คลังนิยายพันธสัญญาแห่งดวงดาว

ตอนเผยแพร่

อ่านนิยาย

ตอนที่ 434 ฮี่ ๆ มีแบบของท่านพี่ด้วย8,406 ตัวอักษร

ตอนที่ 434 ฮี่ ๆ มีแบบของท่านพี่ด้วย

“กลับมาก่อน!”

เสียงตวาดของฉู่เทียนเหิงดังสะเทือนไปทั่วทางเดิน

“เจ้าจะรีบสติแตกไปทำไม?!”

ตึก ๆๆๆ!

ฉู่เหวินไคซึ่งเพิ่งวิ่งออกไปได้ไม่ไกลรีบวิ่งกลับเข้ามาภายในห้อง

“หากไม่รีบเก็บสมบัติหนี พวกเรากำลังจะซวยกันหมดแล้วนะท่านพ่อ!”

ฉู่เทียนเหิงยกมือกุมขมับ

“ยังไม่ทันเกิดเรื่อง เจ้าก็คิดทิ้งสำนักหนีเอาตัวรอดแล้วหรือ?”

“ข้าไม่ได้ทิ้งสำนัก ข้าเพียงคิดรักษาสมบัติของพวกเราเอาไว้ก่อน!”

“เจ้าหุบปากแล้วฟังข้า!”

ฉู่เหวินไครีบปิดปาก แต่สองเท้ายังคงขยับอยู่กับที่อย่างร้อนรน ราวกับพร้อมจะวิ่งออกไปได้ทุกเมื่อ

ฉู่เทียนเหิงสูดหายใจลึก ก่อนกล่าวขึ้นอย่างใจเย็น

“พวกเรายังมีทางแก้”

ฉู่เหวินไคชะงัก

“ทางใด?”

“ตอนนี้ท่านนักบุญหญิงจี้เสวี่ยหลัวยังพักอยู่ภายในสำนักไม่ใช่หรือ?”

ดวงตาของฉู่เหวินไคเบิกกว้าง ก่อนสีหน้าจะเปลี่ยนเป็นยินดี

“จริงด้วย!”

แต่เพียงครู่เดียว เขาก็ขมวดคิ้วขึ้นมาอีกครั้ง

“แต่นางเป็นคู่หมั้นของพี่ใหญ่นะ ...”

ฉู่เหวินไคเงียบไปครู่หนึ่ง ก่อนตบหน้าผากตนเอง

“ไม่สิ! ตอนนี้ไม่ใช่เวลาห่วงเรื่องนั้น!”

เขาหันขวับไปทางเหล่าศิษย์ซึ่งยืนเฝ้าอยู่ด้านนอก

“พวกเจ้ายังยืนทำอะไรอยู่? รีบไปตามพี่สะใภ้มาเร็วเข้า!”

“หากชักช้าไปกว่านี้ พวกเราจะตายกันหมดแล้ว!”

เหล่าศิษย์สะดุ้ง ก่อนรีบประสานมือรับคำ

“ขอรับ!”

ตึก ๆๆๆๆๆ!

ทุกคนพากันวิ่งออกไปอย่างไม่คิดชีวิต

หลัวซูอิงมองบุตรชายด้วยความประหลาดใจ

“ลูกแม่ นี่เป็นครั้งแรกเลยนะที่แม่เห็นเจ้าฉลาดถึงเพียงนี้”

ฉู่เหวินไคหันกลับมาอย่างไม่พอใจ

“ท่านแม่ ข้าเพียงทำตัวเหลวไหลเท่านั้น ข้าไม่ได้โง่!”

กล่าวจบ เขาก็เดินไปคุกเข่าลงกลางห้อง ก่อนประสานมือเข้าหากันและเงยหน้ามองเพดาน

ฉู่เทียนเหิงมองการกระทำของบุตรชายด้วยความงุนงง

“เจ้ากำลังทำอะไร?”

“สวดภาวนา”

ฉู่เหวินไคหลับตาลง ก่อนกล่าวด้วยน้ำเสียงจริงจังอย่างที่ไม่เคยเป็นมาก่อน

“โอ้พระผู้เป็นเจ้า เทพเซียนทั้งหลายได้โปรดช่วยลูกด้วย”

“ลูกสำนึกผิดแล้ว ต่อจากนี้ลูกจะปรับปรุงตัว ไม่มั่วสุม ไม่เที่ยวหอนางโลม ไม่ดื่มสุราจนเสียงาน และจะตั้งใจฝึกตนเป็นคนจิตใจดี”

เขาก้มศีรษะลงกับพื้น

“ขอเพียงช่วยให้ตำหนักกระบี่ครามรอดพ้นจากเรื่องนี้ไปได้ ลูกยินดีถือศีลอยู่ในเรือนเป็นเวลาหนึ่งปีเต็ม!”

หลัวซูอิงยกมือปิดปากด้วยความตกตะลึง

“ถึงกับยอมไม่เที่ยวหอนางโลมหนึ่งปี ดูเหมือนคราวนี้เขาจะหวาดกลัวจริง ๆ”

ฉู่เทียนเหิงพยักหน้าอย่างเห็นด้วย

“ข้าเลี้ยงมันมาหลายสิบปี ยังไม่เคยเห็นมันตั้งใจสวดภาวนาถึงเพียงนี้มาก่อน”

ทันใดนั้น เสียงเย็นเรียบของสตรีผู้หนึ่งก็ดังมาจากด้านนอก

หญิงสาวในชุดสีขาวก้าวผ่านประตูเข้ามาด้วยท่าทางสงบนิ่ง นางคือจี้เสวี่ยหลัว ผู้ได้รับการยกย่องเป็นนักบุญหญิงและเป็นคู่หมั้นของฉู่เหวินจวิน

“เกิดเรื่องใดขึ้น?”

“เหตุใดพวกเจ้าจึงส่งคนไปตามข้าอย่างกับตำหนักกำลังจะถูกทำลาย?”

ฉู่เหวินไคเงยหน้าขึ้นทันที ดวงตาเปล่งประกายราวกับผู้ที่มองเห็นแสงแห่งความหวัง

“พี่สะใภ้!”

เขารีบลุกขึ้น ก่อนพุ่งตรงไปยังประตูกอดขาหญิงสาวเอาไว้

“ในที่สุดท่านก็มาถึง!”

“รีบช่วยพวกเราด้วย พี่ใหญ่กำลังจะพาทุกคนไปตายกันหมดแล้ว!”

“อย่ามาเกาะแกะข้า”

จี้เสวี่ยหลัวยกเท้าขึ้น ก่อนเตะฉู่เหวินไคกระเด็นกลับเข้าไปกลางห้อง

ตึง!

ฉู่เหวินไคกลิ้งไปกับพื้นหนึ่งรอบ แต่กลับรีบลุกขึ้นราวกับไม่รู้สึกเจ็บ

“พี่สะใภ้ ฟังข้าก่อน!”

“คราวนี้ท่านอาจอดแต่งงานกับพี่ใหญ่แล้วละ!”

จี้เสวี่ยหลัวชะงัก ดวงตาเย็นเยียบลงทันที

“เจ้าหมายความว่าอย่างไร?”

ฉู่เหวินไคกล่าวด้วยสีหน้าจริงจัง

“หากพี่ใหญ่ยังไม่ยอมหยุด ท่านคงต้องไปแต่งงานกับคนอื่นแทนแล้ว!”

“อะไรนะ?”

แรงกดดันเย็นเยียบแผ่ออกจากร่างของนาง จนฉู่เหวินไครีบถอยไปหลบหลังบิดา

“นี่มันเรื่องบ้าบออะไรกัน ท่านเจ้าสำนัก?”

ฉู่เทียนเหิงถอนหายใจ ก่อนพยักหน้าช้า ๆ

“แม้คำพูดของมันจะฟังไม่เข้าท่า แต่เรื่องที่เหวินจวินกำลังพาตนเองไปตายนั้นเป็นความจริง”

คิ้วของจี้เสวี่ยหลัวขมวดแน่น

“เขาไปก่อเรื่องกับผู้ใด?”

ฉู่เหวินไคชะโงกหน้าออกมาจากด้านหลังบิดา

“พี่สะใภ้ ท่านรู้จักยูรันหรือไม่?”

จี้เสวี่ยหลัวส่ายหน้า

“ใครคือยูรัน?”

“เขาเป็นบุตรชายคนโตของท่านเยวียนชิงเหยา และเป็นหลานชายแท้ ๆ ของเจ้าตำหนักเยวียนจ้าวคุน”

ฉู่เหวินไครีบอธิบายต่อโดยไม่หยุดหายใจ

“พี่ใหญ่เพิ่งตอบรับความร่วมมือกับเยวียนหลิงเฟิงเพื่อเล่นงานยูรัน ตอนนี้เขาออกจากสำนักไปหาเยวียนหลิงเฟิงแล้ว!”

“ปัญหาคือเมื่อหลายวันก่อน ท่านเยวียนชิงเหยาเพิ่งทะลวงขึ้นสู่มหายาน ข้าเตือนพี่ใหญ่แล้ว แต่เขาไม่ยอมฟัง!”

สีหน้าของจี้เสวี่ยหลัวค่อย ๆ เคร่งขรึมขึ้น

“เขาออกจากสำนักไปนานเท่าใดแล้ว?”

ฉู่เทียนเหิงตอบทันที

“ยังไม่ถึงหนึ่งก้านธูป”

จี้เสวี่ยหลัวพยักหน้า ก่อนหมุนตัวเดินออกจากห้อง

“เตรียมสัตว์พาหนะให้ข้า ข้าจะตามเขากลับมาเอง”

ฉู่เหวินไครีบตะโกนไล่หลัง

“พี่สะใภ้!”

จี้เสวี่ยหลัวหยุดฝีเท้า ก่อนหันกลับมามอง

“มีอะไรอีก?”

“หากท่านหยุดพี่ใหญ่ไม่ได้ ท่านพ่อจะส่งท่านไปแต่งงานกับยูรันเพื่อป้องกันไม่ให้ตำหนักกระบี่ครามกลายเป็นปุ๋ยนะ!”

เขาชูกำปั้นขึ้นให้กำลังใจ

“เพราะฉะนั้นพยายามเข้าาาาาาา!”

ทั่วทั้งห้องพลันเงียบสนิท

ฉู่เทียนเหิงหันขวับไปมองบุตรชาย

“เดี๋ยวก่อน! ข้าเคยพูดเช่นนั้นตั้งแต่เมื่อใด?!”

ฉู่เหวินไคกะพริบตาปริบ ๆ

“ท่านไม่ได้พูด แต่ข้าคิดว่านี่เป็นแผนสำรองที่ดีที่สุด”

เส้นเลือดบนหน้าผากของจี้เสวี่ยหลัวปูดขึ้นเล็กน้อย

“ฉู่เหวินไค...”

“ขะ ขอรับ?”

“หากข้ากลับมาแล้วพบว่าเจ้ากุเรื่องขึ้นแม้แต่ครึ่งคำ ข้าจะหักขาเจ้าทั้งสองข้าง”

กล่าวจบ นางก็สะบัดแขนเสื้อ ก่อนหายไปจากหน้าประตูทันที

ฉู่เหวินไคยืนนิ่งอยู่ครู่หนึ่ง ก่อนหันไปถามบิดาอย่างระมัดระวัง

“ท่านพ่อ ตอนนี้ข้าเก็บสมบัติหนีทันหรือไม่?”


อีกด้านหนึ่ง ภายในลานพักผ่อนของตำหนักเสวียนเยว่

ยูรันกำลังนั่งผสมปูนปลาสเตอร์อยู่กลางโต๊ะยาว โดยมีเยวียนเหวินอวี้ เยวียนชิงฝู และเหล่าน้องสาวจากสายรองยืนมุงอยู่รอบตัว

แม่พิมพ์รูปทรงต่าง ๆ ถูกวางเรียงรายอยู่เต็มโต๊ะ ยูรันค่อย ๆ เทปูนปลาสเตอร์เหลวลงไปทีละชิ้น ก่อนวางทิ้งไว้เพื่อรอให้แข็งตัว

เยวียนเหวินอวี้ก้มมองแม่พิมพ์เหล่านั้นด้วยความสนใจ

“พี่ชายจ๋า เจ้าพวกนี้เอาไว้ทำอะไรหรือเจ้าคะ?”

“อืม หากปูนแห้งแล้วก็แกะออกจากแม่พิมพ์ จากนั้นจึงนำไประบายสีได้”

ยูรันเงยหน้ามองนาง

“เจ้าอยากลองระบายหรือเปล่า?”

ดวงตาของเยวียนเหวินอวี้พลันเป็นประกาย

“อยากเจ้าค่ะ!”

นางรีบชี้ไปยังแม่พิมพ์รูปเรือนหลังเล็ก

“ชิ้นนี้เป็นของข้านะเจ้าคะ ห้ามผู้ใดแย่ง!”

เยวียนชิงฝูรีบกอดแขนยูรัน

“แล้วของข้าเล่า พี่ชายทำชิ้นใดให้ข้า?”

ยูรันกวาดตามองแม่พิมพ์บนโต๊ะ ก่อนหยิบแม่พิมพ์รูปดอกบัวขึ้นมา

“อันนี้เป็นอย่างไร?”

เยวียนชิงฝูส่ายหน้าแรง ๆ

“ไม่เอา ข้าอยากได้ตุ๊กตารูปท่านพี่!”

สิ้นเสียงนั้น บรรดาสตรีรอบโต๊ะต่างหันมามองยูรันพร้อมกัน

ไม่นาน มือของทุกคนก็ยกขึ้นตามกันจนแทบไม่มีผู้ใดเหลือ

ยูรันถอนหายใจ ก่อนยกมือขึ้นดีดนิ้ว

เป๊าะ!

แม่พิมพ์รูปยูรันขนาดเล็กหลายสิบชิ้นปรากฏขึ้นบนโต๊ะทันที

“เอาเถอะ คนละชิ้น ห้ามแย่งกัน”

ทั่วทั้งลานพลันเต็มไปด้วยเสียงโห่ร้องยินดี ขณะที่ยูรันกลับเอนหลังพิงเก้าอี้ด้วยสีหน้าเหนื่อยหน่าย

[สุดท้ายงานก็เพิ่มขึ้นอีกจนได้]

ยูรันยกมือขึ้นเกาหู ก่อนขมวดคิ้วเล็กน้อย

“เหตุใดจึงรู้สึกคันหูขึ้นมาแปลก ๆ?”

เขาหันไปมองเยวียนหลิงซวง

“หรือว่าหลิงเฟิงกำลังคิดก่อเรื่องอะไรอีก?”

คิ้วของเยวียนหลิงซวงกระตุก

“เอ่อ...ท่านพ่อสั่งกักบริเวณเขาเอาไว้แล้ว พี่ใหญ่น่าจะทำอะไรไม่ได้หรอกเจ้าค่ะ”

“อืม ดูเหมือนเจ้ายังไม่รู้สินะ”

เยวียนหลิงซวงกะพริบตา

“ไม่รู้อะไรหรือเจ้าคะ?”

ยูรันไม่ได้ตอบ เขากลับหันไปมองรอบลาน

“ชิงอวี้ เจ้าอยู่แถวนี้หรือเปล่า?”

เพียงพริบตาเดียว หลานชิงอวี้ก็ปรากฏตัวขึ้นด้านหลัง ก่อนโน้มตัวลงกอดคอเขาอย่างสนิทสนม

“ท่านพี่คิดถึงข้าหรือเจ้าคะ? พวกเราเพิ่งแยกกันไม่ถึงครึ่งชั่วยามเองนะ”

เยวียนเหวินอวี้เบิกตากว้าง ก่อนชี้มาทางนางด้วยมือสั่น ๆ

“ทะ ทะ ท่านกำลังทำอะไร? ปล่อยพี่ชายจ๋าของข้านะ!”

หลานชิงอวี้ปล่อยมือข้างหนึ่ง ก่อนใช้นิ้วดีดหน้าผากเด็กสาวเบา ๆ

เป๊าะ!

“หืม? ข้าเป็นภรรยาของเขานะเด็กน้อย เรียกข้าว่าพี่สะใภ้เสียสิ”

เยวียนเหวินอวี้รีบกุมหน้าผาก ก่อนหันไปฟ้องยูรัน

“พี่ชายจ๋า นางรังแกข้า!”

“พอได้แล้ว”

ยูรันยกมือห้ามทั้งสองคน ก่อนกล่าวต่อ

“ข้ารู้สึกคันหูขึ้นมา เหมือนหลิงเฟิงกำลังจะก่อปัญหาอะไรสักอย่าง แต่หลิงซวงไม่เชื่อข้า”

หลานชิงอวี้พยักหน้าทันที

“ถ้าท่านพี่รู้สึกเช่นนั้น แสดงว่าเขาก็คงกำลังก่อเรื่องจริง ๆ นั่นแหละเจ้าค่ะ”

เยวียนหลิงซวงหันขวับ

“พี่สะใภ้พูดจริงหรือเจ้าคะ?”

“เจ้าไม่รู้หรือ?”

หลานชิงอวี้คลายอ้อมแขนจากยูรัน ก่อนหันไปตอบ

“ลางสังหรณ์ของท่านพี่ไม่เคยพลาด หากเขาบอกว่ารู้สึกถึงบางอย่าง ก็หมายความว่าต้องมีเรื่องเกิดขึ้นอย่างแน่นอน”

ร่างของเยวียนหลิงซวงเด้งขึ้นจากเก้าอี้ทันที

“ไม่ได้การ ข้าต้องรีบไปบอกท่านพ่อ!”

กล่าวจบ นางก็วิ่งออกจากลานไปอย่างรวดเร็ว แต่ยังไม่วายหันกลับมาตะโกน

“อย่าแย่งตุ๊กตาของข้านะ!”

หลังเยวียนหลิงซวงจากไป หลานชิงอวี้จึงก้มมองสิ่งของบนโต๊ะด้วยความสงสัย

“ท่านพี่ สิ่งเหล่านี้คืออะไรหรือเจ้าคะ?”

“ตุ๊กตาปูนปลาสเตอร์”

ยูรันหยิบชิ้นที่เริ่มแข็งตัวขึ้นมาให้นางดู

“รอให้มันเย็นและแห้งสนิทก่อน จากนั้นจึงนำไประบายสีได้”

ดวงตาของหลานชิงอวี้เปล่งประกาย

“น่าสนุกจัง เอาให้ข้าลองทำด้วยสิเจ้าคะ ข้าจะนำกลับไปแบ่งให้ทุกคนด้วย”

“ได้สิ”

ยูรันส่งแม่พิมพ์กับถุงผงสีขาวให้นาง

“นำผงนี้ไปผสมน้ำ มันเรียกว่าปูนปลาสเตอร์ เมื่อผสมจนได้ที่แล้วก็เทใส่แม่พิมพ์และรอให้แข็งตัว”

หลานชิงอวี้นั่งลงข้างเขา ก่อนเริ่มผสมปูนตามที่บอก

“มีแม่พิมพ์หลายแบบจริงด้วย”

นางหยิบแม่พิมพ์รูปยูรันขึ้นมา ก่อนหัวเราะอย่างชอบใจ

“ฮี่ ๆ มีแบบของท่านพี่ด้วย”

เยวียนเหวินอวี้มองหลานชิงอวี้ซึ่งเข้ามาแย่งตำแหน่งข้างกายยูรัน ก่อนทำแก้มพองอย่างไม่พอใจ

[นางมาทำไมกัน? เวลาของข้าถูกคนอื่นแย่งไปแทบทุกวันอยู่แล้ว ฮือ...]