ตอนที่ 414 นางจะรู้สึกหวงพี่ชายขึ้นมาก็ไม่แปลกไม่ใช่หรือ
อีกด้านหนึ่ง
สองสาวลูกพี่ลูกน้อง เยวียนเหวินอวี้และเยวียนหลิงซวง กำลังเคียงคู่กันเร่งรีบก้าวเท้าเพื่อมุ่งหน้าไปหายูรัน 'พี่ชายสุดเพียบพร้อม' ในดวงใจของพวกนาง
ทว่า ในระหว่างทางกลับถูกใครบางคนเดินเข้ามาขวางทางเอาไว้เสียก่อน... บุคคลนั้นคือ เยวียนเหวินเจ๋อ บุตรชายคนโตของเยวียนจิ้งไห่ พี่ชายจอมโอ้อวดและสุดแสนจะจอมห่วยของเยวียนเหวินอวี้นั่นเอง!
เยวียนเหวินเจ๋อกอดอก กวาดสายตามองน้องสาวทั้งสองคนก่อนเอ่ยถามขึ้นด้วยน้ำเสียงวางท่า
“พวกเจ้าสองคนกำลังจะไปไหนกัน?”
เยวียนเหวินอวี้ตอบกลับทันควันโดยไม่ต้องหยุดคิด ดวงตาเป็นประกาย
“ข้ากำลังจะไปหาพี่ชายจ๋าของข้า!”
เยวียนเหวินเจ๋อฟังดังนั้นก็ขมวดคิ้วแน่น สีหน้าบึ้งตึงเอ่ยโต้กลับทันที
“พี่ชายจ๋าอะไรกัน?! ข้าต่างหากที่เป็นพี่ชายของเจ้า!”
เยวียนเหวินอวี้แลบลิ้นทำหน้าเบ้ใส่พี่ชายตัวเองอย่างเอือมระอาเต็มทน
“แหวะ! พี่ชาย... ท่านไม่ดูสารรูปของตัวเองบ้างเลยหรืออย่างไร? วัน ๆ ดีแต่เอาแต่โอ้อวด ชูคอทำเป็นเก่ง แล้วก็หาเรื่องไปท้าทายพี่ชายจ๋า สุดท้ายก็โดนเขาอัดกลับมาจนเละเทะ... สมเพชชะมัด! หากไม่มีอะไรสำคัญก็หลีกทางไปได้แล้ว!”
“เจ้า...!!!”
เยวียนเหวินเจ๋อถึงกับหน้าดำหน้าแดง กัดฟันขบเคี้ยวด้วยความโมโหแกมอับอายขายหน้า ก่อนจะสูดลมหายใจเข้าลึก รีบปรับสีหน้าวางท่าข่มต่อ
“ช่างเถอะ! ทำไมข้าจะไม่มีเรื่องสำคัญกันเล่า? วันนี้ท่านป้าชิงเหยาเรียกประชุมสภาตระกูล คาดว่าน่าจะเป็นเรื่องเกี่ยวกับ 'ผู้สืบทอด' ตำแหน่ง... พวกเจ้าสองคนคิดจะไปร่วมฟังด้วยหรือไม่?”
เยวียนเหวินอวี้เอียงศีรษะ ชะโงกหน้าถามด้วยความอยากรู้อยากเห็นทันที
“แล้วพี่ชายจ๋าของข้า... เขาไปร่วมฟังด้วยหรือเปล่า?”
เยวียนเหวินเจ๋อเส้นเลือดขมับกระตุกตึ้บ ตวาดสวนกลับด้วยความหงุดหงิดเต็มทน
“หยุดเรียกเขาว่า 'พี่ชายจ๋า' ได้แล้ว นังเด็กนี่! เขาจะไปหรือไม่ไป มันเกี่ยวอะไรด้วยเล่า?!”
เยวียนเหวินอวี้เหยียดยิ้ม ยักไหล่อย่างไม่แยแส
“งั้นข้าไปถามเขาก่อนก็แล้วกัน!”
“ไม่ต้อง!”
ทันใดนั้น เสียงทรงพลังของชายวัยกลางคนสองคนก็ดังแทรกขึ้นมาแต่ไกล ร่างของ เยวียนจิ้งไห่ (ผู้นำสายรองที่สอง พ่อของเหวินเจ๋อ, เหวินฮ่าว และเหวินอวี้) และ เยวียนจิ้งซาน (ผู้นำสายรองที่สาม พ่อของหลิงเฟิง, หลิงซวง และหลิงหยาง) กำลังก้าวเท้าเดินเข้ามาหาพวกเขาสามคน
เยวียนจิ้งไห่ปรายสายตามองบุตรสาวคนเล็กแล้วเอ่ยขึ้นน้ำเสียงเคร่งขรึม
“ไม่ต้องไปถามให้เสียเวลา... พวกเจ้าทั้งหมดตามพวกข้าไปนั่งฟังที่สภาตระกูลเสีย”
เยวียนหลิงซวงขมวดคิ้วเล็กน้อย เอ่ยถามขึ้นด้วยความสงสัย
“เหตุใดพวกเราต้องไปด้วยเล่าเจ้าคะท่านพ่อ? พวกเราในกลุ่มนี้ไม่มีใครมีสิทธิ์ได้เป็นผู้สืบทอดสักหน่อย”
เยวียนจิ้งซาน หัวหน้าสายรองที่สาม ถอนหายใจยาว ก่อนลูบเคราเอ่ยอธิบายด้วยน้ำเสียงลึกล้ำ
“สภาตระกูลอาจจะตัดสินให้ทางฝั่งของชิงเหยาไม่เป็นต่อก็ได้ พวกนางสองคนก็เป็นแค่ตัวเลือกเดิมเท่านั้น บัดนี้บุตรชายของนางหวนคืนสู่ตระกูลแล้ว ทว่าแม้เขาจะแสดงฝีมือโดดเด่นออกมามากเพียงใด แต่ก็ยังไม่อาจก้าวขึ้นเป็นผู้สืบทอดได้ในทันที... ดังนั้น ตำแหน่งผู้สืบทอดอาจจะตกมาถึงเหวินเจ๋อ ไม่ก็... หลิงเฟิง พี่ชายคนโตของเจ้า”
เยวียนหลิงซวงขมวดคิ้วแน่น เอ่ยขัดขึ้นทันที
“ท่านพ่อ... พี่ใหญ่น่ะ ยังเอาชนะเยวียนชิงลู่ ไม่ได้ด้วยซ้ำนะเจ้าคะ!”
เยวียนจิ้งซานเค้นหัวเราะในลำคอ “หึ! สภาตระกูลเลือกเฉพาะบุรุษเป็นผู้นำตระกูลเท่านั้น ไม่อย่างนั้น ชิงเหยาคงได้ก้าวขึ้นเป็นผู้สืบทอดไปตั้งนานแล้วสิ”
เยวียนจิ้งไห่ตัดบทน้ำเสียงเด็ดขาด
“ไปเตรียมตัวได้แล้ว รอเข้าประชุม!! ไม่มีข้อโต้แย้งใด ๆ ทั้งนั้น!”
พูดจบ ชายทั้งสามคนรวมถึงเยวียนเหวินเจ๋อก็หมุนตัวก้าวเท้าเดินออกไปในทันที
เยวียนเหวินอวี้มองตามหลังพวกเขาสามคนด้วยความระอา ก่อนจะหันมาสะกิดแขนเยวียนหลิงซวง เอ่ยถามเสียงเบาด้วยความกังวล
“พี่หญิง... หากเป็นแบบนี้ พี่ชายจ๋าจะยอมหรือ?”
เยวียนหลิงซวงมองตามแผ่นหลังของผู้เป็นพ่อ ทว่าในใจกลับนึกถึงภาพแผ่นหลังอันเกรียงไกรและสายตาว่างเปล่าทรงพลังของยูรัน ก่อนจะตอบเสียงเบา
“ข้า... ไม่รู้เหมือนกัน”
ทางด้านเรือนพัก หลังจากรับประทานอาหารเช้าเสร็จเรียบร้อย
ฉินหลัวซือวางถ้วยชาลงบนโต๊ะเบา ๆ ก่อนหันไปหาหลานชาย
“หลานชาย... วันนี้มีประชุมสภาตระกูลนะ”
ยูรันยกถ้วยชาขึ้นจิบอย่างสงบ ตอบหน้านิ่ง
“ข้าทราบแล้วท่านป้าสะใภ้”
ฉินหลัวซือเอียงศีรษะถามต่อ “แล้วเจ้าจะเข้าร่วมฟังด้วยหรือไม่?”
ยูรันตอบเรียบ ๆ โดยไม่ต้องหยุดคิด
“ข้าคงไม่เข้า”
ฉินหลัวซือพยักหน้ารับอย่างเข้าใจ “เข้าใจแล้ว... เช่นนั้นพวกเราไปกันเถอะ ชิงเหยา ชิงลู่ ไปกัน”
เยวียนจ้าวคุนลุกขึ้นยืดอก ก่อนหันมาบอกยูรันด้วยน้ำเสียงจริงจัง
“ได้เรื่องอย่างไรแล้ว ข้าจะกลับมาบอกเจ้าทีหลังก็แล้วกัน”
ยูรันวางถ้วยชาลงบนโต๊ะเบา ๆ สายตาปรายมองกลุ่มผู้ใหญ่ด้วยความเรียบเฉย ทว่าน้ำเสียงที่เอ่ยออกมากลับเย็นเฉียบและทรงพลังหน้านิ่ง
“อืม... ขอให้ผลมันออกมาเป็นเรื่องที่ดีก็แล้วกัน เพราะว่าหากพวกตาแก่พวกนั้นไม่ยอม... ข้าคงต้องฆ่าทิ้งให้หมด”
บรรยากาศภายในห้องพลันเงียบสนิทลงในพริบตา!
เยวียนจ้าวคุนถอนหายใจยาว พยักหน้ารับด้วยสีหน้าเรียบเคร่ง
“อืม... ข้าจะพยายาม”
ฉินหลัวซือส่งรอยยิ้มอบอุ่นเอ่ยปลอบหลานชายให้สบายใจ
“ไม่เป็นไรหรอกหลานชาย... พวกเราอยู่ฝั่งชิงเหยาอยู่แล้ว”
เยวียนชิงเหยา สายตาฉายแววรักและเด็ดเดี่ยว มองบุตรชายแล้วเอ่ยด้วยน้ำเสียงนุ่มนวล
“รันเอ๋อร์... เดี๋ยวแม่จัดการเอง”
ยูรันยกถ้วยชาขึ้นจิบเบา ๆ ตอบหน้านิ่งเรียบเฉย
“ขอให้เป็นแบบนั้น”
พูดจบ ทั้งสี่คนอันประกอบด้วยเยวียนจ้าวคุน ฉินหลัวซือ เยวียนชิงเหยา และเยวียนชิงลู่ ก็หมุนตัวก้าวเท้าเดินออกจากห้องพักมุ่งหน้าไปยังสภาตระกูลทันที
เมื่อกลุ่มผู้ใหญ่เดินลับสายตาไป สุ่ยหลานอิงก็สะกิดแขนยูรันเบา ๆ ใบหน้าเนียนปรากฏรอยแดงระเรื่อ เอ่ยกระซิบด้วยน้ำเสียงออดอ้อนเขินอาย
“เอ่อ... ท่านพี่เจ้าคะ ช่วงเช้า...”
ยูรันปรายสายตามองนาง ก่อนเอ่ยตอบเรียบ ๆ หน้านิ่ง
“ได้สิ งั้นไปเลยเถอะ”
พูดจบ ยูรันก็ยันตัวลุกขึ้นยืน เตรียมก้าวเท้าเดินออกจากห้องอาหาร
เยวียนชิงฝูเห็นดังนั้นก็รีบกระโดดพรวดขึ้นจากเก้าอี้ ชูมือตะโกนขึ้นอย่างรวดเร็ว
“ข้าไปด้วย!!!”
นางรีบวิ่งตามส้นเท้าพี่ชายไปติด ๆ ขณะที่สุ่ยหลานอิงและสุ่ยหลานซีเองก็รีบลุกขึ้น ก้าวเท้าตามหลังทั้งสองคนไปเช่นกัน
หลังจากที่ทั้งสี่คนเดินออกจากห้องไปแล้ว บรรยากาศในห้องอาหารก็เหลือเพียงกลุ่มภรรยาของยูรันที่นั่งพักผ่อนกันอยู่
ไป๋หลิงขมวดคิ้วแน่น หันไปหาหลิงเยวี่ยพลางเอ่ยขึ้นด้วยน้ำเสียงไม่พอใจเล็กน้อย
“ท่านอาจารย์... ข้าไม่ชอบน้องสาวของเขาเลยเจ้าค่ะ เห็นได้ชัดเลยว่านางกำลังประกาศสงครามกับพวกเราอยู่ชัด ๆ”
หลิงเยวี่ยยกถ้วยชาขึ้นจิบเบา ๆ ก่อนตอบด้วยน้ำเสียงเรียบเย็น
“ข้าเองก็ไม่ชอบ”
โม่ชิงเฟิงที่นั่งอยู่ใกล้ ๆ ฟังดังนั้นก็หลุดหัวเราะออกมาเบา ๆ ก่อนเอ่ยขึ้นด้วยรอยยิ้มเอ็นดู
“ข้าไม่เห็นรู้สึกแบบนั้นเลยนะเจ้าคะ... รู้สึกแค่ว่านางแค่อยากจะแกล้งพวกเจ้ามากกว่า”
หนานอวี้ฟังแล้วก็หันไปมองโม่ชิงเฟิง เอ่ยย้อนถามเย้าหยิกทันควัน
“ศิษย์พี่ใหญ่... ท่านจะไปรู้อะไรเล่า! วัน ๆ เอาแต่หาเรื่องปีนขึ้นเตียงสามีอย่างเดียวแท้ ๆ”
“โอ๊ยยย!” โม่ชิงเฟิงถึงกับหน้าแดงแผ่ซ่านไปถึงใบหู ร้องลั่นห้องทันที “เจ้าหยุดพูดเรื่องนี้ได้หรือไม่!”
หลัวจินหยางขมวดคิ้วเล็กน้อย เอ่ยเห็นด้วยกับไป๋หลิง
“อืม... ข้าก็รู้สึกแบบนั้นจริงๆ เหมือนกับศิษย์พี่รอง รู้สึกว่าเด็กชิงฝูนั่น ตั้งใจหาเรื่องพวกเราชัด ๆ”
หลัวจินเยว่พยักหน้าสนับสนุนทันที “จริงเจ้าค่ะ! แถมยังชอบยิ้มเย้ยหยันส่งมาให้พวกเราตลอดเลย เวลาที่ท่านพี่เอ่ยปากตามใจนางน่ะ”
มู่หรงฉินเอียงศีรษะ ลูบคางเอ่ยตั้งข้อสังเกตขึ้นด้วยความสงสัย
“หรือว่า... นางจะเป็นพวกหวงพี่ชาย?”
ไป๋จิ้งเวินและลู่เหยียนหนิงฟังพวกเด็ก ๆ ถกเถียงกันก็หลุดหัวเราะเบา ๆ พลางเอ่ยขึ้นด้วยความเอ็นดู
“แม่ว่ามันก็ปกติดีออกไม่ใช่หรือ? พี่ชายของนางหายหน้าหายตาไปตั้งยี่สิบปี แถมพอกลับมา... ยังหิ้วบรรดาภรรยากลับมาเยอะแยะขนาดนี้ แล้วเขายังเก่งกาจถึงเพียงนั้น นางจะรู้สึกหวงพี่ชายก็เป็นเรื่องธรรมดาออก”
พวกหญิงสาวฟังเหตุผลของผู้ใหญ่แล้วลองคิดตาม ต่างก็พยักหน้ารับอย่างเห็นพ้องว่าฟังดูมีเหตุผล
ซูเม่ยเหยาหัวเราะเบา ๆ จิบชาพลางเอ่ยขึ้นอย่างอารมณ์ดี
“เอาเถอะ... หากพวกนางจะเปิดศึกกันจริง ๆ ข้าก็ไม่ขัดหรอก พวกข้าที่เหลืออยู่ตรงกลางอยู่แล้ว คนที่มีปัญหาน่าจะเป็นหลิงเยวี่ย ไป๋หลิง แล้วก็หนานอวี้เสียมากกว่า คนอื่น ๆ น่ะไม่เท่าไรหรอก”
หลิงเยวี่ยขมวดคิ้ว หันมองซูเม่ยเหยา “ทำไม?”
ซูเม่ยเหยายามุมปากยิ้มเจ้าเล่ห์ ตอบสวนกลับทันควัน
“ก็เจ้าดันไปยั่วยุและท้าทายนางตลอดเวลาเลยนี่... นางจะรู้สึกหวงพี่ชายขึ้นมาก็ไม่แปลกไม่ใช่หรือ?”