ตอนที่ 432 อืม ข้าจะจำเอาไว้
เยวียนเหวินอวี้ปรายตามองเยวียนอู่ซิน เยวียนคังหลิง เยวียนคังเยว่ เยวียนเซียนเหยา เยวียนหมิงเยว่ และเยวียนจือหลิง ก่อนยิ้มออกมาอย่างผู้ชนะ
เยวียนหมิงเยว่เห็นรอยยิ้มนั้นแล้วแก้มพลันพองขึ้น
[หน็อย! พี่เหวินอวี้ทำเกินไปแล้วนะ!]
เยวียนคังหลิงก้าวออกมาเป็นคนแรก
“ท่านพี่ ถ้าเช่นนั้นพวกเราสองคนขอไปอยู่เป็นเพื่อนท่านด้วยได้หรือไม่เจ้าคะ?”
ยูรันพยักหน้าโดยไม่คิดมาก
“ได้สิ”
เยวียนคังหลิงกับเยวียนคังเยว่หันมองหน้ากัน ก่อนยิ้มออกมาพร้อมกัน
รอยยิ้มของเยวียนเหวินอวี้ชะงัก
“เอ๊ะ?”
เยวียนอู่ซินรีบยกมือขึ้น
“ถ้าเช่นนั้น ข้าเองก็ขอไปด้วยนะเจ้าคะท่านพี่”
เยวียนเหวินอวี้หันขวับไปมองนาง
“เอ๊ะ?”
เยวียนเซียนเหยาไม่ยอมพลาดโอกาสเช่นกัน
“ข้าด้วยเจ้าค่ะ!”
เยวียนหมิงเยว่รีบก้าวออกมาตาม
“ข้าก็จะไปด้วย ข้าอยากชงชาให้ท่านพี่เจ้าค่ะ!”
เยวียนจือหลิงกล่าวขึ้นเป็นคนสุดท้าย
“ถ้าเช่นนั้นข้าก็ขอไปด้วยเหมือนกันเจ้าค่ะ”
“เอ๊ะ?”
“เอ๊ะ?”
“เอ๊ะ?!”
รอยยิ้มอย่างผู้ชนะบนใบหน้าของเยวียนเหวินอวี้แข็งค้างไปอย่างสมบูรณ์
[เหตุใดสุดท้ายทุกคนถึงได้ตามมาหมดเลยเล่า?!]
เยวียนเหวินหลานมองบรรดาน้องสาวซึ่งพากันขอตามยูรันไป ก่อนยกมือปิดปากหัวเราะ
“แหม หากทุกคนได้ไปกันหมด เช่นนี้ข้าก็อิจฉาแย่ ข้าขอตามไปด้วยอีกคนนะเจ้าคะท่านพี่”
เยวียนเหวินอวี้โพล่งขึ้นทันที
“ไม่ได้!”
ทันทีที่กล่าวจบ นางก็รีบยกมือปิดปาก ดวงตาเบิกกว้างด้วยความตกใจ
[อ๊ะ! แย่แล้ว ข้าพลาดเสียแล้ว!]
ยูรันหันมามองนาง
“หืม?”
เยวียนเหวินหลานเองก็เลิกคิ้วขึ้น
“เป็นอะไรไปเหวินอวี้? เหตุใดข้าจึงไปด้วยไม่ได้?”
“มะ ไม่มีอะไรเจ้าค่ะ...”
เยวียนเหวินหลานยิ้มอย่างรู้ทัน
“ข้าเองก็เป็นน้องสาวของท่านพี่เหมือนกันไม่ใช่หรือ?”
เยวียนเหวินอวี้เม้มริมฝีปากแน่น แต่กลับไม่อาจหาเหตุผลใดมาโต้แย้งได้
“กะ ก็ใช่เจ้าค่ะ...”
เยวียนเหวินหลานจึงหันกลับไปถามยูรัน
“ถ้าเช่นนั้น ข้าไปด้วยได้ใช่ไหมเจ้าคะท่านพี่?”
“ได้สิ”
ไหล่ทั้งสองข้างของเยวียนเหวินอวี้ตกลงทันที
[เหตุใดจำนวนคนจึงเพิ่มขึ้นไม่หยุดเช่นนี้เล่า?!]
หลังจากวันนั้น ชีวิตภายในตำหนักเสวียนเยว่ก็กลับเข้าสู่ความสงบอีกครั้ง
ทุกเช้า ยูรันกินอาหารร่วมกับเยวียนชิงเหยา มารดาบุญธรรมทั้งสอง และเหล่าภรรยาตามปกติ ส่วนช่วงสายกับช่วงบ่ายซึ่งเดิมทีเยวียนเหวินอวี้คิดว่าจะได้อยู่กับเขาตามลำพัง กลับกลายเป็นช่วงรวมตัวของเหล่าน้องสาวจากทุกสาย
ไม่ว่านางจะมาหายูรันเวลาใด เยวียนคังหลิง เยวียนคังเยว่ เยวียนอู่ซิน เยวียนเซียนเหยา เยวียนหมิงเยว่ เยวียนจือหลิง เยวียนเหวินหลาน เยวียนหลิงซวง และเยวียนหลิงซินก็มักตามมาครบทุกคน
จากการเดินเล่นเพียงสองคน สุดท้ายจึงกลายเป็นคนทั้งกลุ่มนั่งดื่มชา เล่นหมากกระดาน วาดภาพ และถามเรื่องการฝึกวิชากับยูรันแทน
แม้เยวียนเหวินอวี้จะไม่พอใจอยู่บ้าง แต่นางยังสามารถยึดตำแหน่งข้างกายเขาเอาไว้ได้ทุกครั้ง จึงยอมรับสภาพดังกล่าวอย่างไม่เต็มใจนัก
อย่างไรก็ตาม ยังมีคนอยู่สองคนซึ่งไม่อาจยอมรับผลการตัดสินในวันนั้นได้
คนแรกคือเยวียนเทียนอวี้ บุตรชายคนโตของเยวียนจิ้งเทียน แม้จะไม่พอใจที่เยวียนชิงลู่ได้รับตำแหน่งผู้สืบทอด แต่เมื่อบิดายังไม่กล้าเคลื่อนไหว เขาจึงทำอะไรไม่ได้มากนัก
ส่วนอีกคนย่อมเป็นเยวียนหลิงเฟิง
หลังได้รับโอสถรักษา แก้วหู กล่องเสียง ดวงตา และแขนที่ถูกช่วงชิงไปก็ฟื้นฟูกลับคืนมาอย่างสมบูรณ์ภายในสามวัน
ทันทีที่สามารถพูดได้อีกครั้ง เขาก็รีบไปหาบิดา
“ท่านพ่อ ท่านต้องแก้แค้นให้ข้านะ!”
เยวียนจิ้งซานตบโต๊ะดังปัง
“เหลวไหล! ป้าของเจ้าก้าวเข้าสู่ระดับมหายานแล้ว เจ้าคิดว่าพวกเราจะเอาสิ่งใดไปแก้แค้น?”
“อีกอย่าง ยูรันไม่ได้มีพิษมีภัยอย่างที่เจ้าคิด เขาใจกว้างถึงขั้นนำสมบัติล้ำค่าออกมาแจกจ่ายราวกับเป็นของไร้ราคา แต่เจ้ากลับเป็นฝ่ายเข้าไปหาเรื่องเขาก่อน แล้วจะให้ข้าเอาหน้าไปไว้ที่ใด?!”
เขาชี้หน้าบุตรชายด้วยความเดือดดาล
“เจ้าไม่ได้ยินหรือว่าเขาไม่สนใจตำแหน่งผู้สืบทอดแม้แต่น้อย? เขายังกล่าวเองด้วยว่า หากชิงลู่ประพฤติตนไม่เหมาะสมก็สามารถปลดนางแล้วมอบตำแหน่งให้ผู้อื่นได้ ส่วนชิงฝูก็ปฏิเสธตำแหน่งนี้ไปแล้ว”
“เหตุใดข้าจึงมีบุตรชายโง่เขลาเช่นเจ้าได้?!”
เยวียนหลิงซวงซึ่งยืนอยู่ด้านข้างกล่าวขึ้นด้วยความเหลืออด
“พี่ใหญ่ ท่านหน้ามืดตามัวเกินไปแล้ว อย่าก่อเรื่องจนทำให้น้อง ๆ ต้องมีปัญหากับท่านพี่ในภายหลังเลย”
“ตลอดหลายวันที่ผ่านมา หลิงซินกับหลิงอวิ๋นต่างก็ได้ทำความรู้จักกับเขาแล้ว อย่างที่ท่านพ่อกล่าว เขาไม่ได้เลวร้ายอย่างที่ท่านคิด มิหนำซ้ำยังปฏิบัติต่อพวกเราดีกว่าท่านเสียอีก”
นางมองพี่ชายด้วยความผิดหวัง
“เหตุใดท่านจึงยังดึงดันหาเรื่องไม่หยุด? อย่าทำให้ข้าต้องมองพี่ชายของตนเองในแง่ร้ายไปมากกว่านี้เลย”
เยวียนหลิงเฟิงหันขวับไปมองน้องสาว
“เจ้านังแพศยา! เพียงได้รับภาพวาดมาภาพเดียว เจ้าก็ลืมพี่ชายของตนเองและหันไปเข้าข้างมันแล้วหรือ?!”
“เจ้าหลงรักมันใช่ไหม? พวกเจ้ามีสายเลือดเดียวกัน แต่เจ้ากลับคิดไม่ซื่อ หากคนนอกรู้เข้าจะเอาหน้าไปไว้ที่ใด!”
“หุบปาก!”
เยวียนหลิงซวงตวาดกลับด้วยใบหน้าแดงก่ำ
“การที่ข้ารักหรือชื่นชอบเขา ไม่ได้หมายความว่าจะต้องเป็นความรักในเชิงชู้สาวเท่านั้น! เหตุใดจิตใจของท่านจึงสกปรกถึงเพียงนี้?!”
เยวียนจิ้งซานตบโต๊ะอีกครั้ง
“พอได้แล้วหลิงเฟิง!”
“เจ้าหัดทำตัวให้รู้ความเหมือนเหวินเจ๋อเสียบ้าง หลังพ่ายแพ้เขาก็ยอมรับผิดและเข้าขอโทษ ยูรันเองไม่ได้ถือสาแม้แต่น้อย ทั้งยังเอ็นดูเหวินอวี้เป็นอย่างดี”
“แต่เจ้ากลับยังคิดแก้แค้นไม่เลิก จะให้ข้าเอาหน้าไปไว้ที่ใด?!”
เขาประกาศด้วยน้ำเสียงเด็ดขาด
“จากนี้จนถึงวันปีใหม่ซึ่งเหลืออีกสี่สิบวัน เจ้าห้ามก้าวออกจากเรือนหรือไปก่อเรื่องที่ใดทั้งสิ้น!”
สตรีวัยกลางคนซึ่งนั่งอยู่ไม่ไกลรีบเข้ามาห้าม นางคือกู้หรงฮวา ภรรยาของเยวียนจิ้งซานและมารดาของเยวียนหลิงเฟิง
“ท่านพี่ ท่านอย่าดุลูกรุนแรงนักเลย”
เยวียนจิ้งซานหันไปตวาดใส่นาง
“เพราะเจ้าคอยเข้าข้างมันทุกครั้ง มันจึงกลายเป็นเช่นนี้!”
“เจ้ารู้หรือไม่ว่าหมิงเยว่ได้รับสิ่งใดไป? นางเพียงมอบใบชาธรรมดาให้ยูรันหนึ่งห่อ เขากลับสอนวิธีชงชาให้นางด้วยตนเอง”
“วิธีนั้นไม่เพียงรักษาคุณภาพของใบชาเอาไว้ได้อย่างสมบูรณ์ แต่ยังสกัดพลังปราณภายในออกมาได้มากที่สุดอีกด้วย”
เขาแค่นเสียงอย่างไม่พอใจ
“ข้าแอบไปดูมาตลอดสามวัน ฝีมือชงชาของนางพัฒนาขึ้นมาก หากนางกลับไปชงชาให้จิ้งหมิงดื่มทุกวัน อีกไม่นานระดับพลังของเจ้าสารเลวนั่นคงแซงหน้าข้าอย่างแน่นอน!”
กู้หรงฮวาเบิกตากว้าง
“อะไรนะ? เจ้าเด็กหมิงเยว่นั่นน่ะหรือ?”
“ก็ใช่น่ะสิ!” เยวียนจิ้งซานกล่าว “ยูรันถึงกับสั่งให้หงส์ฟ้าสัตว์วิเศษออกไข่ตรงนั้น แล้วมอบไข่ให้หมิงเยว่เป็นของขวัญด้วย!”
ใบหน้าของกู้หรงฮวาพลันซีดเผือก
เยวียนจิ้งซานเห็นสีหน้าของภรรยาก็รีบชี้หน้าเตือน
“ข้าขอสั่งห้ามเจ้าเอาไว้ก่อน ห้ามขโมย ห้ามใช้เล่ห์เหลี่ยมแย่งชิงไข่ของหมิงเยว่ และห้ามคิดว่าหากตนเองไม่ได้ครอบครอง ผู้อื่นก็อย่าหวังว่าจะได้!”
“หากหงส์ฟ้าตายแล้วหมิงเยว่วิ่งไปฟ้องยูรันขึ้นมา พี่ชิงเหยาไม่มีทางปล่อยพวกเราเอาไว้แน่!”
กู้หรงฮวารีบพยักหน้า
“ขะ ข้าเข้าใจแล้ว”
เยวียนจิ้งซานหันกลับไปหาบุตรชาย
“ส่วนเจ้าก็อยู่สงบเสงี่ยมเสีย จงขอบคุณที่องค์รัชทายาทไม่ได้ใช้กรรไกรซึ่งสร้างจากเพลิงยมโลกจัดการเจ้า มิฉะนั้นต่อให้มีโอสถรักษาก็ไม่อาจฟื้นฟูสิ่งที่เสียไปได้”
“หากเจ้าไม่ไปวางเดิมพันไร้สาระ เรื่องทั้งหมดก็คงไม่เกิดขึ้น ยูรันใจกว้างก็จริง แต่ยามลงมือโหดเหี้ยมก็ไร้ความปรานีเช่นกัน ขอเพียงอย่าไปหาเรื่องเขาก็พอ จำเอาไว้!”
เยวียนหลิงเฟิงทำได้เพียงก้มหน้าลงและเก็บความไม่พอใจเอาไว้ภายใน
[ไร้สาระ ข้าจะต้องเอาคืนให้ได้!]
เยวียนหลิงซวงมองสีหน้าของพี่ชายแล้วลอบถอนหายใจ
[ดูจากท่าทางแล้ว เขาคงไม่ยอมเลิกราง่าย ๆ เฮ้อ...ข้าควรบอกท่านพี่เอาไว้ล่วงหน้า]
ทางด้านสุ่ยหลานอิงกับสุ่ยหลานซีเองก็มาหายูรันอยู่บ่อยครั้ง บางวันพวกนางมาในช่วงเช้า บางวันก็แวะมาในช่วงสาย
เยวียนชิงลู่ใช้เวลาส่วนใหญ่ฝึกฝนเพื่อเตรียมรับตำแหน่งผู้สืบทอด ขณะที่เยวียนชิงฝูยังคงตามกอดแขนพี่ชายทุกครั้งที่มีโอกาส ส่วนความสัมพันธ์ระหว่างนาง เยวียนชิงลู่ และเยวียนชิงเหยาก็ค่อย ๆ ดีขึ้นอย่างเห็นได้ชัด
หลังอาหารเย็นทุกวัน ยูรันยังคงออกไปกับเยวียนจ้าวคุนที่หอบุปผาเร้นจันทร์ตามเดิม ทั้งสองเล่นไพ่นกกระจอกกับเจ้าของหอ บางครั้งเสิ่นเยียนหรงก็เข้ามาร่วมวงด้วย
แน่นอนว่าไม่ว่าจะเล่นกี่ตา ยูรันก็เป็นฝ่ายชนะทั้งหมด จนเจ้าของหอเริ่มท้อแท้กับชีวิต
“เหตุใดข้าจึงไม่ชนะสักทีนะ?”
ยูรันกล่าวปลอบ
“อย่าเพิ่งท้อไปเลยเจ้าของหอ”
เขาชะงักเล็กน้อย ก่อนคล้ายเพิ่งนึกบางอย่างขึ้นมาได้
“จริงสิ ท่านมีชื่อว่าอะไรนะ? ข้าดันลืมถามชื่อไปเสียสนิท”
เจ้าของหอมุมปากกระตุก
“อะแฮ่ม พวกเราเล่นไพ่ด้วยกันมาหลายวันแล้ว คุณชายเพิ่งนึกจะถามชื่อข้าหรือเจ้าคะ?”
นางถอนหายใจ ก่อนตอบ
“ข้ามีนามว่าเถียนซูเจินเจ้าค่ะ”
ยูรันพยักหน้า
“อืม ข้าจะจำเอาไว้”
ท่ามกลางชีวิตอันวุ่นวายแต่สงบสุขเช่นนี้ เจ็ดวันผ่านไปอย่างรวดเร็ว