ตอนที่ 420
ยูรันเดินทางกลับมาถึงตำหนัก
ทันทีที่เขาก้าวผ่านประตูเข้ามา สาวใช้คนหนึ่งก็รีบวิ่งหน้าตื่นเข้ามาหา
“คุณชายใหญ่ รีบไปดูคุณหนูเล็กหน่อยเถอะเจ้าค่ะ! คุณหนูเอาแต่นอนดิ้นไปดิ้นมาอยู่บนพื้น บอกว่าอย่างไรคืนนี้ก็จะนอนกับคุณชายใหญ่ให้ได้เจ้าค่ะ!”
“……”
ยูรันถอนหายใจยาวเหยียด
“เฮ้อออออ... เข้าใจแล้ว นางอยู่ที่ไหน?”
สาวใช้รีบนำทางเขาไปยังระเบียงหน้าเรือนพักแห่งหนึ่ง เมื่อมาถึง ยูรันก็เห็นเยวียนชิงฝูกำลังนอนดิ้นไปดิ้นมาอยู่บนพื้นด้วยความงอแงราวกับเด็กน้อย
เยวียนชิงลู่ซึ่งยืนอยู่ข้างกันตวาดขึ้นด้วยความเหลืออด
“ชิงฝู ลุกขึ้นเดี๋ยวนี้! เลิกงอแงได้แล้ว!”
นางยกมือขึ้นปิดหน้าด้วยความอับอาย บริเวณนี้มีสาวใช้กับคนในตำหนักเดินผ่านไปมาตลอดเวลา จนนางแทบอยากแทรกแผ่นดินหนีหายไปเสียตรงนั้น
สุ่ยหลานอิงพยายามเอ่ยเกลี้ยกล่อมอย่างลำบากใจ
“เอ่อ... พี่หญิง ข้าคิดว่าทำเช่นนี้คงไม่ค่อยดีเท่าไรนะเจ้าคะ ประเดี๋ยวท่านพี่จะลำบากใจเอา”
เยวียนชิงฝูหยุดดิ้น ก่อนตะโกนตอบทีละคำอย่างดื้อรั้น
“ข้า! ไม่! สน!”
นางทุบมือลงบนพื้น ก่อนประกาศเสียงดังลั่น
“คืนนี้ข้าจะนอนกับพี่ชายของข้าให้ได้!”
สาวใช้ซึ่งนำทางยูรันมาเอ่ยเตือนด้วยน้ำเสียงกระอักกระอ่วน
“เอ่อ... คุณหนูเจ้าคะ คุณชายใหญ่มายืนมองคุณหนูอยู่พักหนึ่งแล้วนะเจ้าคะ”
เยวียนชิงฝูชะงักกึก ก่อนหันขวับไปมองยูรัน
“แล้วเหตุใดจึงไม่รีบบอกข้าเล่า!”
นางรีบลุกพรวดขึ้นจากพื้น ก่อนวิ่งตรงเข้าไปสวมกอดเขาทันที
ยูรันยกมือขึ้นลูบศีรษะน้องสาว
“ว่าอย่างไร เจ้าเด็กแสบ?”
เยวียนชิงฝูเงยหน้าขึ้นมองเขาด้วยแววตาออดอ้อน
“คืนนี้ข้าขอนอนกับท่านพี่นะเจ้าคะ”
“ไม่ได้ ข้ามีนัดแล้ว คืนนี้ข้าจะนอนกับชิงถาน”
เยวียนชิงฝูเม้มริมฝีปาก ดวงตาเริ่มมีน้ำใส ๆ คลออยู่ราวกับพร้อมจะร้องไห้ออกมาได้ทุกเมื่อ
“ท่านพี่จะทิ้งข้าให้นอนอยู่คนเดียวหรือเจ้าคะ?”
ยูรันเหลือบมองเยวียนชิงลู่ซึ่งยังยืนอยู่ไม่ไกล
“ชิงลู่ก็อยู่ที่นี่ไม่ใช่หรือ?”
เยวียนชิงฝูส่ายหน้าแรง ๆ
“ไม่เหมือนกัน!”
ยูรันตอบด้วยน้ำเสียงหนักแน่นโดยไม่เปิดโอกาสให้นางอ้อนต่อ
“ไม่ได้ก็คือไม่ได้ ไม่มีแต่”
“อึก...”
เสียงสะอื้นเริ่มดังลอดออกมาจากลำคอของเยวียนชิงฝู
เยวียนชิงลู่มองน้องสาวสลับกับพี่ชาย ก่อนพยายามเอ่ยแทรกอย่างกระอักกระอ่วน
“เอ่อ... คือว่า...”
ยูรันกล่าวขึ้นด้วยน้ำเสียงเรียบเฉย
“ถ้าเจ้าร้องไห้ ต่อไปก็จะไม่มีครั้งหน้าอีก”
เสียงสะอื้นของเยวียนชิงฝูหายไปในทันทีราวกับไม่เคยเกิดขึ้นมาก่อน
นางเม้มริมฝีปาก ก่อนตอบอย่างน้อยอกน้อยใจ
“คืนนี้ข้านอนคนเดียวก็ได้เจ้าค่ะ”
ยูรันถอนหายใจ ก่อนลูบศีรษะนางเบา ๆ
“ไม่ต้องนอนคนเดียว เจ้าไปนอนกับชิงลู่ก็แล้วกัน เดี๋ยวข้ากล่อมเจ้าจนหลับ ดีหรือไม่?”
เยวียนชิงฝูพยักหน้าอย่างว่าง่าย
“ก็ได้เจ้าค่ะ”
ยูรันหันไปเรียกสองพี่น้องซึ่งยืนอยู่ข้างกัน
“อิงอิง ซีซี”
สุ่ยหลานอิงกับสุ่ยหลานซีขานรับพร้อมกัน
“เจ้าค่ะ”
“พวกเจ้าก็ไปพักผ่อนได้แล้ว พรุ่งนี้ช่วงบ่ายค่อยออกไปข้างนอกกับข้าก็แล้วกัน”
ดวงตาของสองพี่น้องพลันเป็นประกายขึ้นมาทันที
“เจ้าค่ะ!”
ทั้งสองคารวะยูรัน ก่อนจูงมือกันเดินกลับไปยังเรือนพักด้วยสีหน้าเบิกบาน
ยูรันหันกลับมาหาน้องสาวทั้งสอง
“พวกเราก็ไปกันได้แล้ว”
กล่าวจบ เขาก็พาเยวียนชิงฝูกับเยวียนชิงลู่กลับไปยังห้องพัก
ภายในห้องพัก เยวียนชิงฝูนอนลงข้างพี่สาว ก่อนเงยหน้าขึ้นถามยูรันด้วยความคาดหวัง
“ท่านพี่จะเล่านิทานให้ข้าฟังหรือเปล่าเจ้าคะ?”
ยูรันตอบโดยไม่ต้องคิด
“ไม่ ข้าเกลียดนิทาน”
เยวียนชิงฝูกะพริบตาปริบ ๆ ก่อนถามต่อ
“แล้วท่านพี่จะกล่อมข้านอนอย่างไรเจ้าคะ?”
“ข้าจะร้องเพลงสบาย ๆ ให้เจ้าฟังก็แล้วกัน”
ดวงตาของเยวียนชิงฝูเป็นประกายขึ้นมาทันที
“ท่านพี่ร้องเพลงเป็นด้วยหรือเจ้าคะ?”
“ไม่เป็น”
“เอ่อ...”
ยูรันยกมือขึ้นลูบศีรษะนาง ก่อนกล่าวอย่างมั่นใจ
“เชื่อข้าเถอะ เจ้าหลับแน่นอน”
จากนั้นเขาก็เริ่มร้องบทเพลงท่วงทำนองผ่อนคลายออกมาอย่างแผ่วเบา เสียงร้องนุ่มนวลดังกังวานไปทั่วห้อง ชวนให้จิตใจของผู้ฟังค่อย ๆ สงบลงโดยไม่รู้ตัว
เยวียนชิงฝูเบิกตากว้างด้วยความประหลาดใจ
“ว้าว... แม้แต่การร้องเพลง ท่านพี่ก็ยังร้องได้ไพเราะมากเลยเจ้าค่ะ”
เยวียนชิงลู่หลับตาลงช้า ๆ
[ท่านพี่...]
เพียงไม่นาน สติของนางก็ค่อย ๆ เคลิบเคลิ้ม ก่อนเข้าสู่ห้วงนิทราไปพร้อมกับเสียงเพลง
เยวียนชิงฝูเองตั้งใจว่าจะฟังให้จบทั้งเพลง ทว่าท่วงทำนองนั้นกลับไพเราะและผ่อนคลายเกินไป รู้ตัวอีกทีเปลือกตาของนางก็ปิดลง และหลับสนิทไปตั้งแต่เมื่อใดไม่รู้
เมื่อเห็นน้องสาวทั้งสองหลับแล้ว ยูรันจึงหยุดร้องเพลง เขาดึงผ้าห่มขึ้นมาคลุมให้ทั้งคู่ ก่อนก้มลงจุมพิตหน้าผากของพวกนางเบา ๆ คนละครั้ง
เมื่อยูรันกลับมาถึงห้องพัก ลู่ชิงถานซึ่งรออยู่ด้านในก็เดินเข้ามาสวมกอดเขาจากทางด้านหลัง
ยูรันยกมือขึ้นแตะแขนของนางเบา ๆ
“รอนานหรือเปล่า?”
ลู่ชิงถานส่ายหน้า
“ไม่เจ้าค่ะ”
“วันนี้เหนื่อยหรือเปล่า?”
“ไม่เหนื่อยเจ้าค่ะ ท่านพี่คอยดูแลพวกเราผ่านอาหารทุกมื้ออยู่แล้ว เหตุผลที่ท่านให้พวกเรามากินข้าวพร้อมหน้ากันครบทั้งสามมื้อ ก็เพราะต้องการคอยสังเกตพวกเราไม่ใช่หรือเจ้าคะ?”
นางคลี่ยิ้มบาง ก่อนกล่าวต่อ
“อีกทั้งอาหารของท่านยังช่วยขจัดความเหนื่อยล้าได้อีก แล้วข้าจะเหนื่อยได้อย่างไรกัน?”
“ถ้าเช่นนั้นก็ดีแล้ว”
ยูรันอุ้มช้อนร่างของนางขึ้น ก่อนวางลงบนเตียงอย่างแผ่วเบา แล้วจึงนั่งลงเคียงข้าง
ลู่ชิงถานกลับเป็นฝ่ายถามเขาบ้าง
“ข้าต่างหากที่ต้องถามท่าน ท่านพี่ห่วงใยและคอยดูแลทุกคนถึงเพียงนี้ ท่านไม่เหนื่อยบ้างหรือเจ้าคะ?”
“ข้าไม่เคยเหนื่อยเลยสักครั้ง”
ลู่ชิงถานเม้มริมฝีปาก ก่อนกล่าวอย่างเป็นกังวล
“หากต่อไปภรรยาของท่านมีมากกว่านี้ ข้ากลัวว่าท่านจะต้องเหนื่อยมากกว่าเดิม พวกเราเองจึงพยายามกันอย่างเต็มที่ พี่หญิงซู ซินเยวี่ย น้องหญิงเสวี่ยหนิง แม้แต่พี่หญิงโม่ก็ยังตั้งใจอ่านตำราอย่างหนัก”
ยูรันพยักหน้าเล็กน้อย
“ข้ารู้”
ลู่ชิงถานเงียบไปครู่หนึ่ง ก่อนรวบรวมความกล้าเอ่ยถาม
“ท่านพี่ ข้ารู้ว่าท่านไม่ชอบกล่าวคำว่ารักกับผู้ใด ถ้าเช่นนั้นเปลี่ยนเป็นพยักหน้าตอบแทนได้หรือไม่เจ้าคะ?”
ยูรันเหลือบมองนาง
“เจ้าช่างหาช่องโหว่จนได้สินะ... ก็ได้”
ลู่ชิงถานคลี่ยิ้มออกมา
“ข้าเรียนรู้มาจากท่านพี่นั่นแหละเจ้าค่ะ”
นางสบตากับเขาโดยไม่หลบเลี่ยง
“ท่านรักข้าหรือเปล่า?”
ยูรันพยักหน้าตอบอย่างเรียบง่าย
ดวงตาของลู่ชิงถานสั่นไหวเล็กน้อย ก่อนรอยยิ้มอ่อนโยนจะปรากฏขึ้นบนใบหน้า
“ท่านไม่เหมือนผู้ใด ไม่สิ... ท่านไม่เหมือนบุรุษคนใดที่ข้าเคยพบ ท่านไม่โลภ ไม่ลุ่มหลง และไม่เคยยึดติดกับความแค้น ภายในใจของท่านมีเพียงความเมตตากรุณา”
“แม้แต่ตอนที่ช่วยข้าเอาไว้ ท่านก็ไม่เคยเรียกร้องสิ่งใดตอบแทน มีเพียงคำขอเล็ก ๆ น้อย ๆ เพื่อความบันเทิงของตนเองเท่านั้น”
นางก้มหน้าลงเล็กน้อย
“นั่นกลับยิ่งทำให้ข้ารู้สึกผิด เพราะเหตุนี้แหละเจ้าค่ะ...”
ยูรันเอียงศีรษะ
“หืม?”
ลู่ชิงถานเงยหน้าขึ้นอีกครั้ง ก่อนกล่าวออกมาตรง ๆ
“ข้ารักท่านพี่”
สิ้นคำ นางก็ยกแขนขึ้นคล้องลำคอของเขา ก่อนโน้มตัวเข้าไปจุมพิตริมฝีปาก พร้อมกับสะบัดมือกางม่านพลังปิดกั้นเสียงรอบห้อง
จุมพิตนั้นดำเนินอยู่เนิ่นนาน กระทั่งลู่ชิงถานยอมผละออกด้วยลมหายใจติดขัด
ยูรันมองนางอยู่ครู่หนึ่ง ก่อนกล่าวอย่างทอดถอนใจ
“รอบตัวข้ามีแต่คนแปลก ๆ ทั้งนั้น ชอบเป็นฝ่ายรุกเข้าหาข้าอยู่เรื่อย”
ลู่ชิงถานตอบโดยไม่ยอมปล่อยแขนจากลำคอของเขา
“ก็ท่านไม่ยอมลงมือก่อนสักทีนี่เจ้าคะ”
“ข้าไม่ชอบเป็นฝ่ายลงมือ ประเดี๋ยวจะถูกกล่าวหาว่าเป็นพวกหื่นกาม”
ลู่ชิงถานหัวเราะเบา ๆ
“แต่หากท่านยังไม่ยอมทำอะไรเลย ท่านอาจถูกกล่าวหาว่าเป็นบุรุษไม่เอาไหนแทนนะเจ้าคะ”
ยูรันเลิกคิ้ว
“แล้วเจ้าชอบแบบไหนมากกว่ากันเล่า?”
ลู่ชิงถานตอบทันทีโดยไม่ต้องคิด
“อย่างหลังเจ้าค่ะ”
กล่าวจบ นางก็โน้มตัวเข้าไปจุมพิตเขาอีกครั้ง มือเรียวค่อย ๆ ปลดเสื้อผ้าของตนเองออก ก่อนที่ทั้งสองจะใช้ค่ำคืนนั้นหลับนอนร่วมกัน
รุ่งเช้า
ลู่ชิงถานขยับตัวเล็กน้อย ก่อนครางออกมาด้วยความเมื่อยล้า
“อึก... ท่านพี่ ท่านป่าเถื่อนเกินไปแล้ว ข้าได้ยินไป๋หลิงเตือนให้เตรียมตัวเอาไว้ แต่ไม่คิดเลยว่าจะถึงขนาดนี้”
ยูรันมองนางด้วยสีหน้าเรียบเฉย
“เรื่องใดก็ตามที่เกี่ยวข้องกับข้า เจ้าไม่ควรคิดเผื่อเอาไว้ก่อนหรือว่ามันจะเกินกว่าที่คาดเสมอ?”
ลู่ชิงถานแค่นเสียงเบา ๆ
“ชิ”
ยูรันเลิกคิ้ว
“ทำไม ไม่พอใจหรือ? หรือว่าอยากจะต่ออีกรอบ?”
ลู่ชิงถานรีบส่ายหน้าทันที
“ไม่เอาแล้วเจ้าค่ะ ข้าขอพักก่อน เมื่อคืนนี้มีที่ใดภายในห้องบ้างที่ท่านพี่ไม่ได้สยบข้ากัน?”
นางทำแก้มพอง ก่อนพึมพำอย่างน้อยอกน้อยใจ
“ป่าเถื่อนที่สุด ข้าจะเอาเรื่องนี้ไปฟ้องไป๋หลิง”
ยูรันยกมือขึ้นส่งปราณเข้าสู่ร่างของนาง ไม่นานอาการปวดเมื่อยและความเหนื่อยล้าทั้งหมดก็สลายหายไป
“เอาละ เลิกบ่นได้แล้ว ลุกขึ้นเถอะ พวกเราไปทำอาหารเช้ากัน”
เมื่อลองขยับร่างกายแล้วพบว่าไม่หลงเหลือความเมื่อยล้า ลู่ชิงถานก็คลี่ยิ้มออกมาทันที
“ฮี่ ๆ”
นางลุกขึ้นคล้องแขนยูรัน ก่อนเดินออกจากห้องไปทำอาหารเช้าด้วยกัน