คลังนิยายพันธสัญญาแห่งดวงดาว

ตอนเผยแพร่

อ่านนิยาย

ร่างฉากสำหรับตอนที่ 427 ข้าไม่จำเป็นต้องหาเหตุผลสักหน่อย8,126 ตัวอักษร

ร่างฉากสำหรับตอนที่ 427 ข้าไม่จำเป็นต้องหาเหตุผลสักหน่อย

ยูรันกลับมีท่าทีไม่แน่ใจนัก

“อืม ข้าเองก็ไม่แน่ใจ ข้าเกลียดการแต่งกลอน แถมยังไม่ค่อยเชี่ยวชาญเรื่องบทกลอนด้วย”

เยวียนหมิงเสวี่ยมองเขาด้วยสีหน้าประหลาด

“น้องชาย เจ้าแน่ใจหรือว่าไม่เชี่ยวชาญ?”

“อืม”

“……”

ขนาดนี้ยังเรียกว่าไม่เชี่ยวชาญอีกหรือ?!

ยูรันยกถ้วยชาขึ้นจิบ ก่อนกล่าวอย่างสบายอารมณ์

“ถ้าเช่นนั้นก็รอให้เขาแต่งเพิ่มอีกสักบทแล้วกัน ข้าไม่รีบ ให้เวลาหนึ่งถ้วยชาเป็นอย่างไร?”

สายตาของทุกคนหันกลับไปหาเยวียนหลิงเฟิงอีกครั้ง รอดูว่าเขาจะสามารถแต่งสิ่งใดออกมาโต้ตอบได้

เยวียนหลิงเฟิงกัดฟันกรอด ก่อนฝืนกล่าวออกมา

“ถ้าเช่นนั้นก็ดูให้ดี!”

เขาก้าวออกไปอีกครั้ง ระหว่างเดินครบเจ็ดก้าวจึงกล่าวบทกลอนบทที่สองออกมา

“คนไร้เนตรยืนเดียวดายใต้แสงจันทร์

ได้แต่ฝันถึงฟากฟ้าอันสดใส

แม้แสงโสมส่องหล้าสักเพียงใด

ชีวิตไซร้ย่อมมืดมนจนวันตาย”

เมื่อเยวียนหลิงเฟิงกล่าวจบ เยวียนหมิงเยว่ก็ขมวดคิ้ว ก่อนโน้มตัวเข้าไปกระซิบถามพี่สาว

“ท่านพี่ บทกลอนนี้นับว่าดีแล้วหรือเจ้าคะ?”

เยวียนหมิงเสวี่ยนิ่งคิดอยู่ครู่หนึ่ง

“ข้าเองก็ไม่แน่ใจ...”

ทันใดนั้น เสียงของยูรันก็ดังขึ้นจากที่นั่งโดยไม่เว้นช่วงให้ผู้ใดทันตั้งตัว

“แม้ตาดับใจมิได้ดับตาม

ยังมองความงดงามผ่านลมหนาว

ผู้มีเนตรกลับหลงเงาใต้แสงดาว

ตาบอดคราวหนึ่งยังดีกว่าบอดใจ”

ทั่วทั้งศาลาตกอยู่ในความเงียบอีกครั้ง

เยวียนเซียนเหยามองสลับระหว่างทั้งสองฝ่าย ก่อนรวบรวมความกล้ากล่าวขึ้น

“เอ่อ...พี่หลิงเฟิง ข้าไม่ได้ลำเอียงนะเจ้าคะ แต่บทกลอนของท่านพี่ยูรันดีกว่ามากจริง ๆ”

“เหมือนที่เหวินอวี้กล่าวไว้ ทั้งสัมผัส จำนวนคำ ความเชื่อมโยง และความหมาย ทุกอย่างล้วนสมบูรณ์แบบไร้ที่ติ”

ทุกคนรอบศาลาพยักหน้าเห็นด้วยโดยพร้อมเพรียง

เยวียนอู่เฉิงลอบกลืนน้ำลาย

[ตอนแรกข้าเองก็คิดจะทดสอบความสามารถของเขาเหมือนกัน โชคดีที่ยังไม่ได้ทำ ไม่เช่นนั้นคงขายหน้าจนไม่รู้จะเอาหน้าไปไว้ที่ใด]

[แต่หากข้าเพียงขอประลองตามปกติ เขาคงไม่เอาการได้ยินของข้าเหมือนหลิงเฟิงหรอกกระมัง?]

ใบหน้าของเยวียนหลิงเฟิงเขียวคล้ำขึ้นทุกขณะ

ยูรันวางถ้วยชาลง ก่อนกล่าวอย่างไม่ใส่ใจ

“อืม หากยังตัดสินไม่ได้ ก็ให้คนอื่นช่วยตัดสินเถอะ”

เสี่ยวเถารีบกล่าวแทรกขึ้นทันที

“คุณชายใหญ่กล่าวอะไรเช่นนั้นเจ้าคะ? บทกลอนของคุณชายสมบูรณ์แบบและไร้ที่ติ เห็นได้ชัดว่าคุณชายเป็นฝ่ายชนะ!”

ยูรันกล่าวขึ้นอย่างจริงจัง

“เถาเถา หากเป็นเรื่องอื่นข้าคงมั่นใจมากกว่านี้ แต่ข้าเกลียดการแต่งบทกลอนที่สุด เรื่องนี้จึงไม่ค่อยมั่นใจนัก”

เสี่ยวเถาชะงักเล็กน้อยเมื่อได้ยินชื่อเรียก ก่อนรีบส่ายหน้า

“บ่าวไม่ได้กล่าวเพราะเข้าข้างคุณชายนะเจ้าคะ ต่อให้ไม่รู้ว่าบทใดเป็นของผู้ใด บ่าวก็ยังเลือกบทกลอนของคุณชายอยู่ดี”

เยวียนหลิงเฟิงแค่นหัวเราะ

“นางเป็นสาวใช้ของตำหนัก ย่อมต้องพูดเอาใจเจ้าอยู่แล้ว คำตัดสินของนางจะนับเป็นกลางได้อย่างไร?”

ยูรันพยักหน้าอย่างเห็นด้วย

“อืม มีเหตุผล ถ้าเช่นนั้นก็ไปตามตาแก่มาตัดสินแล้วกัน”

“……”

ทุกคนภายในศาลาชะงักค้าง

“อะไรนะ?!”

เสี่ยวเถากล่าวอย่างลังเล

“คุณชายใหญ่เจ้าคะ แต่ว่าตอนนี้ท่านเจ้าตำหนักกำลังประชุมร่วมกับสภาผู้อาวุโสอยู่...”

ยูรันวางถ้วยชาลง

“ข้าจะไม่พูดเป็นครั้งที่สอง”

เสี่ยวเถาสะดุ้งเฮือก ก่อนรีบคารวะ

“จะ เจ้าค่ะ! บ่าวจะไปเดี๋ยวนี้!”

กล่าวจบ นางก็รีบวิ่งออกจากศาลาไปทันที

เยวียนคังหยางมองตามแผ่นหลังของนาง ก่อนพึมพำ

“เขาคิดจะหยุดการประชุมสภา เพียงเพื่อเรียกท่านเจ้าตำหนักมาตัดสินบทกลอนจริงหรือ?”

ยูรันยกถ้วยชาขึ้นจิบต่ออย่างสงบ

“จะได้ยุติธรรม ไม่ดีตรงไหน?”

เยวียนหลิงเฟิงกลับยกมุมปากขึ้นอย่างพึงพอใจ

[ดี! ในสภามีผู้อาวุโสหลายคนสนับสนุนข้าอยู่ ต่อให้บทกลอนของมันพอใช้ได้ แล้วอย่างไร? สุดท้ายผู้ชนะก็ต้องเป็นข้า!]

เยวียนหลิงซวงเหลือบมองรอยยิ้มของพี่ชาย ก่อนยกมือขึ้นกุมหน้าผาก

[เจ้าโง่นี่ยังยิ้มออกอีกหรือ? คราวนี้ไม่เพียงเสียการได้ยิน แต่ยังเตรียมขายหน้าต่อหน้าสภาผู้อาวุโสทั้งหมดด้วย!]

เสี่ยวเถาวิ่งมาถึงห้องประชุมสภาด้วยท่าทางเหนื่อยหอบ

ภายในห้อง บรรดาผู้อาวุโสจากสายต่าง ๆ กำลังโต้เถียงกันอย่างหนักหน่วง ไม่มีฝ่ายใดยอมอ่อนข้อให้กันแม้แต่น้อย

“ขออภัยเจ้าค่ะ!”

เสียงของนางทำให้การโต้เถียงหยุดชะงัก เยวียนจิ้งเทียนตบโต๊ะทันที

“เหลวไหล! เจ้าเป็นเพียงสาวใช้ กล้าดีอย่างไรมาขัดขวางการประชุมสภา?!”

เสี่ยวเถาไม่กล้าเสียเวลาตอบโต้ นางรีบตรงเข้าไปกระซิบรายงานต่อเยวียนจ้าวคุน

“ท่านเจ้าตำหนักเจ้าคะ คุณชายใหญ่เกิดปัญหาขึ้นเล็กน้อย”

เยวียนชิงเหยาหันขวับมาทันที

“ปัญหาอันใด?”

“คะ คือว่า...”

เสี่ยวเถารีบเล่าเรื่องการประชันบทกลอนกับเดิมพันระหว่างยูรันและเยวียนหลิงเฟิง รวมถึงเรื่องที่ทั้งสองฝ่ายยังไม่มีผู้ตัดสินซึ่งทุกคนยอมรับให้ฟังอย่างรวดเร็ว

“คุณชายใหญ่สั่งให้บ่าวมาตามท่านเจ้าตำหนักเจ้าค่ะ บ่าวไม่กล้าขัดคำสั่งของคุณชาย”

เยวียนจิ้งซานแค่นหัวเราะอย่างไม่พอใจ

“เหอะ! แค่การประชันบทกลอนกับเดิมพันของเด็ก ๆ ถึงกับกล้ามาขัดขวางการประชุมสภา ไร้สาระสิ้นดี!”

เยวียนจิ้งหมิงกลับถามขึ้นด้วยความสนใจ

“คุณชายใหญ่กับหลิงเฟิงเดิมพันสิ่งใดกัน?”

เสี่ยวเถากลืนน้ำลาย ก่อนตอบตามความจริง

“หากคุณชายใหญ่แพ้ เขาจะยอมทำตามคำขอของคุณชายหลิงเฟิงทุกอย่าง แม้กระทั่งช่วยให้คุณชายหลิงเฟิงขึ้นเป็นผู้สืบทอดเจ้าค่ะ”

เยวียนชิงลู่ลุกพรวดขึ้น

“อะไรนะ?! ท่านพี่กล่าวเช่นนั้นจริงหรือ?”

“จริงเจ้าค่ะ แต่ว่าหากคุณชายใหญ่เป็นฝ่ายชนะ...”

เยวียนจิ้งซานขมวดคิ้วแน่น

“เขาจะเอาสิ่งใด?”

“คุณชายใหญ่จะเอาการได้ยินจากหูทั้งสองข้างของคุณชายหลิงเฟิงไปเจ้าค่ะ”

“……”

ใบหน้าของเยวียนจิ้งซานแข็งค้าง

เปรี๊ยง!

คำตอบนั้นไม่ต่างจากสายฟ้าซึ่งฟาดลงกลางใจของเยวียนจิ้งไห่ เขารู้ดีว่ายูรันไม่ได้พูดข่มขู่เล่น ๆ เพราะก่อนหน้านี้เยวียนเหวินเจ๋อก็เกือบถูกเอาบางส่วนของร่างกายไปเช่นกัน

เยวียนจิ้งหมิงกลับระเบิดเสียงหัวเราะ

“ฮ่า ๆๆๆ! น่าสนุกดีนี่ ช่างหัวการประชุมก่อนแล้วกัน ข้าขอไปดูเรื่องนี้ก่อน!”

เยวียนจิ้งเซียนลุกขึ้นตามทันที

“ข้าไปด้วย เรื่องสนุกเช่นนี้จะพลาดได้อย่างไร? ไปกันเถอะจิ้งหมิง”

เยวียนจิ้งจือมองทั้งสองอย่างสงสัย

“เดี๋ยวก่อน พวกเจ้ารู้อะไรบางอย่างอยู่ใช่หรือไม่?”

เยวียนจิ้งหมิงหันไปทางเยวียนเหวินเจ๋อกับเยวียนจิ้งไห่

“อยากรู้เหตุใดไม่ถามสองคนนั้นดูเล่า? ข้าจำได้ว่าเมื่อคราวก่อนคุณชายใหญ่พูดประมาณว่า ‘น่าเสียดาย ข้าลืมกำหนดเดิมพัน คราวหน้าข้าจะไม่ลืมอีกแน่นอน’ อะไรทำนองนั้น”

ใบหน้าของเยวียนเหวินเจ๋อซีดเผือก

“ท่านอา ท่านกล่าวเกินจริงไปแล้ว...”

เยวียนจิ้งหมิงแค่นหัวเราะ

“หึ เจ้าย่อมรู้อยู่แก่ใจดีที่สุด ขืนชักช้ากว่านี้เดี๋ยวจะพลาดช่วงสำคัญ ข้าไปก่อนละ!”

เยวียนจิ้งจือรีบลุกขึ้นตาม

“เดี๋ยว ข้าไปด้วย!”

ทั้งสามคนรีบออกจากห้องประชุมไปก่อนใคร

เยวียนชิงเหยาหันไปหาพี่ชาย

“พี่ใหญ่ พวกเราเองก็รีบไปดูกันเถอะ”

เยวียนจ้าวคุนสบถออกมา ก่อนลุกขึ้นจากที่นั่ง

“บัดซบ! เหตุใดจึงมีแต่คนชอบไปหาเรื่องตายกับเจ้าหลานคนนั้นนักหนา? พวกเราไป!”

เยวียนจิ้งอู่หันไปถามเยวียนจิ้งคัง

“จิ้งคัง เจ้าคิดว่าอย่างไร?”

เยวียนจิ้งคังลูบคางอย่างครุ่นคิด ก่อนลุกขึ้นจากที่นั่ง

“น่าสนใจ คังหลิง คังเยว่ พวกเจ้าสองคนตามไปด้วย”

บุตรีทั้งสองลุกขึ้นพร้อมกัน

“เจ้าค่ะ ท่านพ่อ”

เยวียนจิ้งอู่พยักหน้า ก่อนหันไปเรียกบุตรของตนเอง

“อู่เฟิง อู่หลิน อู่ซิน พวกเราเองก็ไปดูกันสักหน่อย ว่าน้องชายผู้นี้ของพวกเจ้าน่าสนใจเพียงใด”

“ขอรับ ท่านพ่อ”

“เจ้าค่ะ”

เยวียนจิ้งเทียนมองผู้คนซึ่งทยอยออกจากห้องประชุมด้วยใบหน้าโกรธจัด แต่เมื่อเห็นว่าการประชุมไม่อาจดำเนินต่อได้อีก เขาก็สะบัดแขนเสื้อและลุกตามออกไปเช่นกัน รวมถึงบุตร และบตรีของเขาด้วย

เยวียนเหวินเจ๋อหันไปถามบิดาด้วยสีหน้าหวาดระแวง

“ท่านพ่อ เอ่อ...ท่านคิดว่าผู้ใดไปหาเรื่องเขากัน?”

เยวียนจิ้งไห่ถอนหายใจ

“ข้าไม่รู้ แต่ที่รู้แน่ ๆ คือเจ้าคนนั้นได้กลายเป็นคนพิการอย่างแน่นอน”

เขาหันไปทางบุตรชายทั้งสอง

“ไปกันเถอะ เหวินเจ๋อ เหวินฮ่าว พวกเจ้าทั้งสองก็ตามไปด้วย ไปดูหน้าเจ้าคนที่กำลังหาเรื่องเขาเอาไว้ให้ดี วันข้างหน้าจะได้ไม่ทำผิดพลาดเช่นเดียวกัน”

“ขอรับ ท่านพ่อ”

ระหว่างทาง เยวียนชิงลู่ส่งข้อความไปหาน้องสาวทันที

“ชิงฝู ท่านพี่กำลังประลองบทกลอนกับผู้อื่น แถมยังมีเดิมพันกันด้วย เจ้าจะมาดูหรือไม่?”

เยวียนชิงฝูซึ่งกำลังนอนเล่นอยู่บนเตียงพลันเด้งตัวลุกขึ้น

“ไปสิ! จะรออะไรเล่า?”

ตอบกลับเสร็จ นางก็รีบส่งข่าวต่อให้สุ่ยหลานอิงกับสุ่ยหลานซี

ขณะนั้นสองพี่น้องกำลังฝึกวิชาอยู่กับโม่ชิงเฟิง เมื่อได้รับข้อความ สุ่ยหลานอิงจึงเงยหน้าขึ้น

“พี่หญิงโม่ คือว่า...”

โม่ชิงเฟิงหันมามอง

“มีอะไรหรือ?”

“พี่หญิงชิงฝูส่งข้อความมาบอกว่า ท่านพี่กำลังประลองบทกลอนกับผู้อื่นและมีเดิมพันกันด้วยเจ้าค่ะ ตอนนี้ยังหาผู้ตัดสินไม่ได้ จึงให้คนไปตามเหล่าผู้อาวุโสมาช่วยตัดสิน”

นางหยุดไปเล็กน้อย ก่อนถามอย่างคาดหวัง

“พี่หญิงจะไปดูหรือไม่เจ้าคะ? ท่านเป็นบัณฑิตนี่นา”

โม่ชิงเฟิงลุกพรวดขึ้นทันที

“แล้วจะรออะไรเล่า? ข้าจะบอกคนอื่นด้วย!”

กล่าวจบ นางก็ส่งข้อความแจ้งทุกคนอย่างรวดเร็ว

เมื่อเซี่ยหลานอิงได้รับข่าว สีหน้าของนางก็เต็มไปด้วยความประหลาดใจ

“เขาแต่งบทกลอนเป็นด้วยหรือ?”

เซี่ยเยว่หลีเหลือบมองท่านอาของตน

“ท่านอา ยังมีเรื่องใดเกี่ยวกับเขาที่ทำให้ท่านแปลกใจได้อีกหรือ?”

“ก็จริง” เซี่ยหลานอิงพยักหน้า “พวกเราไปดูกันเถอะว่าคนที่กล้าท้าทายเขาจะต้องเสียอะไร”

เซี่ยเยว่หลีหรี่ตามองอย่างรู้ทัน

“ท่านเพียงอยากหาเหตุผลไปฟังบทกลอนของเขาไม่ใช่หรือ?”

“แค่ก ๆ แน่นอนว่าใช่ เจ้าเองก็เหมือนกันไม่ใช่หรือไง?”

“ข้าไม่จำเป็นต้องหาเหตุผลสักหน่อย”