ตอนที่ 433 ไปเก็บสมบัติเตรียมหนีอย่างไรเล่า
ภายในเรือนพักของฉู่เหวินไค
ยันต์สื่อสารซึ่งวางอยู่บนโต๊ะพลันส่องแสงขึ้น ก่อนเสียงของเยวียนหลิงเฟิงจะดังออกมา
“ฉู่เหวินไค เจ้าคงยังจำยูรันได้กระมัง?”
ฉู่เหวินไคซึ่งกำลังนอนเอนกายอยู่บนเก้าอี้พลันสะดุ้ง สีหน้าเปลี่ยนไปทันที
“ไม่จำ ข้าไม่รู้จักคนชื่อนี้”
อีกฝั่งของยันต์เงียบไปครู่หนึ่ง
“มันคือคนที่เสนอราคาแข่งกับเจ้าภายในหอบุปผาเร้นจันทร์ จนทำให้เจ้าต้องอับอายต่อหน้าผู้คนมากมาย”
“ไม่รู้จัก”
ฉู่เหวินไคตอบโดยไม่ต้องเสียเวลาคิด
“ข้าไม่เคยพบมัน และไม่คิดอยากพบด้วย”
เยวียนหลิงเฟิงกัดฟันแน่น
“เจ้าคิดจะปล่อยให้เรื่องนี้จบลงง่าย ๆ หรือ? มันทำให้เจ้าเสียหน้า ทั้งยังเหยียบย่ำศักดิ์ศรีของตำหนักกระบี่คราม!”
ฉู่เหวินไคกลอกตา
“ข้ายังมีชีวิตอยู่ครบสามสิบสองส่วนก็ดีเพียงใดแล้ว จะเรียกร้องศักดิ์ศรีอะไรอีก?”
“เจ้าไม่คิดแก้แค้นมันหรือ?”
“ไม่คิด!”
ฉู่เหวินไคตอบทันที
“ข้าขอเตือนเจ้าด้วยความหวังดี หากเจ้าอยากตายก็จงไปตายคนเดียว อย่าลากข้ากับตำหนักกระบี่ครามเข้าไปเกี่ยวข้องด้วย!”
เยวียนหลิงเฟิงแค่นหัวเราะ
“หึ ดูเหมือนเจ้าจะถูกมันข่มขู่จนหวาดกลัวไปแล้วสินะ”
ฉู่เหวินไคกระแทกถ้วยชาลงบนโต๊ะ
“ข้าทำตัวเหลวไหลไม่ได้หมายความว่าข้าโง่!”
“คนผู้นั้นเป็นบุตรชายของเยวียนชิงเหยา หลานชายแท้ ๆ ของเจ้าตำหนักเสวียนเยว่ ตอนนี้เยวียนชิงเหยายังทะลวงเข้าสู่มหายานแล้วด้วย!”
“เจ้าคิดว่าตนเองมีชีวิตยืนยาวเกินไปก็เชิญตามสบาย แต่อย่ามายุ่งกับข้า!”
ทันใดนั้น เสียงหนึ่งกลับดังขึ้นจากด้านหลัง
“น้องสาม เจ้าเสียหน้าให้ผู้อื่นแล้วยังคิดหลบซ่อนอยู่เช่นนี้หรือ?”
ฉู่เหวินไคตัวแข็งทื่อ ก่อนค่อย ๆ หันกลับไปมอง
ชายหนุ่มในชุดสีน้ำเงินเข้มยืนอยู่ตรงประตู เขาคือฉู่เหวินจวิน บุตรชายคนโตและผู้สืบทอดตำหนักกระบี่คราม
“พี่ใหญ่?”
ฉู่เหวินจวินเดินเข้ามา ก่อนยื่นมือไปหยิบยันต์สื่อสารจากโต๊ะ
“เจ้าคือเยวียนหลิงเฟิงใช่หรือไม่?”
เยวียนหลิงเฟิงชะงักเล็กน้อย
“ถูกต้อง ไม่ทราบว่าท่านคือ...”
“ฉู่เหวินจวิน พี่ชายของฉู่เหวินไค”
น้ำเสียงของเยวียนหลิงเฟิงเต็มไปด้วยความยินดีทันที
“ที่แท้ก็เป็นคุณชายใหญ่ฉู่”
ฉู่เหวินไครีบลุกขึ้น
“พี่ใหญ่ ท่านอย่าไปฟังมัน! เจ้าบ้านี่เพิ่งถูกยูรันจัดการจนแขน ดวงตา แก้วหู และกล่องเสียงหายไปพร้อมกัน!”
ฉู่เหวินจวินเหลือบมองน้องชาย
“ตอนนี้มันยังพูดได้ แสดงว่ารักษากลับมาแล้วไม่ใช่หรือ?”
“ปัญหาไม่ได้อยู่ตรงนั้น!”
ฉู่เหวินไคแทบอยากเข้าไปเขย่าตัวพี่ชาย
“ปัญหาคือยูรันกล้าทำเช่นนั้นต่อหน้าคนทั้งตำหนักเสวียนเยว่ แถมยังไม่มีผู้ใดกล้าห้ามมันต่างหาก!”
ฉู่เหวินจวินไม่สนใจ ก่อนถามผ่านยันต์
“ข้าได้ยินว่าเยวียนชิงเหยาทะลวงขึ้นสู่มหายานด้วยโอสถของยูรัน เรื่องนี้เป็นความจริงหรือ?”
เยวียนหลิงเฟิงตอบอย่างไม่เต็มใจนัก
“เป็นความจริง”
“โอสถนั้นอยู่ในระดับใด?”
“ไม่มีผู้ใดทราบแน่ชัด บางคนเรียกมันว่าโอสถระดับสิบเอ็ด”
ดวงตาของฉู่เหวินจวินเปล่งประกายขึ้นทันที
“ระดับสิบเอ็ด...”
ฉู่เหวินไคเห็นแววตาของพี่ชายก็รู้สึกเย็นวาบไปทั่วแผ่นหลัง
“พี่ใหญ่ อย่าบอกนะว่าท่านสนใจโอสถของมัน?”
ฉู่เหวินจวินไม่ตอบ เขากลับถามเยวียนหลิงเฟิงต่อ
“แล้วเจ้าต้องการให้พวกเราทำสิ่งใด?”
“ข้ามีข้อมูลเกี่ยวกับยูรันและคนรอบตัวมัน ส่วนท่านมีกำลังคน เพียงพวกเราร่วมมือกัน ย่อมหาโอกาสจัดการมันได้”
ฉู่เหวินไครีบแย่งพูด
“ไม่มีโอกาสอะไรทั้งนั้น!”
“พี่ใหญ่ ท่านอยากได้โอสถก็ไปซื้อจากมันดี ๆ เถอะ อย่าคิดแย่งชิงเด็ดขาด หากมันไม่ขายก็ช่างหัวโอสถนั่นไปเสีย!”
ฉู่เหวินจวินขมวดคิ้ว
“เจ้ากลัวมันถึงเพียงนี้เชียวหรือ?”
“ใช่ ข้ากลัว!”
ฉู่เหวินไคยอมรับโดยไม่ลังเล
“ข้ายังไม่อยากตาย และยิ่งไม่อยากให้ตำหนักของพวกเราหายไปจากแผนที่!”
ฉู่เหวินจวินแค่นหัวเราะ
“ข้าไม่ได้โง่เขลาถึงขั้นบุกเข้าไปโจมตีมันต่อหน้าเยวียนชิงเหยาเสียหน่อย”
เขาหันกลับไปกล่าวกับเยวียนหลิงเฟิง
“ส่งข้อมูลทั้งหมดมาให้ข้า ส่วนเรื่องร่วมมือ ข้าจะพิจารณาดู”
ฉู่เหวินไคเบิกตากว้าง
“พี่ใหญ่!”
ฉู่เหวินจวินเก็บยันต์สื่อสารเข้าแขนเสื้อ
“เจ้าก่อเรื่องจนทำให้ตำหนักกระบี่ครามเสียหน้า แต่กลับไม่มีความกล้าแก้ไข ข้าจึงต้องจัดการแทนเจ้า”
“ข้าจะออกไปทำธุระสักระยะ ไม่ต้องตามมา”
กล่าวจบ เขาก็หมุนตัวเดินออกจากห้องไปทันที
ฉู่เหวินไคยืนนิ่งอยู่กับที่ ดวงตาค่อย ๆ ว่างเปล่าลง
[จบแล้ว...]
[จบสิ้นแล้ว ตำหนักกระบี่ครามของพวกเราต้องถูกถล่มเละแน่]
เขายกมือกุมศีรษะ
[เหตุใดข้าจึงมีพี่ชายโง่เช่นนี้นะ?!]
[ข้าทำตัวเหลวไหลก็จริง แต่นั่นไม่ได้หมายความว่าข้าโง่นะโว้ย!]
ฉู่เหวินไคพลันได้สติ ก่อนรีบวิ่งออกจากเรือนไปอย่างสุดกำลัง
“ท่านพ่อออออออออ!”
ภายในห้องรับรองส่วนตัวของเจ้าสำนักกระบี่คราม
ฉู่เทียนเหิงกำลังนั่งอ่านรายงานอยู่หลังโต๊ะ ขณะที่หลัวซูอิงผู้เป็นภรรยากำลังรินชาให้อย่างสงบ
เขาวางรายงานในมือลง ก่อนเอ่ยขึ้นอย่างครุ่นคิด
“ช่วงนี้เหวินไคทำตัวดีเกินเหตุ”
หลัวซูอิงชะงัก
“ดีเกินเหตุอย่างไรหรือ?”
“ตั้งแต่มันแพ้ประมูลราคาสาวงามที่หอนางโลมกลับมา มันก็สงบเสงี่ยมผิดปกติ ไม่ออกไปดื่มสุรา ไม่เที่ยวหอนางโลม และไม่หาเรื่องผู้ใด”
ฉู่เทียนเหิงหรี่ตาลง
“เมื่อวานข้าให้คนส่งเงินไป มันกลับส่งคืนมาทั้งหมด บอกว่าช่วงนี้ต้องรู้จักประหยัด”
หลัวซูอิงยกมือปิดปากหัวเราะ
“นั่นไม่ได้หมายความว่าเป็นเรื่องดีหรอกหรือ? ในที่สุดบุตรชายของพวกเราก็รู้จักกลับตัวแล้ว”
ฉู่เทียนเหิงส่ายหน้า
“เจ้าไม่เข้าใจมัน”
“หากเหวินไคไม่เที่ยวหอนางโลมและเริ่มประหยัดเงิน แสดงว่ามันต้องพบเรื่องซึ่งน่ากลัวยิ่งกว่าสตรีกับเงินทองเข้าแล้ว”
ตึก ๆๆๆๆๆ!
เสียงฝีเท้าเร่งรีบดังมาจากด้านนอก
“ท่านพ่อออออออออ!”
ปัง!
ประตูถูกผลักเปิดอย่างรุนแรง ฉู่เหวินไควิ่งหน้าตั้งเข้ามาภายใน
“เกิดเรื่องแล้ววววววววววว!”
ฉู่เทียนเหิงหันไปพยักหน้ากับภรรยา
“เห็นหรือไม่? ข้าบอกแล้วว่าต้องมีเรื่อง”
หลัวซูอิงวางกาน้ำชาลง ก่อนหันไปหาบุตรชาย
“เหวินไค ค่อย ๆ หายใจแล้วเล่ามา คราวนี้เจ้าไปก่อเรื่องอะไรอีก?”
“ไม่ใช่ข้า!”
ฉู่เหวินไครีบปฏิเสธ
“ครั้งนี้ข้าเป็นผู้บริสุทธิ์อย่างแท้จริง!”
ฉู่เทียนเหิงเลิกคิ้ว
“เจ้าพูดเช่นนี้ทุกครั้งก่อนข้าต้องจ่ายค่าชดใช้”
“ครั้งนี้ข้าพูดจริง!”
ฉู่เหวินไคพุ่งเข้าไปเกาะขอบโต๊ะ
“เยวียนหลิงเฟิงติดต่อมาหาข้าเพื่อชวนร่วมมือจัดการยูรัน!”
ฉู่เทียนเหิงขมวดคิ้ว
“ยูรัน? มันเป็นใคร?”
ฉู่เหวินไคแทบอยากยกมือกุมศีรษะ
“โธ่ ท่านพ่อ พูดจาดี ๆ หน่อยเถอะ!”
“เขาคือบุตรชายคนโตของท่านเยวียนชิงเหยา และยังเป็นหลานชายแท้ ๆ ของเจ้าตำหนักเยวียนจ้าวคุน!”
ถ้วยชาในมือของฉู่เทียนเหิงหยุดค้างทันที
“อะไรนะ? แล้วเจ้าตอบตกลงหรือไม่?”
“ข้าปฏิเสธทันที!”
ฉู่เหวินไคตบหน้าอกตนเอง
“ข้ายังด่ามันไปด้วยว่า หากอยากตายก็ให้ไปตายคนเดียว อย่าลากพวกเราไปเกี่ยวข้อง!”
ฉู่เทียนเหิงพยักหน้าช้า ๆ
“อืม ดูเหมือนเจ้าจะมีสมองขึ้นมาบ้างแล้ว”
“แต่ว่าพี่ใหญ่ได้ยินทุกอย่าง เขาแย่งยันต์สื่อสารไปจากข้าแล้วตอบรับความร่วมมือแทน!”
เพล้ง!
ถ้วยชาในมือของฉู่เทียนเหิงแตกละเอียดทันที
“เจ้าว่าอะไรนะ?!”
“ท่านพ่อ พวกเราต้องหยุดพี่ใหญ่ให้ได้นะ!”
ฉู่เหวินไคกล่าวอย่างร้อนรน
“ท่านเยวียนชิงเหยาเพิ่งทะลวงขึ้นสู่มหายาน ภรรยาของเขายังมีองค์รัชทายาทเซี่ยหลานอิง ธิดาจันทราหลิงเยวี่ยจากสำนักเมฆาจันทร์ ยอดเขาจันทรา และคนประหลาดที่รับทัณฑ์สวรรค์เป็นอาหารอีกตั้งหลายคน!”
เขาตบโต๊ะอย่างร้อนใจ
“ช่วงนี้ข้าติดตามข่าวจากตำหนักเสวียนเยว่มาตลอด ท่านพ่อรีบห้ามพี่ใหญ่เถอะ! เขากำลังจะพาพวกเราไปตายกันหมดแล้ว!”
ฉู่เทียนเหิงมองบุตรชายอย่างไม่อยากเชื่อ
“เจ้าถึงกับส่งคนไปติดตามข่าวจากตำหนักเสวียนเยว่?”
“ก็ใช่น่ะสิ!”
ฉู่เหวินไคแทบร้องไห้
“ข้าไม่อยากตื่นขึ้นมาในเช้าวันหนึ่งแล้วพบว่าตำหนักของพวกเรากลายเป็นหลุมขนาดใหญ่ไปแล้ว!”
หลัวซูอิงรีบหันไปหาสามี
“รีบเรียกเหวินจวินกลับมาก่อนเถอะ เรื่องนี้ไม่ใช่สิ่งที่พวกเราควรเข้าไปเกี่ยวข้อง”
ฉู่เทียนเหิงตวาดออกไปนอกห้องทันที
“ไปตามคุณชายใหญ่มาพบข้าเดี๋ยวนี้!”
ศิษย์ซึ่งเฝ้าอยู่ด้านนอกรีบคารวะ
“เรียนท่านเจ้าสำนัก คุณชายใหญ่เพิ่งนำผู้อาวุโสกับศิษย์ติดตามออกจากสำนักไปทางประตูตะวันออกขอรับ”
ทั่วทั้งห้องพลันเงียบสนิท
ฉู่เทียนเหิงกำหมัดจนเส้นเลือดปูดขึ้นเต็มหน้าผาก
“มันออกไปที่ใด?!”
“คุณชายใหญ่ไม่ได้แจ้งเอาไว้ขอรับ”
ฉู่เหวินไคยืนนิ่งอยู่ครู่หนึ่ง ก่อนใบหน้าจะซีดเผือกยิ่งกว่าเดิม
“ท่านพ่อ...”
ฉู่เทียนเหิงหันมามอง
“มีอะไรอีก?”
ฉู่เหวินไคพลันตะโกนสุดเสียง
“รีบเก็บสมบัติเร็วเข้า!”
“อ๊ากกกกกกกกกกกกกกกกกก!”
เขายกมือกุมศีรษะ ก่อนวิ่งพรวดออกจากห้องไปอย่างเสียสติ
หลัวซูอิงมองตามแผ่นหลังของบุตรชายด้วยความตกตะลึง
“เหวินไค! เจ้าจะไปที่ใด?!”
เสียงของฉู่เหวินไคดังตอบกลับมาจากทางเดิน
“ไปเก็บสมบัติเตรียมหนีอย่างไรเล่า!”