คลังนิยายพันธสัญญาแห่งดวงดาว

ตอนเผยแพร่

อ่านนิยาย

ตอนที่ 430 ใช่หรือไม่?7,690 ตัวอักษร

ตอนที่ 430 ใช่หรือไม่?

ยูรันยกมือขึ้นห้ามทุกคน

“อย่าเพิ่งกล่าวเช่นนั้นเลย ให้เขาได้ลองดูสักหน่อยเถอะ อย่างไรช่วงสายนี้ข้าก็ต้องอยู่ที่นี่จนถึงเที่ยง หากจบเร็วเกินไป ข้าก็ไม่มีสิ่งใดให้ทำอยู่ดี”

หลิงเยวี่ยแค่นเสียงอย่างไม่พอใจ

“จิ๊ โม่ชิงเฟิง นำหมากกระดานทั้งหมดออกมาให้เขาเลือก”

ยูรันกลับส่ายหน้า

“จะเลือกทำไม? เล่นทุกอย่างไปเลยสิ”

โม่ชิงเฟิงพยักหน้า ก่อนนำกระดานหมากชนิดต่าง ๆ ออกมาวางเรียงกันตรงหน้าทั้งสอง

เยวียนหลิงเฟิงมองกระดานเหล่านั้นแล้วหัวเราะด้วยความมั่นใจ

“ดี! หากข้าชนะเจ้าได้แม้แต่ตาเดียว ให้ถือว่าข้าเป็นผู้ชนะทั้งหมด ฮ่า ๆ ๆ!”

“ได้สิ”

เยวียนหลิงซวงมองรอยยิ้มของพี่ชายแล้วแทบอยากชักกระบี่ออกมาฟันคอเขาให้รู้แล้วรู้รอด

การแข่งขันเริ่มต้นขึ้นอย่างรวดเร็ว

ไม่ว่าจะเป็นหมากกระดานชนิดใด หรือกติกาแบบใดที่เยวียนหลิงเฟิงรู้จัก ผลลัพธ์กลับไม่แตกต่างกันแม้แต่น้อย

แพ้

แพ้

และแพ้อีกครั้ง

กระดานแรกเขายังพอฝืนต่อสู้ได้หลายสิบตา กระดานถัดมาเวลาที่ใช้กลับสั้นลงเรื่อย ๆ จนกระทั่งกระดานสุดท้าย ยูรันใช้หมากเพียงไม่กี่ตัวก็ปิดทางหนีทั้งหมดของเขาได้อย่างสมบูรณ์

เยวียนหลิงเฟิงจ้องกระดานตรงหน้าด้วยดวงตาแดงก่ำ

“เป็นไปไม่ได้... ข้าแพ้ทุกกระดานได้อย่างไร?! เป็นไปไม่ได้!”

ทันใดนั้น เขาก็นึกถึงการแข่งขันแขนงสุดท้ายขึ้นมาได้

“ค่ายกล! ใช่แล้ว ยังเหลือค่ายกลอยู่! เจ้าไม่มีทางเชี่ยวชาญค่ายกลไปด้วยอย่างแน่นอน!”

เยวียนหลิงเฟิงรีบพุ่งออกจากศาลา ก่อนสะบัดธงค่ายกลหลายสิบผืนลงไปรอบสระน้ำด้านข้าง

“ค่ายกลวารีพิฆาตแปดทิศ!”

ครืน!

อักขระสีฟ้าจำนวนมากสว่างขึ้นเหนือผิวน้ำ ก่อนเชื่อมต่อกันเป็นค่ายกลขนาดใหญ่ มวลน้ำทั่วทั้งสระหมุนวนอย่างรุนแรงและยกตัวขึ้นกลางอากาศ กลายเป็นคมวารีนับร้อยเล่มซึ่งแผ่กลิ่นอายสังหารออกมารอบทิศทาง

เยวียนหลิงเฟิงหันกลับมามองยูรันอย่างภาคภูมิใจ

“เป็นอย่างไร? นี่คือค่ายกลระดับสี่ของข้า!”

ยูรันพิจารณาค่ายกลตรงหน้าอยู่ครู่หนึ่ง

“อืม ก็ดูดีอยู่”

เขายกนิ้วมือขึ้น ก่อนเริ่มร่ายถ้อยคำด้วยน้ำเสียงต่ำ

“ตราทมิฬอันเลือนหาย ภาชนะแห่งความคลุ้มคลั่งและโอหัง”

“เดือดพล่าน ปฏิเสธความด้านชา กะพริบไหว ขัดขวางนิทรา”

“ราชินีเหล็กผู้คืบคลาน ตุ๊กตาโคลนผู้แหลกสลายตนเองชั่วนิรันดร์”

“จงรวมตัว จงตอบโต้ จงเติมเต็มผืนดิน”

“และจงตระหนักถึงความไร้พลังของตน”

กำแพงสีดำขนาดมหึมาพลันทะยานขึ้นจากพื้นทั้งสี่ด้าน ปิดล้อมค่ายกลวารีพิฆาตแปดทิศเอาไว้อย่างสมบูรณ์

“โลงศพทมิฬ”

ครืน!

ฝากล่องสีดำปิดลงจากเบื้องบน ค่ายกลทั้งหมดถูกกักขังอยู่ภายในโลงศพทรงสี่เหลี่ยมขนาดมหึมา

เพล้ง!

เสียงแตกร้าวดังออกมาจากภายใน เพียงชั่วลมหายใจ โลงศพทมิฬก็สลายหายไปพร้อมกับค่ายกลระดับสี่ของเยวียนหลิงเฟิง ธงค่ายกลทุกผืนแตกละเอียดจนกลายเป็นเศษผง

ผิวน้ำภายในสระกลับคืนสู่ความสงบราวกับไม่เคยมีสิ่งใดเกิดขึ้น

ยูรันหันกลับมาถามด้วยน้ำเสียงเรียบเฉย

“เช่นนี้แปลว่าข้าชนะทุกแขนงแล้ว ถูกต้องหรือไม่?”

เยวียนหลิงเฟิงอ้าปากพะงาบ

“อะ... อะ...”

เยวียนจิ้งหมิงส่ายหน้า

“เจ้าไม่น่าท้าทายเขาตั้งแต่แรกเลย”

เยวียนจ้าวคุนพยักหน้าเห็นด้วย

“ใช่ ปกติก็มีคนเข้ามาหาเรื่องเขาอยู่ตลอด และคนเหล่านั้นไม่เคยมีจุดจบที่ดีสักคน เจ้าพลาดไปแล้วหลิงเฟิง”

เยวียนหลิงเฟิงส่ายหน้ารัว ๆ ก่อนถอยหลังไปหลายก้าว

“ไม่... เป็นไปไม่ได้! ท่านพ่อ ช่วยข้าด้วย!”

หลิงเยวี่ยแค่นหัวเราะอย่างดูแคลน

“เหอะ เป็นเพียงเด็กไม่สิ้นกลิ่นน้ำนม ฝีมือก็แสนธรรมดา แต่กลับเพ้อฝันอยากได้ตัวข้า ช่างไม่เจียมกะลาหัวเสียจริง”

เซี่ยหลานอิงยกมือห้าม

“พอเถอะพี่หญิง”

นางก้าวออกมาด้านหน้า ก่อนมองเยวียนหลิงเฟิงด้วยสายตาเย็นเยียบ

“เอาละ เจ้าชื่ออะไรนะ... หลิงเฟิงใช่หรือไม่? ได้เวลาทำตามสัญญาแล้ว”

“การได้ยิน การพูด และการมองเห็นของเจ้า”

สติของเยวียนหลิงเฟิงพลันขาดผึง เขาชักกระบี่ออกมาและชี้ใส่เซี่ยหลานอิง

“อย่าเข้ามานะโว้ย! มันต้องโกงข้าแน่ พวกเจ้ารวมหัวกันหลอกข้า! เจ้าเองก็เป็นสตรีของมัน ย่อมต้องเล่นตุกติกช่วยมันอยู่แล้ว!”

เยวียนชิงเหยาหันไปมองเยวียนจิ้งซานด้วยสีหน้าเย็นชา

“จิ้งซาน ข้าไม่เคยคิดเลยว่าเจ้าจะเลี้ยงดูบุตรชายออกมาได้น่าสมเพชถึงเพียงนี้”

เยวียนจิ้งซานตวาดใส่บุตรชาย

“เจ้าลูกเวร! ในเมื่อกล่าวสิ่งใดออกไปแล้วก็ต้องรับผิดชอบคำพูดของตนเอง!”

เยวียนหลิงเฟิงรีบหันไปอ้อนวอนบิดา

“ท่านพ่อ ช่วยข้าด้วย! ข้าไม่อยากกลายเป็นคนพิการ!”

หลิงเยวี่ยยกมือชี้ไปทางยูรัน

“ข้าจะบอกอะไรให้เจ้ารู้อย่างหนึ่ง ตอนนี้นอกจากดวงตากับความสามารถในการพูด ประสาทสัมผัสอย่างอื่นของเขาล้วนใช้งานไม่ได้ทั้งหมด”

“แต่ถึงกระนั้น เจ้าก็ยังแพ้เขาอย่างหมดรูป”

เปรี๊ยง!

คำพูดนั้นทำให้ทุกคนภายในศาลาตกตะลึงอีกครั้ง

เยวียนเหวินอวี้รีบหันไปถาม

“พี่ชายจ๋า นี่หมายความว่าอย่างไรหรือเจ้าคะ?”

ยูรันตอบอย่างไม่ใส่ใจ

“ก็ตามที่นางพูด นอกจากการมองเห็นกับการพูดแล้ว ไม่ว่าจะเป็นการดมกลิ่น การรับรส การได้ยิน หรือความรู้สึกจากการสัมผัส ข้าล้วนไม่มีทั้งสิ้น”

“หากรวมช่วงที่ตาบอดก่อนหน้านี้ด้วย ตอนนั้นข้าก็เหลือเพียงความสามารถในการพูดเท่านั้น”

เปรี๊ยง!

เยวียนเหวินอวี้อ้าปากค้าง

“มะ หมายความว่าตอนนี้ท่านพี่หูหนวกอยู่หรือเจ้าคะ? แล้วท่านพี่ได้ยินสิ่งที่ข้าพูดได้อย่างไร?”

ทุกคนรอบข้างต่างตกอยู่ในความสับสนเช่นเดียวกัน

“เรื่องนั้นไม่สำคัญ” ยูรันหันกลับไปหาเยวียนหลิงเฟิง “สิ่งสำคัญคือข้าต้องรักษาคำพูดของตนเอง”

เขาไล่นับสิ่งของตามเดิมพันด้วยน้ำเสียงเรียบเฉย

“แก้วหู กล่องเสียง และดวงตาทั้งสองข้าง”

“ข้าให้ท่านเลือกสามทาง หนึ่ง ให้ข้าเป็นคนเอาออกมาให้ แต่อาจทรมานอยู่บ้าง สอง ท่านลงมือด้วยตนเอง หรือสาม ให้รัชทายาทเป็นผู้ลงมือ รับรองว่ารวดเร็วทันใจ”

เยวียนหลิงเฟิงชะงัก

“รัชทายาท? รัชทายาทคนไหนวะ?”

หลิงเยวี่ยแค่นหัวเราะ

“เหอะ ก็คนที่เจ้ากำลังชักกระบี่ชี้หน้าอยู่อย่างไรเล่า นางมีนามว่าเซี่ยหลานอิง เป็นองค์รัชทายาทคนปัจจุบัน”

เปรี๊ยง!

“อะไรนะ?!”

เยวียนจิ้งไห่กับเยวียนเหวินเจ๋อเริ่มมีเหงื่อเย็นผุดขึ้นเต็มหน้าผาก เมื่อนึกได้ว่าก่อนหน้านี้พวกตนเกือบทำเรื่องผิดพลาดครั้งใหญ่ลงไปแล้ว

เซี่ยหลานอิงมองเยวียนหลิงเฟิง

“รู้ตัวก็ดี ข้าไม่ได้ใจดีเหมือนสามีของข้าหรอกนะ”

“อะไรนะ?! สามี?!”

ผู้คนจากสายรองอุทานขึ้นพร้อมกัน

เยวียนจิ้งหมิงกลับกล่าวอย่างไม่เข้าใจ

“ข้ารู้ตั้งนานแล้ว เห็นชัดอยู่ว่านางเป็นภรรยาของเจ้าเด็กนี่ พวกเจ้าจะตกใจอะไรกันนักหนา?”

ทุกคนกลืนน้ำลายลงคอพร้อมกัน

เซี่ยหลานอิงก้าวเข้าไปหาเยวียนหลิงเฟิง

“เวลาของข้ามีค่า เพราะฉะนั้นข้าจะนำของตามเดิมพันออกมาเสียเดี๋ยวนี้”

สายตาของนางเลื่อนไปยังกระบี่ในมืออีกฝ่าย

“รวมถึงแขนข้างที่เจ้ากล้าใช้ชี้หน้าข้า ผู้เป็นถึงองค์รัชทายาท อีกทั้งยังเพ้อฝันคิดจะเอาข้ากับพี่หญิงน้องหญิงไปเป็นสตรีของตนเอง ช่างโอหังนัก!”

เยวียนหลิงเฟิงตกใจจนแทบสิ้นสติ

“ทะ ท่านพ่อ! ช่วยข้าด้วย! ข้าผิดไปแล้ว องค์รัชทายาทโปรดไว้ชีวิต!”

เซี่ยหลานอิงไม่สนใจคำอ้อนวอน นางสะบัดมือหนึ่งครั้ง พลังอันทรงพลานุภาพพลันตรึงร่างของเยวียนหลิงเฟิงเอาไว้ ก่อนกระชากแขนข้างที่ถือกระบี่ กล่องเสียง แก้วหู และดวงตาทั้งสองข้างออกมาตามลำดับ

เยวียนหลิงเฟิงอ้าปากกรีดร้อง ทว่ากลับไม่มีเสียงใดเล็ดลอดออกมาอีกแล้ว

ยูรันหันไปยิ้มให้เยวียนจิ้งซาน

“อืม ดูท่าจะเจ็บไม่น้อย ท่านลุงจิ้งซานน่าจะมีโอสถรักษาอยู่กระมัง? ข้าไม่ได้กำหนดเสียหน่อยว่าห้ามรักษาเขา”

เซี่ยหลานอิงเหลือบมองเยวียนจิ้งซานด้วยสายตาเย็นเยียบ

“หากมีครั้งหน้า สิ่งที่ข้าจะเอาไปคือศีรษะของมัน รวมถึงศีรษะของเจ้าซึ่งสั่งสอนบุตรชายให้มาพูดจาแทะโลมพี่หญิงน้องหญิงของข้าเช่นนี้”

เยวียนจิ้งซานหน้าซีดเผือก ก่อนรีบประสานมือคารวะ

“ขอบพระคุณองค์รัชทายาทที่เมตตา”

กล่าวจบ เขาก็รีบนำโอสถรักษายัดใส่ปากบุตรชาย ก่อนพาร่างของเยวียนหลิงเฟิงออกจากศาลาไปอย่างรวดเร็ว

ยูรันมองตามสองพ่อลูกซึ่งจากไป ก่อนกล่าวขึ้น

“ใจร้ายจังนะ”

เซี่ยหลานอิงหรี่ตามองเยวียนหมิงเยว่ ซึ่งยังคงกอดไข่หงส์ฟ้าเอาไว้ในอ้อมแขน

“หึ เจ้าใจดีเกินไปต่างหาก แถมยังมอบไข่หงส์ฟ้าให้เจ้าหนูนี่อีกด้วย”

เยวียนหมิงเยว่สะดุ้งเฮือก ก่อนรีบกอดไข่ในอ้อมแขนแน่นขึ้น

ยูรันส่ายหน้า

“อย่าไปแกล้งเด็กสิ”

เซี่ยหลานอิงแค่นเสียง ก่อนหันกลับไปกวาดตามองเหล่าผู้อาวุโสจากทุกสาย

“แล้วเรื่องตำแหน่งผู้สืบทอดเล่า? พวกท่านคงไม่คิดจะปล่อยให้เจ้าสวะเมื่อครู่ยังมีสิทธิ์แข่งขันอยู่อีกหรอกนะ”

ไม่มีผู้ใดกล้าตอบคำถามของนาง

เซี่ยหลานอิงยกมุมปากขึ้นเล็กน้อย

“หรือพวกท่านอยากเปิดสงคราม?”

นางหันไปทางยูรัน

“เจ้าเองก็ชื่นชอบสงครามไม่ใช่หรือ? เพียงมีท่านแม่ชิงเหยากับพี่หญิงหลิงเยวี่ยอยู่ ฝ่ายตรงข้ามก็ไม่มีผู้ใดรับมือได้แล้ว”

“นอกจากพวกนาง ที่นี่ก็ไม่มีผู้ใดมีตบะสูงกว่าข้า ส่วนท่านลุงจ้าวคุนเองก็อยู่ฝ่ายพวกเรา”

ดวงตาของนางทอประกายเย็นเยียบ

“ฆ่าให้หมดเลยเป็นอย่างไร?”

ยูรันส่ายหน้าอย่างเหนื่อยหน่าย

“อืม ข้าก็บอกแล้วว่าไม่ค่อยชอบฆ่าคนเท่าไร ปล่อยให้พวกเขาจัดการเรื่องภายในกันเองเถอะ”

เขากวาดตามองผู้คนรอบศาลา

“อีกอย่าง ดูเหมือนตอนนี้คงไม่มีผู้ใดคิดจะคัดค้านแล้วด้วย”

เซี่ยหลานอิงปรายตามองทุกคน ก่อนถามด้วยน้ำเสียงราบเรียบ

“ใช่หรือไม่?”