คลังนิยายพันธสัญญาแห่งดวงดาว

ตอนเผยแพร่

อ่านนิยาย

ตอนที่ 428 นี่คือกู่ฉินที่พี่หมิงเสวี่ยมอบให้ข้า7,361 ตัวอักษร

ตอนที่ 428 นี่คือกู่ฉินที่พี่หมิงเสวี่ยมอบให้ข้า

ไม่นาน เหล่าผู้อาวุโสและคนจากสายต่าง ๆ ก็ทยอยกันมาถึงศาลากลางน้ำ

ผู้เยาว์ทุกคนลุกขึ้นประสานมือพร้อมกัน

“คารวะผู้อาวุโสทุกท่าน”

เยวียนจิ้งหมิงโบกมือ

“ไม่ต้องมากพิธี ได้ข่าวว่ามีการประลองบทกลอนและวางเดิมพันกันด้วยหรือ? เรื่องนี้น่าสนใจไม่น้อย”

เมื่อเห็นบิดา เยวียนหมิงเยว่ก็รีบลุกขึ้น ก่อนอุ้มไข่ใบใหญ่ในอ้อมแขนเข้าไปหาเขาด้วยรอยยิ้ม

“ท่านพ่อ ดูนี่สิเจ้าคะ ท่านพี่มอบให้ข้า!”

เยวียนจิ้งหมิงก้มมองสิ่งที่บุตรีกำลังกอดอยู่

“หืม? ไข่หรือ?”

“ใช่เจ้าค่ะ ท่านพี่บอกว่ามันคือไข่หงส์ฟ้า”

เยวียนจิ้งหมิงกับเยวียนจิ้งจืออุทานขึ้นพร้อมกัน

“อะไรนะ?! หงส์ฟ้า?!”

เยวียนจิ้งเซียนรีบถาม

“เมื่อครู่เจ้าบอกว่าใครเป็นผู้มอบมันให้เจ้านะ?”

“ท่านพี่เจ้าค่ะท่านลุง ท่านพี่มอบให้ข้าเป็นของขวัญ”

เยวียนหมิงเยว่ตอบพลางกอดไข่ในอ้อมแขนแน่นขึ้น ใบหน้ายิ้มแย้มจนแก้มแทบปริ

เยวียนจิ้งจือกลืนน้ำลายลงคอ

[คนประเภทใดกันถึงนำไข่หงส์ฟ้ามามอบเป็นของขวัญเช่นนี้?]

“เดี๋ยวก่อน มันเป็นไข่หงส์ฟ้าของจริงหรือ?”

“ของจริง ข้ารับรอง”

เสียงราบเรียบของหลิงเยวี่ยดังขึ้นจากด้านหลัง

ทุกคนหันไปตามเสียง จึงเพิ่งสังเกตเห็นว่าไม่รู้ตั้งแต่เมื่อใด กลุ่มสตรีโฉมงามจำนวนมากได้มายืนเรียงกันอยู่ข้างศาลาเพื่อรอชมเรื่องสนุกแล้ว

เยวียนจ้าวคุนพยักหน้า

“ในเมื่อน้องหญิงหลิงเยวี่ยเป็นผู้รับรอง เช่นนั้นก็แปลว่าเป็นของจริงอย่างแน่นอน”

เยวียนหลิงเฟิงเหม่อมองสตรีผมขาวในชุดสีขาวด้วยดวงตาเลื่อนลอย

[งดงาม... เหตุใดโลกนี้จึงมีสตรีที่งดงามถึงเพียงนี้อยู่ด้วย?]

เยวียนหลิงซวงซึ่งยืนอยู่ข้างกันเห็นท่าทางของพี่ชายแล้วสีหน้าพลันเปลี่ยนไป

[ไม่นะ อย่าบอกนะว่าเจ้าโง่นี่หลงใหลท่านหลิงเยวี่ยเข้าแล้ว? ซวยแล้ว!]

เยวียนจิ้งจือหันไปมองบุตรชายคนโต

“จือหยวน เรื่องทั้งหมดนี้หมายความว่าอย่างไร?”

เยวียนจือหยวนรีบลุกขึ้น ก่อนเล่าเรื่องของขวัญทั้งหมดที่ยูรันมอบให้พวกเขาฟัง ตั้งแต่นาฬิกาทรายซึ่งทำให้การโจมตีกลายเป็นโมฆะได้สามวินาที กระบี่หยกระดับแปด ทัศนะสามภพซึ่งมองทะลุภาพมายา กำไลที่ทำให้ค่ายกลไร้ผล ไปจนถึงไข่หงส์ฟ้าในอ้อมแขนของเยวียนหมิงเยว่

หลังฟังจบ เยวียนจิ้งจือก็กลืนน้ำลายลงคออีกครั้ง

[บ้าเอ๊ย! สมบัติแต่ละชิ้นล้ำค่าเกินกว่าจะประเมินได้ทั้งนั้น เจ้าหนุ่มนี่นำของเหล่านี้ออกมาแจกเป็นของขวัญได้อย่างไรกัน?!]

ตรงกันข้าม เยวียนจิ้งหมิงกลับลอบยิ้มอยู่ภายในใจ

[ดี! ดีมาก! ข้าคิดไม่ผิดจริง ๆ ที่ให้ลูกทุกคนเตรียมของขวัญเอาไว้ล่วงหน้า หลานชายผู้นี้แจกจ่ายสมบัติล้ำค่าราวกับเป็นของไร้ราคา เมื่อเทียบกันแล้ว เรื่องแย่งชิงตำแหน่งผู้สืบทอดนั่นไม่น่าสนใจเลยสักนิด]

เยวียนจิ้งเซียนหันขวับไปมองเขา

“บัดซบ จิ้งหมิง! เจ้ารู้อยู่ก่อนแล้วใช่หรือไม่ จึงได้สั่งให้ลูกทุกคนเตรียมของขวัญเอาไว้?!”

เสียงสูดลมหายใจดังขึ้นพร้อมกันทั่วทั้งศาลา

เยวียนจิ้งไห่เหลือบมองกำไลบนข้อมือของบุตรีคนเล็ก ก่อนครุ่นคิดอย่างจริงจัง

[เหวินอวี้ได้รับกำไลซึ่งทำให้ค่ายกลไร้ผล หากข้ายังต่อล้อต่อเถียงและขัดขวางชิงลู่ต่อไป เกรงว่าคนจากสายของเราคงไม่มีโอกาสได้รับวาสนาเช่นนี้อีก]

[คงต้องรอดูท่าทีไปก่อน อย่างน้อยที่สุดก็ห้ามแสดงความเป็นศัตรูกับเขาเด็ดขาด]

เขาหันไปกล่าวกับบุตรชาย

“เหวินเจ๋อ เจ้าโชคดีจริง ๆ ที่เขาลืมกำหนดเดิมพันก่อนประลองกับเจ้า มิฉะนั้นตอนนี้เจ้าอาจเสียอะไรไปแล้วก็ได้”

เยวียนเหวินเจ๋อก้มหน้าลงอย่างว่าง่าย

“ลูกรู้ตัวแล้วขอรับ ต่อไปลูกไม่กล้าอีกแล้ว”

อีกด้านหนึ่ง เยวียนจิ้งซานเริ่มมีเหงื่อเย็นผุดขึ้นเต็มหน้าผาก

[นี่มันเรื่องอะไรกัน? ลูกสาวของข้าได้รับเพียงภาพวาด แต่คนอื่นกลับได้รับสมบัติล้ำค่ากันหมด...]

เมื่อนึกได้ว่าต้นเหตุของเรื่องทั้งหมดคือใคร เขาก็รีบหันไปมองบุตรชายคนโต

[ไม่สิ ตอนนี้เจ้าโง่นั่นกำลังทำอะไรของมันอยู่?!]

ในเวลานี้เยวียนหลิงเฟิงยังคงเหม่อมองเหล่าสตรีผู้มาใหม่ เช่นเดียวกับเยวียนเทียนอวี้ซึ่งยืนอยู่ไม่ไกล

เยวียนหลิงซวงโน้มตัวเข้าไปกระซิบเตือนพี่ชาย

“หยุดมองได้แล้ว หากเจ้ายังมองต่อไป ข้าเกรงว่าอีกไม่นานเจ้าจะไม่มีดวงตาเหลือไว้ใช้งาน”

เยวียนหลิงเฟิงสะดุ้ง ก่อนรีบดึงสติกลับมา

“แค่ก ๆ ในเมื่อทุกคนมาถึงแล้ว เช่นนั้นก็ขอให้พวกท่านช่วยตัดสินการประลองครั้งนี้ด้วย”

เยวียนจ้าวคุนพยักหน้า

“ว่ามา”

เยวียนหลิงเฟิงจึงกล่าวบทกลอนแรกของตนอีกครั้ง เมื่อเขากล่าวจบ ยูรันก็กล่าวบทโต้ตอบขึ้นทันทีโดยไม่ต้องเสียเวลาครุ่นคิดแม้แต่น้อย

จากนั้นเยวียนหลิงเฟิงก็ท่องบทกลอนที่สองตามเดิม และยูรันยังคงตอบกลับด้วยบทกลอนของตนอย่างฉับไวเช่นเดียวกับครั้งแรก

เมื่อบทกลอนทั้งสี่บทถูกกล่าวออกมาจนครบ ทั่วทั้งศาลาก็เงียบกริบ

ผลแพ้ชนะชัดเจนเสียจนไม่มีผู้ใดรู้ว่าจำเป็นต้องวิจารณ์สิ่งใดอีก

เยวียนจ้าวคุนเหลือบมองเยวียนหลิงเฟิง ก่อนลอบสบถอยู่ภายในใจ

[เจ้าโง่หลิงเฟิงเอ๊ย สมควรแล้วที่หลานชายข้าจะเอาหูของเจ้าไป ต่อให้ใช้ส้นเท้าฟังยังรู้เลยว่าบทของผู้ใดเหนือกว่ากัน]

โม่ชิงเฟิงยกมือกอดอกอย่างภาคภูมิใจ

“สมแล้วที่เป็นสามีของพวกเรา”

ไป๋หลิงพยักหน้า ก่อนเหลือบมองนางจากหางตา

“อืม ไม่เหมือนบัณฑิตเก๊บางคนเลย ว่าไหมพี่ใหญ่?”

หนานอวี้พยักหน้าเห็นด้วยทันที

“จริง พี่ใหญ่เป็นบัณฑิตแท้ ๆ แต่กลับแต่งบทกลอนได้ไม่ถึงครึ่งหนึ่งของสามีเสียด้วยซ้ำ”

เซี่ยเยว่หลีกล่าวเสริม

“นั่นสิ หากบอกว่าสามีเป็นบัณฑิตยังน่าเชื่อถือกว่าเสียอีก”

โม่ชิงเฟิงยกมือกุมหน้าอก ใบหน้าเต็มไปด้วยความเจ็บปวด

เยวียนจ้าวคุนกระแอมเบา ๆ

“อะแฮ่ม เพื่อไม่ให้ผู้ใดกล่าวหาว่าข้าลำเอียง พวกเจ้าลองแต่งต่ออีกสักสามบทก็แล้วกัน”

ยูรันเลิกคิ้ว

“หืม?”

“ไม่ต้องมาหืม ข้าบอกให้แต่งต่อก็รีบแต่งเสีย”

เยวียนหลิงเฟิงกัดฟัน ก่อนเริ่มก้าวเดินอีกครั้ง เมื่อก้าวไปได้สี่ก้าว เขาก็กล่าวบทกลอนบทที่สามออกมา

“จันทร์เพ็ญเด่นเหนือหล้าคราราตรี

แสงรัศมีทาบนภาสง่าสม

คนไร้เนตรแม้อยากชมก็ตรอมตรม

ได้เพียงก้มฟังผู้อื่นชื่นชมจันทร์”

ทันทีที่วรรคสุดท้ายจบลง เสียงของยูรันก็ดังขึ้นจากที่นั่งโดยไม่มีแม้แต่ช่วงเวลาให้เว้นหายใจ

“แม้มิเห็นจันทร์งามด้วยดวงตา

ยังรู้ว่าราตรีนี้มีแสงฝัน

สายลมเย็นกลิ่นบุปผาพารำพัน

เห็นดวงจันทร์ด้วยหัวใจใช่สายตา”

สีหน้าของเยวียนหลิงเฟิงเริ่มไม่น่าดู แต่เขายังไม่ยอมแพ้และฝืนก้าวเดินต่อไป คราวนี้เขาใช้เวลาถึงห้าก้าวจึงกล่าวบทกลอนบทถัดมาได้

“ผู้ตาบอดเงยหน้าคราเดือนส่อง

หวังจับจ้องแสงจันทร์อันเจิดจ้า

แต่ความมืดปิดกั้นสองนัยนา

ย่อมไร้ค่าจะกล่าวว่าชมจันทร์”

ยูรันกล่าวตอบทันทีเช่นเดิม

“มืดที่ตาปิดเพียงภาพตรงเบื้องหน้า

มืดปัญญาปิดฟ้าทั้งสวรรค์

ผู้รู้แจ้งแม้ไร้เนตรยังเห็นจันทร์

คนโง่นั้นมีสองตากลับมืดมน”

เมื่อได้ฟังถึงตรงนี้ ทุกคนภายในศาลาก็มองออกแล้วว่าผู้ใดจะเป็นฝ่ายพ่ายแพ้

เยวียนหลิงเฟิงเริ่มมีเหงื่อเย็นไหลลงมาตามขมับ เขาเดินวนจนครบเจ็ดก้าว ก่อนจะเค้นบทกลอนสุดท้ายออกมาอย่างยากลำบาก

“จันทร์ยังคงส่องฟ้าในคืนนี้

คนไม่มีดวงตาหาเห็นไม่

ต่อให้เอ่ยถ้อยคำล้ำเพียงใด

ก็ยังไร้ทางชมจันทร์ด้วยตาตน”

คุณภาพของบทกลอนลดต่ำลงอย่างเห็นได้ชัด ทว่ายูรันยังคงตอบกลับโดยไม่หยุดคิดแม้แต่ชั่วขณะ

“ผู้ใดว่าชมจันทร์ด้วยตาเท่านั้น

แสงแห่งจันทร์ส่องถึงซึ่งจิตใจ

ข้าไร้เนตรยังเห็นจันทร์อันอำไพ

เจ้ามีตากลับเห็นเพียงเงาตน”

เยวียนจิ้งซานหลับตาลงด้วยความสิ้นหวัง

[จบแล้ว จบสิ้นแล้ว! เจ้าลูกชายตัวดีของข้าทำอะไรลงไป?!]

[เจ้าต้องเดินตั้งกี่ก้าวกว่าจะคิดแต่ละบทออกมาได้ แต่เขาไม่เสียเวลาคิดแม้แต่ชั่วลมหายใจ แถมทุกบทที่แต่งออกมายังเหนือกว่าเจ้าอย่างเทียบไม่ติด ทั้งถ้อยคำ ความหมาย และสัมผัสล้วนสมบูรณ์แบบทุกด้าน!]

เยวียนหลิงเฟิงกำหมัดแน่นจนเล็บแทบจิกเข้าไปในฝ่ามือ

[บัดซบ! เหตุใดมันจึงแต่งบทกลอนได้ดีถึงเพียงนี้ แถมยังกล่าวออกมาได้ทันทีทุกครั้งอีกด้วย?!]

ยูรันหันไปทางเยวียนจ้าวคุน

“พอเถอะตาแก่ คนที่ต้องเดินมากกว่าหนึ่งก้าวกว่าจะคิดบทกลอนง่าย ๆ ออกมาได้ ไม่มีค่าพอให้เสียเวลามากขนาดนั้นหรอก”

โม่ชิงเฟิงยกมือกุมหน้าอก ราวกับเพิ่งถูกกระบี่แทงทะลุหัวใจ

“สามีช่างพูดจาแทงใจดำเสียจริง...”

เสียงของไป๋หลิงดังขึ้นจากด้านข้าง

“สมควร”

เยวียนจ้าวคุนมุมปากกระตุก

[เจ้าเด็กเวรนี่พูดจริงหรือ?]

เยวียนหลิงเฟิงโกรธจัดจนใบหน้าแดงก่ำ เขายกมือชี้ยูรันและกำลังจะด่าทอ

“เจ้า...”

“พอแล้ว”

ยูรันกล่าวตัดบท ก่อนล้วงมือเข้าไปในช่องเก็บของ

“นอกจากบทกลอนที่ข้าแต่งขึ้นอย่างลวก ๆ พวกนี้แล้ว ข้าจะแสดงอย่างอื่นให้พวกเจ้าดูอีกสักอย่าง”

ลวก ๆ?

ทุกคนภายในศาลาต่างมองเขาราวกับเพิ่งได้ยินเรื่องเหลวไหลที่สุดในชีวิต

ยูรันนำกู่ฉินออกมาวางตรงหน้า

“นี่คือกู่ฉินที่พี่หมิงเสวี่ยมอบให้ข้า”

กล่าวจบ ปลายนิ้วของเขาก็เริ่มเคลื่อนไหวไปตามสายกู่ฉิน ท่วงทำนองอันไพเราะพลันดังขึ้นพร้อมกับเสียงขับร้องของเขา