ตอนที่ 410 บทเรียนของมารดาและน้องสาว
เยวียนชิงฝูฟังดังนั้นก็รีบเสนอตัวทันที ชูแขนร้องขึ้นอย่างสดใส
“เอาาา! ท่านพี่นอนกอดข้านะคืนนี้!”
ยูรันลูบหัวน้องสาวคนเล็กด้วยรอยยิ้มบาง ๆ
“ได้สิ”
พูดจบ เยวียนชิงฝูก็ดึงแขนลากยูรันขึ้นไปบนเตียงกว้างทันที นางเบียดตัวซุกเข้าอ้อมแขนของพี่ชายด้วยความออดอ้อน เยวียนชิงเหยาเดินตามมานอนลงอีกฝั่งพร้อมกับอมยิ้มอ่อนโยน
ส่วนเยวียนชิงลู่ที่เดินตามมาทีหลังยืนลังเลอยู่ข้างเตียง ใบหน้าเนียนปรากฏรอยแดงระเรื่อเล็กน้อย ด้วยความที่เป็นคนถือตัวและมีนิสัยหยิ่งทระนง นางจึงไม่กล้าแสดงออกอย่างเปิดเผยหรือออดอ้อนเกาะแกะพี่ชายเหมือนน้องสาวคนเล็ก แต่สุดท้ายก็ยอมค่อย ๆ แทรกตัวลงนอนข้าง ๆ ยูรันด้วยความเขินอาย
ยูรันโอบกอดชิงฝูเอาไว้เบา ๆ ก่อนปรายสายตามองชิงลู่และมารดา
เยวียนชิงเหยานอนลูบแขนบุตรชาย เอ่ยถามขึ้นด้วยน้ำเสียงนุ่มนวล
“รันเอ๋อร์... พรุ่งนี้แม่กับพี่ใหญ่ชิงลู่จะเข้าร่วมประชุมสภาตระกูล เจ้าอยากไปนั่งฟังด้วยหรือไม่?”
ยูรันเอียงศีรษะตอบหน้านิ่งโดยไม่ต้องหยุดคิด
“ไม่... ข้าไม่อยากไปฟังพวกตาแก่มานั่งต่อปากต่อคำกันเท่าไรนัก ข้าอยากฟังแค่ว่า ท่านแม่จัดการเรื่องทั้งหมดเสร็จเรียบร้อยแล้ว... ก็พอ”
เยวียนชิงเหยาฟังคำตอบนั้นก็หลุดหัวเราะเบา ๆ สายตาฉายแววรักและเชื่อมั่นในตัวบุตรชายอย่างเปี่ยมล้น
“เข้าใจแล้ว... แม่จะไม่ทำให้เจ้าผิดหวัง”
บรรยากาศภายในห้องยามค่ำคืนอบอวลไปด้วยความรัก ความอบอุ่น และความเงียบสงบของครอบครัวที่ได้กลับมาอยู่ร่วมกันอีกครั้ง
รุ่งเช้า
เยวียนชิงฝูปรือตาตื่นขึ้นมาด้วยความงัวเงีย ไม่รู้ตั้งแต่เมื่อไรที่จากเดิมนางแค่นอนซุกกอดอ้อมแขน กลับกลายเป็นขยับตัวขึ้นมานอนทับอยู่บนเรือนร่างของยูรันทั้งตัว!
นางเอื้อมมือไปลูบไล้แผงอกของพี่ชายเบา ๆ พลางอมยิ้มอย่างมีความสุขในใจ
[ฮิฮิ... ดูกล้ามเป็นมัด ๆ แผงอกอันแข็งแกร่งและอบอุ่น ใบหน้าก็น่ารักและหล่อเหลาถึงเพียงนี้ ตื่นเช้ามาก็ได้นอนมองหน้าพี่ชายจ๋าก่อนใครเลย!]
ขณะที่นางกำลังเคลิบเคลิ้มอยู่นั้น ยูรันก็ค่อย ๆ ลืมตาขึ้น มองน้องสาวตัวดีตรงหน้าด้วยสายตาว่างเปล่า ก่อนเอ่ยถามขึ้นหน้านิ่ง
“ลูบพอยัง?”
“แคั่ก ๆๆ!” เยวียนชิงฝูถึงกับไอสำลัก หน้าแดงแผ่ซ่านไปถึงใบหู
[ขะ... ข้าจะไปพอใจได้ยังไงกันเล่า!]
เยวียนชิงลู่ที่ตื่นเพราะเสียงไอของน้องสาว ค่อย ๆ ลืมตาขึ้นมองภาพตรงหน้าแล้วขมวดคิ้วแน่น
[อึก... เจ้าหัดมียางอายเสียบ้างจะได้ไหม?!]
เยวียนชิงฝูกระแอมแก้เขิน ก่อนขยับเข้าไปชะโงกหน้าถามยูรันด้วยความอยากรู้อยากเห็น
“ท่านพี่... ข้าขอถามหน่อยสิ ท่านนอนกับภรรยาทุกคืนเลยหรือเปล่าเจ้าคะ?”
ยูรันตอบเรียบ ๆ โดยไม่ต้องหยุดคิด
“อืม ปกติก็ทุกคืนนะ พวกนางจัดเวรผลัดกันเอาเอง”
เยวียนชิงเหยาที่เพิ่งปรือตาตื่นขึ้นมาได้ยินเข้าพอดี เอ่ยถามด้วยความสงสัย
“หลิงเยวี่ยด้วยหรือ?”
ยูรันเอียงศีรษะตอบหน้าตาย
“ไม่ใช่ รายนั้นอดทนมานาน อย่างที่ข้าเคยเล่าให้ท่านแม่ฟังก่อนมาที่เมืองนี้นั่นแหละ ตอนนั้นนางกดข่มอารมณ์ไว้นาน พอถึงจุดหนึ่งทนไม่ไหวจนตบะแตก ก็เลยนอนด้วยกันทุกวัน ไม่ยอมปล่อยข้าออกไปไหนเลยจนผ่านไปเจ็ดวันนั่นแหละ”
เยวียนชิงเหยาขมวดคิ้วทันที ดวงตาฉายแววหึงหวงบุตรชายอย่างเห็นได้ชัด
“ร้ายนักนะหลิงเยวี่ย! นังเด็กคนนี้... สงสัยข้าต้องจับขังเอาไว้สักเจ็ดวันเสียแล้ว!”
เยวียนชิงฝูรีบพยักหน้าเห็นด้วยทันที “ข้าเห็นด้วยกับท่านแม่นะเจ้าคะ!”
ก่อนที่นางจะเอียงศีรษะ ขมวดคิ้วถามต่อ
“แต่ว่าท่านพี่... ที่บอกว่า ‘ไม่ยอมปล่อยออกไปไหนเลย’ หมายความว่าอย่างไรกันเจ้าคะ?”
[ม... ไม่ใช่อย่างที่ข้าคิดใช่ไหม?!]
ยูรันตอบหน้านิ่งอย่างใสซื่อตามความจริง
“อ๋อ ก็คือทำต่อเนื่องเจ็ดวันนั่นแหละ นอกจากเวลาทานอาหารสามมื้อแล้ว พวกเราก็ทำด้วยกันตลอดเวลา”
เยวียนชิงฝู “……”
นางอ้าปากค้าง ตาโต นิ่งอึ้งไปเหมือนสติหลุดลอยไปในอากาศ!
ขณะที่เยวียนชิงลู่ซึ่งนอนฟังอยู่ข้าง ๆ ถึงกับหน้าแดงจัดจนแทบระเบิด!
[น... นี่ท่านพี่หลับนอนกับนางติดต่อกันเจ็ดวันโดยไม่พักเลยหรือ?! บ้า... บ้าไปแล้ว!]
เยวียนชิงเหยาที่นอนฟังอยู่ถึงกับหน้าบึ้งตึงด้วยความโกรธจัด กัดฟันขบเคี้ยวอย่างหึงหวง
“สงสัยเรื่องนี้จะไม่จบแค่ขังไว้เจ็ดวันเสียแล้ว! เป็นสหายข้าแท้ ๆ... นังเด็กแพศยาหลิงเยวี่ย! แอบนอนกับลูกชายข้าเจ็ดวันติดกันไม่ยอมหยุด... ฮึ่ม!”
ยูรันปรายสายตามองมารดา ก่อนกล่าวด้วยน้ำเสียงเรียบเฉยหน้านิ่ง
“ท่านแม่จะโกรธไปทำไม? ข้าไม่ได้เป็นอะไรเสียหน่อย ข้าแค่ห่วงว่าพวกนางจะตีกันเท่านั้นเอง”
พูดจบ ยูรันก็ยันตัวลุกขึ้นนั่งบนเตียง กวาดสายตามองมารดาและน้องสาวทั้งสองคน
“ถ้าตื่นกันหมดแล้วก็ลุก ข้าจะไปทำอาหารเช้าแล้ว พวกนางคงกำลังรอข้าอยู่ นี่ใกล้ได้เวลาแล้ว”
เยวียนชิงฝูฟังดังนั้นก็เริ่มทำหน้าบึ้งตึง ยู่ปากด้วยความน้อยใจในอก
[ข้าไม่ชอบใจเลย! ท่านพี่ชอบทำอาหารเช้าให้พวกนางนัก แถมพวกนางได้นอนกับท่านพี่ทุกคืน ตื่นมาก็ได้มองหน้าท่านพี่ แล้วยังมีท่านพี่คอยทำอาหารให้ทานตั้งสามมื้ออีก!]
นางรีบเอื้อมมือไปสวมกอดคอยูรันแน่นจากด้านหลัง แนบแก้มถูไถกับไหล่ของเขาอย่างไม่ยอมปล่อย
“ท่านพี่... ข้าอยากกอดท่านพี่อีกหน่อยนะเจ้าคะ!”
ยูรันแกะมือเล็ก ๆ ของน้องสาวออกเบา ๆ ตอบหน้านิ่ง
“อย่ามางอแง”
เยวียนชิงฝูถูกปฏิเสธก็ไม่พอใจอย่างแรง! นางทิ้งตัวลงไปนอนดิ้นทุรนทุรายชกลมทุบพื้นเหมือนเด็กงอแงไม่ได้ดั่งใจทันที!
“กรี๊ดดดดด! ไม่ยอม ๆๆๆ! ท่านพี่ใจร้ายยยยย!”
ยูรันยืนมองน้องสาวที่นอนดิ้นอยู่บนพื้น ก่อนกล่าวด้วยน้ำเสียงเรียบเฉยเย็นชา
“อย่าได้ใจให้มากนัก... ลุกขึ้น”
เยวียนชิงฝูทุบพื้นปึ้ง ๆ ตะโกนลั่นห้อง
“ไม่เอา! ไม่ยอม! ยังไงก็ไม่ยอมทั้งนั้นแหละ!”
เยวียนชิงลู่เห็นสภาพน้องสาวแล้วก็ให้รู้สึกอับอายขายหน้าจนต้องกุมขมับ
[เอ่อ... นี่มันจะไม่เกินไปหน่อยหรืออย่างไร?! ยังไม่รีบลุกขึ้นมาอีก ทำให้ท่านพี่ต้องลำบากใจแท้ ๆ!]
นางหันไปหามารดาด้วยสีหน้าเอือมระอา
“ท่านแม่... ท่านช่วยพูดอะไรหน่อยสิเจ้าคะ”
เยวียนชิงเหยาชะงักไปเล็กน้อย ก่อนจะส่งรอยยิ้มเอ็นดูให้บุตรสาวคนเล็ก เอ่ยปลอบประโลมด้วยน้ำเสียงนุ่มนวล
“ชิงฝู... ไว้รอหลังกินข้าวเสร็จแล้วค่อยกอดดีไหมลูก?”
ยูรันมองน้องสาวที่ยังคงนอนดิ้นทุรนทุรายไม่ยอมลุก ก็นึกถอนหายใจในใจ
[ยัยเด็กนี่... นิสัยเสียสุด ๆ เฮ้อ ช่วยไม่ได้จริง ๆ]
เขาถอนหายใจยาว ก่อนจะย่อตัวลงไปอุ้มนางขึ้นมาจากพื้นในท่าอุ้มเด็กอย่างง่ายดาย
เยวียนชิงฝูที่ถูกอุ้มลอยขึ้นมาก็ยิ้มร่าทันที นางรีบเอื้อมมือไปสวมกอดคอยูรันเอาไว้แน่น แนบแก้มถูไถกับอกเขาด้วยความดีใจ
“ฮิฮิ! ท่านพี่ใจดีกับข้าที่สุดเลยเจ้าค่ะ!”
ยูรันวางนางลงบนพื้นเบา ๆ
เยวียนชิงฝูพอลอยลงพื้นก็เริ่มทำท่าจะงอแงอีกรอบ “เอ๊ะ? ท่านพี่... ข้าขออีกกกก!”
ยูรันไม่ได้พูดอะไร เขาขยับเข้าไปใกล้แล้วก้มลงจูบหน้าผากเกลี้ยงเกลาของน้องสาวเบา ๆ ฟอดหนึ่ง ก่อนเอ่ยถามหน้านิ่ง
“พอใจรึยัง?”
เยวียนชิงฝูหน้าแดงแผ่ซ่าน อายม้วนต้วน พยักหน้ารับอย่างรวดเร็ว
“อื้อ!”
ยูรันยกยิ้มบาง ๆ ที่ริมฝีปาก ก่อนหมุนตัวเดินออกจากห้องตรงไปยังครัวเพื่อทำอาหารเช้าทันที
เยวียนชิงลู่ที่ยืนมองเหตุการณ์ตั้งแต่ต้น ใบหน้าเนียนแดงจัดขึ้นมาอย่างควบคุมไม่อยู่ นางยกมือขึ้นจับแก้มตัวเอง พลางพึมพำในใจด้วยความอิจฉา
[น... น่าอาย! น่าอายเกินไปแล้ว! อึก... แต่ว่า ข้าเองก็อยากให้ท่านพี่จูบหน้าผากข้าแบบนั้นบ้างจัง...]
เยวียนชิงเหยาหัวเราะเบา ๆ มองบุตรสาวทั้งสองคนด้วยความเอ็นดู ก่อนเอ่ยขึ้น
“เฮ้อออ... พอแล้ว ไปรอเขาทุกคนทำอาหารเช้ากันเถอะ”
หลังจากนั้น ทั้งสามคนก็เดินออกมารอที่ห้องอาหารอย่างมีความสุข ตลอดทั้งวันนั้น เยวียนชิงฝูฉีกยิ้มสดใส ร่าเริง อารมณ์ดีเป็นพิเศษตลอดทั้งวัน
ยูรันเดินตรงมายังโรงครัว ทว่าทันทีที่ก้าวเท้าเข้าใกล้ บริเวณนั้นกลับเต็มไปด้วยกลิ่นอาหารไหม้หึ่งฟุ้งกระจายออกมาจนเตะจมูก
เขาขมวดคิ้วเล็กน้อย ชะโงกหน้าเข้าไปมองภายในครัวด้วยความประหลาดใจ
ภาพที่เห็นตรงหน้าคือ ซูเม่ยเหยา, มู่เสวี่ยหนิง, ลู่ชิงถาน และเซียวซินเยวี่ย กำลังยืนล้อมหน้าล้อมหลังอยู่... และที่สำคัญที่สุด คนที่กำลังยืนถือตะหลิวหน้าดำหน้าแดงควันโขมงอยู่หน้าเตาก็คือ เยวียนจ้าวคุน!
ยูรันย่อยตัวขยี้ตาซ้ำแล้วซ้ำเล่า เดินเข้าเดินออกจากประตูโรงครัวเพื่อเช็กให้แน่ใจ
“อืม... สงสัยสมองข้าคงมีปัญหา ถึงได้เห็นตาแก่มาทำอาหารตอนเช้าแบบนี้”
ซูเม่ยเหยาหลุดหัวเราะพรืด รินน้ำชาส่งให้สามีพลางเอ่ยขึ้น
“สามี... สมองท่านไม่ได้มีปัญหาหรอก เขามาทำอาหารจริง ๆ พวกเราเองก็อึ้งเหมือนกัน”