ตอนที่ 426 ล้วนไร้ที่ติไม่ใช่หรือเจ้าคะ?
“จิ๊”
เสียงแค่นอย่างไม่พอใจดังขึ้นจากเยวียนหลิงเฟิง ทำให้ทุกคนภายในศาลาหันไปมองเขาพร้อมกัน
เยวียนหลิงซวงขมวดคิ้ว
[เจ้าโง่นี่เป็นอะไรของมันอีก?]
เยวียนเซียนโหย่วหรี่ตามองอีกฝ่าย ก่อนถามขึ้น
“หลิงเฟิง เจ้ามีอะไรหรือเปล่า?”
เยวียนหลิงเฟิงยกมือกอดอก ก่อนตอบอย่างไม่ใส่ใจ
“อืม ไม่มีอะไร ข้าเพียงคิดว่าบุตรชายของท่านป้าชิงเหยาจะเก่งกาจสักเพียงใด แต่ดูเหมือนนอกจากเล่นดนตรีได้เล็กน้อยและมีของวิเศษอยู่มากมายแล้ว ข้าก็ไม่เห็นว่าเขาจะมีดีตรงไหน”
ยูรันเลิกคิ้วขึ้นเล็กน้อย
[โอ้ ดูเหมือนจะมีเรื่องสนุกแล้วสิ]
ใบหน้าของเยวียนหลิงซวงเปลี่ยนสีทันที
“พี่ใหญ่ หุบปากเดี๋ยวนี้นะ!”
เยวียนหลิงเฟิงหันขวับมามองน้องสาว
“ข้าเป็นพี่ชายแท้ ๆ ของเจ้า แต่เจ้ากลับเข้าข้างเขา แถมยังกล้าสั่งให้ข้าหุบปากอีกหรือ?”
“ข้าบอกให้ท่านหุบปาก!”
“ข้าไม่หุบ แล้วเจ้าจะทำไม?”
เยวียนเหวินอวี้เห็นท่าไม่ดีจึงรีบกล่าวแทรก
“เอ่อ...ข้าขอร้องละเจ้าค่ะ พี่หลิงเฟิง ท่านช่วยหยุดก่อน...”
เยวียนหลิงเฟิงกลับตวัดสายตามาทางนาง
“เจ้าเองก็เงียบเสีย มัวแต่เรียกพี่ชายจ๋าอยู่นั่น ทำตัวเป็นเด็กไม่รู้จักโต”
“ไม่เห็นหรือว่าทั้งเหวินหลาน เซียนเหยา จือหลิง หมิงเสวี่ย และหมิงเยว่ ไม่มีผู้ใดเรียกพี่ชายจ๋าหรือน้องชายจ๋าเหมือนเจ้าสักคน เหอะ!”
เยวียนอู่เฉิงมองอีกฝ่ายด้วยสีหน้าราวกับกำลังมองคนเสียสติ
[เจ้าโง่หลิงเฟิงกำลังพล่ามอะไรของมัน? ไม่เห็นหงส์ฟ้าเมื่อครู่หรืออย่างไร ของวิเศษที่เขามีก็มากมาย แถมยังมอบให้ผู้อื่นโดยไม่ลังเล การผูกมิตรกับเขาเอาไว้ไม่ดีกว่าหรือวะ?]
[บัดซบ ข้าเองก็ดันพลาดไม่ได้เตรียมของขวัญมาด้วย!]
เยวียนหมิงเจ๋อขมวดคิ้ว
“เจ้าหมายความว่าอย่างไร?”
เยวียนหลิงเฟิงแค่นหัวเราะ
“ก็หมายความตามที่ข้าพูด เหตุใด เจ้ามีปัญหาหรือหมิงเจ๋อ? คิดจะออกหน้าปกป้องเจ้าคนตาบอดนี่หรืออย่างไร?”
เยวียนเหวินอวี้สะดุ้งเฮือก
[แย่แล้ว แย่แล้ว แย่แล้ว! ข้าควรทำอย่างไรดี?!]
เยวียนหมิงเจ๋อยังคงควบคุมน้ำเสียงให้สงบนิ่ง
“นี่เป็นเพียงการพบปะพูดคุยกันตามปกติ ไม่มีความจำเป็นต้องหาเรื่องกันแม้แต่น้อย”
เสี่ยวเถาโน้มตัวเข้าไปกระซิบข้างยูรัน
“เอ่อ...คุณชายใหญ่ ให้บ่าวไปตามผู้ดูแลมาดีหรือไม่เจ้าคะ?”
ยูรันยกมือขึ้นห้ามนางเอาไว้
เยวียนหลิงเฟิงเห็นยูรันยกมือห้ามสาวใช้ก็แค่นหัวเราะ
“ทำไม? กลัวเรื่องจะไปถึงหูผู้ใหญ่หรือ?”
“ข้าเพียงพูดความจริงเท่านั้น เจ้าเพิ่งกลับมาตระกูลได้ไม่กี่วัน แต่กลับนำของวิเศษออกมาแจกจ่ายให้คนจากสายรองอย่างใจกว้าง”
เขากวาดตามองเยวียนหมิงเจ๋อ เยวียนหมิงเสวี่ย และคนอื่น ๆ
“พอได้รับของดี พวกเจ้าก็รีบเปลี่ยนท่าที พากันเรียกเขาว่าน้องชายและท่านพี่อย่างสนิทสนม ช่างซื้อใจได้ง่ายเสียจริง”
สีหน้าของคนรอบศาลาเริ่มเปลี่ยนไปทันที
เยวียนหลิงเฟิงหันกลับมาทางยูรัน ก่อนกล่าวด้วยน้ำเสียงเยาะเย้ย
“ปากบอกว่าเกลียดชื่อซึ่งมารดาตั้งให้ ถึงขั้นไม่ยอมใช้นามสกุลเยวียน แต่กลับมานั่งอยู่ท่ามกลางลูกหลานตระกูลเยวียน คอยแจกสมบัติเพื่อซื้อใจผู้คน”
“ช่างดูเหมือนคนที่ไม่สนใจตำแหน่งผู้สืบทอดเสียจริง”
เขาหยุดเล็กน้อย ก่อนกล่าวถากถางต่อ
“หากเจ้าคิดว่าตนคู่ควรกับตำแหน่งนั้นจริง ก็วางของวิเศษทั้งหมดลงแล้วแสดงความสามารถของตนเองออกมา อย่าเอาแต่หลบอยู่หลังสตรีกับกองสมบัติ”
บรรยากาศภายในศาลาพลันเงียบกริบ
เยวียนคังหมิงกับเยวียนคังหยางหันมองหน้ากัน
“กล้าหาเรื่องกันซึ่ง ๆ หน้าเช่นนี้เลยหรือ...”
เยวียนคังหยางลดเสียงลง
“พี่ใหญ่ ข้าว่าพวกเราดูไปก่อนเถอะ อย่างไรเสียเขาก็ยังไม่ได้แสดงอาการอะไร”
เยวียนหมิงเสวี่ยขมวดคิ้วแน่น
[เจ้าโง่นี่กำลังพล่ามอะไรของมัน? ไม่เห็นหรือว่าเขาเพิ่งจับกู่ฉินก็สามารถเล่นได้แทบจะทันที แล้วของวิเศษเหล่านั้นก็เป็นของตอบแทนสำหรับของขวัญที่พวกเรามอบให้ มันเกี่ยวอะไรกับการซื้อใจ?]
เยวียนอู่เฉิงลอบถอนหายใจอยู่ภายในใจ
[เจ้าโง่หลิงเฟิงพลาดเสียแล้ว ดูเหมือนเมื่อครู่มันจะไม่ได้สนใจสิ่งใดเลย ทั้งหงส์ฟ้าและสมบัติเหล่านั้นล้วนอยู่ในระดับสูงทั้งสิ้น]
ตรงกันข้าม ใบหน้าของเยวียนหลิงซวงกลับซีดเผือดลงทุกขณะ
[จบเห่แล้ว จบเห่แน่ ๆ! ท่านพี่ต้องเปิดเดิมพันอย่างแน่นอน ครั้งก่อนเขายังบอกเองว่าจะไม่ลืมเรื่องเดิมพันอีก หลิงเฟิงได้กลายเป็นคนพิการแน่!]
ยูรันรออยู่หลายลมหายใจ เมื่อเห็นว่าอีกฝ่ายไม่กล่าวสิ่งใดต่อจึงถามขึ้น
“อืม จบแล้วหรือ? ข้านึกว่าจะมีต่อเสียอีก”
“……”
เยวียนหลิงซวงรีบลุกพรวดขึ้นจากที่นั่ง
“ท่านพี่ คือว่า...พี่ใหญ่ยังไม่รู้เรื่องบางอย่าง ได้โปรดปล่อยผ่านเรื่องนี้ไปเถอะเจ้าค่ะ”
ยูรันยกมือขึ้นห้าม โดยไม่เปิดโอกาสให้นางกล่าวสิ่งใดต่อ
เยวียนหลิงซวงได้แต่นั่งลงด้วยใบหน้าซีดเผือกกว่าเดิม
[อ่า...จบสิ้นแล้ว]
เยวียนหมิงเจ๋อส่งกระแสจิตไปหาน้องทั้งสามทันที
[หมิงเสวี่ย หมิงฮวน หมิงเยว่ พวกเจ้าห้ามพูดอะไรทั้งนั้น]
เยวียนหมิงเยว่หันไปมองพี่ชายด้วยความร้อนรน
[แต่ว่าท่านพี่เขา...]
[ไม่มีแต่ เชื่อฟังข้า ท่านพ่อกำชับแล้วไม่ใช่หรือว่าให้ผูกมิตรกับเขา หากเจ้าอยากเข้าข้างเขาก็ไม่ผิด แต่ในอนาคตเขาไม่อาจคอยปกป้องเจ้าได้ตลอดเวลา เพราะฉะนั้นอย่าเข้าไปยุ่งกับเรื่องนี้]
เยวียนหมิงฮวนกับเยวียนหมิงเสวี่ยพยักหน้ารับอย่างเข้าใจ ส่วนเยวียนหมิงเยว่แม้จะยอมพยักหน้าตาม แต่สีหน้าของนางยังคงเต็มไปด้วยความกังวล
เยวียนหลิงเฟิงแค่นหัวเราะ ก่อนกล่าวต่อด้วยความมั่นใจ
“ของวิเศษช่วยให้คนธรรมดาดูสูงส่งขึ้นได้ แต่ไม่อาจซื้อสติปัญญาหรือความสามารถที่แท้จริง”
“เมื่อครู่เจ้าเล่นกู่ฉินได้เล็กน้อย แสดงว่าคงพอรู้เรื่องศิลปะอยู่บ้าง กล้าประชันบทกลอนเจ็ดก้าวกับข้าหรือไม่?”
ยูรันถามขึ้นทันที
“มีสิ่งใดเป็นเดิมพันหรือเปล่า?”
“หากเจ้าแพ้ จงยอมรับต่อหน้าทุกคนว่าเจ้าไม่มีคุณสมบัติเป็นผู้สืบทอด และห้ามยุ่งเกี่ยวกับตำแหน่งนี้อีก”
ยูรันเอียงศีรษะด้วยความไม่เข้าใจ
“อืม ไม่ใช่ว่าท่านแม่ของข้าบอกไปแล้วหรือว่าข้าจะไม่รับตำแหน่งผู้สืบทอด?”
เยวียนหลิงซวงอยากมุดแผ่นดินหนีให้รู้แล้วรู้รอด นางไม่เข้าใจว่าตนมีพี่ชายโง่เขลาถึงเพียงนี้ได้อย่างไร
เยวียนหลิงเฟิงกัดฟัน ก่อนถามกลับ
“แล้วเจ้าต้องการสิ่งใด?”
ยูรันยกมือขึ้นลูบคางอย่างครุ่นคิด
“อืม...แขน ขา หรือลิ้นดี?”
ใบหน้าของเยวียนเหวินอวี้ซีดเผือกลงทันที
“พี่ชายจ๋า คือว่า...”
[ไม่นะ แย่แล้ว!]
ยูรันยกมือห้ามนาง ก่อนกล่าวต่อ
“คราวก่อนข้าดันลืมเอาสิ่งใดจากเหวินเจ๋อเสียได้ ถ้าเช่นนั้นรอบนี้เอาการได้ยินจากหูทั้งสองข้างของท่านเป็นอย่างไร?”
เยวียนหลิงซวงรีบร้องห้าม
“ท่านพี่ เดี๋ยวก่อน!”
ยูรันกลับพยักหน้าให้กับความคิดของตนเอง
“อืม แบบนี้แหละดี หากข้าชนะ ข้าจะเอาการได้ยินของท่านไป”
“แต่หากท่านชนะ ไม่ว่าท่านจะขอสิ่งใด ข้าจะทำให้ทั้งหมด ต่อให้ต้องฆ่าทุกคนซึ่งคิดแย่งชิงตำแหน่งผู้สืบทอดกับท่าน ข้าก็จะจัดการให้”
ดวงตาของเยวียนหลิงเฟิงพลันเป็นประกาย
[หืม? เขาจะช่วยให้ข้ากลายเป็นเจ้าตำหนักอย่างนั้นหรือ? หวานหมูแล้ว! ก็แค่ประชันบทกลอนเท่านั้น]
“ข้าตกลง!”
“พี่ใหญ่ ไม่ได้นะ!”
เยวียนหลิงเฟิงตวาดใส่น้องสาวทันที
“หนวกหู!”
จากนั้นเขาจึงหันกลับไปทางยูรันและประกาศหัวข้อด้วยรอยยิ้มเยาะ
“หัวข้อคือ ‘คนตาบอดชมจันทร์’ และข้าจะเป็นผู้เริ่มก่อน!”
ยูรันผายมืออย่างไม่ใส่ใจ
“ตามสบายเลย”
[ชิ ข้าเกลียดการแข่งขันแต่งกลอนเสียด้วย เอาเถอะ รีบทำให้จบก็แล้วกัน]
เยวียนหลิงเฟิงก้าวออกมาทีละก้าว ก่อนกล่าวบทกลอนของตนเองด้วยน้ำเสียงดังกังวาน
“จันทร์กระจ่างกลางนภาราตรี
แสงโสมศรีส่องหล้าพาสดใส
คนตาบอดแม้เงยหน้าสักเพียงใด
ย่อมมิอาจเห็นจันทร์ด้วยดวงตา”
เมื่อก้าวครบเจ็ดก้าว เขาก็หยุดลง ก่อนหันกลับมามองยูรันอย่างท้าทาย
“ข้าเสร็จแล้ว ต่อไปถึงตาของเจ้า”
แทบจะในทันทีที่เสียงของเยวียนหลิงเฟิงสิ้นสุดลง ยูรันก็กล่าววรรคแรกขึ้นจากที่นั่ง โดยไม่เสียเวลาครุ่นคิดแม้แต่ลมหายใจเดียว
“แม้ดวงเนตรมืดดับไม่รับแสง
ดวงใจแจ้งเห็นหมื่นดาวพราวฟ้าใส
คนมีตากลับมืดบอดด้วยจิตใจ
จันทร์อยู่ใกล้ยังไม่เห็นเช่นคนพาล”
ทันทีที่วรรคสุดท้ายจบลง ทั่วทั้งศาลาก็เงียบสนิท
ทุกคนต่างตกตะลึงกับบทกลอนตรงหน้า ไม่ว่าจะเป็นสัมผัสระหว่างวรรค จำนวนคำ ความเชื่อมโยง หรือความหมายซึ่งใช้หัวข้อเดียวกันย้อนกลับไปถากถางผู้ตั้งโจทย์ ทุกส่วนล้วนประสานกันอย่างสมบูรณ์แบบ
ไม่มีผู้ใดกล่าวสิ่งใดออกมาอยู่หลายอึดใจ
ยูรันรออยู่ครู่หนึ่ง ก่อนเอียงศีรษะถาม
“หืม? เอ้า ต่อสิพี่หลิงเฟิง เงียบทำไม?”
เยวียนหลิงเฟิงสะดุ้งหลุดจากภวังค์
[บัดซบ! ข้าจะต่อจากบทกลอนนี้ได้อย่างไร?!]
เยวียนเหวินอวี้มองเขาอยู่ครู่หนึ่ง ก่อนยกมือขึ้นถามอย่างลังเล
“เอ่อ...หากพี่หลิงเฟิงต่อไม่ได้ เช่นนั้นก็หมายความว่าพี่ชายจ๋าชนะแล้วหรือเปล่าเจ้าคะ?”
“พี่ชายจ๋ากล่าวบทกลอนออกมาทันทีที่พี่หลิงเฟิงพูดจบ โดยไม่เสียเวลาคิดแม้แต่น้อย ถึงข้าจะไม่เชี่ยวชาญเรื่องบทกลอนมากนัก แต่ทั้งสัมผัสระหว่างวรรค จำนวนคำ ความเชื่อมโยง และความหมาย ล้วนไร้ที่ติไม่ใช่หรือเจ้าคะ?”
สิ้นคำถามนั้น สายตาของทุกคนก็หันกลับไปหยุดอยู่ที่เยวียนหลิงเฟิงพร้อมกัน
เยวียนหลิงเฟิงกัดฟันกรอด สีหน้าของเขาค่อย ๆ บิดเบี้ยวด้วยความอับอาย