คลังนิยายพันธสัญญาแห่งดวงดาว

ตอนเผยแพร่

อ่านนิยาย

ตอนที่ 425 แล้วเหตุใดยัยเด็กนี่ถึงเอาแต่สั่นอยู่ได้7,975 ตัวอักษร

ตอนที่ 425 แล้วเหตุใดยัยเด็กนี่ถึงเอาแต่สั่นอยู่ได้

เยวียนหมิงเสวี่ยสังเกตเห็นน้องสาวนั่งทำหน้าบึ้งอยู่เพียงลำพัง จึงโน้มตัวเข้าไปกระซิบถาม

“หมิงเยว่ เจ้าเป็นอะไรไปหรือ?”

เยวียนหมิงเยว่เม้มริมฝีปาก ก่อนตอบเสียงเบา

“ข้าแค่น้อยใจเจ้าค่ะ พวกพี่ ๆ ได้รับของวิเศษกันหมด มีเพียงข้าที่ได้เรียนวิธีชงชา”

“ถ้าเช่นนั้น ให้ข้าช่วยขอจากเขาให้เจ้าดีหรือไม่?”

“ท่านพี่...น้องชายไม่น่าจะยอมให้เพิ่มแล้วกระมังเจ้าคะ?”

เยวียนหมิงเสวี่ยตบไหล่น้องสาวเบา ๆ

“เดี๋ยวข้าถามให้เอง”

นางหันกลับไปทางยูรันทันที

“น้องชาย”

“หืม?”

“หมิงเยว่อยากรู้ว่า เหตุใดนางจึงไม่ได้รับของวิเศษเหมือนคนอื่นบ้าง นางได้เพียงวิธีชงชา จึงกำลังน้อยใจอยู่”

เยวียนหมิงเยว่หน้าแดงก่ำ ไม่คิดว่าพี่สาวจะกล่าวออกไปตรง ๆ เช่นนี้

ยูรันหันไปมองเด็กสาว ก่อนพยักหน้าอย่างเห็นด้วย

“อืม หากเทียบกับคนอื่นแล้ว เจ้าจะน้อยใจก็ไม่แปลก ถ้าเช่นนั้น...”

เป๊าะ!

เขาดีดนิ้วหนึ่งครั้ง

อีกด้านหนึ่ง

หนานอวี้กำลังนั่งอ่านตำราอยู่กับมู่หรงฉิน ทันใดนั้นผนึกบนสนับมือของนางพลันเปล่งแสงสว่างขึ้น

“อ๊ะ! สามีเรียกสนับมือไปแล้ว เขาต้องกำลังจะต่อยกับใครสักคนแน่นอน!”

มู่หรงฉินถอนหายใจ

“พี่หญิงคิดได้เพียงเรื่องนี้หรือเจ้าคะ? ท่านพี่อาจเรียกไปให้ผู้อื่นดูก็ได้ อีกอย่าง ภายในผนึกยังมีไก่อีกสองตัวอยู่ด้วยไม่ใช่หรือ?”

หนานอวี้หันขวับมามอง

“หงส์ฟ้า! เลิกเรียกพวกมันว่าไก่สักที!”

กลับมาที่ศาลากลางน้ำ

ลำแสงสีแดงทองพุ่งผ่านอากาศ ก่อนเข้ามาสวมลงบนมือทั้งสองข้างของยูรัน รูปลักษณ์ของสนับมือเปลี่ยนแปลงให้เหมาะกับผู้ถือครอง ลวดลายหงส์เพลิงบนผิวอาวุธส่องประกายงดงามเช่นเดิม

เยวียนเหวินอวี้เบิกตากว้าง

“นะ นะ นะ นี่คือ...”

“สนับมือหงส์เพลิงนภา”

“พี่ชายจ๋าจะมอบสิ่งนี้ให้น้องหมิงเยว่หรือเจ้าคะ?”

ยูรันส่ายหน้า

“ไม่ใช่ ของชิ้นนี้มีเจ้าของอยู่แล้ว ข้ามอบให้นางไม่ได้หรอก”

เขาดีดนิ้วอีกครั้ง

“ออกมา”

แสงสีแดงสองสายพุ่งออกจากผนึก ก่อนก่อตัวเป็นหงส์ฟ้าอัคคีสองตัวกลางอากาศ

“แกว๊กกกก!”

หงส์ฟ้าทั้งสองกระพือปีกร่อนลงตรงหน้ายูรัน ขนาดของพวกมันใหญ่กว่าเมื่อครั้งก่อนอย่างเห็นได้ชัด ขนสีแดงชาดแซมทองเปล่งประกาย ขณะที่เปลวเพลิงบริเวณปลายปีกลุกไหวอยู่ตลอดเวลา

ยูรันกวาดตามองพวกมันตั้งแต่หัวจรดเท้า

“หืม? ตัวใหญ่กว่าเดิมอีกนี่ อืม...ไก่ป่าหรือ?”

“แกว๊กกกก!”

หงส์ฟ้าทั้งสองส่งเสียงประท้วงพร้อมกัน

“ช่างเถอะ พวกเจ้าชื่ออะไรกันนะ?”

ตัวทางซ้ายยืดอกขึ้นอย่างภาคภูมิใจ

“แกว๊ก!”

[ฉือเหยียน!]

ตัวทางขวารีบยืดอกตาม

“แกว๊ก!”

[จินอวี่!]

เยวียนเหวินอวี้มองพวกมันอย่างสงสัย

“พี่ชายจ๋า เจ้าไก่สองตัวนี้คือสิ่งใดหรือเจ้าคะ?”

“หงส์ฟ้า”

“……”

ผู้คนรอบศาลานิ่งค้างไปชั่วขณะ ก่อนเสียงอุทานจะดังขึ้นพร้อมกัน

“อะไรนะ?! หงส์ฟ้า?!”

“หมายถึงสัตว์วิเศษหงส์ฟ้าในตำนานนั่นหรือ?!”

“นี่เป็นของจริงหรือ?!”

ยูรันชี้ไปยังหงส์ฟ้าทั้งสองตามลำดับ

“ตัวผู้ชื่อฉือเหยียน ส่วนตัวเมียชื่อจินอวี่ ภรรยาของข้าเป็นผู้ตั้งชื่อให้พวกมัน”

“แกว๊ก! แกว๊ก!”

หงส์ฟ้าทั้งสองยืดอกขึ้นพร้อมกันอย่างภาคภูมิใจ

ยูรันพิจารณาขนาดตัวของพวกมันอีกครู่หนึ่ง ก่อนกล่าวขึ้นราวกับเป็นเรื่องธรรมดา

“อืม พวกเจ้าตัวโตถึงเพียงนี้แล้ว น่าจะออกไข่ได้แล้วกระมัง ออกมาสักฟองสิ”

ฉือเหยียนกับจินอวี่ชะงักค้าง ก่อนหันมามองเขาพร้อมกัน

“แกว๊ก?!”

[หา?!]

ยูรันเอียงศีรษะ

“ทำไม ทำไม่ได้หรือ?”

จินอวี่รีบกระพือปีกประท้วง ใบหน้าซุกลงหลังปีกข้างหนึ่งราวกับกำลังเขินอาย

“แกว๊กกก!”

[มันน่าอายจะตายไป!]

“จะอายอะไร? พวกเจ้าผสมพันธุ์กันไปแล้วไม่ใช่หรือ ก็เพียงให้จินอวี่ออกไข่มาหนึ่งฟองเท่านั้น”

หงส์ฟ้าทั้งสองตัวแข็งทื่อ ฉือเหยียนถึงกับถอยหลังไปหนึ่งก้าว

“แกว๊ก?!”

[เจ้ารู้ได้อย่างไร?!]

“ไม่ต้องถามมาก ข้ารู้ก็แล้วกัน”

จินอวี่หันไปมองฉือเหยียน ก่อนก้มมองพื้นอย่างลังเลอยู่ครู่หนึ่ง

“แกว๊ก...”

[ก็ได้...]

มันเดินไปหาพื้นที่ว่างข้างศาลา ก่อนหมอบตัวลงและพยายามเบ่งไข่อยู่นานสองนาน ในที่สุดไข่สีแดงทองซึ่งมีลวดลายเปลวเพลิงก็ปรากฏออกมาหนึ่งฟอง

หลังออกไข่สำเร็จ จินอวี่ก็ล้มตัวลงนอนเหนื่อยหอบ ขณะที่ฉือเหยียนรีบขยับเข้าไปยืนอยู่ข้างกายของมัน

ยูรันพยักหน้าอย่างพึงพอใจ

“อืม ใช้ได้นี่ กลับไปพักผ่อนเถอะ”

เป๊าะ!

หงส์ฟ้าทั้งสองกลายเป็นลำแสงกลับเข้าไปในผนึก จากนั้นสนับมือหงส์เพลิงนภาก็หลุดออกจากมือของยูรันและพุ่งกลับไปหาหนานอวี้

ยูรันหยิบไข่หงส์ฟ้าขึ้นมา ก่อนยื่นให้เยวียนหมิงเยว่

“หมิงเยว่ นำไข่ฟองนี้ไปเลี้ยงเสีย ประมาณสองสัปดาห์ถึงหนึ่งเดือนก็น่าจะฟักออกมา หากไม่ยอมฟักก็นำไปทอดกินแล้วกัน”

เยวียนหมิงเยว่รีบรับไข่ไปกอดเอาไว้ ดวงตาเปล่งประกายด้วยความตื่นเต้น

“ขอบคุณเจ้าค่ะ ท่านพี่!”

“ไม่เป็นไร แต่มีอยู่สองเรื่องที่เจ้าต้องจำเอาไว้”

ยูรันชูนิ้วขึ้นหนึ่งนิ้ว

“ข้อแรก วิธีเลี้ยงไม่มีอะไรซับซ้อน หากมันได้อยู่ใกล้ผู้ที่มีสายเลือดหรือกายาพิเศษเกี่ยวข้องกับสัตว์ปีก มันจะเติบโตได้รวดเร็วมาก แต่หากไม่มีผู้ใดเช่นนั้นอยู่ใกล้ การเติบโตของมันก็จะช้าลง”

“จักรพรรดินีเองก็เลี้ยงหงส์ฟ้าเอาไว้คู่หนึ่ง นางนำสมบัติล้ำค่ามากมายมาป้อนให้พวกมันกินทุกวัน แต่พวกมันก็ยังเติบโตได้ไม่รวดเร็วนัก เพราะไม่มีผู้มีสายเลือดที่เข้ากันได้คอยหล่อเลี้ยง”

จากนั้นเขาจึงชูนิ้วที่สองขึ้น

“ข้อสอง ตอนที่มันฟักออกจากไข่จะมีทัณฑ์สวรรค์ลงมา เพราะฉะนั้นไม่ต้องกังวล นี่คือไข่ของหงส์ฟ้าตัวจริงอย่างแน่นอน”

เยวียนหมิงเยว่พยักหน้ารัว ๆ พลางกอดไข่ในอ้อมแขนแน่นขึ้น

“ขอบคุณเจ้าค่ะท่านพี่! ข้าจะจดจำเอาไว้และดูแลมันอย่างดีที่สุด!”

ยูรันกวาดตามองรอบศาลาอีกครั้ง เมื่อเห็นว่าไม่มีผู้ใดนำของขวัญออกมาเพิ่ม เขาจึงเอนหลังพิงเก้าอี้อย่างผ่อนคลาย

“ดูเหมือนจะไม่มีของขวัญแล้วสินะ ถ้าเช่นนั้นข้าจะแนะนำตัวอย่างเป็นทางการเสียหน่อย”

“ข้าชื่อยูรัน เป็นบุตรชายแท้ ๆ ของท่านแม่เยวียนชิงเหยา ส่วนเหตุผลที่ข้าไม่ใช้นามสกุลเยวียน เป็นเพราะข้าเกลียดชื่อที่ท่านแม่ตั้งให้ จึงไม่คิดจะใช้มันด้วย”

ผู้คนรอบศาลากะพริบตาปริบ ๆ

“เอาจริงหรือ?”

เยวียนเหวินอวี้ถามขึ้นอย่างไม่อยากเชื่อ

“เอ่อ...เหตุผลมีเพียงเท่านั้นหรือเจ้าคะ?”

ยูรันพยักหน้า

“ใช่”

เยวียนเซียนโหย่วลุกขึ้นเป็นคนแรก ก่อนประสานมือคารวะยูรัน

“น้องชาย ขออภัยที่พวกข้าแนะนำตัวช้า ข้าชื่อเยวียนเซียนโหย่ว”

เขาผายมือไปทางคนทั้งสามซึ่งนั่งอยู่ข้างกาย

“นี่คือน้องหญิงรองของข้า เยวียนเซียนอวิ๋น น้องสามเยวียนเซียนหลิน และน้องเล็กเยวียนเซียนเหยา หวังว่าน้องชายจะไม่ถือสา”

ทั้งสามคนลุกขึ้นประสานมือคารวะพร้อมกัน ยูรันจึงยกมือคารวะตอบเล็กน้อย

“อืม”

เมื่อคนจากสายหกแนะนำตัวเสร็จ คนจากสายเจ็ดก็ลุกขึ้นตาม

“ข้าเยวียนจือหยวน”

“เยวียนจือเสวียน”

“ข้าเยวียนจือหลิงเจ้าค่ะ ท่านพี่”

“เยวียนจือฮ่าวขอรับ ท่านพี่”

จากนั้นเยวียนอู่เฉิงซึ่งเดินทางมาจากสายห้าเพียงลำพังก็ประสานมือขึ้น

“ข้าเยวียนอู่เฉิง วันนี้มีเพียงข้าที่เดินทางมา หวังว่าน้องชายจะไม่ถือสา”

เยวียนคังหมิงกับเยวียนคังหยางลุกขึ้นเป็นคู่ถัดไป

“ข้าเยวียนคังหมิง เป็นบุตรชายคนโตของสายสี่ วันนี้เดินทางมาพร้อมกับน้องรอง”

เยวียนคังหยางประสานมือตามพี่ชาย

“ข้าเยวียนคังหยาง วันนี้น้องสาวทั้งสองคนของพวกเราไม่ได้เดินทางมาด้วย หวังว่าน้องชายจะไม่ถือสา”

เมื่อถึงคราวของสายสาม เยวียนหลิงหยางก็ลุกขึ้นแนะนำตัวก่อน

“ข้าเยวียนหลิงหยางขอรับ ท่านพี่”

“เยวียนหลิงซินเจ้าค่ะ”

“เยวียนหลิงอวิ๋นขอรับ ท่านพี่”

เยวียนเหวินป๋อลุกขึ้นประสานมือเป็นคนถัดไป

“ข้าชื่อเยวียนเหวินป๋อ เป็นบุตรชายลำดับสามของสายสอง”

เยวียนเหวินหลานซึ่งนั่งอยู่ข้างกันลุกขึ้นตาม

“ข้าชื่อเยวียนเหวินหลานเจ้าค่ะ เป็นบุตรีลำดับที่สี่”

นางเหลือบมองเยวียนเหวินอวี้ ก่อนกล่าวต่อด้วยรอยยิ้ม

“เหวินอวี้เป็นน้องเล็กที่สุดของสายพวกเรา หวังว่าท่านพี่จะช่วยเอ็นดูนางให้มาก ๆ นะเจ้าคะ”

ยูรันพยักหน้าเล็กน้อย

“อืม”

หลังทั้งสองแนะนำตัวเรียบร้อย สายตาของทุกคนก็หันไปหยุดอยู่ที่เยวียนหลิงเฟิงพร้อมกัน

เจ้าตัวยังคงนั่งอยู่เฉย ๆ ท่าทางคล้ายเพียงมาร่วมงานให้พอเป็นพิธี โดยไม่ได้คิดจะทำความรู้จักกับยูรันอย่างจริงจัง

เยวียนหลิงซวงขมวดคิ้ว ก่อนเอ่ยเร่ง

“พี่ใหญ่ ท่านยังรออะไรอยู่? รีบแนะนำตัวสิ”

เยวียนหลิงเฟิงเหมือนเพิ่งรู้สึกตัว เขาลุกขึ้นอย่างไม่รีบร้อน ก่อนประสานมือส่ง ๆ

“โทษที ๆ ข้าชื่อเยวียนหลิงเฟิง เป็นหนึ่งในผู้มีสิทธิ์สืบทอดตำหนักเสวียนเยว่”

เยวียนหลิงซวงยกมือขึ้นปิดหน้า ก่อนสบถอยู่ภายในใจ

[เจ้าโง่เอ๊ย! จะบอกเรื่องนั้นออกไปทำไม? ท่านพี่ไม่ได้สนใจตำแหน่งผู้สืบทอดสักหน่อย!]

นางค่อย ๆ เหลือบมองยูรันจากหางตา อยากรู้ว่าเขาจะมีปฏิกิริยาเช่นไร

ยูรันไม่ได้แสดงปฏิกิริยาใดต่อคำว่า ผู้มีสิทธิ์สืบทอด แม้แต่น้อย เขาเพียงส่งเสียงรับในลำคอ ก่อนหันกลับมาหาเยวียนเหวินอวี้ซึ่งนั่งอยู่ข้างกาย

“อืม จากที่ตาแก่เล่าให้ฟัง ดูเหมือนน้องสาวตัวน้อยคนนี้อยากคุยกับข้ามากนี่ มีเรื่องอะไรหรือ?”

เยวียนเหวินอวี้สะดุ้งเฮือก ร่างกายพลันแข็งทื่อขึ้นมา

“คะ คือว่า...”

ยูรันเอียงศีรษะเล็กน้อย

“เจ้าคงไม่ได้มาหาข้าเพียงเพื่อมอบของขวัญหรอกใช่ไหม?”

“คือ คือว่า...”

เด็กสาวเริ่มสั่นด้วยความประหม่า ทั้งที่ก่อนหน้านี้อยากพูดคุยกับเขาแทบตาย แต่พอถูกถามขึ้นมาจริง ๆ ภายในศีรษะกลับว่างเปล่า จนไม่รู้ว่าควรชวนคุยเรื่องใดก่อนดี

เยวียนหลิงซวงมองทั้งสองคนสลับกันด้วยความสงสัย

[ดูเหมือนท่านพี่จะไม่แยแสเรื่องผู้สืบทอดแม้แต่น้อย แล้วเหตุใดยัยเด็กนี่ถึงเอาแต่สั่นอยู่ได้?]