คลังนิยายพันธสัญญาแห่งดวงดาว

ตอนเผยแพร่

อ่านนิยาย

ตอนที่ 435 อืม เท่านี้น่าจะพอแล้ว7,869 ตัวอักษร

ตอนที่ 435 อืม เท่านี้น่าจะพอแล้ว

“ท่านพ่อออออออออ!”

เสียงร้องของเยวียนหลิงซวงดังมาจากด้านนอก ตามมาด้วยเสียงฝีเท้าเร่งรีบ

“เกิดเรื่องแล้ววววววววววว!”

ปัง!

ประตูห้องถูกผลักเปิดอย่างรุนแรง เยวียนหลิงซวงวิ่งเข้ามาหยุดตรงหน้าบิดาด้วยท่าทางเหนื่อยหอบ

เยวียนจิ้งซานซึ่งกำลังตรวจบัญชีของสายตระกูลเงยหน้าขึ้นมอง

“มีอะไร? เรือนของพวกเราถูกไฟไหม้หรืออย่างไร?”

“ท่านพี่...”

เยวียนหลิงซวงสูดหายใจเข้าลึก ก่อนกล่าวด้วยสีหน้าจริงจัง

“ท่านพี่คันหูเจ้าค่ะ!”

ทั่วทั้งห้องพลันเงียบสนิท

เยวียนจิ้งซานมองบุตรสาวอยู่ครู่หนึ่ง ก่อนวางพู่กันในมือลง

“หากเขาคันหู เจ้าก็ไปตามหมอมา เหตุใดต้องวิ่งมาตะโกนใส่ข้า?”

“ไม่ใช่เช่นนั้นเจ้าค่ะ ฟังข้าให้จบก่อน!”

เยวียนหลิงซวงรีบเดินเข้าไปใกล้

“ท่านพี่บอกว่าจู่ ๆ เขาก็รู้สึกคันหู เหมือนมีใครกำลังคิดก่อเรื่องขึ้นมา และเขายังสงสัยว่าพี่ใหญ่กำลังทำอะไรบางอย่างด้วย!”

เยวียนจิ้งซานขมวดคิ้ว

“ไร้สาระ หลิงเฟิงถูกข้าสั่งกักบริเวณอยู่ภายในเรือน เขาจะไปทำอะไรได้?”

“แต่พี่สะใภ้ชิงอวี้บอกว่าลางสังหรณ์ของท่านพี่ไม่เคยผิดพลาดเลยนะเจ้าคะ”

“เพียงอาการคันหูจะกลายเป็นลางสังหรณ์ได้อย่างไร?”

เยวียนจิ้งซานส่ายหน้า แต่สีหน้าของเขากลับค่อย ๆ เปลี่ยนไป

“เว้นเสียแต่ว่า...”

เยวียนหลิงซวงรีบถาม

“เว้นเสียแต่ว่าอะไรเจ้าคะ?”

เยวียนจิ้งซานลุกพรวดขึ้นจากเก้าอี้

“เว้นเสียแต่มันจะติดต่อคนนอกผ่านยันต์สื่อสาร นัดหมายกันเอาไว้ล่วงหน้า แล้วใช้ยันต์เคลื่อนย้ายหลบหนีออกจากเรือน!”

ใบหน้าของเยวียนหลิงซวงซีดเผือก

“พี่ใหญ่คงไม่โง่ถึงเพียงนั้นหรอกกระมัง?”

เยวียนจิ้งซานหันมามองบุตรสาวด้วยสายตาว่างเปล่า

“หลังจากสิ่งที่มันทำในงานเลี้ยงจิบชา เจ้ายังกล้าถามอีกหรือว่ามันโง่ถึงเพียงนั้นหรือไม่?”

“...”

เยวียนหลิงซวงไม่อาจโต้แย้งได้แม้แต่คำเดียว

“ไป!”

เยวียนจิ้งซานสะบัดแขนเสื้อ ก่อนพุ่งออกจากห้องทันที

“ไปดูที่เรือนของมันเดี๋ยวนี้!”

สองพ่อลูกเดินทางมาถึงเรือนพักของเยวียนหลิงเฟิงในเวลาไม่กี่อึดใจ

องครักษ์สองคนซึ่งเฝ้าอยู่ด้านหน้ารีบประสานมือคารวะ

“คารวะท่านผู้อาวุโส!”

เยวียนจิ้งซานกวาดตามองประตูซึ่งยังปิดสนิท

“หลิงเฟิงยังอยู่ด้านในหรือไม่?”

“ยังอยู่ขอรับ ตั้งแต่คุณชายกลับเข้าเรือนก็ไม่เคยออกมาอีกเลย”

“พวกเจ้าแน่ใจหรือ?”

องครักษ์ทั้งสองมองหน้ากัน ก่อนพยักหน้า

“แน่ใจขอรับ พวกเรายืนเฝ้าอยู่ตรงนี้ตลอดเวลา”

เยวียนจิ้งซานเดินเข้าไปเคาะประตู

ปัง! ปัง! ปัง!

“หลิงเฟิง เปิดประตู!”

ไม่มีเสียงตอบรับจากด้านใน

สีหน้าของเขามืดครึ้มลงทันที

“ถอยไป”

องครักษ์ทั้งสองรีบหลบออกจากหน้าประตู

เยวียนจิ้งซานยกมือขึ้น ก่อนซัดฝ่ามือออกไป

ตู้ม!

ประตูทั้งบานกระเด็นเข้าไปภายใน สองพ่อลูกรีบก้าวตามเข้าไป

กลางห้องมีร่างหนึ่งนอนคลุมโปงอยู่บนเตียง เมื่อมองจากด้านนอกย่อมดูเหมือนเยวียนหลิงเฟิงกำลังหลับ

เยวียนหลิงซวงรีบเดินเข้าไปกระชากผ้าห่มออก

พรึ่บ!

ใต้ผ้าห่มกลับมีเพียงหมอนข้างกับเสื้อผ้าหลายชุดซึ่งถูกมัดรวมกันเป็นรูปร่างมนุษย์

“พี่ใหญ่หายไปแล้ว!”

เยวียนจิ้งซานกวาดสายตามองรอบห้อง ก่อนพบเถ้ากระดาษสีเงินกองหนึ่งอยู่ข้างหน้าต่าง

เขาย่อตัวลงใช้นิ้วแตะเถ้าเหล่านั้น สีหน้ายิ่งมืดครึ้มกว่าเดิม

“เศษยันต์เคลื่อนย้าย”

ไม่ไกลกันยังมีเศษยันต์สื่อสารซึ่งถูกเผาทำลายทิ้งเอาไว้อีกแผ่น

เยวียนหลิงซวงเม้มริมฝีปากแน่น

“แสดงว่าท่านพี่พูดถูกจริง ๆ...”

เยวียนจิ้งซานลุกขึ้น ก่อนหันไปตวาดใส่องครักษ์ด้านนอก

“ปิดทางเข้าออกของสายสามทั้งหมด ตรวจสอบยันต์เคลื่อนย้ายทุกแผ่น แล้วส่งคนไปถามเวรยามว่ามีผู้ใดพบเห็นหลิงเฟิงหรือไม่!”

“ขอรับ!”

เหล่าองครักษ์รีบแยกย้ายกันออกไป

เยวียนหลิงซวงมองบิดาด้วยความกังวล

“ท่านพ่อ หากพี่ใหญ่คิดลงมือกับท่านพี่จริง ๆ พวกเราจะทำอย่างไร?”

เยวียนจิ้งซานหันไปมองเศษยันต์บนพื้น ก่อนถอนหายใจยาว

“คนที่เจ้าควรกังวลไม่ใช่ยูรัน แต่เป็นไอ้โง่ซึ่งคิดร่วมมือกับพี่ชายของเจ้าต่างหาก”

“ไม่เพียงหลิงเฟิงเท่านั้นที่เดือดร้อน สายสามของพวกเราอาจถูกมันลากลงหลุมไปด้วย!”

เขายกมือกุมหน้าผาก ก่อนตะโกนอย่างเหลืออด

“ไอ้ลูกโง่เอ๊ย! เหตุใดข้าจึงมีบุตรชายโง่เขลาถึงเพียงนี้ได้?!”

เขาสะบัดแขนเสื้ออย่างร้อนใจ

“รีบไปแจ้งยูรันกับพี่ชิงเหยา ไม่สิ แจ้งทุกคน!”

“เรื่องนี้ปิดบังเอาไว้ไม่ได้แล้ว!”

ข่าวการหายตัวไปของเยวียนหลิงเฟิงแพร่กระจายไปทั่วตำหนักเสวียนเยว่ภายในเวลาไม่ถึงหนึ่งถ้วยชา ทั้งเก้าสายได้รับคำสั่งให้ช่วยกันตามหา ขณะเดียวกันคนรับใช้ก็รีบไปแจ้งเหล่าสมาชิกครอบครัวของยูรัน

ภายในห้องพักส่วนตัว เยวียนชิงเหยาผุดลุกขึ้นทันทีที่ได้ฟังรายงาน

“อะไรนะ? หลิงเฟิงหายตัวไปทั้งที่ถูกกักบริเวณอย่างนั้นหรือ?!”

ไป๋จิ้งเหวินเอื้อมมือไปจับแขนของนาง ก่อนออกแรงดึงให้นั่งลงตามเดิม

“ชิงเหยา นั่งลงจิบชาก่อน ทำใจให้สบายเถอะ”

“แต่เขากำลังคิดปองร้ายลูกชายข้านะ!”

ลู่เหยียนหนิงยกถ้วยชาขึ้นจิบอย่างสงบ

“ข้ารู้ แต่เจ้าลองดูหลิงเยวี่ยสิ นางยังไม่ตกใจเลยแม้แต่น้อย คนอื่นเองก็เหมือนกัน”

เยวียนชิงเหยาหันไปมองหลิงเยวี่ยซึ่งยังคงนั่งกอดอกด้วยสีหน้าเย็นชา

หลิงเยวี่ยเหลือบตามองนาง

“ตื่นตูมเพียงเท่านี้ เจ้าไม่ต้องเป็นแม่ของเขาแล้วดีหรือไม่?”

“ส่งลูกชายของเจ้ามาให้ข้าดูแลถาวรเสีย ข้าจะได้หลับนอนกับเขาทุกวันโดยไม่มีผู้ใดคอยขัดขวาง”

ครืนนนน!

พลังระดับมหายานระเบิดออกจากร่างของเยวียนชิงเหยาทันที

“หน็อย นังแพศยา!”

“อย่างที่ชิงเฟิงบอกไม่มีผิด เจ้ามันไร้ยางอายไปแล้วจริง ๆ!”

“ให้ข้าฝังเจ้าลงหลุมตอนนี้เลยดีหรือไม่?!”

หลิงเยวี่ยปลดปล่อยพลังออกมาต้านโดยไม่ยอมถอย

“คิดว่าเข้าสู่มหายานแล้วข้าจะกลัวเจ้าหรืออย่างไร?”

แรงกดดันของทั้งสองปะทะกันจนโต๊ะกับถ้วยชาสั่นสะเทือน

โม่ชิงเฟิงรีบยกมือห้าม

“เอ่อ ท่านแม่ ท่านอาจารย์ พวกท่านทะเลาะกันทุกวันไม่รู้สึกเบื่อบ้างหรือ?”

นางชะงักเล็กน้อย ก่อนดวงตาจะเป็นประกาย

“พวกเราไปดูเรื่องสนุกกันก่อนดีกว่าไหม?”

ทั้งเยวียนชิงเหยากับหลิงเยวี่ยเก็บพลังกลับพร้อมกัน

หลิงเยวี่ยลุกขึ้นจากเก้าอี้

“ก็ดี ข้าเองอยากเห็นเหมือนกันว่าเด็กปากไม่สิ้นกลิ่นน้ำนมนั่นจะถูกตัดสิ่งใดทิ้งอีก”

เหอหว่านชิงถอนหายใจ

“เหตุใดจึงมีแต่คนอยากหาเรื่องสามีของข้านักนะ?”

ลู่ชิงถานหันขวับไปมองนาง

“ป้ายังไม่ได้เป็นภรรยาของท่านพี่เจ้าค่ะ อย่าสำคัญตัวผิดไป”

“หน็อย เจ้าเด็กปากดี!”

เหอหว่านชิงลุกพรวดขึ้น

“ข้าทนเจ้ามานานแล้ว มาประลองกันสักตั้งเป็นอย่างไร?”

ลู่ชิงถานแลบลิ้นใส่นาง

“แบร่! ข้าไม่กลัวท่านหรอก”

“ในกลุ่มคนที่หมายตาท่านพี่ คนที่ยังไม่ได้หลับนอนกับเขาก็เหลือเพียงคู่หมั้นสองคนกับป้าทั้งสองนั่นแหละ ยังมีหน้ามาพูดอีกหรือ?”

“เจ้า!”

เซี่ยเยว่หลีรีบก้าวเข้ามาขวางทั้งสอง

“พอได้แล้วชิงถาน นับวันเจ้าชักเหมือนพี่หญิงหลิงเยวี่ยเข้าไปทุกที”

นางหันไปถามคนรับใช้

“ไปแจ้งสามีแล้วหรือยัง?”

“ยังเจ้าค่ะ แต่ข่าวแพร่ไปทั่วตำหนักแล้ว คุณชายน่าจะทราบในอีกไม่ช้า”

“ดี แล้วทุกคนต้องไปรวมตัวกันที่ใด?”

“โถงหลักเจ้าค่ะ สมาชิกจากทุกสายกำลังเดินทางไปที่นั่น”

เซี่ยเยว่หลีพยักหน้า ก่อนหมุนตัวเดินออกจากห้อง

“เช่นนั้นพวกเราก็ไปกันเถอะ”

ลู่ชิงถานรีบเดินตาม

“ข้าไปด้วย!”

ไม่นาน ทุกคนภายในห้องก็ทยอยเดินออกไปพร้อมกัน


ภายในลานพักผ่อน เสี่ยวเถาวิ่งหน้าตั้งเข้ามาหายูรัน

“คุณชายใหญ่เจ้าค้าาาาาา!”

ยูรันยังคงนั่งมองตุ๊กตาปูนปลาสเตอร์บนโต๊ะโดยไม่ขยับ

“มีอะไร?”

“คุณชายหลิงเฟิงหายตัวไปแล้วเจ้าค่ะ!”

“แล้ว?”

เสี่ยวเถาชะงักไปเล็กน้อย

“เอ่อ...ทุกคนกำลังรวมตัวกันที่โถงหลัก และต้องการให้คุณชายไปด้วยเจ้าค่ะ”

ยูรันถอนหายใจ ก่อนแหงนหน้ามองท้องฟ้า

“เฮ้อ น่าเบื่อจริง”

เขาจ้องกลุ่มเมฆด้านบนอยู่ครู่หนึ่ง ก่อนหันไปหาหลานชิงอวี้

“ชิงอวี้ วันนี้มีเมฆมากเป็นพิเศษนะ”

“หากเพิ่มความร้อนกับไอน้ำขึ้นไปอีกเล็กน้อย เมฆคงหนากว่านี้มาก”

หลานชิงอวี้มองรอยยิ้มตรงมุมปากของเขา ก่อนดวงตาจะเป็นประกายขึ้นมา

“หรือว่าท่านพี่คิดจะ...”

“อืม”

ยูรันพยักหน้า

“อย่างไรก็ดูเท่ไม่ใช่หรือ?”

“จริงเจ้าค่ะ”

ยูรันลุกขึ้นจากเก้าอี้ ก่อนหันไปหาทุกคนรอบโต๊ะ

“พวกเจ้าเก็บของแล้วไปรวมตัวที่โถงหลักก่อน เดี๋ยวข้าค่อยตามไป”

จากนั้นเขาจึงหันไปทางเสี่ยวเถา

“เถาเถา เรียกคนมาช่วยยกตุ๊กตาพวกนี้ไปเก็บด้วย ระวังอย่าให้แตก”

“เจ้าค่ะคุณชาย”

เยวียนเหวินอวี้มองท่าทางมีพิรุธของยูรัน ก่อนขยับเข้าไปกระซิบถามหลานชิงอวี้

“พี่สะใภ้ พี่ชายจ๋ากำลังคิดทำอะไรหรือเจ้าคะ?”

หลานชิงอวี้ยิ้มอย่างมีเลศนัย

“รอดูเถอะ นี่แหละเรื่องสนุก”

เมื่อทุกคนถอยออกไปจากบริเวณนั้น ยูรันจึงประสานมุทรา ก่อนสูดลมหายใจเข้าลึก

“คาถาเดือดพล่าน...”

“ระเบิดเปลวเพลิงมังกรสายวารีสุดขีดคลั่ง!”

สูดดดดดดดดด!

ฟู่วววววววววว!

กระแสน้ำกับเปลวเพลิงพุ่งออกจากปากของเขาพร้อมกัน ก่อนบิดพันเป็นมังกรสองตัวทะยานขึ้นสู่ท้องฟ้า

ตู้ม!

มังกรวารีกับมังกรเพลิงปะทะกันกลางอากาศ น้ำจำนวนมหาศาลระเหยกลายเป็นไอภายใต้ความร้อนสูง ก่อนหลอมรวมเข้ากับกลุ่มเมฆเหนือเมืองอย่างรวดเร็ว

ครืนนนนน...

เพียงไม่กี่อึดใจ เมฆสีดำหนาทึบก็แผ่ปกคลุมไปทั่วท้องฟ้า

เยวียนเหวินอวี้เงยหน้ามองภาพตรงหน้าด้วยดวงตาเป็นประกาย

“ว้าว! พี่ชายจ๋าพ่นน้ำกับไฟออกมาพร้อมกันได้อย่างไร? โคตรเท่เลยเจ้าค่ะ!”

ยูรันเงยหน้ามองผลงานของตนเอง ก่อนพยักหน้าอย่างพึงพอใจ

“อืม เท่านี้น่าจะพอแล้ว”

เขาสอดมือเข้าไปในแขนเสื้อ แล้วเดินออกจากลานอย่างสบายอารมณ์

“ไปกันเถอะ”