ตอนที่ 407 เขาถึงกับให้คนเสนอราคาแข่งด้วยนะ
เยวียนจ้าวคุนขยับเข้ามาใกล้
“เจ้าพอจะมีวิธีช่วยข้าหรือไม่?”
ยูรันครุ่นคิดอยู่ครู่หนึ่ง ก่อนพยักหน้า
“ก็พอมี”
“ถ้าเช่นนั้นช่วงนี้พวกเรามาที่นี่ทุกวันแล้วกัน ข้าจะได้สังเกตนางด้วยตนเอง”
กล่าวจบ เขาก็หันไปเรียกหญิงรับใช้ซึ่งยืนอยู่ไม่ไกล
“นี่ เจ้าไปเชิญเจ้าของหอมาหน่อย บอกให้นางมาเล่นไพ่กับพวกเรา”
หญิงรับใช้ชะงักไปเล็กน้อย แต่ก็รีบรับคำและเดินจากไป
เยวียนจ้าวคุนหันมามองหลานชายอย่างไม่อยากเชื่อ
[เล่นไพ่?]
[เล่นไพ่อะไรวะ?!]
[อุตส่าห์พาข้ามาถึงหอนางโลม แต่สุดท้ายกลับจะนั่งเล่นไพ่กันเนี่ยนะ?!]
“……”
ยูรันหันไปหาเยวียนจ้าวคุน
“มองอะไร?”
“ท่านเป็นคนบอกเองไม่ใช่หรือว่านางเพียงบรรเลงดนตรี ไม่ได้รับแขกหรือขายบริการ”
เขาสะบัดมือเรียกชุดไพ่นกกระจอกออกมาวางบนโต๊ะ
“พวกเรานั่งเล่นไพ่พร้อมฟังเพลงไปด้วย ไม่ดีตรงไหน?”
“รอให้นางออกมาก่อน แล้วข้าจะบอกเองว่าต้องทำอย่างไรต่อ”
ยูรันเริ่มจัดเรียงตัวไพ่อย่างสบายอารมณ์
“อืม แต่ทั้งหมดนั้นต้องรอให้ท่านชนะไพ่นกกระจอกข้าได้ก่อนนะ”
เยวียนจ้าวคุนมองกองไพ่บนโต๊ะด้วยสีหน้าว่างเปล่า
“……”
[แล้วเรื่องช่วยเยียนหรงเกี่ยวอะไรกับการชนะไพ่นกกระจอกด้วยวะ?!]
ยูรันเหลือบมองสีหน้าของเยวียนจ้าวคุน
“อืม ท่านคงกำลังคิดสินะว่าเรื่องนี้เกี่ยวอะไรกับการเล่นไพ่”
“หากไม่มีการพนัน แล้วท่านคิดจะให้ข้าช่วยโดยไม่เสียอะไรเลยหรือ?”
ยังไม่ทันที่เยวียนจ้าวคุนจะตอบ เจ้าของหอก็รีบร้อนวิ่งกลับมา
“คุณชายใหญ่เรียกหาข้าหรือเจ้าคะ?”
ยูรันชี้ไปยังที่นั่งฝั่งตรงข้าม
“นั่งลง เล่นไพ่กับพวกเรา”
เจ้าของหอมองชุดไพ่นกกระจอกบนโต๊ะอย่างงุนงง
ยูรันกล่าวต่ออย่างสบายอารมณ์
“หากเจ้าชนะข้าได้สักตา ข้าจะช่วยไม่ให้ท่านป้าสะใภ้มาถล่มสถานที่แห่งนี้ เป็นอย่างไร?”
ดวงตาของเจ้าของหอเป็นประกายทันที นางรีบนั่งลงโดยไม่ลังเล
“ตกลงเจ้าค่ะ!”
เยวียนเหวินอวี้ทนรออยู่ด้านนอกต่อไปไม่ไหว นางจึงรีบเดินเข้าไปภายในหอบุปผาเร้นจันทร์ โดยมีเยวียนหลิงซวงตามมาติด ๆ
หญิงต้อนรับเห็นนางก็รีบเข้ามาขวาง
“เอ่อ คุณหนูเหวินอวี้ ไม่ทราบว่าคุณหนูมาทำอะไรที่นี่หรือเจ้าคะ?”
เยวียนเหวินอวี้ชี้ขึ้นไปยังชั้นสาม
“ถอยไป ข้าจะขึ้นไปดูท่านลุงกับพี่ชายของข้า”
หญิงต้อนรับยิ้มแห้ง ๆ
“คือว่า...ตอนนี้คุณชายใหญ่กำลังพูดคุยธุระกับเจ้าของหอ เกรงว่าจะไม่สะดวกให้ผู้ใดเข้าไปรบกวนเจ้าค่ะ”
เยวียนเหวินอวี้ขมวดคิ้ว
“ข้าบอกให้ถอยไป”
บรรยากาศบริเวณทางขึ้นบันไดพลันตึงเครียดขึ้นทันที
เยวียนหลิงซวงเดินเข้ามาห้าม ก่อนกล่าวด้วยน้ำเสียงสงบ
“ข้ากับนางเพียงต้องการมาดูพี่ชายเท่านั้น ไม่ได้คิดก่อเรื่องหรือรบกวนการค้าของพวกเจ้า”
หญิงต้อนรับลังเลอยู่ครู่หนึ่ง ก่อนยอมถอยออกไป
“ถ้าเช่นนั้นเชิญทางนี้เจ้าค่ะ”
นางเดินนำทั้งสองขึ้นไปยังชั้นสาม
“ตอนนี้คุณชายใหญ่กำลังเล่นไพ่นกกระจอกกับท่านเจ้าตำหนักและเจ้าของหออยู่ เห็นว่ามีการเดิมพันกันด้วย แต่ข้าเองก็ไม่ทราบว่าเดิมพันคือสิ่งใดเจ้าค่ะ”
สองหญิงสาวชะงักพร้อมกัน
[เล่นไพ่?]
[เดินทางมาถึงหอนางโลมเพื่อเล่นไพ่นกกระจอกเนี่ยนะ?]
หญิงต้อนรับพาทั้งสองไปยังโต๊ะว่างอีกฝั่งหนึ่ง ซึ่งมีฉากไม้ฉลุลายช่วยบดบังสายตาจากโต๊ะของยูรัน
เยวียนเหวินอวี้รีบชี้ไปยังตำแหน่งนั้น
“เอาตรงนี้แหละ”
ทั้งสองนั่งลงหลังฉากกั้น ก่อนเริ่มลอบสังเกตการณ์อีกครั้ง
เวลาผ่านไปถึงสองชั่วยาม
เสียงกระทบกันของไพ่นกกระจอกดังขึ้นอย่างต่อเนื่อง ทว่าผลลัพธ์ของทุกตากลับไม่เคยเปลี่ยนแปลง
สิบห้าตา
เยวียนจ้าวคุนกับเจ้าของหอพ่ายแพ้รวดทั้งสิบห้าตาอย่างหมดรูป ไม่มีผู้ใดชนะยูรันได้แม้แต่ครั้งเดียว
เจ้าของหอนั่งหน้าซีด มองตัวไพ่ในมือราวกับเริ่มสงสัยในชีวิต
เยวียนจ้าวคุนเองก็เอนหลังพิงเก้าอี้ด้วยแววตาว่างเปล่า
“เป็นไปไม่ได้...”
“ข้าเป็นถึงเจ้าตำหนัก เหตุใดจึงแพ้ไพ่สิบห้าตาติดต่อกันได้?”
ยูรันวางไพ่ตัวสุดท้ายลงอย่างเบื่อหน่าย
“เพราะท่านเล่นห่วยไง”
“……”
คำตอบเรียบง่ายนั้นแทงเข้าใส่หัวใจของคนทั้งสองอย่างแม่นยำ.
เยวียนจ้าวคุนมองหลานชายด้วยสีหน้าเหลือเชื่อ
[มันรู้ได้อย่างไรวะนั่น?!]
ยูรันกลับยกยิ้มมุมปาก
“ท่านลุง ท่านรู้อะไรไหม?”
“ในสถานการณ์เช่นนี้ อีกไม่นานจะต้องมีไอ้โง่เมาหัวราน้ำสักคนลุกขึ้นมาตะโกนว่า...”
เขาดัดเสียงให้ฟังดูหยาบกระด้าง
“ข้าอยากได้นังคนนี้มาปรนนิบัติคืนนี้! เท่าไรก็ว่ามา!”
ยูรันสะบัดมือเลียนแบบท่าทางโยนเงิน
“จากนั้นมันก็จะโยนเงินห้าพันเหรียญขึ้นไปบนเวที”
เยวียนจ้าวคุนยังคงติดใจกับเรื่องก่อนหน้านี้
“เดี๋ยวก่อน แล้วเจ้ารู้อายุของนาง รวมถึงเรื่องพวกนี้ได้อย่างไรกัน?”
ยูรันตอบโดยไม่ต้องคิด
“ประสบการณ์”
“……”
เยวียนเหวินอวี้ชะโงกหน้าออกมาจากหลังฉากกั้น ดวงตาเป็นประกายด้วยความอยากรู้อยากเห็น
“โอ๊ะ ๆ พี่หญิง พวกเขาเลิกเล่นไพ่กันแล้ว!”
นางชี้ไปทางเยวียนจ้าวคุน
“ดูสิ ท่านลุงกำลังจ้องสตรีคนนั้นไม่กะพริบตาเลย แถมยังพูดคุยกับพี่ชายจ๋าไม่หยุดด้วย”
เยวียนเหวินอวี้ลูบคางอย่างครุ่นคิด
“แสดงว่าท่านลุงต้องถูกใจนางแน่นอน”
“หรือว่า...ท่านลุงกำลังคิดจะหาภรรยาเพิ่มให้พี่ชายจ๋ากัน?”
เยวียนหลิงซวงกำหมัดแน่นทันที
“หากเป็นเช่นนั้น ข้าจะไปฟ้องท่านน้าชิงเหยา”
เยวียนเหวินอวี้หันขวับมามองนาง ก่อนยิ้มอย่างเจ้าเล่ห์
“นี่พี่หญิง ท่านกำลังหึงหรือ?”
นางขยับเข้าไปใกล้
“อย่าบอกนะว่าท่านตกหลุมรักพี่ชายจ๋าเข้าแล้ว?”
ใบหน้าของเยวียนหลิงซวงกระตุกเล็กน้อย
“เจ้าเงียบไปเลย!”
ทันใดนั้น ชายคนหนึ่งซึ่งเมาจนแทบยืนไม่ตรงก็ลุกพรวดขึ้นจากโต๊ะ
มันชี้ไปยังเสิ่นเยียนหรงบนเวที ก่อนตะโกนเสียงดังลั่น
“ข้าอยากได้นังคนนี้มาปรนนิบัติคืนนี้! เท่าไรก็ว่ามา!”
ชายขี้เมาโยนถุงเงินขึ้นไปบนเวทีอย่างโอหัง
“ในนี้มีห้าพันเหรียญ!”
“หึ หากยังไม่พอก็บอกข้ามา ข้ามีเงินจ่าย!”
เสียงกู่ฉินหยุดลงทันที บรรยากาศทั่วทั้งหอบุปผาเร้นจันทร์พลันเงียบสนิท
คิ้วของเยวียนจ้าวคุนกระตุกยิก ๆ ไม่หยุด
ยูรันยกถ้วยชาขึ้นจิบอย่างสงบ ก่อนกล่าวด้วยน้ำเสียงราบเรียบ
“เห็นไหม?”
“ข้าบอกแล้วว่าต้องมี”
ยูรันถอนหายใจ ก่อนส่ายหน้าอย่างผู้มองเห็นทุกสิ่งล่วงหน้า
“เฮ้อ ตาแก่ หากข้าเป็นนักพนันแล้วผู้ใดจะเอาชนะข้าได้กัน?”
เขาชะงักไปเล็กน้อย
“ไม่สิ ปกติก็ไม่เคยมีใครชนะเดิมพันข้าได้อยู่แล้วนี่”
“ฮ่า ๆๆๆๆๆๆ!”
เยวียนจ้าวคุนไม่ได้สนใจเสียงหัวเราะของหลานชาย มือทั้งสองกำแน่นจนเส้นเลือดปูดโปน แววตาซึ่งมองชายขี้เมาเต็มไปด้วยความโกรธ
ยูรันสังเกตเห็นท่าทีของเขาก็เลิกคิ้ว
“หืม? ท่านรู้จักชายผู้นั้นหรือ?”
“รู้สิ”
เยวียนจ้าวคุนกัดฟันตอบ
“มันคือ ฉู่เหวินไค คุณชายสามแห่งตระกูลฉู่จากตำหนักกระบี่คราม”
“ในบรรดาอำนาจใหญ่ของภูมิภาคนี้ ตำหนักกระบี่ครามมีความแข็งแกร่งอยู่ลำดับสี่ เป็นรองตำหนักเสวียนเยว่ของพวกเรา”
เขาแค่นเสียงเย็น
“ส่วนฉู่เหวินไคขึ้นชื่อว่าเป็นคนเหลวไหลที่สุดในตระกูล วัน ๆ เอาแต่ดื่มสุรา เล่นพนัน และรังแกสตรี ไม่มีเรื่องดีแม้แต่อย่างเดียว”
ยูรันมองฉู่เหวินไคซึ่งกำลังส่งเสียงโวยวายอยู่ด้านล่าง ก่อนถอนหายใจ
“โอ้ ๆ ตั้งแต่ข้ามาถึงเมืองนี้ จำนวนคนที่กล้าเข้ามาหาเรื่องข้าลดลงอย่างเห็นได้ชัด”
“แต่ดูเหมือนพวกมันจะเปลี่ยนไปหาเรื่องผู้อื่นแทนสินะ”
เขาวางถ้วยชาลงอย่างเชื่องช้า
“เฮ้อ ช่างเถอะ”
น้ำเสียงของยูรันพลันเย็นเยียบลง จนบรรยากาศทั่วทั้งชั้นสามเหมือนลดต่ำลงในพริบตา
พนักงานชายซึ่งยืนอยู่ใกล้ ๆ ต่างหน้าซีดและรีบยกมือกุมเป้ากางเกงโดยไม่รู้ตัว ส่วนพนักงานหญิงก็รู้สึกเสียวสันหลังวาบขึ้นมาพร้อมกัน
ยูรันเอียงศีรษะเล็กน้อย
“ให้ข้าตอนมันทิ้งเลยดีไหม?”
เยวียนจ้าวคุนสั่นสะท้านไปทั้งร่าง
[ตอน?]
[ไอ้หลานชายคนนี้คิดจะทำจริง ๆ หรือวะ?!]
เขาจ้องใบหน้าของยูรันอยู่ครู่หนึ่ง ก่อนพบความจริงอันน่าหวาดหวั่น
มันเอาจริงแน่!
เยวียนจ้าวคุนรีบกระแอม
“อะแฮ่ม เรื่องนี้ให้ข้าจัดการเองเถอะ”
ยูรันหันกลับมาหาเขา
“จะดีหรือ?”
“หากท่านออกหน้า ท่านป้าสะใภ้ก็จะรู้ทันทีว่าท่านแอบมาที่นี่”
เขาชี้ไปรอบหอบุปผาเร้นจันทร์
“จากนั้นท่านจะถูกกระทืบ ส่วนสถานที่แห่งนี้ก็คงถูกรื้อจนราบเป็นหน้ากลอง”
“แล้วสตรีผู้นั้นจะไปทำงานที่ใดต่อ?”
ยูรันส่ายหน้า
“มีแต่เสียกับเสีย ไม่เห็นมีข้อดีสักอย่าง”
เยวียนจ้าวคุนขมวดคิ้วแน่น
"แล้วจะให้ข้าทำอย่างไรเล่า?"
ยูรันยกยิ้มมุมปาก ราวกับกำลังรอชมเรื่องสนุก
“ก็ไม่มีอะไรมาก”
“ประมูลแข่งกับมันเสียสิ เรื่องแบบนี้สนุกจะตายไป”
เขาหันไปทางพนักงานซึ่งยืนอยู่ใกล้ ๆ ก่อนเลือกหญิงรับใช้คนหนึ่ง
“เจ้าไปตะโกนเสนอราคาแทนข้าหน่อย”
หญิงรับใช้ชี้หน้าตนเอง
“ข้าหรือเจ้าคะ?”
“อืม เอาเป็นสองหมื่นเหรียญ”
ยูรันยกถ้วยชาขึ้นจิบ
“ให้พนักงานหญิงเป็นคนเสนอราคา จะได้ไม่มีผู้ใดรู้ว่าเป็นพวกเรา”
หญิงรับใช้ลังเลเล็กน้อย ก่อนเดินไปยังระเบียงและตะโกนลงไปด้านล่าง
“สองหมื่นเหรียญ!”
เสียงพูดคุยทั่วทั้งหอบุปผาเร้นจันทร์เงียบลงทันที
ฉู่เหวินไคเงยหน้าขึ้นมองชั้นสามด้วยใบหน้าบิดเบี้ยว
เยวียนเหวินอวี้อ้าปากค้าง ดวงตาเบิกกว้างจนแทบถลนออกมา
“ทะ...ทะ...ทะ...พี่หญิง!”
นางรีบคว้าแขนเยวียนหลิงซวงแล้วเขย่าไม่หยุด
“หรือว่าพี่ชายจ๋าคิดจะหลับนอนกับสตรีผู้นั้นจริง ๆ?”
“เขาถึงกับให้คนเสนอราคาแข่งด้วยนะ!”
เยวียนหลิงซวงไม่ตอบแม้แต่คำเดียว
นางเพียงจ้องไปยังโต๊ะของยูรัน ก่อนกำหมัดแน่นจนข้อนิ้วซีดขาว.