คลังนิยายพันธสัญญาแห่งดวงดาว

ตอนเผยแพร่

อ่านนิยาย

ตอนที่ 4207,530 ตัวอักษร

ตอนที่ 420

ยูรันเดินทางกลับมาถึงตำหนัก

ทันทีที่เขาก้าวผ่านประตูเข้ามา สาวใช้คนหนึ่งก็รีบวิ่งหน้าตื่นเข้ามาหา

“คุณชายใหญ่ รีบไปดูคุณหนูเล็กหน่อยเถอะเจ้าค่ะ! คุณหนูเอาแต่นอนดิ้นไปดิ้นมาอยู่บนพื้น บอกว่าอย่างไรคืนนี้ก็จะนอนกับคุณชายใหญ่ให้ได้เจ้าค่ะ!”

“……”

ยูรันถอนหายใจยาวเหยียด

“เฮ้อออออ... เข้าใจแล้ว นางอยู่ที่ไหน?”

สาวใช้รีบนำทางเขาไปยังระเบียงหน้าเรือนพักแห่งหนึ่ง เมื่อมาถึง ยูรันก็เห็นเยวียนชิงฝูกำลังนอนดิ้นไปดิ้นมาอยู่บนพื้นด้วยความงอแงราวกับเด็กน้อย

เยวียนชิงลู่ซึ่งยืนอยู่ข้างกันตวาดขึ้นด้วยความเหลืออด

“ชิงฝู ลุกขึ้นเดี๋ยวนี้! เลิกงอแงได้แล้ว!”

นางยกมือขึ้นปิดหน้าด้วยความอับอาย บริเวณนี้มีสาวใช้กับคนในตำหนักเดินผ่านไปมาตลอดเวลา จนนางแทบอยากแทรกแผ่นดินหนีหายไปเสียตรงนั้น

สุ่ยหลานอิงพยายามเอ่ยเกลี้ยกล่อมอย่างลำบากใจ

“เอ่อ... พี่หญิง ข้าคิดว่าทำเช่นนี้คงไม่ค่อยดีเท่าไรนะเจ้าคะ ประเดี๋ยวท่านพี่จะลำบากใจเอา”

เยวียนชิงฝูหยุดดิ้น ก่อนตะโกนตอบทีละคำอย่างดื้อรั้น

“ข้า! ไม่! สน!”

นางทุบมือลงบนพื้น ก่อนประกาศเสียงดังลั่น

“คืนนี้ข้าจะนอนกับพี่ชายของข้าให้ได้!”

สาวใช้ซึ่งนำทางยูรันมาเอ่ยเตือนด้วยน้ำเสียงกระอักกระอ่วน

“เอ่อ... คุณหนูเจ้าคะ คุณชายใหญ่มายืนมองคุณหนูอยู่พักหนึ่งแล้วนะเจ้าคะ”

เยวียนชิงฝูชะงักกึก ก่อนหันขวับไปมองยูรัน

“แล้วเหตุใดจึงไม่รีบบอกข้าเล่า!”

นางรีบลุกพรวดขึ้นจากพื้น ก่อนวิ่งตรงเข้าไปสวมกอดเขาทันที

ยูรันยกมือขึ้นลูบศีรษะน้องสาว

“ว่าอย่างไร เจ้าเด็กแสบ?”

เยวียนชิงฝูเงยหน้าขึ้นมองเขาด้วยแววตาออดอ้อน

“คืนนี้ข้าขอนอนกับท่านพี่นะเจ้าคะ”

“ไม่ได้ ข้ามีนัดแล้ว คืนนี้ข้าจะนอนกับชิงถาน”

เยวียนชิงฝูเม้มริมฝีปาก ดวงตาเริ่มมีน้ำใส ๆ คลออยู่ราวกับพร้อมจะร้องไห้ออกมาได้ทุกเมื่อ

“ท่านพี่จะทิ้งข้าให้นอนอยู่คนเดียวหรือเจ้าคะ?”

ยูรันเหลือบมองเยวียนชิงลู่ซึ่งยังยืนอยู่ไม่ไกล

“ชิงลู่ก็อยู่ที่นี่ไม่ใช่หรือ?”

เยวียนชิงฝูส่ายหน้าแรง ๆ

“ไม่เหมือนกัน!”

ยูรันตอบด้วยน้ำเสียงหนักแน่นโดยไม่เปิดโอกาสให้นางอ้อนต่อ

“ไม่ได้ก็คือไม่ได้ ไม่มีแต่”

“อึก...”

เสียงสะอื้นเริ่มดังลอดออกมาจากลำคอของเยวียนชิงฝู

เยวียนชิงลู่มองน้องสาวสลับกับพี่ชาย ก่อนพยายามเอ่ยแทรกอย่างกระอักกระอ่วน

“เอ่อ... คือว่า...”

ยูรันกล่าวขึ้นด้วยน้ำเสียงเรียบเฉย

“ถ้าเจ้าร้องไห้ ต่อไปก็จะไม่มีครั้งหน้าอีก”

เสียงสะอื้นของเยวียนชิงฝูหายไปในทันทีราวกับไม่เคยเกิดขึ้นมาก่อน

นางเม้มริมฝีปาก ก่อนตอบอย่างน้อยอกน้อยใจ

“คืนนี้ข้านอนคนเดียวก็ได้เจ้าค่ะ”

ยูรันถอนหายใจ ก่อนลูบศีรษะนางเบา ๆ

“ไม่ต้องนอนคนเดียว เจ้าไปนอนกับชิงลู่ก็แล้วกัน เดี๋ยวข้ากล่อมเจ้าจนหลับ ดีหรือไม่?”

เยวียนชิงฝูพยักหน้าอย่างว่าง่าย

“ก็ได้เจ้าค่ะ”

ยูรันหันไปเรียกสองพี่น้องซึ่งยืนอยู่ข้างกัน

“อิงอิง ซีซี”

สุ่ยหลานอิงกับสุ่ยหลานซีขานรับพร้อมกัน

“เจ้าค่ะ”

“พวกเจ้าก็ไปพักผ่อนได้แล้ว พรุ่งนี้ช่วงบ่ายค่อยออกไปข้างนอกกับข้าก็แล้วกัน”

ดวงตาของสองพี่น้องพลันเป็นประกายขึ้นมาทันที

“เจ้าค่ะ!”

ทั้งสองคารวะยูรัน ก่อนจูงมือกันเดินกลับไปยังเรือนพักด้วยสีหน้าเบิกบาน

ยูรันหันกลับมาหาน้องสาวทั้งสอง

“พวกเราก็ไปกันได้แล้ว”

กล่าวจบ เขาก็พาเยวียนชิงฝูกับเยวียนชิงลู่กลับไปยังห้องพัก

ภายในห้องพัก เยวียนชิงฝูนอนลงข้างพี่สาว ก่อนเงยหน้าขึ้นถามยูรันด้วยความคาดหวัง

“ท่านพี่จะเล่านิทานให้ข้าฟังหรือเปล่าเจ้าคะ?”

ยูรันตอบโดยไม่ต้องคิด

“ไม่ ข้าเกลียดนิทาน”

เยวียนชิงฝูกะพริบตาปริบ ๆ ก่อนถามต่อ

“แล้วท่านพี่จะกล่อมข้านอนอย่างไรเจ้าคะ?”

“ข้าจะร้องเพลงสบาย ๆ ให้เจ้าฟังก็แล้วกัน”

ดวงตาของเยวียนชิงฝูเป็นประกายขึ้นมาทันที

“ท่านพี่ร้องเพลงเป็นด้วยหรือเจ้าคะ?”

“ไม่เป็น”

“เอ่อ...”

ยูรันยกมือขึ้นลูบศีรษะนาง ก่อนกล่าวอย่างมั่นใจ

“เชื่อข้าเถอะ เจ้าหลับแน่นอน”

จากนั้นเขาก็เริ่มร้องบทเพลงท่วงทำนองผ่อนคลายออกมาอย่างแผ่วเบา เสียงร้องนุ่มนวลดังกังวานไปทั่วห้อง ชวนให้จิตใจของผู้ฟังค่อย ๆ สงบลงโดยไม่รู้ตัว

เยวียนชิงฝูเบิกตากว้างด้วยความประหลาดใจ

“ว้าว... แม้แต่การร้องเพลง ท่านพี่ก็ยังร้องได้ไพเราะมากเลยเจ้าค่ะ”

เยวียนชิงลู่หลับตาลงช้า ๆ

[ท่านพี่...]

เพียงไม่นาน สติของนางก็ค่อย ๆ เคลิบเคลิ้ม ก่อนเข้าสู่ห้วงนิทราไปพร้อมกับเสียงเพลง

เยวียนชิงฝูเองตั้งใจว่าจะฟังให้จบทั้งเพลง ทว่าท่วงทำนองนั้นกลับไพเราะและผ่อนคลายเกินไป รู้ตัวอีกทีเปลือกตาของนางก็ปิดลง และหลับสนิทไปตั้งแต่เมื่อใดไม่รู้

เมื่อเห็นน้องสาวทั้งสองหลับแล้ว ยูรันจึงหยุดร้องเพลง เขาดึงผ้าห่มขึ้นมาคลุมให้ทั้งคู่ ก่อนก้มลงจุมพิตหน้าผากของพวกนางเบา ๆ คนละครั้ง

เมื่อยูรันกลับมาถึงห้องพัก ลู่ชิงถานซึ่งรออยู่ด้านในก็เดินเข้ามาสวมกอดเขาจากทางด้านหลัง

ยูรันยกมือขึ้นแตะแขนของนางเบา ๆ

“รอนานหรือเปล่า?”

ลู่ชิงถานส่ายหน้า

“ไม่เจ้าค่ะ”

“วันนี้เหนื่อยหรือเปล่า?”

“ไม่เหนื่อยเจ้าค่ะ ท่านพี่คอยดูแลพวกเราผ่านอาหารทุกมื้ออยู่แล้ว เหตุผลที่ท่านให้พวกเรามากินข้าวพร้อมหน้ากันครบทั้งสามมื้อ ก็เพราะต้องการคอยสังเกตพวกเราไม่ใช่หรือเจ้าคะ?”

นางคลี่ยิ้มบาง ก่อนกล่าวต่อ

“อีกทั้งอาหารของท่านยังช่วยขจัดความเหนื่อยล้าได้อีก แล้วข้าจะเหนื่อยได้อย่างไรกัน?”

“ถ้าเช่นนั้นก็ดีแล้ว”

ยูรันอุ้มช้อนร่างของนางขึ้น ก่อนวางลงบนเตียงอย่างแผ่วเบา แล้วจึงนั่งลงเคียงข้าง

ลู่ชิงถานกลับเป็นฝ่ายถามเขาบ้าง

“ข้าต่างหากที่ต้องถามท่าน ท่านพี่ห่วงใยและคอยดูแลทุกคนถึงเพียงนี้ ท่านไม่เหนื่อยบ้างหรือเจ้าคะ?”

“ข้าไม่เคยเหนื่อยเลยสักครั้ง”

ลู่ชิงถานเม้มริมฝีปาก ก่อนกล่าวอย่างเป็นกังวล

“หากต่อไปภรรยาของท่านมีมากกว่านี้ ข้ากลัวว่าท่านจะต้องเหนื่อยมากกว่าเดิม พวกเราเองจึงพยายามกันอย่างเต็มที่ พี่หญิงซู ซินเยวี่ย น้องหญิงเสวี่ยหนิง แม้แต่พี่หญิงโม่ก็ยังตั้งใจอ่านตำราอย่างหนัก”

ยูรันพยักหน้าเล็กน้อย

“ข้ารู้”

ลู่ชิงถานเงียบไปครู่หนึ่ง ก่อนรวบรวมความกล้าเอ่ยถาม

“ท่านพี่ ข้ารู้ว่าท่านไม่ชอบกล่าวคำว่ารักกับผู้ใด ถ้าเช่นนั้นเปลี่ยนเป็นพยักหน้าตอบแทนได้หรือไม่เจ้าคะ?”

ยูรันเหลือบมองนาง

“เจ้าช่างหาช่องโหว่จนได้สินะ... ก็ได้”

ลู่ชิงถานคลี่ยิ้มออกมา

“ข้าเรียนรู้มาจากท่านพี่นั่นแหละเจ้าค่ะ”

นางสบตากับเขาโดยไม่หลบเลี่ยง

“ท่านรักข้าหรือเปล่า?”

ยูรันพยักหน้าตอบอย่างเรียบง่าย

ดวงตาของลู่ชิงถานสั่นไหวเล็กน้อย ก่อนรอยยิ้มอ่อนโยนจะปรากฏขึ้นบนใบหน้า

“ท่านไม่เหมือนผู้ใด ไม่สิ... ท่านไม่เหมือนบุรุษคนใดที่ข้าเคยพบ ท่านไม่โลภ ไม่ลุ่มหลง และไม่เคยยึดติดกับความแค้น ภายในใจของท่านมีเพียงความเมตตากรุณา”

“แม้แต่ตอนที่ช่วยข้าเอาไว้ ท่านก็ไม่เคยเรียกร้องสิ่งใดตอบแทน มีเพียงคำขอเล็ก ๆ น้อย ๆ เพื่อความบันเทิงของตนเองเท่านั้น”

นางก้มหน้าลงเล็กน้อย

“นั่นกลับยิ่งทำให้ข้ารู้สึกผิด เพราะเหตุนี้แหละเจ้าค่ะ...”

ยูรันเอียงศีรษะ

“หืม?”

ลู่ชิงถานเงยหน้าขึ้นอีกครั้ง ก่อนกล่าวออกมาตรง ๆ

“ข้ารักท่านพี่”

สิ้นคำ นางก็ยกแขนขึ้นคล้องลำคอของเขา ก่อนโน้มตัวเข้าไปจุมพิตริมฝีปาก พร้อมกับสะบัดมือกางม่านพลังปิดกั้นเสียงรอบห้อง

จุมพิตนั้นดำเนินอยู่เนิ่นนาน กระทั่งลู่ชิงถานยอมผละออกด้วยลมหายใจติดขัด

ยูรันมองนางอยู่ครู่หนึ่ง ก่อนกล่าวอย่างทอดถอนใจ

“รอบตัวข้ามีแต่คนแปลก ๆ ทั้งนั้น ชอบเป็นฝ่ายรุกเข้าหาข้าอยู่เรื่อย”

ลู่ชิงถานตอบโดยไม่ยอมปล่อยแขนจากลำคอของเขา

“ก็ท่านไม่ยอมลงมือก่อนสักทีนี่เจ้าคะ”

“ข้าไม่ชอบเป็นฝ่ายลงมือ ประเดี๋ยวจะถูกกล่าวหาว่าเป็นพวกหื่นกาม”

ลู่ชิงถานหัวเราะเบา ๆ

“แต่หากท่านยังไม่ยอมทำอะไรเลย ท่านอาจถูกกล่าวหาว่าเป็นบุรุษไม่เอาไหนแทนนะเจ้าคะ”

ยูรันเลิกคิ้ว

“แล้วเจ้าชอบแบบไหนมากกว่ากันเล่า?”

ลู่ชิงถานตอบทันทีโดยไม่ต้องคิด

“อย่างหลังเจ้าค่ะ”

กล่าวจบ นางก็โน้มตัวเข้าไปจุมพิตเขาอีกครั้ง มือเรียวค่อย ๆ ปลดเสื้อผ้าของตนเองออก ก่อนที่ทั้งสองจะใช้ค่ำคืนนั้นหลับนอนร่วมกัน

รุ่งเช้า

ลู่ชิงถานขยับตัวเล็กน้อย ก่อนครางออกมาด้วยความเมื่อยล้า

“อึก... ท่านพี่ ท่านป่าเถื่อนเกินไปแล้ว ข้าได้ยินไป๋หลิงเตือนให้เตรียมตัวเอาไว้ แต่ไม่คิดเลยว่าจะถึงขนาดนี้”

ยูรันมองนางด้วยสีหน้าเรียบเฉย

“เรื่องใดก็ตามที่เกี่ยวข้องกับข้า เจ้าไม่ควรคิดเผื่อเอาไว้ก่อนหรือว่ามันจะเกินกว่าที่คาดเสมอ?”

ลู่ชิงถานแค่นเสียงเบา ๆ

“ชิ”

ยูรันเลิกคิ้ว

“ทำไม ไม่พอใจหรือ? หรือว่าอยากจะต่ออีกรอบ?”

ลู่ชิงถานรีบส่ายหน้าทันที

“ไม่เอาแล้วเจ้าค่ะ ข้าขอพักก่อน เมื่อคืนนี้มีที่ใดภายในห้องบ้างที่ท่านพี่ไม่ได้สยบข้ากัน?”

นางทำแก้มพอง ก่อนพึมพำอย่างน้อยอกน้อยใจ

“ป่าเถื่อนที่สุด ข้าจะเอาเรื่องนี้ไปฟ้องไป๋หลิง”

ยูรันยกมือขึ้นส่งปราณเข้าสู่ร่างของนาง ไม่นานอาการปวดเมื่อยและความเหนื่อยล้าทั้งหมดก็สลายหายไป

“เอาละ เลิกบ่นได้แล้ว ลุกขึ้นเถอะ พวกเราไปทำอาหารเช้ากัน”

เมื่อลองขยับร่างกายแล้วพบว่าไม่หลงเหลือความเมื่อยล้า ลู่ชิงถานก็คลี่ยิ้มออกมาทันที

“ฮี่ ๆ”

นางลุกขึ้นคล้องแขนยูรัน ก่อนเดินออกจากห้องไปทำอาหารเช้าด้วยกัน