ตอนที่ 436 เรื่องอะไรหรือเจ้าคะ?
ภายในโถงหลักของตำหนักเสวียนเยว่ สมาชิกจากทั้งเก้าสายทยอยมารวมตัวกันจนครบ
บรรยากาศภายในห้องเต็มไปด้วยความตึงเครียด เยวียนจิ้งซานเดินวนไปมาอย่างกระวนกระวาย จนกระทั่งเห็นยูรันเดินเข้ามาพร้อมคนอื่น ๆ เขาก็รีบพุ่งเข้าไปหาทันที
“ยูรัน หลานชาย!”
“ข้าสั่งกักบริเวณหลิงเฟิงเอาไว้แล้ว แต่เอ่อ...มันกลับใช้ยันต์เคลื่อนย้ายหลบหนีออกไปได้”
ยูรันพยักหน้ารับอย่างไม่ใส่ใจ
“อืม แล้ว?”
เยวียนจิ้งซานชะงัก
“ข้าต้องการบอกว่า ข้าสั่งห้ามมันเอาไว้อย่างชัดเจนแล้ว แต่มันกลับไม่ยอมเชื่อฟัง ข้าไม่รู้จริง ๆ ว่ามันจะแอบทำเรื่องเช่นนี้”
“ท่านลุง พอเถอะ”
ยูรันยกมือห้ามไม่ให้อีกฝ่ายพูดต่อ
“การที่บุตรประพฤติตัวเช่นไร ส่วนหนึ่งย่อมมาจากการอบรมของบิดามารดาไม่ใช่หรือ?”
ใบหน้าของเยวียนจิ้งซานพลันซีดเผือก
ยูรันมองเขาอยู่ครู่หนึ่ง ก่อนกล่าวต่อ
“แต่ข้าเป็นคนใจกว้าง เรื่องนี้จึงยังพอพูดคุยกันได้”
เขาชะงักเล็กน้อย
“อย่างไรก็ตาม สำหรับข้าจะไม่มีครั้งต่อไปอีกแล้ว”
เยวียนจิ้งซานกลืนน้ำลาย
“สำหรับเจ้า หมายความว่าอย่างไร?”
“ก็หมายความตามที่พูด”
ยูรันยักไหล่
“ข้ารับปากท่านได้ว่าตัวท่านกับคนที่ไม่เกี่ยวข้องจะไม่เป็นอะไร แต่ว่า...”
“แต่ว่าอะไร?”
ยูรันผายมือไปทางสตรีสามคนซึ่งยืนอยู่ไม่ไกล
“ท่านลองถามท่านแม่ของข้า องค์รัชทายาท หรือแม้แต่อาเยวี่ยแล้วหรือยัง?”
เยวียนจิ้งซานสะดุ้งเฮือก ก่อนค่อย ๆ หันไปมองเยวียนชิงเหยา เซี่ยหลานอิง และหลิงเยวี่ย
เซี่ยหลานอิงลูบคางอย่างครุ่นคิด
“อืม เรื่องนี้ควรจัดการอย่างไรดีนะ?”
เยวียนจิ้งซานไม่รอให้นางคิดจบ เขารีบวิ่งไปกอดขาของเยวียนชิงเหยาทันที
“พี่หญิง!”
“ทั้งหมดเป็นความผิดของข้าเอง ข้าผิดที่อบรมและดูแลหลิงเฟิงไม่ดีพอ!”
เขาเงยหน้าขึ้นด้วยสีหน้าร้อนรน
“ขอร้องละ คนอื่นในสายสามไม่เกี่ยวข้อง หากต้องลงโทษก็ลงโทษข้ากับหลิงเฟิงเพียงสองคนเถอะ!”
“หนวกหู!”
เยวียนชิงเหยายกเท้าขึ้น ก่อนเตะชายตรงหน้ากระเด็นไปติดกำแพง
ตึง!
“ก่อนหน้านี้เหวินเจ๋อก็เข้ามาหาเรื่องรันเอ๋อร์ไปคนหนึ่งแล้ว ส่วนหลิงเฟิงก็ก่อปัญหาในงานเลี้ยงจิบชาเมื่อหลายวันก่อน!”
“ครั้งนั้นทุกคนยังปล่อยผ่าน ถือเป็นคำเตือนรอบที่สอง ข้านึกว่าคนในตระกูลจะรับรู้และจำใส่หัวกันเอาไว้แล้ว!”
นางกวาดสายตามองผู้คนทั่วทั้งโถง
“แต่ตอนนี้กลับมีรอบที่สามอีก จะให้ข้าเอาหน้าไปไว้ที่ใด?!”
ครืนนนนนน!
พลังระดับมหายานปะทุออกจากร่างของเยวียนชิงเหยา แรงกดดันมหาศาลกวาดไปทั่วโถงจนคนจำนวนมากเข่าทรุดลงกับพื้น
เหล่าคนรับใช้ซึ่งมีระดับพลังต่ำยิ่งหน้าซีดเผือก บางคนถึงกับกระอักเลือดออกมา
ยูรันถอนหายใจ ก่อนสะบัดแขนเสื้อ
พรึ่บ!
ม่านพลังโปร่งใสแผ่ปกคลุมเหล่าคนรับใช้กับรุ่นเยาว์ทั้งหมด แรงกดดันซึ่งเคยกดทับร่างของพวกเขาพลันหายไปในทันที
“ท่านแม่ อย่าปล่อยพลังออกมามั่วซั่วสิ”
“คนไม่เกี่ยวข้องก็โดนไปด้วย คนรับใช้จะตายเอานะ”
เหล่าคนรับใช้ต่างพากันประสานมือ บางคนแทบจะคุกเข่าก้มกราบ
“ขอบคุณคุณชายใหญ่!”
ยูรันไม่ได้ตอบ เขาเพียงก้มลงมองเยวียนเหวินอวี้ซึ่งกำลังตัวสั่น ก่อนยกมือลูบศีรษะนางเบา ๆ
“ไม่เป็นไรนะ เด็กดี”
เยวียนเหวินอวี้รีบกอดแขนเขาเอาไว้แน่น
หลานชิงอวี้เดินเข้าไปหาเยวียนชิงเหยา
“ท่านแม่ ใจเย็นลงก่อนเถอะเจ้าค่ะ”
นางเงยหน้ามองออกไปนอกหน้าต่าง ก่อนรอยยิ้มเล็ก ๆ จะปรากฏขึ้นตรงมุมปาก
“วันนี้เป็นวันดีนะเจ้าคะ เมฆบนท้องฟ้ามากเป็นพิเศษเลย”
หลิงเยวี่ยเหลือบมองท้องฟ้าด้านนอก ก่อนพยักหน้าอย่างเห็นด้วย
“อืม เป็นวันที่ดีจริง ๆ”
เยวียนชิงเหยาเก็บแรงกดดันกลับ ก่อนมองทั้งสองอย่างไม่เข้าใจ
“พวกเจ้าหมายความว่าอย่างไร?”
หลานชิงอวี้ยิ้มกว้างกว่าเดิม
“รอดูต่อไปเถอะเจ้าค่ะ”
ไม่ถึงสองเค่อต่อมา จี้เสวี่ยหลัวก็กลับมาถึงตำหนักกระบี่คราม
ทันทีที่นางก้าวเข้ามาภายในห้อง ฉู่เทียนเหิงกับฉู่เหวินไคก็รีบลุกขึ้นพร้อมกัน
ฉู่เทียนเหิงถามอย่างร้อนใจ
“เป็นอย่างไร พบเหวินจวินหรือไม่?”
จี้เสวี่ยหลัวส่ายหน้า
“ข้าพลาดเขาไปแล้ว”
“ข้าตามร่องรอยออกไปจนถึงนอกสำนัก แต่เขาไม่ได้มุ่งหน้าไปยังเมืองจันทราเร้นโดยตรง น่าจะนัดพบกับคนของเยวียนหลิงเฟิงเอาไว้ที่อื่น”
ทั่วทั้งห้องพลันเงียบสนิท
ฉู่เหวินไคยืนนิ่งอยู่ครู่หนึ่ง ก่อนยกมือกุมศีรษะและกรีดร้องออกมาสุดเสียง
“อ๊ากกกกกกกกกกกกกกกกกก!”
เขาหันไปตะโกนใส่เหล่าคนรับใช้ด้านนอก
“พวกเจ้ายังยืนทำอะไรอยู่?!”
“รีบไปเก็บสมบัติเร็วเข้าาาาาาา!”
เพียะ!
หลัวซูอิงตบหลังศีรษะบุตรชายอย่างแรง
“ใจเย็นก่อนสิลูกแม่”
“ผู้ชายที่ชื่อยูรันคนนั้นมีนิสัยเช่นไร เจ้าพอรู้บ้างหรือไม่?”
ฉู่เหวินไคยกมือกุมท้ายทอย ก่อนหันกลับมาตอบด้วยสีหน้าร้อนรน
“ขะ ข้าไม่รู้!”
“แต่แล้วอย่างไรเล่า? ต่อให้เขาใจดี ใจกว้าง หรือมีเมตตาเพียงใดจนยอมปล่อยพวกเราไป แล้วมารดาของเขาจะยอมปล่อยพวกเราหรือ?!”
เขาชูนิ้วขึ้นนับทีละคน
“ยังมีองค์รัชทายาท แล้วก็ภรรยาอีกตั้งหลายคนซึ่งอยู่รอบตัวเขา!”
“ข้าได้ยินมาว่าเยวียนหลิงเฟิงชักกระบี่ออกมาชี้หน้าองค์รัชทายาท เพียงพริบตาเดียวก็ถูกช่วงชิงแขนข้างที่ถือกระบี่ แก้วหู กล่องเสียง และดวงตาทั้งสองข้างออกไปทั้งหมด!”
ฉู่เหวินไคตบหน้าอกตนเองอย่างหวาดผวา
“ที่มันยังมีชีวิตและรักษากลับมาได้ ก็เพราะยูรันไม่คิดติดตามเอาเรื่องต่อเท่านั้น!”
“แต่หากพี่ใหญ่ลงมือจริง ใครจะรู้ว่าคนอื่นจะยอมปล่อยพวกเราไปด้วยหรือไม่?”
เขารีบเข้าไปจับมือมารดา
“ท่านแม่ พวกเรารีบเก็บสมบัติเตรียมชิ่งกันเถอะนะ!”
“ข้าสัญญาว่าจะกลับตัวเป็นคนดี ขยายเวลาถือศีลจากหนึ่งปีเป็นสามปีเต็มเลยก็ได้!”
หลัวซูอิงมองบุตรชายซึ่งกำลังร้องขออย่างจริงจัง ก่อนหันไปกระซิบกับสามี
“ท่านพี่ ข้าว่าคราวนี้เขาคงหวาดกลัวจากใจจริง”
ฉู่เทียนเหิงยกมือกุมหน้าผาก
“ข้าเองก็มองออก...”
ฉู่เทียนเหิงเงียบไปครู่หนึ่ง ก่อนหันไปสั่งคนรับใช้
“ไปเรียกโหรวเอ๋อร์มาพบข้า”
ฉู่เหวินไคชะงัก
“ท่านหมายถึงน้องสี่ ฉู่เหวินโหรวหรือ?”
“ใช่”
ฉู่เหวินไคมองสีหน้าจริงจังของบิดา ก่อนดวงตาจะค่อย ๆ เบิกกว้าง
“เดี๋ยวก่อน เรียกน้องสี่มาทำไม?”
“ท่านพ่อ ท่านคงไม่ได้คิดจะ...”
ฉู่เทียนเหิงไม่ตอบคำถาม เขาหันไปสั่งคนรับใช้อีกกลุ่มทันที
“พวกเจ้าไปเปิดคลัง เตรียมของกำนัลกับสินเดิมชั้นดีที่สุดเอาไว้”
“พวกเราจะเดินทางไปตำหนักเสวียนเยว่”
“อะไรนะ?!”
ฉู่เหวินไคกระโดดขึ้นจากพื้น
“ท่านพ่อ ท่านบ้าไปแล้วหรืออย่างไร?!”
เขาหันไปทางจี้เสวี่ยหลัว
“แล้วพี่สะใภ้เล่า? เมื่อครู่ยังบอกว่าจะส่งพี่สะใภ้ไปแต่งกับยูรันแทนอยู่เลย!”
จี้เสวี่ยหลัวหันขวับมามอง
“ผู้ใดบอกว่าข้าจะแต่งกับเขา?”
“พี่สะใภ้ พวกเราไม่มีทางเลือกแล้ว!”
ฉู่เหวินไครีบเข้าไปหานาง
“หากท่านไม่แต่ง แล้วจะให้ผู้ใดแต่งเล่า? พวกเรากำลังจะจบเห่กันหมดอยู่แล้ว!”
ฉู่เทียนเหิงถอนหายใจยาว ก่อนหันไปกล่าวกับหญิงสาวด้วยสีหน้าหนักใจ
“เสวี่ยหลัว ดูเหมือนเจ้าคงต้องเปลี่ยนสามีแล้วละ”
จี้เสวี่ยหลัวแทบไม่อยากเชื่อหูตนเอง
“ท่านเจ้าสำนัก แต่ว่ายูรันมีภรรยาอยู่หลายคนแล้วนะ!”
“หากข้าแต่งกับเขา อย่างมากก็คงได้เป็นเพียงอนุ แล้วข้าจะยอมรับได้อย่างไร?”
ฉู่เทียนเหิงยกมือกุมหน้าผาก เขาเดินวนไปมาอย่างร้อนใจ
“ระหว่างเจ้ากับบุตรสาวของข้าแต่งไปพร้อมกัน หรือปล่อยให้ทุกคนในตำหนักกระบี่ครามถูกลากไปตาย เจ้าคิดว่าข้ายังมีทางเลือกอื่นอีกหรือ?”
“เยวียนหลิงเฟิงล่วงเกินองค์รัชทายาทไปแล้ว แต่ยังติดต่อมาหาเหวินไคของพวกเราอีก จากนั้นเหวินจวินก็พาผู้อาวุโสกับศิษย์ออกไปพบมัน!”
“หากพวกมันลงมือเมื่อใด ราชวงศ์ย่อมมองว่าตำหนักกระบี่ครามมีส่วนร่วมด้วย ต่อให้พวกเราอธิบายจนปากฉีกก็ไม่มีผู้ใดเชื่อ!”
ฉู่เทียนเหิงหยุดฝีเท้า ก่อนหันกลับมามองนาง
“นอกจากพาเจ้ากับเหวินโหรวไปขอผูกสัมพันธ์กับยูรัน และแสดงให้เห็นว่าพวกเราไม่มีเจตนาเป็นศัตรู ข้าก็นึกหนทางอื่นไม่ออกแล้ว”
หัวเข่าของจี้เสวี่ยหลัวอ่อนแรงจนต้องรีบคว้าขอบโต๊ะเอาไว้
[อนุอย่างนั้นหรือ? นี่ล้อเล่นหรือเปล่า?!]
[หากแต่งกับฉู่เหวินจวิน อย่างน้อยข้าก็ยังเป็นภรรยาเอก ต่อให้ภายหลังเขารับอนุเข้ามา ข้าก็ยังมีอำนาจจัดการเรือนหลัง]
[แต่ตอนนี้กลับต้องให้ข้าแต่งกับชายซึ่งมีภรรยาอยู่ก่อนแล้วตั้งหลายคน ซ้ำยังต้องเข้าไปในฐานะอนุอีกหรือ?!]
จี้เสวี่ยหลัวหันไปมองฉู่เหวินไคอย่างช้า ๆ
“ทั้งหมดเป็นเพราะพี่ชายของเจ้า...”
ฉู่เหวินไครีบส่ายหน้าจนศีรษะแทบหลุด
“อย่ามองข้าเช่นนั้นสิ! ข้าเป็นคนปฏิเสธเยวียนหลิงเฟิงตั้งแต่แรกนะ!”
ทันใดนั้น เสียงอ่อนหวานของหญิงสาวผู้หนึ่งก็ดังมาจากหน้าประตู
“ท่านพ่อเรียกข้ามาหรือเจ้าคะ?”
หญิงสาวในอาภรณ์สีเขียวอ่อนก้าวเข้ามาภายในห้อง นางคือฉู่เหวินโหรว บุตรีคนที่สี่ของฉู่เทียนเหิง
ฉู่เทียนเหิงหันไปมองบุตรสาว ก่อนถอนหายใจออกมาอีกครั้ง
“โหรวเอ๋อร์ พ่อมีเรื่องสำคัญเกี่ยวกับอนาคตของตำหนักต้องคุยกับเจ้า”
ฉู่เหวินโหรวมองสีหน้าซีดเผือกของทุกคน ก่อนเอียงศีรษะอย่างสงสัย
“เรื่องอะไรหรือเจ้าคะ?”