให้ท่านลุงใจสั่นได้ขนาดนี้”

ยูรันหยุดเล็กน้อย ก่อนกล่าวเสริม

“แม้จะผ่านมือบุรุษมามากมายแล้วก็เถอะ”

เยวียนจ้าวคุนหน้าเปลี่ยนสีทันที

“ไม่ใช่เช่นนั้น!”

ยูรันถอนหายใจ

“ท่านแสดงท่าทีมีพิรุธเช่นนี้ ต่อให้ไม่ได้ทำอะไร ท่านป้าสะใภ้ก็คงฆ่าท่านทิ้งอยู่ดี”

ขณะที่ทั้งสองกำลังจะก้าวเข้าไป หญิงต้อนรับก็รีบวิ่งออกมาขวางด้วยสีหน้าลำบากใจ

“ท่านเจ้าตำหนัก เอ่อ...ต้องขออภัยด้วยเจ้าค่ะ”

“ท่านฉินหลัวซือออกคำสั่งเอาไว้กับหอนางโลมทุกแห่งภายในเมือง ว่าห้ามมิให้ท่านก้าวเข้าไปโดยเด็ดขาด”

“……”

เยวียนจ้าวคุนยืนตัวแข็งอยู่หน้าประตู

ยูรันกลับขมวดคิ้ว

“ไร้สาระ”

เขาชี้ลงไปยังพื้นเบื้องหน้า

“หากไม่ยอมให้เขาเข้า ข้าจะถล่มสถานที่แห่งนี้ทิ้งเสียตรงนี้เลย”

หญิงต้อนรับหน้าซีดเผือดทันที

ยูรันหันหน้าไปทางหญิงต้อนรับทั้งที่ยังหลับตาอยู่

“เจ้าคงรู้จักข้าสินะ หืม?”

หญิงต้อนรับชะงัก ก่อนลอบสำรวจบุรุษตรงหน้าอย่างละเอียด

เด็กหนุ่มรูปโฉมหล่อเหลา สวมชุดและเสื้อคลุมสีดำ อีกทั้งยังหลับตาอยู่ตลอดเวลา ตรงกับข่าวลือเกี่ยวกับคุณชายใหญ่ผู้เพิ่งกลับคืนสู่ตำหนักเสวียนเยว่ทุกประการ

คนผู้นี้คือบุตรชายของเยวียนชิงเหยาและหลานชายของเจ้าตำหนัก ผู้ใช้ดาบเพียงครั้งเดียวฟันทำลายลานประลองเป็นทางยาวหลายลี้ ซ้ำยังใช้เข็มวารีเจาะภูเขาทั้งลูกจนเป็นรูมาแล้ว

ไม่ผิดแน่!

หญิงต้อนรับหน้าซีดลงทันที

“อะ...เอ่อ คุณชายใหญ่ คือว่า...”

นางรีบประสานมือ

“โปรดรอสักครู่นะเจ้าคะ ข้าจะไปเชิญเจ้าของหอมาพูดคุยกับท่านด้วยตนเอง”

“ข้าเป็นเพียงลูกจ้างตัวเล็ก ๆ ไม่มีสิทธิ์ตัดสินใจเรื่องนี้จริง ๆ เจ้าค่ะ”

ยูรันพยักหน้าอย่างเข้าใจ

“อืม มีเหตุผล”

เขาโบกมือ

“รีบไปสิ”

หญิงต้อนรับรีบหมุนตัวแล้ววิ่งเข้าไปตามเจ้าของหอทันที

อีกฟากหนึ่งของถนน เยวียนเหวินอวี้ซึ่งแอบซ่อนอยู่หลังเสาไม้กำลังชี้มายังยูรันด้วยมือสั่นเทา

“พะ...พะ...พะ...พี่หญิง ดูนั่นสิ!”

นางหันไปหาเยวียนหลิงซวงด้วยสีหน้าตื่นตระหนก

“เหตุใดพี่ชายจ๋าถึงพาท่านลุงมาหอนางโลมกัน?!”

เยวียนหลิงซวงขมวดคิ้ว ก่อนยกมือปิดปากน้องสาว

“อืม เงียบหน่อยสิ รอดูไปก่อน”

ไม่นาน เจ้าของหอก็รีบร้อนวิ่งออกมาด้วยสีหน้าตื่นตระหนก

“อะ...เอ่อ คุณชายใหญ่ เรื่องนี้เป็นคำสั่งของท่านฉิน ข้าน้อยไม่กล้าฝ่าฝืนจริง ๆ เจ้าค่ะ”

นางรีบประสานมือคารวะ

“ขอคุณชายโปรดอภัยด้วย”

ยูรันเอียงศีรษะ

“อ๋อ นางสั่งเอาไว้ว่าอย่างไรนะ?”

“ท่านฉินสั่งห้ามมิให้ท่านเจ้าตำหนักก้าวเข้าไปในหอนางโลมทุกแห่งภายในเมืองเจ้าค่ะ”

“ถ้าเช่นนั้นก็ไม่มีปัญหานี่”

เจ้าของหอชะงัก

“เอ๊ะ?”

ยูรันคว้าคอเสื้อของเยวียนจ้าวคุน

“เขาไม่ได้เดินเข้าไปเอง แต่ถูกข้าลากเข้าไปต่างหาก”

“ภายหลังข้าจะอธิบายกับท่านป้าสะใภ้เอง”

กล่าวจบ ยูรันก็ลากเยวียนจ้าวคุนผ่านประตูเข้าไปทันที

“เดี๋ยวก่อน! หลานรัก! ข้ายังไม่ได้เตรียมใจเลย!”

เจ้าของหอยืนหน้าซีดเผือกอยู่หน้าประตู

นางรู้วีรกรรมของเยวียนจ้าวคุนเป็นอย่างดี เมื่อก่อนเขาแอบมาที่หอบุปผาเร้นจันทร์อยู่บ่อยครั้ง และทุกครั้งที่ฉินหลัวซือจับได้ ผู้ที่ต้องรับเคราะห์ไม่ได้มีเพียงเจ้าตำหนักเท่านั้น

ริมฝีปากของนางสั่นระริก ก่อนพึมพำออกมาอย่างสิ้นหวัง

“อ่า...กิจการของข้าจบสิ้นแล้ว”

ทั้งสามขึ้นมายังชั้นสามของหอบุปผาเร้นจันทร์

ยูรันไม่ได้เลือกเปิดห้องส่วนตัว ทั้งยังไม่เรียกหาสตรีคนใดมาปรนนิบัติ เขาเพียงเลือกโต๊ะซึ่งอยู่ติดระเบียง ก่อนสั่งน้ำชามาหนึ่งกา

เจ้าของหอไม่กล้าปล่อยให้ลูกจ้างทั่วไปมาดูแล จึงต้องยืนรับใช้อยู่ข้างโต๊ะด้วยตนเอง

นางคิดไม่ถึงว่าคุณชายใหญ่จะเลือกเพียงนั่งจิบชาอยู่ในพื้นที่เปิดเผยเช่นนี้

“คุณชายใหญ่ คือว่า...”

ยูรันหันหน้าไปทางนาง

“ทำไม หรือเจ้าคิดจะเป็นผู้ปรนนิบัติข้าด้วยตนเอง?”

ใบหน้าของเจ้าของหอพลันซีดลง ก่อนจะค่อย ๆ เปลี่ยนเป็นแดงระเรื่อ

แม้นางจะหวาดกลัวอำนาจของฉินหลัวซือ แต่บุรุษตรงหน้ากลับเป็นถึงคุณชายใหญ่ผู้เพียบพร้อม ทั้งรูปโฉม พรสวรรค์ และฐานะล้วนหาผู้ใดเทียบได้ยาก

ยิ่งไปกว่านั้น ข่าวที่เขาหลอมโอสถจนเรียกนิมิตโอสถลงมายังแพร่สะพัดไปทั่วเมืองแล้ว

หากเป็นบุรุษผู้นี้จริง นางก็ไม่ได้รังเกียจที่จะ...

“เอ่อ หากคุณชายต้องการเช่นนั้น ข้า...”

“ไปได้แล้ว”

ยูรันโบกมือไล่โดยไม่รอให้นางกล่าวจบ

เจ้าของหอชะงัก ก่อนรีบคารวะและถอยออกไปอย่างว่าง่าย

ยูรันยกถ้วยชาขึ้นจิบ แล้วหันไปหาเยวียนจ้าวคุน

“เอาละ ท่านลุง”

“เล่ามาสิ สตรีซึ่งทำให้ท่านแอบมาที่นี่แทบทุกวันเป็นคนเช่นไร?”

เยวียนจ้าวคุนถอนหายใจออกมายาวเหยียด

“นางมีชื่อว่า เสิ่นเยียนหรง เป็นสตรีซึ่งเคยผ่านการหย่าร้างมาแล้ว”

เขานิ่งเงียบไปครู่หนึ่ง ก่อนเริ่มเล่าเรื่องราวของนาง

“อดีตสามีทำร้ายนางอย่างรุนแรงจนแท้งบุตร นางจึงตัดสินใจหย่ากับเขาและหลบหนีออกมา”

“แต่เรื่องไม่ได้จบเพียงเท่านั้น ระหว่างหลบหนี นางกลับถูกคนของอดีตสามีจับตัวได้ ก่อนถูกขายมายังหอบุปผาเร้นจันทร์”

เยวียนจ้าวคุนรีบกล่าวเสริม

“แต่นางไม่เคยปรนนิบัติบุรุษคนใดนะ นางเพียงบรรเลงดนตรีเพื่อหาเงินเลี้ยงชีพอยู่ที่นี่เท่านั้น”

“ข้าได้รู้จักกับนางตอนที่นางกำลังถูกลอบสังหารพอดี นักฆ่าเหล่านั้นถูกอดีตสามีของนางส่งมา ข้าจึงลงมือช่วยชีวิตนางเอาไว้”

“แต่ตอนนี้ไม่มีเรื่องใดแล้ว นางปลอดภัยดี”

ยูรันฟังจนจบ ก่อนถอนหายใจ

“อืม...สิ่งที่ท่านเล่ามาทั้งหมดไม่เรียกว่าความรักหรอก”

“มันเรียกว่าความสงสาร”

เขาส่ายหน้าอย่างเหนื่อยใจ

“เฮ้อ ท่านนี่นะ...”

ยูรันยกถ้วยชาขึ้นจิบ

“แล้วอย่างไรต่อ? ท่านเคยเล่าเรื่องนี้ให้ท่านป้าสะใภ้ฟังหรือยัง?”

เยวียนจ้าวคุนพยักหน้า

“เล่าแล้ว ข้าเคยเสนอว่าจะรับเยียนหรงไปอยู่ภายในตำหนัก แต่นางไม่ยินยอม”

ยูรันตอบทันที

“ก็ใช่น่ะสิ ใครจะยอม?”

“นางเพิ่งหนีรอดจากสามีซึ่งทำร้ายตนเองมา แล้วจู่ ๆ บุรุษที่มีภรรยาอยู่แล้วกลับจะพานางเข้าบ้าน นางไม่หวาดระแวงก็บ้าแล้ว”

เยวียนจ้าวคุนถอนหายใจ

“ส่วนหลัวซือคิดว่านางมักใหญ่ใฝ่สูง ต้องการครอบครองตำแหน่งภรรยาของเจ้าตำหนักและแสวงหาอำนาจ”

“บางครั้งก็สงสัยว่านางอาจเป็นสายลับซึ่งจงใจแฝงตัวเข้ามาใกล้ข้า”

ยูรันพยักหน้าอย่างไม่ประหลาดใจ

“ปกติ”

เยวียนจ้าวคุนชะงัก

“ปกติตรงไหน?”

“จากมุมมองของท่านป้า สามีของนางแอบมาหอนางโลมแทบทุกวัน ก่อนจะขอพาสตรีอีกคนกลับเข้าไปอยู่ในตำหนัก”

ยูรันวางถ้วยชาลง

“นางยังไม่ทุบตีท่านจนพิการก็นับว่าใจกว้างมากแล้ว”