คลังนิยายพันธสัญญาแห่งดวงดาว

ตอนเผยแพร่

อ่านนิยาย

ตอนที่ 429 เด็กไม่สิ้นกลิ่นน้ำนมเช่นเจ้าจะเอาอะไรไปชนะเขา7,649 ตัวอักษร

ตอนที่ 429 เด็กไม่สิ้นกลิ่นน้ำนมเช่นเจ้าจะเอาอะไรไปชนะเขา

เมื่อเสียงกู่ฉินและเสียงขับร้องท่อนสุดท้ายจางหาย ทั่วทั้งศาลาก็ยังคงเงียบสนิท

เยวียนจ้าวคุนอ้าปากค้างอยู่พักใหญ่ ก่อนกล่าวตะกุกตะกัก

“นะ นะ นะ นี่มัน... เขานำบทกลอนทั้งห้าบทเมื่อครู่มาเรียบเรียงและขับร้องต่อกันจนกลายเป็นบทเพลงได้จริง ๆ หรือ?!”

เยวียนจิ้งซานหลับตาลงด้วยความสิ้นหวัง

[จบแล้ว คราวนี้ลูกชายข้าต้องกลายเป็นคนพิการอย่างแน่นอน]

เยวียนจิ้งไห่ถอนหายใจ

“ดูเหมือนผลการตัดสินจะชัดเจนแล้วนะ”

เยวียนจิ้งหมิงพยักหน้าอย่างพึงพอใจ

“ดีจริง ๆ ข้าคิดไม่ผิดเลย”

เยวียนจิ้งจือหันขวับไปมองเขาทันที

“หน็อย เจ้าสารเลวจิ้งหมิง! ข้าเป็นพี่ของเจ้านะ มีเรื่องดีเช่นนี้เหตุใดถึงไม่ยอมบอกข้าบ้าง?!”

เยวียนจิ้งเซียนถอนหายใจ

“เอาเถอะ ผลการประลองชัดเจนถึงเพียงนี้ คงไม่มีผู้ใดคัดค้านได้แล้ว ส่วนเรื่องของขวัญ ข้าเองก็พลาดที่ไม่ได้สั่งให้ลูก ๆ เตรียมเอาไว้ล่วงหน้าเช่นกัน”

เยวียนจิ้งเทียนนิ่งเงียบ สีหน้าเต็มไปด้วยความหนักใจ

[เดิมทีข้าคิดจะออกหน้าช่วยหลิงเฟิง แต่ความสามารถของทั้งสองฝ่ายแตกต่างกันเกินไป ต่อให้ข้าอยากช่วยก็ไม่มีเหตุผลให้กล่าว]

เยวียนเหวินอวี้เหม่อมองยูรันด้วยดวงตาเป็นประกาย

[พี่ชายจ๋าเท่เกินไปแล้ว! ไม่เพียงแต่งบทกลอนได้ทันที แต่ยังนำบทกลอนทั้งหมดมาขับร้องเป็นเพลงได้ด้วย แถมยังไพเราะจนหาที่ติไม่ได้เลย!]

แม้แต่เยวียนหลิงซวงเองก็ยังตกอยู่ในภวังค์จากเสียงเพลงเมื่อครู่

ไป๋จิ้งเหวินเห็นเยวียนชิงเหยายังคงนิ่งค้าง จึงยกมือแตะไหล่นางเบา ๆ

“ไม่ต้องตกใจไปชิงเหยา ลูกของเจ้าก็เป็นเช่นนี้แหละ”

เยวียนชิงเหยายังคงไม่ตอบสนอง

ลู่เหยียนหนิงยกมือโบกไปมาตรงหน้าอีกฝ่าย

“ดูเหมือนนางจะหยุดนิ่งไปแล้วนะ”

เซี่ยเยว่หลีพยักหน้าอย่างจริงจัง

“อืม บัณฑิตของแท้”

ทุกคนรอบข้างพยักหน้าเห็นด้วยพร้อมกัน

โม่ชิงเฟิงมองภาพตรงหน้าด้วยความเจ็บปวด

“เหตุใดพวกเจ้าจึงทำร้ายจิตใจข้าถึงเพียงนี้...”

กล่าวจบ เข่าของนางก็พลันอ่อนแรง ร่างกายเอนหงายไปด้านหลังราวกับกำลังจะหมดสติ

หนานอวี้ถอนหายใจ

“เฮ้อ พี่ใหญ่เลิกแกล้งได้แล้ว มารยาระดับนี้ไม่มีผู้ใดหลงกลท่านหรอก”

ร่างของโม่ชิงเฟิงชะงักค้าง

[อึก... ถูกจับได้เสียแล้ว]

เยวียนหมิงเยว่สะกิดแขนเสื้อของบิดา ก่อนถามเสียงเบา

“ท่านพ่อ สิ่งที่ท่านลุงพูดเมื่อครู่หมายความว่าอย่างไรหรือเจ้าคะ?”

เยวียนจิ้งหมิงตอบตามตรง

“หมายความว่าหลิงเฟิงกำลังจะกลายเป็นคนพิการอย่างไรเล่า”

เยวียนหลิงเฟิงได้ยินดังนั้น ใบหน้าก็พลันซีดเผือก เขากัดฟันแน่น ก่อนชี้ไปทางยูรัน

“ข้าไม่ยอมรับ!”

เยวียนหลิงซวงหลับตาลงอย่างสิ้นหวัง

[บัดซบ! เหตุใดข้าจึงมีพี่ชายโง่เขลาถึงเพียงนี้นะ?!]

เยวียนหลิงเฟิงรีบหันไปหาบิดา

“ท่านพ่อ ท่านต้องให้ความยุติธรรมกับข้านะ!”

เยวียนจิ้งซานขมวดคิ้วแน่น

“ข้าจะให้ความยุติธรรมกับเจ้าได้อย่างไร? ลองถามทุกคนที่อยู่ในศาลาเสียก่อน ที่นี่มีทั้งเจ้าตำหนัก ผู้อาวุโสจากสายต่าง ๆ และสาวใช้อีกมากมาย ทุกคนล้วนได้ฟังทั้งบทกลอนและบทเพลงเมื่อครู่อย่างชัดเจน”

“หากข่าวแพร่ออกไปว่าเจ้าแพ้เดิมพันแล้วไม่ยอมรับ เจ้าจะให้ข้าเอาหน้าไปไว้ที่ใด?”

“ไม่ได้! ข้าไม่ยอม!” เยวียนหลิงเฟิงตะโกน “ถ้าเช่นนั้นก็แข่งขันอย่างอื่นเพิ่ม ดนตรีกับบทกลอนข้าอาจสู้เจ้าไม่ได้ แต่แขนงอื่นข้าย่อมเอาชนะเจ้าได้อย่างแน่นอน!”

ยูรันถามขึ้นด้วยน้ำเสียงเรียบเฉย

“เดิมพันเล่า?”

เยวียนหลิงเฟิงแค่นหัวเราะ ก่อนกวาดตามองเหล่าสตรีซึ่งยืนอยู่ด้านหลังยูรัน

“หึ ข้ารู้ว่าสตรีเหล่านี้มากับเจ้า หากข้าชนะ นอกจากเงื่อนไขก่อนหน้านี้แล้ว เจ้าต้องส่งพวกนางมาให้ข้าด้วย!”

ใบหน้าของเยวียนหลิงซวงซีดเผือกลงในพริบตา

“พี่ใหญ่ หยุดเดี๋ยวนี้!”

เยวียนหลิงเฟิงไม่สนใจเสียงห้ามของน้องสาว

“แต่หากข้าแพ้...”

ยูรันกล่าวต่อให้ทันที

“เสียงกับแสงสว่าง”

เขาเอนหลังพิงพนักเก้าอี้ ก่อนอธิบายอย่างไม่ใส่ใจ

“นอกจากการได้ยินจากเดิมพันก่อนหน้า หากท่านแพ้อีก ข้าจะเอาเสียงของท่านและแสงสว่างจากดวงตาทั้งสองข้างไปด้วย”

เข่าของเยวียนหลิงซวงอ่อนแรงลงทันที

“ไม่นะ! ท่านพี่ พี่ใหญ่เพียงพูดโดยไม่รู้ความ โปรดอย่าถือสาเขาเลย!”

“ตามนั้น”

เสียงเย็นเยียบของหลิงเยวี่ยดังขึ้น

เพียงสองพยางค์กลับแฝงแรงกดดันอันน่าสะพรึงกลัว กระแทกเข้าใส่โสตประสาทของเยวียนหลิงซวงจนร่างของนางแข็งค้าง ไม่อาจกล่าวแทรกได้อีกแม้แต่คำเดียว

เยวียนหลิงซวงทำได้เพียงหันไปหาบิดาอย่างร้อนรน

“ท่านพ่อ! รีบบอกให้พี่ใหญ่หยุดเถอะ!”

เยวียนจิ้งซานรีบกล่าวเตือน

“หลิงเฟิง คิดให้ดีอีกครั้งเถอะ อย่าใช้อารมณ์ตัดสินใจ”

เยวียนหลิงเฟิงเชิดหน้าขึ้น

“หึ ข้าเป็นลูกผู้ชาย พูดแล้วย่อมไม่คืนคำ!”

เขาชี้ไปทางยูรัน ก่อนประกาศเงื่อนไข

“พวกเราจะประลองกันหกแขนง ได้แก่ หมากกระดาน ค่ายกล กระบวนท่า คาถา กระบี่ และโอสถ หากข้าชนะมากกว่าครึ่ง หรืออย่างน้อยสี่ในหกแขนง ให้ถือว่าข้าเป็นผู้ชนะ!”

ทั่วทั้งศาลาตกอยู่ในความเงียบงัน

เยวียนจิ้งซานหน้าซีดเผือกจนแทบไม่มีสีเลือด

เซี่ยหลานอิงกวาดตามองเหล่าสตรีรอบตัว ก่อนกล่าวด้วยสีหน้าครุ่นคิด

“ไม่น่าเชื่อ หรือเป็นเพราะพวกเรางดงามเกินไป จึงมีคนปัญญาอ่อนเช่นนี้โผล่ออกมาหาเรื่องไม่หยุด?”

ลู่ชิงถานส่ายหน้า

“ข้าว่าน่าจะเป็นเพราะท่านพี่หล่อเหลาเกินไป คนเหล่านั้นจึงอิจฉามากกว่าเจ้าค่ะ”

นางหยุดคิดเล็กน้อย ก่อนกล่าวต่อ

“หากพวกเราหน้าตาเหมือนตูดลิง คนที่ถูกท้าทายอาจกลายเป็นพวกเราแทนก็ได้ ประมาณว่า ‘พวกเจ้าสตรีหน้าหมูคู่ควรกับเขาตรงไหน มาประลองกันเสียเถอะ!’”

เซี่ยเยว่หลีพยักหน้า

“เป็นไปได้”

ทุกคนรอบข้างพยักหน้าเห็นด้วยอย่างพร้อมเพรียง

เยวียนจิ้งหมิงยกมือขึ้น ก่อนเริ่มนับคะแนนทีละข้อ

“หลิงเฟิง หากจะตัดสินตามเงื่อนไขที่เจ้ากำหนด บทกลอนเมื่อครู่นับเป็นหนึ่งแขนง และเจ้าแพ้ไปแล้วหนึ่งแต้ม”

“ส่วนโอสถ เจ้าไม่มีทางชนะอย่างแน่นอน นับเป็นแต้มที่สอง ขณะที่กระบวนท่า คาถา และกระบี่ก็ไม่จำเป็นต้องประลองเช่นกัน รวมแล้วเจ้าจะแพ้ถึงห้าแต้ม”

เขาลดมือลง ก่อนส่ายหน้า

“เหลือเพียงค่ายกลกับหมากกระดานเท่านั้น ต่อให้เจ้าชนะทั้งสองแขนง เจ้าก็ยังแพ้ห้าต่อสองอยู่ดี ผลแพ้ชนะเกินครึ่งไปแล้ว”

เยวียนหลิงเฟิงขมวดคิ้วแน่น

“ท่านลุงจิ้งหมิง ท่านหมายความว่าอย่างไร? เหตุใดจึงตัดสินว่าข้าจะแพ้ทั้งที่ยังไม่ได้ประลอง?!”

เยวียนจิ้งเซียนกล่าวขึ้น

“ก็หมายความตามที่เขาพูดนั่นแหละ ไม่เช่นนั้นหลิงซวงจะพยายามห้ามเจ้าไปทำไม?”

“เมื่อวานข้าอยู่ที่ลานประลอง ข้าเห็นบุตรชายของพี่ชิงเหยานำโอสถระดับสิบคุณภาพสมบูรณ์แบบกว่าสามสิบเม็ดมาหลอมขึ้นใหม่ จนกลายเป็นโอสถระดับสิบเอ็ดคุณภาพสมบูรณ์แบบ อีกทั้งยังก่อให้เกิดนิมิตโอสถด้วย”

เขากวาดตามองบรรดารุ่นเยาว์ภายในศาลา

“เมื่อวาน ในบรรดาพวกเจ้ามีเพียงเหวินอวี้กับหลิงซวงที่อยู่ในเหตุการณ์ ส่วนข้ากับจิ้งหมิงก็เห็นทุกอย่างมากับตา”

“ที่สำคัญ พี่ชิงเหยากินโอสถเม็ดนั้นและก้าวข้ามทัณฑ์สวรรค์สำเร็จ บัดนี้นางอยู่ในระดับมหายาน เทียบชั้นได้กับเหล่าบรรพชนแล้ว”

เปรี๊ยง!

คำพูดของเยวียนจิ้งเซียนประหนึ่งสายฟ้าฟาดลงกลางศาลา

โอสถระดับสิบเอ็ด?!

เยวียนชิงเหยาก้าวเข้าสู่ระดับมหายานแล้ว?!

บรรดาผู้ที่ยังไม่รู้เรื่องต่างหันไปมองเยวียนชิงเหยาพร้อมกันด้วยความตกตะลึง

เยวียนจิ้งหมิงกล่าวต่อ

“ยังไม่หมดเพียงเท่านั้น ฝีมือกับระดับพลังของเจ้าสูสีกับชิงลู่ไม่ใช่หรือ?”

“เมื่อสองวันก่อน ชิงลู่ประลองกับยูรันอยู่ที่ลานประลอง นางใช้ทั้งกระบวนท่า วิชาดาบ วิชากระบี่ และคาถาออกมาจนหมด แต่กลับไม่อาจทำให้เขาขยับออกจากตำแหน่งเดิมได้แม้แต่เสี้ยวก้าว และเขายังก้าวขึ้นเป็นอันดับหนึ่งของทำเนียบอัจฉริยะปีนี้ด้วย”

“ในเมื่อฝีมือของเจ้าใกล้เคียงกับนาง เจ้าย่อมไม่มีทางเอาชนะเขาในสามแขนงนั้นได้”

เขาชี้ไปยังกลุ่มสตรีซึ่งยืนอยู่ไม่ไกล

“หากไม่เชื่อก็ถามพวกนางดูได้ พี่ชิงเหยา พี่ใหญ่จ้าวคุน และพี่สะใภ้หลัวซือล้วนอยู่ในเหตุการณ์ เหวินอวี้กับหลิงซวงเองก็เห็นการประลองทั้งหมด”

“แม้แต่จิ้งซานกับเหวินเจ๋อยังถูกเขาจัดการจนใบหน้าบวมอยู่เลย เจ้าไม่เห็นหรือ?”

เปรี๊ยง!

ข่าวแต่ละเรื่องประหนึ่งสายฟ้าฟาดซ้ำลงบนศีรษะของเยวียนหลิงเฟิง จนสีหน้าของเขาซีดเผือกลงทุกขณะ

ยูรันกลับกล่าวขึ้นอย่างไม่ใส่ใจ

“รออะไรเล่า? อย่างไรก็ยังเหลืออีกตั้งสองแขนง”

“เอาเช่นนี้ก็ได้ หากท่านชนะข้าได้เพียงหนึ่งในสองแขนงที่เหลือ ข้าจะนับว่าท่านเป็นฝ่ายชนะทั้งหมด ข้าไม่ถือสาหรอก”

โม่ชิงเฟิงยกมือขึ้นอย่างลังเล

“เอ่อ...ข้าขอกล่าวอะไรสักหน่อยได้หรือไม่?”

ทุกคนหันไปมองนางพร้อมกัน

“ข้าเคยเล่นหมากกระดานทุกชนิดกับสามีมาแล้ว และเขาไม่เคยแพ้เลยแม้แต่ครั้งเดียว เพราะฉะนั้นแขนงหมากกระดานก็นับว่าเขาชนะไปแล้วได้เช่นกัน”

“ส่วนค่ายกลก็นับไปเสีย” หลิงเยวี่ยกล่าวด้วยน้ำเสียงราบเรียบ “เขาสามารถผนึกสัตว์อสูรระดับหลอมสุญญตาได้ กระทั่งค่ายกลโบราณยังไม่อาจกักขังเขาเอาไว้ เขาเดินทะลุออกมาได้อย่างง่ายดาย”

นางเหลือบมองเยวียนหลิงเฟิงจากหางตา

“เด็กไม่สิ้นกลิ่นน้ำนมเช่นเจ้าจะเอาอะไรไปชนะเขา? มองเพียงครั้งเดียวก็รู้แล้วว่าเจ้าไม่มีทางเทียบเขาได้ ไม่ว่าจะเป็นความสามารถ หน้าตา หรือแม้แต่สมอง”

เปรี๊ยง!

ความหวังสองอย่างสุดท้ายของเยวียนหลิงเฟิงถูกทำลายลงในพริบตา