ตอนที่ 418 ก็จริง... ข้าเห็นด้วย
ณ ห้องอาหาร
ยูรัน และ เยวียนชิงฝู กำลังนั่งรออยู่ที่โต๊ะอาหารก่อนแล้ว
บนใบหน้าของยูรันปรากฏเส้นเลือดปูดขึ้นเบา ๆ บริเวณขมับด้วยความหงุดหงิดที่ต้องนั่งรอมื้อเย็นนานเกินไป เยวียนชิงฝูที่นั่งอยู่ข้าง ๆ เห็นท่าไม่ดี ก็รีบเอ่ยกระซิบด้วยน้ำเสียงประคบประหงม
“ท่านพี่... ท่านช่วยใจเย็น ๆ ลงก่อนนะเจ้าคะ”
ยูรันปรายสายตามองน้องสาว ตอบกลับเรียบ ๆ หน้านิ่ง
“อืม”
ปึ้ง!
ทันใดนั้น ประตูห้องอาหารก็ถูกผลักเปิดออก! ร่างของ เยวียนชิงเหยา และ เยวียนชิงลู่ เดินก้าวเท้าเข้ามาในห้องอาหารอย่างอ่อนล้า
ทว่า ในพริบตาเดียวที่เห็นผู้เป็นมารดาเดินผ่านประตูเข้ามา... เส้นเลือดที่เคยปูดขึ้นบนใบหน้าและขมับของยูรันก็อันตรธานหายวับไปราวกับไม่เคยมีอยู่จริง! ใบหน้าคมคายพลันแปรเปลี่ยนเป็นความนุ่มนวลและอ่อนโยนในทันใด!
ยูรันรีบยันตัวลุกขึ้นยืน ก้าวเท้าเข้าไปหาเยวียนชิงเหยา ขยับเก้าอี้ให้นางนั่งลงอย่างนอบน้อม ก่อนจะเอ่ยถามด้วยน้ำเสียงนุ่มนวลใส่ใจ
“ท่านแม่... เหนื่อยมั้ย? ท่านนั่งลงก่อน เดี๋ยวข้านวดไหล่ให้”
เยวียนชิงเหยานั่งลงบนเก้าอี้ ปล่อยให้ลูกชายยื่นมือมาช่วยนวดบ่าให้อย่างนุ่มนวล นางถอนหายใจยาวด้วยความรู้สึกผ่อนคลาย เอ่ยขึ้นด้วยน้ำเสียงรู้สึกผิดเล็กน้อย
“แม่ขอโทษนะรันเอ๋อร์... วันนี้การประชุมมันยาวนานกว่าที่คิดเอาไว้มากจริง ๆ”
ยูรันช่วยคลายเส้นบ่าให้มารดา พลางเอ่ยตอบด้วยน้ำเสียงเรียบง่ายและเป็นกันเอง
“ข้าไม่ได้สนใจเรื่องนั้นหรอก... ข้าแค่หวังว่าวันต่อ ๆ ไป ท่านแม่จะไม่พลาดมื้ออาหารกับข้าอีกก็พอ”
เยวียนชิงเหยาฟังคำพูดแสดงความรักและห่วงใยของบุตรชาย ผสานกับสัมผัสการนวดผ่อนคลาย ความเหนื่อยล้าจากการโต้เถียงตลอดทั้งวันพลันเลือนหายไปจนหมดสิ้น! นางอมยิ้มอบอุ่น พยักหน้ารับด้วยความสุขใจ
“อืม... ต่อไปแม่จะไม่พลาดมื้ออาหารกับเจ้าอีกแล้ว”
ขณะเดียวกัน เยวียนชิงลู่ที่ยืนมองอยู่ข้าง ๆ เห็นมารดาโดนนวดจนผ่อนคลาย ร่างบางก็ถอนหายใจยาว เคลื่อนกายขยับเข้าไปใกล้อยูรัน ช้อนสายตามองพี่ชายด้วยความอดอ้อนแกมออ่อนล้า
“ท่านพี่... กอดข้าหน่อยได้ไหมเจ้าคะ? วันนี้ตาแก่พวกนั้นเอาแต่พล่ามเรื่องไร้สาระไม่หยุดเลย”
ยูรันสวมกอดน้องสาวคนโตเข้าสู่อ้อมอกอย่างนุ่มนวล ลูบหลังเอ่ยตอบหน้านิ่ง
“ได้สิ... ถ้าเหนื่อยก็ไม่ต้องไปเข้าหรอก”
เยวียนชิงลู่อบอุ่นหัวใจ ซบหน้าลงกับอกพี่ชายเอ่ยกระซิบเสียงนุ่ม “ขอบคุณเจ้าค่ะ”
หลังจากทักทายกอดอ้อนกันเสร็จ ทุกคนก็ลุยรับประทานอาหารค่ำร่วมกัน เยวียนชิงเหยาจิบชาเบา ๆ หลังมื้ออาหาร ก่อนจะนึกขึ้นได้แล้วเอ่ยถามลูกชายยิ้ม ๆ
“จริงสิ... พี่ใหญ่ไปรับนัดอะไรกับเจ้าเด็กเหวินอวี้เอาไว้ไม่รู้ ว่าพรุ่งนี้เช้าให้มากินข้าวกับเจ้าด้วย... แถมแม่ยินนางเรียกเจ้าว่าพี่ชายจ๋าด้วยนะ”
ยูรันฟังแล้วก็ขมวดคิ้วเล็กน้อย ตอบกลับหน้านิ่งเรียบเฉย
“หืม? ยุ่งยากกว่าที่คิดนะ... แล้วยังไง ข้าต้องกินข้าวเช้ากับท่านแม่ด้วยสิ หลังกินข้าวเสร็จก็พอได้อยู่หรอก”
เยวียนชิงเหยาอมยิ้ม เอ่ยเสนอความคิดขึ้น
“เช่นนั้น ให้สาวใช้ไปแจ้งว่าเปลี่ยนเป็นนัดจิบชาแทนดีไหม?”
ยูรันยักไหล่ตอบเรียบ ๆ “แล้วแต่ท่านแม่เลย”
เยวียนชิงฝูฟังแล้วก็กอดอกทำหน้ามุ่ย เอ่ยท้วงขึ้นด้วยความไม่พอใจ
“หมายความว่า ข้าต้องให้นังเด็กนั่นเรียกพี่ชายจ๋า แล้วปล่อยให้อยู่กับท่านพี่งั้นหรือเจ้าคะ ท่านแม่?!”
เยวียนชิงเหยาหัวเราะเบา ๆ ปรายสายตามองบุตรีคนเล็กแล้วเอ่ยปลอบ
“ดูจากปฏิกิริยาของคนอื่นแล้ว ไม่ได้มีแค่นางหรอก... พรุ่งนี้น่าจะมากันหลายคนเลยล่ะ เจ้าไม่ต้องไปตั้งแง่ใส่พวกนางหรอก ไปสร้างสัมพันธ์ไว้หน่อยก็ดีนะ”
เยวียนชิงฝูถอนหายใจยาว ยอมรับคำมารดาอ้อมแอ้ม “ก็ได้เจ้าค่ะ...”
ยูรันลุกขึ้นยืน จัดเสื้อผ้าให้เรียบร้อย ก่อนเอ่ยบอกกล่าวมารดาด้วยน้ำเสียงผ่อนคลาย
“ในเมื่อเสร็จแล้ว เอาตามที่ท่านแม่สะดวกเลย ข้าไปเล่นไพ่กับตาแก่ละ เดี๋ยวข้ากลับมานะ”
พูดจบ ยูรันก็หมุนตัวก้าวเท้าเดินออกจากห้องอาหารไปในทันที
เยวียนชิงเหยามองตามหลังบุตรชายยิ้ม ๆ ก่อนจะหันไปสั่งการสาวใช้ที่ยืนรอรับใช้ใกล้ ๆ ด้วยน้ำเสียงทรงอำนาจแฝงความนุ่มนวล
“พวกเจ้า... ไปแจ้งแก่ทุกคน รวมถึงเหวินอวี้ด้วยนะ ว่าคุณชายใหญ่ปรารถนาจะร่วมรับประทานอาหารเฉพาะกับบรรดาภรรยาของเขา รวมถึงข้าและบุตรีของข้าเท่านั้น... ให้เปลี่ยนนัดพรุ่งนี้เป็นช่วงหลังมื้ออาหารแทน ให้จัดเป็นงานเลี้ยงจิบชาต้อนรับแทนแล้วกัน”
สาวรับใช้พยักหน้ารับคำสั่งอย่างนอบน้อม ก่อนจะแยกย้ายออกไปแจ้งข่าวสารแก่บรรดารุ่นเยาว์ทุกสายรองตามคำสั่ง
เรือนพักสายรองที่สอง
เยวียนเหวินอวี้ที่เพิ่งได้รับแจ้งข่าวจากสาวใช้ ถึงกับเบิ่งตากว้าง ร้องท้วงขึ้นด้วยสีหน้ามุ่ยงอน
“อะไรนะ?! พี่ชายจ๋าไม่อยากกินข้าวกับข้าหรือเจ้าคะ?!”
สาวใช้รีบเอ่ยอธิบายด้วยรอยยิ้มประคบประหงม
“บ่าวคิดว่าไม่น่าใช่อย่างนั้นนะเจ้าคะ... คุณชายใหญ่เพียงแค่ปรารถนาจะร่วมรับประทานอาหารเฉพาะกับท่านหญิงชิงเหยาและบรรดาฮูหยินของเขาเท่านั้นเองเจ้าค่ะ”
เรือนพักสายรองที่สาม
เยวียนหลิงเฟิง ถอนหายใจยาว ลูบขมับเบา ๆ พลางเอ่ยถามบิดา
“อืม... หรือว่าข้าควรจะลองไปดูดีขอรับ ท่านพ่อ?”
เยวียนจิ้งซาน ปรายสายตามองบุตรชายคนโต เอ่ยตอบด้วยน้ำเสียงสุขุม
“แล้วแต่เจ้า... แต่ข้าไม่แนะนำนักหรอก ดูท่าจิ้งไห่กับจิ้งเทียนก็คงไม่ยอมให้ใครไปเท่าไร แต่พวกนางอาจจะอยากไปเองก็ได้ โดยเฉพาะเหวินอวี้”
เยวียนหลิงซวง เอ่ยขึ้นทันควันด้วยน้ำเสียงแน่วแน่ “ท่านพ่อ... ข้าจะไปเจ้าค่ะ”
เยวียนจิ้งซานพยักหน้ารับเรียบ ๆ “อืม... แม้ว่าข้ากับพี่หญิงชิงเหยาจะมีปัญหาระหว่างกันอยู่บ้าง แต่กับเขาที่ปฏิเสธตำแหน่งผู้สืบทอดไปแล้ว คงไม่ได้เลวร้ายอะไรหรอก... คนที่มีปัญหาจริง ๆ ก็มีแค่จิ้งไห่กับจิ้งเทียนสองคนนั้นเท่านั้น อีกอย่าง มันก็แค่การจิบชายามสายเท่านั้น ไปหน่อยก็ดีเหมือนกัน”
เรือนพักสายรองที่หก
เยวียนเซียนโหย่ว กอดอกก้าวเท้าเดินมาหยุดอยู่ริมระเบียง มองออกไปทางเรือนพักหลักพลางเอ่ยขึ้นเบา ๆ
“ข้าเข้าใจแล้ว... ลูกพี่ลูกน้องผู้นี้ดูท่าจะรักมารดายิ่งกว่าที่พวกเราคิดเอาไว้เสียอีก”
เยวียนเซียนหลิน หันมามองพี่ชายคนโตก่อนเอ่ยถาม
“พี่ใหญ่... ท่านเห็นเป็นเช่นนั้นหรือ?”
เยวียนเซียนโหย่วพยักหน้ารับเรียบ ๆ “อืม...”
เรือนพักสายรองที่เจ็ด
เยวียนจิ้งจือ ผู้นำสายรองที่เจ็ด หันไปมองบรรดาบุตรชายและบุตรีของตน ก่อนเอ่ยถามขึ้นอย่างเรียบง่าย
“พวกเจ้ามีความคิดเห็นว่าอย่างไรกัน?”
เยวียนจือหยวน ขมวดคิ้วเอ่ยตอบเรียบ ๆ “ลูกไม่เห็นว่าจะได้ประโยชน์อันใดเลยขอรับ”
เยวียนจือหลิง ส่ายหน้ายิ้ม ๆ ก่อนแย้งขึ้น “แต่ข้าไม่คิดเช่นนั้นนะเจ้าคะ... ในที่ประชุมก่อนออกมา เหมือนท่านลุงจิ้งเซียนกับท่านอาจิ้งหมิงอยากให้ลูก ๆ ของพวกเขาไปทำความรู้จักกับบุตรชายของท่านป้า แสดงว่าพวกเขาสองคนต้องรู้อะไรมาแน่ ๆ”
เยวียนจิ้งจือพยักหน้ารับ “อืม... จิ้งหมิงเป็นพวกชอบหาข่าวเสียด้วย ก็คงรู้อะไรมานั่นแหละ แล้วเมื่อวานซืนเกิดเหตุอันใดขึ้น พวกเราดันไม่อยู่ รู้ตัวอีกทีก็ถูกเรียกประชุมสภาตระกูลแล้ว”
เยวียนจือหลิงเอ่ยเสริมขึ้นอีก “แล้วอีกอย่างนะเจ้าคะท่านพ่อ... ถ้าไม่ไปแล้วไม่ได้ประโยชน์ก็จริง แต่ถ้าพวกเราไปล่ะเจ้าคะ?”
เยวียนจือหยวนเลิกคิ้วถาม “เจ้าหมายความว่าอย่างไร?”
เยวียนจือหลิงยิ้มเย้า “ท่านพี่ลองคิดดูสิ วันนี้เหวินอวี้ดีใจเป็นพิเศษ แถมยังเผลอเรียกเขาว่าพี่ชายจ๋าด้วย แสดงว่าต้องชอบเขามากแน่ ๆ และอีกอย่าง การไปทำความรู้จักให้สนิทกันไว้ก็ไม่ใช่เรื่องเสียหายสักหน่อย เขาไม่ได้ตั้งใจจะมาแย่งชิงตำแหน่งผู้สืบทอดเสียหน่อย”
เยวียนจิ้งจือลูบเคราหัวเราะเบา ๆ “อืม... มีเหตุผล เอาเถอะ แล้วแต่พวกเจ้าแล้วกัน ข้าคร้านจะไปยุ่งเรื่องการเมืองในสภานัก ไม่รู้เหมือนกันว่าสายพวกเราจะเอาเข้าสภาไปทำไม เอาตามใจพวกเจ้าเลยแล้วกัน”
เรือนพักสายรองที่แปด
เยวียนหมิงเจ๋อ และ เยวียนหมิงฮวน นั่งฟังรายงานจากสาวใช้อยู่เคียงข้าง เยวียนจิ้งหมิง ผู้เป็นบิดา
เยวียนหมิงเจ๋อเอ่ยขึ้นด้วยความนับถือ “เป็นคนกตัญญูและให้ความสำคัญกับครอบครัวมากจริง ๆ... ไม่น่าเล่า ท่านพ่อถึงสั่งให้พวกเราไปสร้างมิตรภาพกับเขา”
เยวียนจิ้งหมิงลูบเคราหัวเราะเบา ๆ “หึ... บุคคลที่รู้จักแยกแยะเรื่องครอบครัวออกจากเรื่องอำนาจในสภาตระกูล ย่อมเป็นผู้ที่น่าคบหาที่สุด พรุ่งนี้ช่วงจิบชา พวกเจ้าก็เตรียมของขวัญพอประมาณติดมือไปด้วยแล้วกัน”
ยามค่ำคืน ณ หอบุบผา
ยูรัน และ เยวียนจ้าวคุน เดินทางมาถึงหอนางโลมประจำเมืองเพื่อตั้งวงเล่นไพ่นกกระจอกตามนัดหมายกับเจ้าของหอ
ทันทีที่ทั้งสองเดินผ่านธรณีประตู เจ้าของหอนางโลมที่รอต้อนรับอยู่แล้วก็คลี่ยิ้มงดงาม ก่อนจะน้อมกายต้อนรับอย่างอ่อนช้อย
“เชิญคุณชายใหญ่กับท่านเจ้าตำหนักเจ้าค่ะ”
ยูรันพยักหน้ารับเบา ๆ ก่อนก้าวเท้าเดินตามนางไปยังห้องรับรองหรูหราห้องเดิมที่เคยใช้นั่งเล่นไพ่ เขาหย่อนกายลงนั่งบนเก้าอี้ ปรายสายตามองเยวียนจ้าวคุนแล้วเอ่ยถามหน้าเฉย
“ตาแก่... นางชื่ออะไรนะ? วันนี้นางมารึเปล่า?”
เยวียนจ้าวคุนถึงกับหันขวับมามองหลานชายด้วยสายตาไม่อยากจะเชื่อ
[ไอ้หมอนี่... เพิ่งผ่านไปแค่วันเดียวก็ลืมชื่อแล้วรึไงกัน!]
“นางชื่อเสิ่นเยียนหรง...” เยวียนจ้าวคุนเอ่ยบอกชื่อออกมา
เจ้าของหอที่ยืนอยู่ข้าง ๆ ก็หัวเราะเบา ๆ เอ่ยตอบแทนขึ้นด้วยน้ำเสียงออดอ้อน
“นางมาเจ้าค่ะคุณชายใหญ่”
ยูรันพยักหน้ารับเรียบ ๆ “อืม งั้นเริ่มเล่นไพ่”
เจ้าของหอคลี่ยิ้มมั่นใจ โบกมือสั่งให้สาวใช้ยกสำรับไพ่นกกระจอกชุดใหม่เอี่ยมอ่อง สลักจากหยกเนื้อดีที่สุดเข้ามาวางบนโต๊ะ
“วันนี้ข้าต้องชนะคุณชายใหญ่อย่างแน่นอนเจ้าค่ะ”
ยูรันปรายสายตามองสำรับหยกประกายวาววับ เลิกคิ้วถามหน้านิ่ง “หืม? ตั้งใจไปซื้อสำรับใหม่มาเอาใจข้าสินะ”
เจ้าของหอหัวเราะเบา ๆ ปัดมือแย้มยิ้ม “ไม่ขนาดนั้นหรอกเจ้าค่ะ”
ว่าแล้ว ทั้งสามคนก็เริ่มกวนไพ่และตั้งวงเล่นไพ่นกกระจอกกันอย่างดุเดือดท่ามกลางบรรยากาศครื้นเครงยามค่ำคืน