คลังนิยายพันธสัญญาแห่งดวงดาว

ตอนเผยแพร่

อ่านนิยาย

ตอนที่ 431 หากข้าไม่มีธุระอื่นก็จะมาอยู่เป็นเพื่อนเจ้า7,561 ตัวอักษร

ตอนที่ 431 หากข้าไม่มีธุระอื่นก็จะมาอยู่เป็นเพื่อนเจ้า

เยวียนจิ้งหมิงเป็นคนแรกที่กล่าวขึ้น

“เป็นดังที่หลานชายของข้ากล่าว หากมีความสามารถ ไม่ว่าผู้ใดก็ย่อมขึ้นเป็นผู้สืบทอดได้ อีกทั้งข้าเองก็มิได้ส่งบุตรชายเข้าร่วมแข่งขันตั้งแต่แรก จึงไม่มีเหตุผลให้คัดค้าน”

เยวียนจิ้งจือพยักหน้า

“เป็นเช่นนั้น”

เยวียนจิ้งเซียนกล่าวเสริม

“ข้าเองก็เห็นเช่นเดียวกัน”

เยวียนเหวินเจ๋อขยับเข้าไปใกล้บิดา ก่อนกระซิบถาม

“ท่านพ่อ พวกเราจะคัดค้านหรือไม่?”

เขาหยุดคิดเล็กน้อย แล้วรีบกล่าวต่อ

“ความจริงเรื่องนี้ก็ไม่ได้มีปัญหาอันใด เห็นชัดอยู่ว่าท่านพี่เป็นคนใจกว้าง หากเราปฏิบัติต่อเขาดี ย่อมได้รับสิ่งดีตอบแทนกลับมาไม่น้อย พวกเราอย่าโลภมากไปกว่านี้เลยท่านพ่อ”

เยวียนจิ้งไห่มองบุตรชายด้วยสีหน้าประหลาดใจ

“นี่เจ้าถูกทุบตีจนสมองกลับกลายเป็นคนดีแล้วหรืออย่างไร?”

“……”

เยวียนเหวินเจ๋อมุมปากกระตุก แต่ไม่กล้าตอบโต้แม้แต่คำเดียว

เยวียนจิ้งไห่ถอนหายใจ ก่อนหันไปทางเซี่ยหลานอิง

“ช่างเถอะ ข้าเองก็ย่อมเห็นด้วยกับหลานชายอยู่แล้วพ่ะย่ะค่ะ”

เยวียนจิ้งอู่หันไปถามบุตรชาย

“อู่เฉิง เจ้าคิดเห็นอย่างไร?”

เยวียนอู่เฉิงตอบโดยแทบไม่ต้องเสียเวลาครุ่นคิด

“ข้าคิดว่าไม่มีเหตุผลให้คัดค้านขอรับ อย่างไรข้าก็ไม่ได้เข้าร่วมแข่งขันตั้งแต่แรก”

“อีกทั้งตราบใดที่ไม่มีผู้ใดไปหาเรื่องท่านพี่ เขาย่อมไม่ลงมือกับใครก่อนอย่างแน่นอน ความจริงเขาทั้งใจดีและใจกว้างมาก ถึงกับนำของวิเศษออกมามอบให้ผู้อื่นโดยไม่เสียดาย”

เขาถอนหายใจด้วยความเสียดาย

“ข้ายังรู้สึกเสียใจอยู่เลยที่วันนี้ไม่ได้เตรียมของขวัญมาด้วย”

เยวียนจิ้งอู่พยักหน้าอย่างเห็นด้วย

“มีเหตุผล ถ้าเช่นนั้นหลังจากนี้อย่าลืมพาพี่น้องของเจ้าไปทำความรู้จักกับเขาเอาไว้”

“ขอรับท่านพ่อ”

จากนั้นเยวียนจิ้งอู่จึงหันไปประสานมือให้เซี่ยหลานอิง

“องค์รัชทายาท ข้าเองก็ไม่มีข้อคัดค้าน ย่อมเห็นสมควรตามคำของหลานชายพ่ะย่ะค่ะ”

เยวียนคังหมิงขยับเข้าไปกล่าวกับบิดาเสียงเบา

“ท่านพ่อ ข้าพูดได้เพียงว่าท่านพลาดแล้วที่ไม่ได้ให้คังหลิงกับคังเยว่เตรียมของขวัญมาด้วย”

เยวียนจิ้งคังพยักหน้าอย่างเห็นด้วย

“อืม ข้าเองก็คิดเช่นนั้น”

เขาหันไปทางบุตรีทั้งสอง

“คังหลิง คังเยว่ หลังจากนี้พวกเจ้าสองคนอยู่ที่นี่และทำความรู้จักกับบุตรชายของพี่ชิงเหยาเอาไว้ให้ดี”

“เจ้าค่ะ ท่านพ่อ”

สองพี่น้องตอบรับพร้อมกัน

เยวียนจิ้งคังจึงประสานมือ

“องค์รัชทายาท ข้าเห็นสมควรตามคำของหลานชายเช่นกันพ่ะย่ะค่ะ”

เซี่ยหลานอิงพยักหน้า ก่อนหันไปทางเยวียนจิ้งเทียนเป็นคนสุดท้าย

“แล้วเจ้าเล่า?”

เยวียนจิ้งเทียนไม่พอใจอย่างมาก เดิมทีเขาตั้งใจผลักดันเยวียนเทียนอวี้ขึ้นเป็นผู้สืบทอด ทว่าหากยังดึงดันคัดค้านในตอนนี้ สิ่งที่รออยู่ย่อมมีเพียงจุดจบอันเลวร้าย

โดยเฉพาะเมื่อเยวียนชิงเหยาก้าวเข้าสู่ระดับมหายานแล้ว ต่อให้คนจากสายของเขาทั้งหมดร่วมมือกันก็ไม่มีทางต่อต้านนางได้

เยวียนจิ้งเทียนกัดฟัน ก่อนประสานมืออย่างไม่เต็มใจ

“กระหม่อม...เห็นสมควรตามที่องค์รัชทายาทตรัสพ่ะย่ะค่ะ”

ยูรันเอียงศีรษะเล็กน้อย

“อืม ดูเหมือนเขาจะไม่ค่อยพอใจเจ้าเท่าไรนะ”

เซี่ยหลานอิงขมวดคิ้ว

“หมายความว่าอย่างไร?”

“ทุกคนล้วนกล่าวว่าเห็นด้วยกับข้า มีเพียงเขาที่ไม่ได้เห็นด้วยกับข้า แต่กลับบอกว่าเห็นด้วยกับเจ้าแทน”

เซี่ยหลานอิงหันขวับไปมองเยวียนจิ้งเทียน แรงกดดันอันหนักหน่วงพลันแผ่ออกมาจากร่างของนาง

“หมายความว่าอย่างไร? เจ้าเห็นด้วยกับข้า แต่กลับไม่เห็นด้วยกับสามีของข้าเช่นนั้นหรือ?”

เยวียนจิ้งเทียนรู้สึกราวกับมีภูเขาทั้งลูกกดทับอยู่บนร่าง เขากัดฟันแน่น ก่อนรีบตอบ

“กระหม่อมมิได้หมายความเช่นนั้นพ่ะย่ะค่ะ! กระหม่อมเพียงเห็นว่าพระดำริขององค์รัชทายาทสอดคล้องกับคำกล่าวของหลานชายท่านั้น!”

ยูรันมองเซี่ยหลานอิง ก่อนกล่าวขึ้นอย่างสงสัย

“อืม ดูเหมือนเจ้ากำลังข่มขู่เขาอยู่เลยนะ”

เซี่ยหลานอิงหันกลับมามองเขา

“เจ้าก็หัดใช้อำนาจของตนเองเสียบ้างสิ”

ยูรันยักไหล่

“ข้าชอบใช้กำลังมากกว่านี่”

“จิ๊”

เซี่ยหลานอิงแค่นเสียงอย่างไม่พอใจ

ยูรันหันกลับไปทางเหล่าผู้อาวุโส

“ช่างเถอะ ในเมื่อไม่มีผู้ใดโต้แย้ง เรื่องนี้ก็ถือว่าสิ้นสุดแล้ว”

“ชิงฝูจะไม่เข้าร่วมการแข่งขัน ส่วนในอนาคต หากชิงลู่ไม่ต้องการรับตำแหน่งผู้สืบทอดก็ให้เป็นไปตามความต้องการของนาง”

เขาหยุดเล็กน้อย ก่อนกล่าวต่อ

“หากถึงตอนนั้นพวกท่านคิดว่ามีผู้ใดเหมาะสมและมีความสามารถมากพอ ก็จัดการแข่งขันขึ้นใหม่และตัดสินกันตามความสามารถเสีย”

เยวียนจ้าวคุนพยักหน้า

“อืม เอาตามที่หลานชายของข้ากล่าวก็แล้วกัน”

ยูรันคล้ายเพิ่งนึกบางอย่างขึ้นมาได้ จึงหันไปถาม

“จริงสิตาแก่ หลิงเฟิงรู้จักกับเจ้าโง่จากตำหนักกระบี่ครามหรือเปล่า? มันชื่ออะไรนะ... ฉู่เหวินไคใช่หรือไม่?”

เยวียนจ้าวคุนครุ่นคิดอยู่ครู่หนึ่ง

“น่าจะรู้จักกันอยู่”

รอยยิ้มสนุกสนานปรากฏขึ้นบนใบหน้าของยูรัน

“โอ้ เช่นนี้ก็เป็นเรื่องสนุกไม่ใช่หรือ?”

หลิงเยวี่ยถามด้วยน้ำเสียงเย็นชา

“ต้องการให้ข้าไปถล่มตำหนักกระบี่ครามล่วงหน้าเลยหรือไม่?”

ยูรันส่ายหน้าอย่างเหนื่อยหน่าย

“เหตุใดแต่ละคนจึงชอบคิดแต่เรื่องทำลายสถานที่หรือฆ่าคนกันนัก? อยู่เฉย ๆ ก่อนสิ ข้าจะรอดูเรื่องสนุก”

เขาพยักหน้าให้กับความคิดของตนเอง

“เอาตามนี้แหละ”

เยวียนหลิงซวงซึ่งยืนอยู่ไม่ไกลถึงกับคิ้วกระตุก

[คำว่าเรื่องสนุกของท่านพี่หมายถึงสิ่งใดกันแน่?]

เยวียนจ้าวคุนมองไปรอบศาลา ก่อนประกาศขึ้น

“ในเมื่อเรื่องทั้งหมดจบลงแล้วก็แยกย้ายกันเถอะ ส่วนงานเลี้ยงของพวกเด็ก ๆ ให้ดำเนินต่อไปตามเดิม”

เยวียนจิ้งเทียนเดินออกจากศาลาไปด้วยใบหน้าบูดบึ้ง บุตรชายทั้งสาม ได้แก่ เยวียนเทียนอวี้ เยวียนเทียนอี้ และเยวียนเทียนเฉิง ต่างรีบตามบิดากลับไป

ส่วนบุตรีคนเล็กอย่างเยวียนเทียนเยว่ แม้จะสนิทสนมกับเยวียนหมิงเยว่และอยากอยู่ร่วมงานต่อ แต่นางไม่อาจขัดคำสั่งของบิดาได้ จึงจำใจเดินตามคนในครอบครัวออกไปเช่นกัน

หลังจากนั้น เหล่าผู้อาวุโสจากสายต่าง ๆ ก็ทยอยจากไป ขณะที่กลุ่มคนจากยอดเขาจันทราแยกย้ายกลับไปทำธุระของตนเองจนหมด

ภายในศาลาจึงเหลือเพียงบรรดารุ่นเยาว์จากสายรองซึ่งยังต้องการทำความรู้จักกับยูรันต่อ

เยวียนเหวินเจ๋อเป็นคนแรกที่เดินเข้ามาประสานมือ

“พี่ชาย เรื่องที่ข้าล่วงเกินท่านเมื่อสองวันก่อน ข้าต้องขออภัยด้วย หวังว่าท่านจะไม่ถือสา”

ยูรันพยักหน้า

“อืม คิดได้เร็วกว่าที่คาดเอาไว้ น่าเสียดาย ข้ากำลังคิดว่าเจ้าจะเลือกเข้าข้างพี่หลิงเฟิงของเจ้าเสียอีก”

มุมปากของเยวียนเหวินเจ๋อกระตุกเล็กน้อย

“ฮ่า ๆ พี่ชายล้อเล่นแล้ว”

เขารีบเปลี่ยนหัวข้อ ก่อนหันไปมองน้องสาวคนเล็ก

“ขอบคุณพี่ชายที่เอ็นดูเหวินอวี้ด้วย”

เยวียนเหวินอวี้ซึ่งยืนอยู่ด้านข้างพลันหน้าแดงก่ำ

เยวียนเหวินเจ๋อจึงผายมือไปทางชายหนุ่มอีกคน

“ส่วนนี่คือน้องรองของข้า เยวียนเหวินฮ่าว”

เยวียนเหวินฮ่าวประสานมือคารวะ

“คารวะท่านพี่”

“อืม”

เยวียนคังหมิงพาน้องสาวสองคนเดินเข้ามาเป็นกลุ่มถัดไป

“น้องชาย สองคนนี้คือน้องสาวฝาแฝดของข้า เยวียนคังหลิงกับเยวียนคังเยว่ หวังว่าน้องชายจะช่วยเอ็นดูพวกนางด้วยเช่นกัน”

สองพี่น้องประสานมือพร้อมกัน

“คารวะท่านพี่เจ้าค่ะ”

จากนั้นเยวียนอู่เฉิงจึงพาพี่น้องของตนเองเข้ามาแนะนำตัว

“น้องชาย ทางนี้คือน้องรองเยวียนอู่เฟิง น้องสามเยวียนอู่หลิน และน้องเล็กเยวียนอู่ซิน”

เขาวางมือลงบนศีรษะของน้องสาวคนเล็ก ก่อนกล่าวพร้อมรอยยิ้ม

“ข้าเองก็หวังว่าน้องชายจะช่วยดูแลน้องหญิงเล็กของข้าด้วย”

ยูรันกวาดตามองเหล่าพี่ชายซึ่งพากันนำน้องสาวมาฝากฝัง ก่อนเอียงศีรษะด้วยความไม่เข้าใจ

“ข้าชักแปลกใจแล้วสิ เหตุใดทุกคนจึงอยากให้ข้าช่วยดูแลน้องสาวของตนเองกันนัก?”

เหล่าพี่ชายรอบศาลาต่างพากันหัวเราะแห้ง ๆ โดยไม่มีผู้ใดยอมตอบคำถาม

เยวียนเหวินอวี้กลับเบิกตากว้างขึ้นทันที

[นั่นสิ! เหตุใดทุกคนจึงพากันนำน้องสาวมาฝากให้พี่ชายจ๋าดูแลกันหมด?!]

[ไม่ได้การ ข้าต้องเป็นน้องสาวที่น่าเอ็นดูที่สุดของท่านพี่เพียงคนเดียว!]

เยวียนเหวินอวี้ขยับเข้าไปสะกิดแขนเสื้อของยูรัน

“พี่ชายจ๋า ตอนกลางวันท่านจะเป็นคนทำอาหารใช่ไหมเจ้าคะ?”

“อืม น่าจะเป็นเช่นนั้น”

ดวงตาของนางพลันเป็นประกาย

“ถ้าอย่างนั้นให้ข้าช่วยท่านนะเจ้าคะ! ข้าทั้งล้างผัก หั่นผัก และเตรียมวัตถุดิบเป็นด้วย!”

ยูรันยกมือลูบศีรษะนางเบา ๆ

“วันนี้คงไม่ได้ ข้ามีคนช่วยอยู่แล้ว อีกทั้งข้ายังต้องกินอาหารกับท่านแม่และเหล่าภรรยาทุกมื้อด้วย ไว้คราวหน้าก็แล้วกันนะ”

เยวียนเหวินอวี้ชะงัก ก่อนปล่อยมือจากแขนเสื้อของเขาอย่างผิดหวัง

“อืม...เข้าใจแล้วเจ้าค่ะ”

แต่เพียงครู่เดียว นางก็เงยหน้าขึ้นอีกครั้ง

“ถ้าเช่นนั้น ช่วงนี้ท่านพี่ว่างเวลาใดบ้างเจ้าคะ?”

ยูรันครุ่นคิดอยู่ครู่หนึ่ง

“อืม ดูเหมือนจะมีเพียงช่วงเช้ากับช่วงบ่ายนะ”

“อ๊ะ! ถ้าอย่างนั้นท่านมาอยู่เป็นเพื่อนข้าสักหน่อยได้ไหมเจ้าคะ?”

“ได้สิ หากข้าไม่มีธุระอื่นก็จะมาอยู่เป็นเพื่อนเจ้า”

เยวียนเหวินอวี้ถามย้ำด้วยดวงตาเป็นประกาย

“จริงนะเจ้าคะ?”

“จริงสิ หากช่วงเช้าข้าไม่ว่าง เปลี่ยนเป็นช่วงบ่ายแทนดีหรือไม่?”

เยวียนเหวินอวี้พยักหน้า ก่อนยิ้มหวานออกมา

“อื้ม!”