คลังนิยายพันธสัญญาแห่งดวงดาว

ตอนเผยแพร่

อ่านนิยาย

ตอนที่ 423 นี่มันกระบี่อะไรกัน7,463 ตัวอักษร

ตอนที่ 423 นี่มันกระบี่อะไรกัน

ยูรันค่อย ๆ แกะห่อของขวัญขนาดกลางออกอย่างประณีต ก่อนเปิดฝากล่องขึ้น

ภายในนั้นมีพู่กันด้ามหนึ่งวางอยู่บนผ้าเนื้ออ่อน ขนพู่กันมีสีเงินแวววาวและเรียงตัวอย่างงดงาม

ยูรันเอียงศีรษะเล็กน้อย

“พู่กันหรือ?”

เยวียนหลิงซวงพยักหน้า

“เจ้าค่ะ นี่คือพู่กันขนจิ้งจอกเงิน ขนพู่กันจะไม่แตกบานแม้ใช้งานเป็นเวลานาน อีกทั้งน้ำหมึกยังไม่ซึมค้างอยู่ภายในขนพู่กันด้วยเจ้าค่ะ”

นางอธิบายต่อด้วยน้ำเสียงจริงจัง

“เมื่อวานซืนข้าเห็นท่านพี่ใช้พู่กันต่อสู้กับเหวินเจ๋อ จึงคิดว่าท่านพี่น่าจะชื่นชอบสิ่งของที่เกี่ยวข้องกับพู่กัน”

ยูรันหยิบพู่กันออกจากกล่อง ก่อนหมุนควงเล่นในมือหนึ่งรอบอย่างคล่องแคล่ว

“ความจริงแล้วข้าไม่ได้ชอบพู่กันหรอก”

“……”

เยวียนหลิงซวงชะงักไปเล็กน้อย

ยูรันพิจารณาพู่กันในมืออีกครั้ง ก่อนพยักหน้าอย่างพอใจ

“อืม แต่โม่ชิงเฟิงน่าจะชอบ นางเป็นบัณฑิตเก๊นี่นะ ขอบใจมาก”

อีกด้านหนึ่ง

“ฮัดชิ่วววว!”

โม่ชิงเฟิงจามออกมาเสียงดัง ขณะกำลังนั่งสอนสุ่ยหลานอิงกับสุ่ยหลานซีอยู่ภายในห้อง

สุ่ยหลานอิงมองนางอย่างเป็นห่วง

“เอ่อ... พี่หญิงไม่สบายหรือเจ้าคะ? วันนี้พวกเราพอแค่นี้ก่อนดีไหม?”

โม่ชิงเฟิงยกมือขึ้นถูปลายจมูก ก่อนส่ายหน้า

“ไม่ต้อง ข้าว่าสามีต้องกำลังเอาข้าไปนินทาอยู่ที่ใดสักแห่งแน่นอน”

กลับมาที่ศาลากลางน้ำ

ยูรันสะบัดพู่กันขนจิ้งจอกเงินในมือ ก่อนวาดภาพหนึ่งขึ้นกลางอากาศให้เยวียนหลิงซวง

“เป็นอย่างไร ชอบหรือไม่?”

ภาพวาดกลางอากาศค่อย ๆ ปรากฏเป็นสตรีชุดขาวผู้หนึ่งยืนกอดอกอยู่ใต้ต้นเหมย ท่ามกลางเกล็ดน้ำค้างแข็งซึ่งกำลังโปรยปราย แสงจันทร์ด้านหลังขับให้ใบหน้าของนางดูงดงามและสง่างามยิ่งกว่าเดิม

เยวียนหลิงซวงมองอยู่ครู่หนึ่ง ก่อนเบิกตากว้าง

“นี่... คือข้าหรือเจ้าคะ?”

ยูรันพยักหน้า

“อืม ข้าเห็นเจ้ายืนกอดอกอยู่พอดี จึงวาดตามที่เห็น”

ใบหน้าของเยวียนหลิงซวงค่อย ๆ แดงขึ้น

“ข้า... ชอบมากเจ้าค่ะ”

เยวียนเหวินอวี้มองภาพวาดตรงหน้าด้วยความตื่นเต้น ก่อนก้มลงมองห่อของขวัญซึ่งซ่อนอยู่กับตัว

[กรี๊ด! แล้วของข้าจะเป็นสิ่งใดกันนะ? พี่หญิงเตรียมอะไรเอาไว้ให้ข้ากัน?]

เยวียนหมิงเจ๋อลุกขึ้นเป็นคนถัดไป เขานำยันต์แผ่นหนึ่งออกมา ก่อนยื่นให้ยูรันด้วยสองมือ

“น้องชาย ลองดูว่าเจ้าจะชอบหรือไม่ หวังว่าเจ้าจะไม่รังเกียจ”

“นี่คือยันต์คุ้มกายซึ่งข้าขอท่านพ่อนำออกมาจากคลัง สามารถป้องกันการโจมตีจากผู้ฝึกตนระดับแปลงเทพได้สามครั้ง”

ยูรันรับยันต์มาตรวจสอบเล็กน้อย

“สามครั้งหรือ? น่าสนใจ ขอบคุณมาก”

หลังมอบของขวัญแล้ว เยวียนหมิงเจ๋อยังคงยืนอยู่ที่เดิม แววตาฉายความคาดหวังเล็กน้อย ราวกับอยากรู้ว่ายูรันจะมอบสิ่งใดกลับคืนให้เขา

ยูรันส่งมือเข้าไปในช่องเก็บของ ก่อนหยิบนาฬิกาทรายขนาดเล็กชิ้นหนึ่งออกมายื่นให้

เยวียนหมิงเจ๋อรับมันมาอย่างงุนงง

“นาฬิกาทรายหรือ?”

“ใช่ มันเป็นสมบัติชิ้นหนึ่ง”

“มันทำสิ่งใดได้?”

ยูรันตอบเรียบ ๆ

“หยุดเวลาของร่างกายผู้ใช้เป็นเวลาสามวินาที”

เยวียนหมิงเจ๋อมองนาฬิกาทรายในมือ ก่อนขมวดคิ้วด้วยความไม่เข้าใจ

“ข้ายังไม่เข้าใจนัก”

“หืม? อืม... สมมติว่ามีการโจมตีกำลังจะกระแทกใส่เจ้าจนกระอักเลือด หากเจ้าใช้นาฬิกาทรายหยุดเวลาของร่างกายตนเองเอาไว้ก่อน การโจมตีหรือผลกระทบใด ๆ ที่เข้ามาระหว่างสามวินาทีนั้นจะกลายเป็นโมฆะ”

“เมื่อครบสามวินาที เวลาของร่างกายเจ้าจึงจะกลับมาเดินต่ออีกครั้ง”

เยวียนหมิงเจ๋อเบิกตากว้าง

“หมายความว่า...”

ยูรันพยักหน้า

“อืม หากสรุปให้ง่ายที่สุด เจ้าจะกลายเป็นอมตะชั่วคราวสามวินาที”

“ซี๊ดดดดดดดดด!”

เสียงสูดลมหายใจดังขึ้นพร้อมกันทั่วทั้งศาลา

เยวียนหมิงเจ๋อมองนาฬิกาทรายในมือด้วยความตื่นตะลึง

“เป็นความจริงหรือ?”

[นี่มันล้ำค่ายิ่งกว่ายันต์ที่ข้ามอบให้อีกไม่ใช่หรือ?!]

ยูรันกล่าวเตือนต่อ

“แต่ฟังให้ดี สิ่งที่มันหยุดคือเวลาของร่างกายเจ้า หมายความว่าเจ้าจะเป็นอมตะสามวินาทีได้ก็ต่อเมื่อยังไม่ได้รับบาดเจ็บก่อนใช้งาน”

“หากเจ้าได้รับบาดเจ็บสาหัสไปแล้ว มันก็เพียงหยุดอาการบาดเจ็บเอาไว้ชั่วคราว หรือยืดเวลาตายของเจ้าออกไปอีกสามวินาทีเท่านั้น เข้าใจให้ถูกด้วย”

“ซี๊ดดดดดดดด!”

ถึงจะมีเงื่อนไขดังกล่าว แต่นั่นก็ยังเป็นสมบัติช่วยชีวิตชั้นยอดอยู่ดี

เยวียนเหวินอวี้มองนาฬิกาทรายด้วยดวงตาเป็นประกาย ก่อนก้มลงมองของขวัญในมือตนเองอย่างร้อนรนกว่าเดิม

[กรี๊ดดดด! หากข้ามอบอาวุธให้ท่านพี่ ข้าจะได้รับของที่ล้ำค่ายิ่งกว่านี้กลับมาหรือเปล่านะ?]

[ไม่นะ แล้วพี่หญิงเตรียมสิ่งใดเอาไว้ให้ข้ากันแน่เนี่ย?!]

ยูรันกล่าวเสริมขึ้นอีก

“นาฬิกาทรายชิ้นนี้ใช้ได้ไม่จำกัดจำนวนครั้ง แต่มันมีช่วงเวลาพักก่อนจะใช้งานครั้งต่อไป ส่วนต้องพักนานเท่าไรข้าเองก็ไม่แน่ใจ เจ้าลองนำไปศึกษาดูเองก็แล้วกัน”

[สำหรับข้า มันก็เป็นเพียงขยะชิ้นหนึ่งเท่านั้น ข้าสร้างเผื่อเอาไว้ระหว่างทำอาวุธให้คนอื่น แต่เจ้านี่ดันโผล่ออกมาเสียได้]

เยวียนหมิงเจ๋อกำสิ่งของในมือเอาไว้แน่น ก่อนประสานมือให้ยูรันด้วยความจริงใจ

“เข้าใจแล้ว ขอบคุณน้องชายมาก ข้าจะนำมันกลับไปศึกษาอย่างละเอียด”

[สมบัติชิ้นนี้อาจเทียบได้กับของระดับเจ็ดหรือระดับแปดเลยด้วยซ้ำ แม้จะไม่รู้ระยะเวลาพักที่แน่นอน แต่สมบัติซึ่งมีความสามารถฝืนสวรรค์เช่นนี้ย่อมต้องมีข้อจำกัดเป็นธรรมดา]

[ยิ่งสามารถใช้งานได้ไม่จำกัดจำนวนครั้งด้วยแล้ว นี่มันของดีชัด ๆ!]

จากนั้นเยวียนหมิงเสวี่ยก็ลุกขึ้นพร้อมกับนำของขวัญของตนเองออกมา

“น้องชาย ต่อไปเป็นของพี่สาว ลองดูว่าเจ้าจะชอบหรือไม่”

ยูรันมองเครื่องดนตรีภายในกล่อง ก่อนเอียงศีรษะ

“กู่ฉินหรือ? ข้าเล่นของสิ่งนี้ไม่เป็นหรอกนะ”

เยวียนหมิงเสวี่ยกะพริบตาปริบ ๆ

“เอ่อ...ข้าเห็นน้องชายทั้งวาดภาพ ทำอาหาร หลอมโอสถ อีกทั้งยังได้ยินว่าเจ้าใช้อาวุธได้สารพัด ข้าจึงคิดว่าเจ้าคงเล่นกู่ฉินเป็นด้วย”

ยูรันส่ายหน้า

“อืม ข้าเล่นไม่เป็น”

[จะไปเล่นเป็นได้อย่างไร? นอกจากเครื่องดนตรีสากลแล้ว ข้าก็ไม่เคยเล่นสิ่งอื่นเลย]

เขาครุ่นคิดอยู่ครู่หนึ่ง ก่อนหยิบกู่ฉินออกมา

“แต่ว่าหัดตอนนี้เลยก็ได้”

เยวียนหมิงเสวี่ยเบิกตากว้าง

“อะไรนะ?”

ตะแหน่ว... แด่ว แด่ว... ตะแหน่ว แหน่ว แหน่ว...

เสียงดีดสายกู่ฉินอันสะเปะสะปะดังขึ้นหลายครั้ง จนผู้คนรอบข้างต่างพากันทำสีหน้าประหลาด

“น้องชาย กู่ฉินไม่ใช่สิ่งที่เจ้าจะลองหัดตรงนี้แล้วเล่นเป็นได้ทันทีนะ”

ทว่ายังไม่ทันที่เยวียนหมิงเสวี่ยจะกล่าวจบ เสียงกู่ฉินอันติดขัดกลับพลันเปลี่ยนไป

ปลายนิ้วของยูรันเคลื่อนไหวไปตามสายกู่ฉินอย่างลื่นไหล ท่วงทำนองอันไพเราะค่อย ๆ แผ่กระจายไปทั่วศาลากลางน้ำ ก่อนเสียงขับร้องของเขาจะดังคลอตามมา

บทเพลงกล่าวถึงคนผู้หนึ่งซึ่งพยายามทำทุกวิถีทางเพื่อมอบความรักให้คนในดวงใจ แม้จะเดินบนเส้นทางนั้นมาเนิ่นนาน กลับยังไม่อาจเข้าใกล้หัวใจของอีกฝ่ายได้เสียที เขาจึงได้แต่เฝ้าถามว่าต้องเดินทางอีกไกลเพียงใด ต้องทำเช่นไรอีกฝ่ายจึงจะหันมาสนใจ และสุดท้ายแล้วตนยังมีความหมายอยู่หรือไม่

น้ำเสียงทุ้มนุ่มผสานเข้ากับท่วงทำนองอันอ่อนหวาน จนบทเพลงนั้นฟังดูไม่ต่างจากคำสารภาพรักซึ่งถูกเก็บซ่อนเอาไว้นานแสนนาน

เมื่อเสียงกู่ฉินท่อนสุดท้ายจางหาย ทุกคนภายในศาลายังคงตกอยู่ในภวังค์

เยวียนเหวินอวี้อ้าปากค้าง ก่อนหันไปมองเยวียนหมิงเสวี่ยอย่างไม่อยากเชื่อ

[นะ นะ นะ นี่พี่ชายจ๋ากำลังสารภาพรักกับพี่หมิงเสวี่ยอยู่หรือเปล่า?!]

[ไม่สิ เป็นไปไม่ได้ พวกเขามีสายเลือดเดียวกันนะ!]

เมื่อนางเห็นเยวียนหมิงเสวี่ยยืนหน้าแดงอยู่ข้างกู่ฉิน ดวงตาก็ยิ่งเบิกกว้างกว่าเดิม

[พี่สาวเสียอาการไปแล้ว!]

เยวียนเหวินอวี้รีบกวาดตามองไปรอบ ๆ ก่อนพบว่าเหล่าบุรุษต่างนั่งอึ้ง ส่วนเหล่าสตรีล้วนมีใบหน้าแดงระเรื่อไม่ต่างกัน

[ไม่สิ ทุกคนก็เสียอาการเหมือนกันหมดเลยนี่นา!]

ยูรันยกมือออกจากสายกู่ฉิน ก่อนพยักหน้าด้วยความพึงพอใจเล็กน้อย

“พอใช้ได้ ขอบคุณ”

เยวียนหมิงเสวี่ยสะดุ้งตื่นจากภวังค์

[พอใช้ได้? บ้าไปแล้วหรือ! เล่นได้แทบจะทันทีเลยเนี่ยนะ แถมเสียงยังไพเราะถึงเพียงนี้อีก!]

ยูรันส่งมือเข้าไปในช่องเก็บของ ก่อนหยิบกระบี่เล่มหนึ่งออกมายื่นให้นาง

“พี่หมิงเสวี่ยลองดูสิว่าชอบหรือไม่”

[อืม ขยะอีกชิ้นหนึ่งเหมือนกัน]

เยวียนหมิงเสวี่ยรับกระบี่มาด้วยสองมือ ตัวฝักมีสีเขียวดุจหยก ผิวเรียบลื่นและเงาวาว เมื่อดึงกระบี่ออกมา คมกระบี่สีเดียวกันพลันสะท้อนแสงเย็นเยียบออกมาวูบหนึ่ง

เพียงสัมผัสแรก นางก็รับรู้ได้ทันทีว่ากระบี่เล่มนี้ไม่ใช่ของธรรมดา

“นะ นะ นะ นี่มันกระบี่อะไรกัน?!”

เยวียนหมิงเสวี่ยไม่รอช้า นางก้าวออกไปยังพื้นที่ว่างข้างศาลา ก่อนทดลองร่ายรำวิชากระบี่ชุดหนึ่งทันที

ร่างอรชรเคลื่อนไหวไปพร้อมกับประกายกระบี่สีหยก ทุกกระบวนท่าล้วนต่อเนื่องและงดงามราวกับการร่ายรำ ทว่าสายลมซึ่งถูกคมกระบี่กรีดเฉือนกลับพัดตรงเข้ามาภายในศาลาอย่างต่อเนื่อง

ชายเสื้อและเส้นผมของยูรันปลิวไสวไปตามแรงลม เขานั่งมองอยู่ครู่หนึ่ง ก่อนถอนหายใจออกมา

“อืม ก็งดงามดีอยู่หรอก แต่เหตุใดต้องปล่อยให้ลมพัดมาทางนี้ด้วยนะ เฮ้อ...”