คลังนิยายพันธสัญญาแห่งดวงดาว

ตอนเผยแพร่

อ่านนิยาย

ตอนที่ 426 ล้วนไร้ที่ติไม่ใช่หรือเจ้าคะ?7,634 ตัวอักษร

ตอนที่ 426 ล้วนไร้ที่ติไม่ใช่หรือเจ้าคะ?

“จิ๊”

เสียงแค่นอย่างไม่พอใจดังขึ้นจากเยวียนหลิงเฟิง ทำให้ทุกคนภายในศาลาหันไปมองเขาพร้อมกัน

เยวียนหลิงซวงขมวดคิ้ว

[เจ้าโง่นี่เป็นอะไรของมันอีก?]

เยวียนเซียนโหย่วหรี่ตามองอีกฝ่าย ก่อนถามขึ้น

“หลิงเฟิง เจ้ามีอะไรหรือเปล่า?”

เยวียนหลิงเฟิงยกมือกอดอก ก่อนตอบอย่างไม่ใส่ใจ

“อืม ไม่มีอะไร ข้าเพียงคิดว่าบุตรชายของท่านป้าชิงเหยาจะเก่งกาจสักเพียงใด แต่ดูเหมือนนอกจากเล่นดนตรีได้เล็กน้อยและมีของวิเศษอยู่มากมายแล้ว ข้าก็ไม่เห็นว่าเขาจะมีดีตรงไหน”

ยูรันเลิกคิ้วขึ้นเล็กน้อย

[โอ้ ดูเหมือนจะมีเรื่องสนุกแล้วสิ]

ใบหน้าของเยวียนหลิงซวงเปลี่ยนสีทันที

“พี่ใหญ่ หุบปากเดี๋ยวนี้นะ!”

เยวียนหลิงเฟิงหันขวับมามองน้องสาว

“ข้าเป็นพี่ชายแท้ ๆ ของเจ้า แต่เจ้ากลับเข้าข้างเขา แถมยังกล้าสั่งให้ข้าหุบปากอีกหรือ?”

“ข้าบอกให้ท่านหุบปาก!”

“ข้าไม่หุบ แล้วเจ้าจะทำไม?”

เยวียนเหวินอวี้เห็นท่าไม่ดีจึงรีบกล่าวแทรก

“เอ่อ...ข้าขอร้องละเจ้าค่ะ พี่หลิงเฟิง ท่านช่วยหยุดก่อน...”

เยวียนหลิงเฟิงกลับตวัดสายตามาทางนาง

“เจ้าเองก็เงียบเสีย มัวแต่เรียกพี่ชายจ๋าอยู่นั่น ทำตัวเป็นเด็กไม่รู้จักโต”

“ไม่เห็นหรือว่าทั้งเหวินหลาน เซียนเหยา จือหลิง หมิงเสวี่ย และหมิงเยว่ ไม่มีผู้ใดเรียกพี่ชายจ๋าหรือน้องชายจ๋าเหมือนเจ้าสักคน เหอะ!”

เยวียนอู่เฉิงมองอีกฝ่ายด้วยสีหน้าราวกับกำลังมองคนเสียสติ

[เจ้าโง่หลิงเฟิงกำลังพล่ามอะไรของมัน? ไม่เห็นหงส์ฟ้าเมื่อครู่หรืออย่างไร ของวิเศษที่เขามีก็มากมาย แถมยังมอบให้ผู้อื่นโดยไม่ลังเล การผูกมิตรกับเขาเอาไว้ไม่ดีกว่าหรือวะ?]

[บัดซบ ข้าเองก็ดันพลาดไม่ได้เตรียมของขวัญมาด้วย!]

เยวียนหมิงเจ๋อขมวดคิ้ว

“เจ้าหมายความว่าอย่างไร?”

เยวียนหลิงเฟิงแค่นหัวเราะ

“ก็หมายความตามที่ข้าพูด เหตุใด เจ้ามีปัญหาหรือหมิงเจ๋อ? คิดจะออกหน้าปกป้องเจ้าคนตาบอดนี่หรืออย่างไร?”

เยวียนเหวินอวี้สะดุ้งเฮือก

[แย่แล้ว แย่แล้ว แย่แล้ว! ข้าควรทำอย่างไรดี?!]

เยวียนหมิงเจ๋อยังคงควบคุมน้ำเสียงให้สงบนิ่ง

“นี่เป็นเพียงการพบปะพูดคุยกันตามปกติ ไม่มีความจำเป็นต้องหาเรื่องกันแม้แต่น้อย”

เสี่ยวเถาโน้มตัวเข้าไปกระซิบข้างยูรัน

“เอ่อ...คุณชายใหญ่ ให้บ่าวไปตามผู้ดูแลมาดีหรือไม่เจ้าคะ?”

ยูรันยกมือขึ้นห้ามนางเอาไว้

เยวียนหลิงเฟิงเห็นยูรันยกมือห้ามสาวใช้ก็แค่นหัวเราะ

“ทำไม? กลัวเรื่องจะไปถึงหูผู้ใหญ่หรือ?”

“ข้าเพียงพูดความจริงเท่านั้น เจ้าเพิ่งกลับมาตระกูลได้ไม่กี่วัน แต่กลับนำของวิเศษออกมาแจกจ่ายให้คนจากสายรองอย่างใจกว้าง”

เขากวาดตามองเยวียนหมิงเจ๋อ เยวียนหมิงเสวี่ย และคนอื่น ๆ

“พอได้รับของดี พวกเจ้าก็รีบเปลี่ยนท่าที พากันเรียกเขาว่าน้องชายและท่านพี่อย่างสนิทสนม ช่างซื้อใจได้ง่ายเสียจริง”

สีหน้าของคนรอบศาลาเริ่มเปลี่ยนไปทันที

เยวียนหลิงเฟิงหันกลับมาทางยูรัน ก่อนกล่าวด้วยน้ำเสียงเยาะเย้ย

“ปากบอกว่าเกลียดชื่อซึ่งมารดาตั้งให้ ถึงขั้นไม่ยอมใช้นามสกุลเยวียน แต่กลับมานั่งอยู่ท่ามกลางลูกหลานตระกูลเยวียน คอยแจกสมบัติเพื่อซื้อใจผู้คน”

“ช่างดูเหมือนคนที่ไม่สนใจตำแหน่งผู้สืบทอดเสียจริง”

เขาหยุดเล็กน้อย ก่อนกล่าวถากถางต่อ

“หากเจ้าคิดว่าตนคู่ควรกับตำแหน่งนั้นจริง ก็วางของวิเศษทั้งหมดลงแล้วแสดงความสามารถของตนเองออกมา อย่าเอาแต่หลบอยู่หลังสตรีกับกองสมบัติ”

บรรยากาศภายในศาลาพลันเงียบกริบ

เยวียนคังหมิงกับเยวียนคังหยางหันมองหน้ากัน

“กล้าหาเรื่องกันซึ่ง ๆ หน้าเช่นนี้เลยหรือ...”

เยวียนคังหยางลดเสียงลง

“พี่ใหญ่ ข้าว่าพวกเราดูไปก่อนเถอะ อย่างไรเสียเขาก็ยังไม่ได้แสดงอาการอะไร”

เยวียนหมิงเสวี่ยขมวดคิ้วแน่น

[เจ้าโง่นี่กำลังพล่ามอะไรของมัน? ไม่เห็นหรือว่าเขาเพิ่งจับกู่ฉินก็สามารถเล่นได้แทบจะทันที แล้วของวิเศษเหล่านั้นก็เป็นของตอบแทนสำหรับของขวัญที่พวกเรามอบให้ มันเกี่ยวอะไรกับการซื้อใจ?]

เยวียนอู่เฉิงลอบถอนหายใจอยู่ภายในใจ

[เจ้าโง่หลิงเฟิงพลาดเสียแล้ว ดูเหมือนเมื่อครู่มันจะไม่ได้สนใจสิ่งใดเลย ทั้งหงส์ฟ้าและสมบัติเหล่านั้นล้วนอยู่ในระดับสูงทั้งสิ้น]

ตรงกันข้าม ใบหน้าของเยวียนหลิงซวงกลับซีดเผือดลงทุกขณะ

[จบเห่แล้ว จบเห่แน่ ๆ! ท่านพี่ต้องเปิดเดิมพันอย่างแน่นอน ครั้งก่อนเขายังบอกเองว่าจะไม่ลืมเรื่องเดิมพันอีก หลิงเฟิงได้กลายเป็นคนพิการแน่!]

ยูรันรออยู่หลายลมหายใจ เมื่อเห็นว่าอีกฝ่ายไม่กล่าวสิ่งใดต่อจึงถามขึ้น

“อืม จบแล้วหรือ? ข้านึกว่าจะมีต่อเสียอีก”

“……”

เยวียนหลิงซวงรีบลุกพรวดขึ้นจากที่นั่ง

“ท่านพี่ คือว่า...พี่ใหญ่ยังไม่รู้เรื่องบางอย่าง ได้โปรดปล่อยผ่านเรื่องนี้ไปเถอะเจ้าค่ะ”

ยูรันยกมือขึ้นห้าม โดยไม่เปิดโอกาสให้นางกล่าวสิ่งใดต่อ

เยวียนหลิงซวงได้แต่นั่งลงด้วยใบหน้าซีดเผือกกว่าเดิม

[อ่า...จบสิ้นแล้ว]

เยวียนหมิงเจ๋อส่งกระแสจิตไปหาน้องทั้งสามทันที

[หมิงเสวี่ย หมิงฮวน หมิงเยว่ พวกเจ้าห้ามพูดอะไรทั้งนั้น]

เยวียนหมิงเยว่หันไปมองพี่ชายด้วยความร้อนรน

[แต่ว่าท่านพี่เขา...]

[ไม่มีแต่ เชื่อฟังข้า ท่านพ่อกำชับแล้วไม่ใช่หรือว่าให้ผูกมิตรกับเขา หากเจ้าอยากเข้าข้างเขาก็ไม่ผิด แต่ในอนาคตเขาไม่อาจคอยปกป้องเจ้าได้ตลอดเวลา เพราะฉะนั้นอย่าเข้าไปยุ่งกับเรื่องนี้]

เยวียนหมิงฮวนกับเยวียนหมิงเสวี่ยพยักหน้ารับอย่างเข้าใจ ส่วนเยวียนหมิงเยว่แม้จะยอมพยักหน้าตาม แต่สีหน้าของนางยังคงเต็มไปด้วยความกังวล

เยวียนหลิงเฟิงแค่นหัวเราะ ก่อนกล่าวต่อด้วยความมั่นใจ

“ของวิเศษช่วยให้คนธรรมดาดูสูงส่งขึ้นได้ แต่ไม่อาจซื้อสติปัญญาหรือความสามารถที่แท้จริง”

“เมื่อครู่เจ้าเล่นกู่ฉินได้เล็กน้อย แสดงว่าคงพอรู้เรื่องศิลปะอยู่บ้าง กล้าประชันบทกลอนเจ็ดก้าวกับข้าหรือไม่?”

ยูรันถามขึ้นทันที

“มีสิ่งใดเป็นเดิมพันหรือเปล่า?”

“หากเจ้าแพ้ จงยอมรับต่อหน้าทุกคนว่าเจ้าไม่มีคุณสมบัติเป็นผู้สืบทอด และห้ามยุ่งเกี่ยวกับตำแหน่งนี้อีก”

ยูรันเอียงศีรษะด้วยความไม่เข้าใจ

“อืม ไม่ใช่ว่าท่านแม่ของข้าบอกไปแล้วหรือว่าข้าจะไม่รับตำแหน่งผู้สืบทอด?”

เยวียนหลิงซวงอยากมุดแผ่นดินหนีให้รู้แล้วรู้รอด นางไม่เข้าใจว่าตนมีพี่ชายโง่เขลาถึงเพียงนี้ได้อย่างไร

เยวียนหลิงเฟิงกัดฟัน ก่อนถามกลับ

“แล้วเจ้าต้องการสิ่งใด?”

ยูรันยกมือขึ้นลูบคางอย่างครุ่นคิด

“อืม...แขน ขา หรือลิ้นดี?”

ใบหน้าของเยวียนเหวินอวี้ซีดเผือกลงทันที

“พี่ชายจ๋า คือว่า...”

[ไม่นะ แย่แล้ว!]

ยูรันยกมือห้ามนาง ก่อนกล่าวต่อ

“คราวก่อนข้าดันลืมเอาสิ่งใดจากเหวินเจ๋อเสียได้ ถ้าเช่นนั้นรอบนี้เอาการได้ยินจากหูทั้งสองข้างของท่านเป็นอย่างไร?”

เยวียนหลิงซวงรีบร้องห้าม

“ท่านพี่ เดี๋ยวก่อน!”

ยูรันกลับพยักหน้าให้กับความคิดของตนเอง

“อืม แบบนี้แหละดี หากข้าชนะ ข้าจะเอาการได้ยินของท่านไป”

“แต่หากท่านชนะ ไม่ว่าท่านจะขอสิ่งใด ข้าจะทำให้ทั้งหมด ต่อให้ต้องฆ่าทุกคนซึ่งคิดแย่งชิงตำแหน่งผู้สืบทอดกับท่าน ข้าก็จะจัดการให้”

ดวงตาของเยวียนหลิงเฟิงพลันเป็นประกาย

[หืม? เขาจะช่วยให้ข้ากลายเป็นเจ้าตำหนักอย่างนั้นหรือ? หวานหมูแล้ว! ก็แค่ประชันบทกลอนเท่านั้น]

“ข้าตกลง!”

“พี่ใหญ่ ไม่ได้นะ!”

เยวียนหลิงเฟิงตวาดใส่น้องสาวทันที

“หนวกหู!”

จากนั้นเขาจึงหันกลับไปทางยูรันและประกาศหัวข้อด้วยรอยยิ้มเยาะ

“หัวข้อคือ ‘คนตาบอดชมจันทร์’ และข้าจะเป็นผู้เริ่มก่อน!”

ยูรันผายมืออย่างไม่ใส่ใจ

“ตามสบายเลย”

[ชิ ข้าเกลียดการแข่งขันแต่งกลอนเสียด้วย เอาเถอะ รีบทำให้จบก็แล้วกัน]

เยวียนหลิงเฟิงก้าวออกมาทีละก้าว ก่อนกล่าวบทกลอนของตนเองด้วยน้ำเสียงดังกังวาน

“จันทร์กระจ่างกลางนภาราตรี

แสงโสมศรีส่องหล้าพาสดใส

คนตาบอดแม้เงยหน้าสักเพียงใด

ย่อมมิอาจเห็นจันทร์ด้วยดวงตา”

เมื่อก้าวครบเจ็ดก้าว เขาก็หยุดลง ก่อนหันกลับมามองยูรันอย่างท้าทาย

“ข้าเสร็จแล้ว ต่อไปถึงตาของเจ้า”

แทบจะในทันทีที่เสียงของเยวียนหลิงเฟิงสิ้นสุดลง ยูรันก็กล่าววรรคแรกขึ้นจากที่นั่ง โดยไม่เสียเวลาครุ่นคิดแม้แต่ลมหายใจเดียว

“แม้ดวงเนตรมืดดับไม่รับแสง

ดวงใจแจ้งเห็นหมื่นดาวพราวฟ้าใส

คนมีตากลับมืดบอดด้วยจิตใจ

จันทร์อยู่ใกล้ยังไม่เห็นเช่นคนพาล”

ทันทีที่วรรคสุดท้ายจบลง ทั่วทั้งศาลาก็เงียบสนิท

ทุกคนต่างตกตะลึงกับบทกลอนตรงหน้า ไม่ว่าจะเป็นสัมผัสระหว่างวรรค จำนวนคำ ความเชื่อมโยง หรือความหมายซึ่งใช้หัวข้อเดียวกันย้อนกลับไปถากถางผู้ตั้งโจทย์ ทุกส่วนล้วนประสานกันอย่างสมบูรณ์แบบ

ไม่มีผู้ใดกล่าวสิ่งใดออกมาอยู่หลายอึดใจ

ยูรันรออยู่ครู่หนึ่ง ก่อนเอียงศีรษะถาม

“หืม? เอ้า ต่อสิพี่หลิงเฟิง เงียบทำไม?”

เยวียนหลิงเฟิงสะดุ้งหลุดจากภวังค์

[บัดซบ! ข้าจะต่อจากบทกลอนนี้ได้อย่างไร?!]

เยวียนเหวินอวี้มองเขาอยู่ครู่หนึ่ง ก่อนยกมือขึ้นถามอย่างลังเล

“เอ่อ...หากพี่หลิงเฟิงต่อไม่ได้ เช่นนั้นก็หมายความว่าพี่ชายจ๋าชนะแล้วหรือเปล่าเจ้าคะ?”

“พี่ชายจ๋ากล่าวบทกลอนออกมาทันทีที่พี่หลิงเฟิงพูดจบ โดยไม่เสียเวลาคิดแม้แต่น้อย ถึงข้าจะไม่เชี่ยวชาญเรื่องบทกลอนมากนัก แต่ทั้งสัมผัสระหว่างวรรค จำนวนคำ ความเชื่อมโยง และความหมาย ล้วนไร้ที่ติไม่ใช่หรือเจ้าคะ?”

สิ้นคำถามนั้น สายตาของทุกคนก็หันกลับไปหยุดอยู่ที่เยวียนหลิงเฟิงพร้อมกัน

เยวียนหลิงเฟิงกัดฟันกรอด สีหน้าของเขาค่อย ๆ บิดเบี้ยวด้วยความอับอาย