ตอนที่ 431 หากข้าไม่มีธุระอื่นก็จะมาอยู่เป็นเพื่อนเจ้า
เยวียนจิ้งหมิงเป็นคนแรกที่กล่าวขึ้น
“เป็นดังที่หลานชายของข้ากล่าว หากมีความสามารถ ไม่ว่าผู้ใดก็ย่อมขึ้นเป็นผู้สืบทอดได้ อีกทั้งข้าเองก็มิได้ส่งบุตรชายเข้าร่วมแข่งขันตั้งแต่แรก จึงไม่มีเหตุผลให้คัดค้าน”
เยวียนจิ้งจือพยักหน้า
“เป็นเช่นนั้น”
เยวียนจิ้งเซียนกล่าวเสริม
“ข้าเองก็เห็นเช่นเดียวกัน”
เยวียนเหวินเจ๋อขยับเข้าไปใกล้บิดา ก่อนกระซิบถาม
“ท่านพ่อ พวกเราจะคัดค้านหรือไม่?”
เขาหยุดคิดเล็กน้อย แล้วรีบกล่าวต่อ
“ความจริงเรื่องนี้ก็ไม่ได้มีปัญหาอันใด เห็นชัดอยู่ว่าท่านพี่เป็นคนใจกว้าง หากเราปฏิบัติต่อเขาดี ย่อมได้รับสิ่งดีตอบแทนกลับมาไม่น้อย พวกเราอย่าโลภมากไปกว่านี้เลยท่านพ่อ”
เยวียนจิ้งไห่มองบุตรชายด้วยสีหน้าประหลาดใจ
“นี่เจ้าถูกทุบตีจนสมองกลับกลายเป็นคนดีแล้วหรืออย่างไร?”
“……”
เยวียนเหวินเจ๋อมุมปากกระตุก แต่ไม่กล้าตอบโต้แม้แต่คำเดียว
เยวียนจิ้งไห่ถอนหายใจ ก่อนหันไปทางเซี่ยหลานอิง
“ช่างเถอะ ข้าเองก็ย่อมเห็นด้วยกับหลานชายอยู่แล้วพ่ะย่ะค่ะ”
เยวียนจิ้งอู่หันไปถามบุตรชาย
“อู่เฉิง เจ้าคิดเห็นอย่างไร?”
เยวียนอู่เฉิงตอบโดยแทบไม่ต้องเสียเวลาครุ่นคิด
“ข้าคิดว่าไม่มีเหตุผลให้คัดค้านขอรับ อย่างไรข้าก็ไม่ได้เข้าร่วมแข่งขันตั้งแต่แรก”
“อีกทั้งตราบใดที่ไม่มีผู้ใดไปหาเรื่องท่านพี่ เขาย่อมไม่ลงมือกับใครก่อนอย่างแน่นอน ความจริงเขาทั้งใจดีและใจกว้างมาก ถึงกับนำของวิเศษออกมามอบให้ผู้อื่นโดยไม่เสียดาย”
เขาถอนหายใจด้วยความเสียดาย
“ข้ายังรู้สึกเสียใจอยู่เลยที่วันนี้ไม่ได้เตรียมของขวัญมาด้วย”
เยวียนจิ้งอู่พยักหน้าอย่างเห็นด้วย
“มีเหตุผล ถ้าเช่นนั้นหลังจากนี้อย่าลืมพาพี่น้องของเจ้าไปทำความรู้จักกับเขาเอาไว้”
“ขอรับท่านพ่อ”
จากนั้นเยวียนจิ้งอู่จึงหันไปประสานมือให้เซี่ยหลานอิง
“องค์รัชทายาท ข้าเองก็ไม่มีข้อคัดค้าน ย่อมเห็นสมควรตามคำของหลานชายพ่ะย่ะค่ะ”
เยวียนคังหมิงขยับเข้าไปกล่าวกับบิดาเสียงเบา
“ท่านพ่อ ข้าพูดได้เพียงว่าท่านพลาดแล้วที่ไม่ได้ให้คังหลิงกับคังเยว่เตรียมของขวัญมาด้วย”
เยวียนจิ้งคังพยักหน้าอย่างเห็นด้วย
“อืม ข้าเองก็คิดเช่นนั้น”
เขาหันไปทางบุตรีทั้งสอง
“คังหลิง คังเยว่ หลังจากนี้พวกเจ้าสองคนอยู่ที่นี่และทำความรู้จักกับบุตรชายของพี่ชิงเหยาเอาไว้ให้ดี”
“เจ้าค่ะ ท่านพ่อ”
สองพี่น้องตอบรับพร้อมกัน
เยวียนจิ้งคังจึงประสานมือ
“องค์รัชทายาท ข้าเห็นสมควรตามคำของหลานชายเช่นกันพ่ะย่ะค่ะ”
เซี่ยหลานอิงพยักหน้า ก่อนหันไปทางเยวียนจิ้งเทียนเป็นคนสุดท้าย
“แล้วเจ้าเล่า?”
เยวียนจิ้งเทียนไม่พอใจอย่างมาก เดิมทีเขาตั้งใจผลักดันเยวียนเทียนอวี้ขึ้นเป็นผู้สืบทอด ทว่าหากยังดึงดันคัดค้านในตอนนี้ สิ่งที่รออยู่ย่อมมีเพียงจุดจบอันเลวร้าย
โดยเฉพาะเมื่อเยวียนชิงเหยาก้าวเข้าสู่ระดับมหายานแล้ว ต่อให้คนจากสายของเขาทั้งหมดร่วมมือกันก็ไม่มีทางต่อต้านนางได้
เยวียนจิ้งเทียนกัดฟัน ก่อนประสานมืออย่างไม่เต็มใจ
“กระหม่อม...เห็นสมควรตามที่องค์รัชทายาทตรัสพ่ะย่ะค่ะ”
ยูรันเอียงศีรษะเล็กน้อย
“อืม ดูเหมือนเขาจะไม่ค่อยพอใจเจ้าเท่าไรนะ”
เซี่ยหลานอิงขมวดคิ้ว
“หมายความว่าอย่างไร?”
“ทุกคนล้วนกล่าวว่าเห็นด้วยกับข้า มีเพียงเขาที่ไม่ได้เห็นด้วยกับข้า แต่กลับบอกว่าเห็นด้วยกับเจ้าแทน”
เซี่ยหลานอิงหันขวับไปมองเยวียนจิ้งเทียน แรงกดดันอันหนักหน่วงพลันแผ่ออกมาจากร่างของนาง
“หมายความว่าอย่างไร? เจ้าเห็นด้วยกับข้า แต่กลับไม่เห็นด้วยกับสามีของข้าเช่นนั้นหรือ?”
เยวียนจิ้งเทียนรู้สึกราวกับมีภูเขาทั้งลูกกดทับอยู่บนร่าง เขากัดฟันแน่น ก่อนรีบตอบ
“กระหม่อมมิได้หมายความเช่นนั้นพ่ะย่ะค่ะ! กระหม่อมเพียงเห็นว่าพระดำริขององค์รัชทายาทสอดคล้องกับคำกล่าวของหลานชายท่านั้น!”
ยูรันมองเซี่ยหลานอิง ก่อนกล่าวขึ้นอย่างสงสัย
“อืม ดูเหมือนเจ้ากำลังข่มขู่เขาอยู่เลยนะ”
เซี่ยหลานอิงหันกลับมามองเขา
“เจ้าก็หัดใช้อำนาจของตนเองเสียบ้างสิ”
ยูรันยักไหล่
“ข้าชอบใช้กำลังมากกว่านี่”
“จิ๊”
เซี่ยหลานอิงแค่นเสียงอย่างไม่พอใจ
ยูรันหันกลับไปทางเหล่าผู้อาวุโส
“ช่างเถอะ ในเมื่อไม่มีผู้ใดโต้แย้ง เรื่องนี้ก็ถือว่าสิ้นสุดแล้ว”
“ชิงฝูจะไม่เข้าร่วมการแข่งขัน ส่วนในอนาคต หากชิงลู่ไม่ต้องการรับตำแหน่งผู้สืบทอดก็ให้เป็นไปตามความต้องการของนาง”
เขาหยุดเล็กน้อย ก่อนกล่าวต่อ
“หากถึงตอนนั้นพวกท่านคิดว่ามีผู้ใดเหมาะสมและมีความสามารถมากพอ ก็จัดการแข่งขันขึ้นใหม่และตัดสินกันตามความสามารถเสีย”
เยวียนจ้าวคุนพยักหน้า
“อืม เอาตามที่หลานชายของข้ากล่าวก็แล้วกัน”
ยูรันคล้ายเพิ่งนึกบางอย่างขึ้นมาได้ จึงหันไปถาม
“จริงสิตาแก่ หลิงเฟิงรู้จักกับเจ้าโง่จากตำหนักกระบี่ครามหรือเปล่า? มันชื่ออะไรนะ... ฉู่เหวินไคใช่หรือไม่?”
เยวียนจ้าวคุนครุ่นคิดอยู่ครู่หนึ่ง
“น่าจะรู้จักกันอยู่”
รอยยิ้มสนุกสนานปรากฏขึ้นบนใบหน้าของยูรัน
“โอ้ เช่นนี้ก็เป็นเรื่องสนุกไม่ใช่หรือ?”
หลิงเยวี่ยถามด้วยน้ำเสียงเย็นชา
“ต้องการให้ข้าไปถล่มตำหนักกระบี่ครามล่วงหน้าเลยหรือไม่?”
ยูรันส่ายหน้าอย่างเหนื่อยหน่าย
“เหตุใดแต่ละคนจึงชอบคิดแต่เรื่องทำลายสถานที่หรือฆ่าคนกันนัก? อยู่เฉย ๆ ก่อนสิ ข้าจะรอดูเรื่องสนุก”
เขาพยักหน้าให้กับความคิดของตนเอง
“เอาตามนี้แหละ”
เยวียนหลิงซวงซึ่งยืนอยู่ไม่ไกลถึงกับคิ้วกระตุก
[คำว่าเรื่องสนุกของท่านพี่หมายถึงสิ่งใดกันแน่?]
เยวียนจ้าวคุนมองไปรอบศาลา ก่อนประกาศขึ้น
“ในเมื่อเรื่องทั้งหมดจบลงแล้วก็แยกย้ายกันเถอะ ส่วนงานเลี้ยงของพวกเด็ก ๆ ให้ดำเนินต่อไปตามเดิม”
เยวียนจิ้งเทียนเดินออกจากศาลาไปด้วยใบหน้าบูดบึ้ง บุตรชายทั้งสาม ได้แก่ เยวียนเทียนอวี้ เยวียนเทียนอี้ และเยวียนเทียนเฉิง ต่างรีบตามบิดากลับไป
ส่วนบุตรีคนเล็กอย่างเยวียนเทียนเยว่ แม้จะสนิทสนมกับเยวียนหมิงเยว่และอยากอยู่ร่วมงานต่อ แต่นางไม่อาจขัดคำสั่งของบิดาได้ จึงจำใจเดินตามคนในครอบครัวออกไปเช่นกัน
หลังจากนั้น เหล่าผู้อาวุโสจากสายต่าง ๆ ก็ทยอยจากไป ขณะที่กลุ่มคนจากยอดเขาจันทราแยกย้ายกลับไปทำธุระของตนเองจนหมด
ภายในศาลาจึงเหลือเพียงบรรดารุ่นเยาว์จากสายรองซึ่งยังต้องการทำความรู้จักกับยูรันต่อ
เยวียนเหวินเจ๋อเป็นคนแรกที่เดินเข้ามาประสานมือ
“พี่ชาย เรื่องที่ข้าล่วงเกินท่านเมื่อสองวันก่อน ข้าต้องขออภัยด้วย หวังว่าท่านจะไม่ถือสา”
ยูรันพยักหน้า
“อืม คิดได้เร็วกว่าที่คาดเอาไว้ น่าเสียดาย ข้ากำลังคิดว่าเจ้าจะเลือกเข้าข้างพี่หลิงเฟิงของเจ้าเสียอีก”
มุมปากของเยวียนเหวินเจ๋อกระตุกเล็กน้อย
“ฮ่า ๆ พี่ชายล้อเล่นแล้ว”
เขารีบเปลี่ยนหัวข้อ ก่อนหันไปมองน้องสาวคนเล็ก
“ขอบคุณพี่ชายที่เอ็นดูเหวินอวี้ด้วย”
เยวียนเหวินอวี้ซึ่งยืนอยู่ด้านข้างพลันหน้าแดงก่ำ
เยวียนเหวินเจ๋อจึงผายมือไปทางชายหนุ่มอีกคน
“ส่วนนี่คือน้องรองของข้า เยวียนเหวินฮ่าว”
เยวียนเหวินฮ่าวประสานมือคารวะ
“คารวะท่านพี่”
“อืม”
เยวียนคังหมิงพาน้องสาวสองคนเดินเข้ามาเป็นกลุ่มถัดไป
“น้องชาย สองคนนี้คือน้องสาวฝาแฝดของข้า เยวียนคังหลิงกับเยวียนคังเยว่ หวังว่าน้องชายจะช่วยเอ็นดูพวกนางด้วยเช่นกัน”
สองพี่น้องประสานมือพร้อมกัน
“คารวะท่านพี่เจ้าค่ะ”
จากนั้นเยวียนอู่เฉิงจึงพาพี่น้องของตนเองเข้ามาแนะนำตัว
“น้องชาย ทางนี้คือน้องรองเยวียนอู่เฟิง น้องสามเยวียนอู่หลิน และน้องเล็กเยวียนอู่ซิน”
เขาวางมือลงบนศีรษะของน้องสาวคนเล็ก ก่อนกล่าวพร้อมรอยยิ้ม
“ข้าเองก็หวังว่าน้องชายจะช่วยดูแลน้องหญิงเล็กของข้าด้วย”
ยูรันกวาดตามองเหล่าพี่ชายซึ่งพากันนำน้องสาวมาฝากฝัง ก่อนเอียงศีรษะด้วยความไม่เข้าใจ
“ข้าชักแปลกใจแล้วสิ เหตุใดทุกคนจึงอยากให้ข้าช่วยดูแลน้องสาวของตนเองกันนัก?”
เหล่าพี่ชายรอบศาลาต่างพากันหัวเราะแห้ง ๆ โดยไม่มีผู้ใดยอมตอบคำถาม
เยวียนเหวินอวี้กลับเบิกตากว้างขึ้นทันที
[นั่นสิ! เหตุใดทุกคนจึงพากันนำน้องสาวมาฝากให้พี่ชายจ๋าดูแลกันหมด?!]
[ไม่ได้การ ข้าต้องเป็นน้องสาวที่น่าเอ็นดูที่สุดของท่านพี่เพียงคนเดียว!]
เยวียนเหวินอวี้ขยับเข้าไปสะกิดแขนเสื้อของยูรัน
“พี่ชายจ๋า ตอนกลางวันท่านจะเป็นคนทำอาหารใช่ไหมเจ้าคะ?”
“อืม น่าจะเป็นเช่นนั้น”
ดวงตาของนางพลันเป็นประกาย
“ถ้าอย่างนั้นให้ข้าช่วยท่านนะเจ้าคะ! ข้าทั้งล้างผัก หั่นผัก และเตรียมวัตถุดิบเป็นด้วย!”
ยูรันยกมือลูบศีรษะนางเบา ๆ
“วันนี้คงไม่ได้ ข้ามีคนช่วยอยู่แล้ว อีกทั้งข้ายังต้องกินอาหารกับท่านแม่และเหล่าภรรยาทุกมื้อด้วย ไว้คราวหน้าก็แล้วกันนะ”
เยวียนเหวินอวี้ชะงัก ก่อนปล่อยมือจากแขนเสื้อของเขาอย่างผิดหวัง
“อืม...เข้าใจแล้วเจ้าค่ะ”
แต่เพียงครู่เดียว นางก็เงยหน้าขึ้นอีกครั้ง
“ถ้าเช่นนั้น ช่วงนี้ท่านพี่ว่างเวลาใดบ้างเจ้าคะ?”
ยูรันครุ่นคิดอยู่ครู่หนึ่ง
“อืม ดูเหมือนจะมีเพียงช่วงเช้ากับช่วงบ่ายนะ”
“อ๊ะ! ถ้าอย่างนั้นท่านมาอยู่เป็นเพื่อนข้าสักหน่อยได้ไหมเจ้าคะ?”
“ได้สิ หากข้าไม่มีธุระอื่นก็จะมาอยู่เป็นเพื่อนเจ้า”
เยวียนเหวินอวี้ถามย้ำด้วยดวงตาเป็นประกาย
“จริงนะเจ้าคะ?”
“จริงสิ หากช่วงเช้าข้าไม่ว่าง เปลี่ยนเป็นช่วงบ่ายแทนดีหรือไม่?”
เยวียนเหวินอวี้พยักหน้า ก่อนยิ้มหวานออกมา
“อื้ม!”