คลังนิยายพันธสัญญาแห่งดวงดาว

ตอนเผยแพร่

อ่านนิยาย

ตอนที่ 419 มีแต่คนอื่นเข้ามารังแกข้าทั้งนั้น7,655 ตัวอักษร

ตอนที่ 419 มีแต่คนอื่นเข้ามารังแกข้าทั้งนั้น

หลังจากผ่านไปห้าตา

สาวใช้ซึ่งยืนรินชาอยู่ข้างโต๊ะมองกองแต้มตรงหน้าของยูรัน ก่อนเอ่ยขึ้นด้วยความชื่นชม

“คุณชายใหญ่เก่งกาจจริง ๆ เจ้าค่ะ เมื่อวานก็ชนะรวดถึงสิบห้าตา วันนี้ผ่านมาห้าตาแล้วก็ยังไม่แพ้เลยสักครั้ง”

เจ้าของหอมองไพ่ในมือของตนเอง ก่อนเหลือบมองยูรันซึ่งยังคงหลับตาอยู่ตลอดเวลา ในที่สุดนางก็ทนความสงสัยไม่ไหว

“เอ่อ... ข้าขออนุญาตถามคุณชายสักเรื่องได้ไหมเจ้าคะ?”

ยูรันตอบโดยไม่เงยหน้า

“ว่ามาสิ”

“คุณชายหลับตาอยู่แท้ ๆ เหตุใดจึงรู้ว่าไพ่แต่ละตัวอยู่ตรงไหน แถมยังชนะพวกเราทุกตาเลยล่ะเจ้าคะ?”

ยูรันตอบอย่างไม่ต้องเสียเวลาครุ่นคิด

“เพราะข้าเก่ง”

“……”

เจ้าของหออ้าปากค้าง ส่วนเยวียนจ้าวคุนกลับพ่นลมหายใจออกทางจมูก

“หึ! เจ้าก็แค่ดวงดีเท่านั้นแหละ ตาต่อไปข้าต้องชนะอย่างแน่นอน!”

ยูรันเอียงศีรษะเล็กน้อย

“เมื่อวานท่านก็พูดแบบนี้ครบสิบห้าตา”

ฉึก!

เยวียนจ้าวคุนยกมือขึ้นกุมหน้าอกทันที

“เจ้าไม่พูดสักคำไม่มีใครหาว่าเจ้าเป็นใบ้หรอกนะ!”

ยูรันไม่สนใจเขา เพียงใช้นิ้วหมุนไพ่ในมือเล่นหนึ่งรอบ ก่อนเอ่ยขึ้นอย่างเบื่อหน่าย

“แต่นั่งเล่นกันเพียงสามคนก็น่าเบื่อเกินไป ที่นี่ไม่มีใครเล่นไพ่เป็นอีกแล้วหรือ?”

เจ้าของหอชะงักไปเล็กน้อย ก่อนดวงตาจะเป็นประกายขึ้นมา

“มีเจ้าค่ะ เยียนหรงพอเล่นเป็นอยู่บ้าง เพียงแต่ฝีมือของนางอาจยังไม่ดีนัก”

เยวียนจ้าวคุนซึ่งกำลังยกถ้วยชาขึ้นจิบพลันชะงักค้าง แต่พยายามรักษาสีหน้าให้เป็นปกติราวกับไม่ได้สนใจแม้แต่น้อย

ยูรันปรายตามองเขาครู่หนึ่ง ก่อนหันไปพยักหน้าให้เจ้าของหอ

“อืม เรียกนางมา วงไพ่นกกระจอกก็ควรมีสี่คนถึงจะสนุก”

เจ้าของหอรีบหันไปส่งสัญญาณให้สาวใช้

“ไปตามเยียนหรงขึ้นมา บอกนางว่าคุณชายใหญ่เรียกหา”

“เจ้าค่ะ”

สาวใช้คารวะแล้วรีบเดินออกจากห้องไป

ผ่านไปไม่นาน เสียงฝีเท้าแผ่วเบาก็ดังมาจากทางเดิน เสิ่นเยียนหรงก้าวเข้ามาภายในห้องด้วยท่าทางสำรวม ก่อนประสานมือคารวะคนทั้งสาม

“คารวะคุณชายใหญ่ ท่านเจ้าตำหนัก และท่านเจ้าของหอเจ้าค่ะ”

เยวียนจ้าวคุนพยักหน้าให้นางทันที

“ไม่ต้องมากพิธี นั่งลงเถอะ”

คำตอบซึ่งรวดเร็วจนเกินไปทำให้เจ้าของหอหันไปมองเขาด้วยรอยยิ้มแปลกประหลาด ขณะที่เสิ่นเยียนหรงชะงักไปเล็กน้อย ก่อนเลือกนั่งลงบนเก้าอี้ตัวที่ว่างอยู่ฝั่งตรงข้าม

ยูรันเคาะปลายนิ้วลงบนโต๊ะ

“ได้ยินว่าเจ้าเล่นเป็น”

เสิ่นเยียนหรงตอบอย่างระมัดระวัง

“ข้าพอรู้กฎอยู่บ้างเจ้าค่ะ แต่ไม่อาจเทียบกับพวกท่านได้”

“ไม่เป็นไร ตาแก่เล่นมาตั้งนานก็ยังไม่เคยชนะเหมือนกัน”

“ไอ้หลานเวร!”

เสิ่นเยียนหรงหลุดหัวเราะออกมาเบา ๆ ก่อนรีบยกมือขึ้นปิดปาก ท่าทีซึ่งผ่อนคลายลงชั่วขณะนั้นทำให้เยวียนจ้าวคุนเผลอมองนางนานกว่าปกติ

ไพ่ทั้งสี่ฝั่งถูกกวนใหม่อีกครั้ง

ในช่วงแรก เสิ่นเยียนหรงยังเล่นอย่างติดขัด ทุกครั้งที่จั่วไพ่ขึ้นมา นางมักหยุดคิดอยู่นานก่อนจะตัดสินใจทิ้ง

เยวียนจ้าวคุนซึ่งนั่งอยู่ฝั่งตรงข้ามเริ่มขมวดคิ้ว ก่อนเอ่ยเตือนขึ้นโดยไม่รู้ตัว

“ตัวนั้นไม่ควรทิ้ง เจ้าเก็บเอาไว้ก่อนดีกว่า”

เสิ่นเยียนหรงชะงักมือ

“แต่หากเก็บตัวนี้ไว้ ไพ่ของข้าจะไม่ขาดอีกสองตัวหรือเจ้าคะ?”

“ไม่เป็นไร หากตาถัดไปได้ไผ่ชุดเดียวกัน เจ้าจะต่อไพ่ได้ง่ายกว่า”

“อ้อ... ขอบคุณท่านเจ้าตำหนักเจ้าค่ะ”

เยวียนจ้าวคุนพยักหน้าอย่างพอใจ

“อืม จากนั้นเจ้าก็ระวัง—”

กึก!

ยูรันวางไพ่ในมือลงบนโต๊ะจนเกิดเสียงดัง

“พวกท่านสองคนจะให้ข้าย้ายไปนั่งโต๊ะอื่น แล้วปล่อยให้พวกท่านสอนกันตามลำพังดีไหม?”

เยวียนจ้าวคุนสะดุ้ง ก่อนรีบกระแอมกลบเกลื่อน

“แค่ก ๆ! ข้าเพียงเห็นว่านางยังไม่ชำนาญ จึงช่วยชี้แนะเล็กน้อยเท่านั้น”

ยูรันพยักหน้า

“อืม ข้าเห็นแล้วว่าท่านชี้แนะละเอียดมาก ขนาดไพ่ในมือของตัวเองยังไม่มองเลย”

เจ้าของหอรีบยกมือขึ้นปิดปากกลั้นหัวเราะ ส่วนใบหน้าของเสิ่นเยียนหรงเริ่มแดงระเรื่อขึ้นมา นางจึงก้มหน้าจดจ่อกับไพ่ของตนเองโดยไม่กล้ามองผู้ใดอีก

หลังจากนั้นวงไพ่ก็ดำเนินต่อไป

แม้เยวียนจ้าวคุนจะพยายามเก็บอาการมากขึ้น แต่ทุกครั้งที่เสิ่นเยียนหรงลังเล เขาก็ยังอดเหลือบมองไพ่ของนางไม่ได้ กระทั่งเผลอทิ้งไพ่ตัวที่นางกำลังรอออกมาอย่างพอดิบพอดี

เสิ่นเยียนหรงมองไพ่ตัวนั้นอยู่ครู่หนึ่ง เห็นได้ชัดว่ายังไม่รู้ว่าตนเองสามารถเรียกไพ่ไปต่อชุดได้

ยูรันจึงถอนหายใจ

“เจ้านกกระจอก”

เสิ่นเยียนหรงเงยหน้าขึ้นอย่างงุนงง

“อะไรนะเจ้าคะ?”

ยูรันชี้ไปยังไพ่ที่เยวียนจ้าวคุนเพิ่งทิ้ง

“ไพ่ตัวนั้นเอาไปต่อชุดของเจ้าได้”

เสิ่นเยียนหรงก้มลงตรวจสอบไพ่ของตนเอง ก่อนดวงตาจะเบิกกว้างด้วยความประหลาดใจ

“จริงด้วย...”

นางรีบเรียกไพ่ตัวนั้นมาเปิดชุดของตนเอง ทว่าเพิ่งเล่นต่อไปได้อีกเพียงสามรอบ ยูรันก็วางไพ่ทั้งหมดลงบนโต๊ะอย่างสงบ

“ข้าชนะ”

เสิ่นเยียนหรงมองไพ่ซึ่งขาดอีกเพียงตัวเดียวก็จะครบ ก่อนถอนหายใจออกมาด้วยความเสียดาย

เจ้าของหอหันขวับไปมองเยวียนจ้าวคุน

“ท่านเจ้าตำหนัก ท่านคงไม่ได้จงใจทิ้งให้นางหรอกนะเจ้าคะ?”

เยวียนจ้าวคุนรีบปฏิเสธทันที

“เหลวไหล! ข้าจะทำเช่นนั้นไปทำไมกัน?!”

ยูรันพยักหน้าช้า ๆ

“นั่นสิ ตาแก่เพียงเล่นห่วยเท่านั้น ไม่มีอะไรน่าสงสัยหรอก”

“……”

เยวียนจ้าวคุนกัดฟันกรอด แต่ไม่อาจโต้แย้งโดยไม่ยอมรับว่าตนเองจงใจปล่อยไพ่ให้เสิ่นเยียนหรง

ส่วนเสิ่นเยียนหรงมองไพ่ตรงหน้าอย่างทำอะไรไม่ถูก แม้สุดท้ายจะยังพ่ายแพ้ให้ยูรัน แต่นางย่อมมองออกว่าไพ่ที่เยวียนจ้าวคุนทิ้งเมื่อครู่ช่วยให้นางเกือบชนะตานี้ได้จริง ๆ

นางเงยหน้าขึ้นมองเยวียนจ้าวคุนเล็กน้อย ก่อนกล่าวด้วยน้ำเสียงแผ่วเบา

“ขอบคุณท่านเจ้าตำหนักที่ชี้แนะเจ้าค่ะ”

เยวียนจ้าวคุนยิ้มออกมาโดยไม่รู้ตัว

“เรื่องเล็กน้อยเท่านั้น”

ยูรันเอนหลังพิงพนักเก้าอี้ พลางหมุนไพ่ในมือเล่นอย่างเงียบงัน

เขาไม่ได้เอ่ยถามถึงความรู้สึกของทั้งสอง ไม่ได้กล่าวถึงฉินหลัวซือ และไม่ได้คิดเร่งให้ผู้ใดตัดสินใจ

เพียงหนึ่งวันที่ผ่านมา ยังเร็วเกินกว่าจะบอกได้ว่าเยวียนจ้าวคุนช่วยเหลือนางเพราะความรัก หรือเพียงเพราะความสงสารต่อชะตากรรมที่นางต้องเผชิญ

แต่จากท่าทางของตาแก่ในคืนนี้ อย่างน้อยก็มีบางสิ่งที่น่าสนใจให้เฝ้ามองต่อไป

หลังเล่นต่ออีกหลายตา เสิ่นเยียนหรงจึงลุกขึ้นประสานมือ

“ดึกมากแล้ว ข้ายังต้องลงไปบรรเลงกู่ฉินต่อ ขอตัวก่อนนะเจ้าคะ”

เยวียนจ้าวคุนดูเหมือนอยากเอ่ยรั้ง แต่สุดท้ายกลับเพียงพยักหน้า

“อืม อย่าหักโหมมากนัก”

เสิ่นเยียนหรงชะงักเล็กน้อย ก่อนตอบรับด้วยรอยยิ้มบาง

“ขอบคุณท่านเจ้าตำหนักที่เป็นห่วงเจ้าค่ะ”

นางคารวะทุกคนอีกครั้ง แล้วหมุนตัวเดินออกจากห้องไป

เยวียนจ้าวคุนมองตามแผ่นหลังของนางจนลับสายตา กระทั่งเสียงประตูปิดลง เขาก็ยังไม่ยอมละสายตากลับมา

ยูรันเคาะไพ่ลงบนโต๊ะดังแปะ

“ตาแก่”

“หืม?”

“นางออกไปนานแล้ว ท่านจ้องประตูต่อไปก็ไม่มีอะไรเปลี่ยนแปลงหรอก”

เยวียนจ้าวคุนกระแอม ก่อนรีบหยิบถ้วยชาขึ้นมาดื่มกลบเกลื่อน

“ข้าเพียงกำลังคิดเรื่องอื่นอยู่ต่างหาก”

“อืม ข้าเชื่อก็ได้”

ยูรันลุกขึ้นยืน จัดชายเสื้อของตนเองให้เรียบร้อย

“พอแค่นี้ก่อน พรุ่งนี้ค่อยมาเล่นใหม่”

เยวียนจ้าวคุนเงยหน้าขึ้นทันที

“พรุ่งนี้ยังจะมาอีกหรือ?”

ยูรันเอียงศีรษะเล็กน้อย

“ต้องมาสิ ยังไม่มีใครชนะข้าได้สักคน เหตุใดข้าจะไม่มาเล่า?”

“……”

ยูรันกำลังจะเดินออกจากห้อง ทว่าพลันนึกบางอย่างขึ้นมาได้ จึงหันกลับไปหาเจ้าของหอ

“จริงสิ ยังมีอีกเรื่องหนึ่ง เจ้าของหอ เจ้าไปถามนางให้ข้าหน่อยแล้วกันว่าอยากรักษารอยแผลบนใบหน้าหรือเปล่า”

เจ้าของหอชะงัก ดวงตาเบิกกว้างด้วยความตกใจ

“เอ่อ... รอยแผลของนางรักษาได้จริงหรือเจ้าคะ คุณชาย?”

ยูรันย้อนถามอย่างไม่เข้าใจ

“ทำไมจะไม่ได้?”

เยวียนจ้าวคุนรีบถามขึ้นทันที

“จริงหรือ?”

“จริงสิ”

ยูรันตอบอย่างไม่ใส่ใจ ก่อนหมุนตัวเดินออกจากห้อง

“ข้ากลับก่อนละ พรุ่งนี้หลังมื้อเช้ายังต้องไปพบญาติ ๆ ที่ตาแก่ไปนัดเอาไว้ให้อีก น่ารำคาญจริง”

เขาถอนหายใจยาว ก่อนกล่าวทิ้งท้าย

“หวังว่าจะมีไอ้โง่สักคนเข้ามาหาเรื่องข้า จะได้มีอะไรสนุก ๆ ทำบ้างนะ”

เยวียนจ้าวคุนรีบเอ่ยรั้งหลานชายเอาไว้

“เดี๋ยวก่อน เจ้าไม่ได้คิดจะไปหาเรื่องบรรดาลูกพี่ลูกน้องของเจ้าหรอกนะ?”

เขาครุ่นคิดเล็กน้อย ก่อนกล่าวเสริม

“มีอยู่คนหนึ่ง นางชื่อเหวินอวี้ ดูเหมือนจะชื่นชอบเจ้ามาก อย่าไปแกล้งนางเข้าล่ะ เมื่อวานนางถึงกับเรียกเจ้าว่าพี่ชายจ๋ากลางที่ประชุมเลยนะ”

ฝีเท้าของยูรันหยุดลงทันที เขาหันกลับมาด้วยสีหน้าไม่อยากเชื่อ

“พี่ชายจ๋า? ไม่น่าเป็นไปได้นะ แล้วนางจะมาชอบข้าทำไม?”

เยวียนจ้าวคุนพยักหน้ายืนยัน

“เป็นเรื่องจริง นางตะโกนออกมาเสียเสียงดังจนทุกคนในสภาได้ยินกันหมด”

ยูรันเอียงศีรษะเล็กน้อย

“แล้วนางเป็นใคร?”

“เจ้าจำคนที่ถูกเจ้าอัดเมื่อสองวันก่อนได้หรือไม่?”

“จำได้”

“เหวินอวี้เป็นน้องสาวของเจ้านั่น นางคือบุตรีคนเล็กของเยวียนจิ้งไห่ ปีนี้อายุสิบห้าปี”

ยูรันพยักหน้าอย่างเข้าใจ

“อ้อ หมายความว่าตาแก่อยากให้ข้าเอ็นดูนางสินะ”

เยวียนจ้าวคุนรีบแก้คำ

“ข้าเพียงบอกว่าอย่ารังแกนางก็พอ!”

ยูรันยิ่งมีสีหน้าไม่เข้าใจ

“ท่านเคยเห็นข้ารังแกใครที่ไหนกัน? มีแต่คนอื่นเข้ามารังแกข้าทั้งนั้น”

“……”

เยวียนจ้าวคุนอ้าปากค้าง แต่กลับหาคำโต้แย้งไม่ออก

[อืม... ก็จริง มีแต่คนอื่นที่วิ่งเข้ามาหาเรื่องมันเอง]