คลังนิยายพันธสัญญาแห่งดวงดาว

ตอนเผยแพร่

อ่านนิยาย

ตอนที่ 437 ถ้าเช่นนั้นท่านพี่ยังรออะไรอยู่8,045 ตัวอักษร

ตอนที่ 437 ถ้าเช่นนั้นท่านพี่ยังรออะไรอยู่

ฉู่เหวินไคเดินเข้าไปหาน้องสาว ก่อนวางมือบนไหล่ของนาง

“เหวินโหรว เรื่องทั้งหมดเป็นเช่นนี้นะ...”

จากนั้นเขาก็เล่าเรื่องที่เยวียนหลิงเฟิงติดต่อมาขอร่วมมือ ตนเองปฏิเสธ แต่ฉู่เหวินจวินกลับตอบรับแทนและพาคนออกจากสำนักไปจนหมด

ยิ่งได้ฟัง ใบหน้าของฉู่เหวินโหรวก็ยิ่งซีดเผือก

เมื่อนางได้ยินแผนการของบิดาในตอนท้าย หัวเข่าทั้งสองข้างพลันอ่อนแรงจนทรุดลงกับพื้น

“ท่านพ่อ...”

นางเงยหน้ามองฉู่เทียนเหิงอย่างไม่อยากเชื่อ

“เรื่องนี้ไม่เป็นความจริงใช่ไหมเจ้าคะ?”

“ท่านคิดจะให้ข้าแต่งไปเป็นอนุของยูรันพร้อมกับพี่สะใภ้จริง ๆ หรือ?!”

ฉู่เทียนเหิงถอนหายใจยาว

“เหวินไคพยายามห้ามพี่ชายของเจ้าแล้ว หลังรู้ว่าหยุดไม่ได้ มันก็รีบวิ่งมาบอกข้าทันที”

“แต่น่าเสียดายที่ทุกอย่างสายเกินไป เหวินจวินพาคนออกจากสำนักไปแล้ว พวกเราไม่รู้ด้วยซ้ำว่ามันนัดพบกับเยวียนหลิงเฟิงเอาไว้ที่ใด”

เขามองบุตรสาวด้วยสีหน้าเต็มไปด้วยความรู้สึกผิด

“ตอนนี้พวกเราแทบไม่มีทางเลือกอื่น เจ้าก็ได้แต่ภาวนาว่าผู้ชายคนนั้นจะเป็นคนดีเถอะ”

ฉู่เหวินโหรวเม้มริมฝีปากแน่น

“ท่านพ่อ ผู้ชายที่มีภรรยามากมายถึงเพียงนั้นจะเป็นคนดีได้อย่างไรกัน?!”


อีกด้านหนึ่ง ภายในโถงหลักของตำหนักเสวียนเยว่

ยูรันซึ่งกำลังนั่งรอข่าวยกมือขึ้นเกาหูอีกครั้ง

“อืม...”

“ดูเหมือนจะมีใครกำลังนินทาข้าอีกแล้วสินะ”

เยวียนเหวินอวี้ซึ่งนั่งอยู่ข้างกายรีบขยับเข้ามาใกล้

“ให้ข้าแคะหูให้ท่านพี่ดีไหมเจ้าคะ?”

ยูรันเอียงศีรษะครุ่นคิดอยู่ครู่หนึ่ง ก่อนเอนตัวเข้าหานาง

“ก็ดีนะ”

ดวงตาของเยวียนเหวินอวี้พลันเป็นประกาย นางรีบหยิบอุปกรณ์ออกมาด้วยท่าทางกระตือรือร้น


“ข้ารับไม่ได้!”

ฉู่เหวินโหรวกำชายกระโปรงแน่นจนมือสั่น

“หากพี่สะใภ้เป็นภรรยาเอกแล้วให้ข้าเป็นอนุ อย่างน้อยข้ายังพอทำใจได้”

“แต่ตอนนี้กลับจะให้ทั้งข้ากับพี่สะใภ้เข้าไปเป็นอนุของผู้อื่นพร้อมกัน เรื่องนี้เกินไปแล้ว!”

จี้เสวี่ยหลัวพยักหน้าแรง ๆ

“ถูกต้อง และข้ายังไม่ได้ตอบตกลงด้วย!”

หลัวซูอิงรีบเข้าไปประคองบุตรสาวขึ้นจากพื้น

“โหรวเอ๋อร์ แม่เองก็ไม่อยากทำเช่นนี้”

“แต่เยวียนชิงเหยาทะลวงขึ้นสู่มหายานแล้ว นางมีพลังเทียบเท่าบรรพชนของตระกูลใหญ่ ขณะที่ตำหนักกระบี่ครามของเราไม่มีบรรพชนคอยหนุนหลังแม้แต่คนเดียว”

นางหันไปมองสามี ก่อนถอนหายใจ

“พ่อของเจ้ายังไม่ทะลวงเข้าสู่หลอมสุญญตาด้วยซ้ำ พวกเราจะเอาสิ่งใดไปต่อต้านอีกฝ่าย?”

“นอกจากนี้ยังมีองค์รัชทายาทอีก หากเหวินจวินกับเยวียนหลิงเฟิงลงมือจริง แล้วทำให้องค์รัชทายาทไม่พอพระทัย ตำหนักกระบี่ครามอาจถูกลงโทษฐานล่วงเกินราชวงศ์”

หลัวซูอิงกุมมือบุตรสาวแน่นขึ้น

“หากเจ้ากับเสวี่ยหลัวไม่ยอมไป อย่างน้อยก็ช่วยเดินทางไปพบยูรันก่อน แล้วให้พวกเราอธิบายว่าไม่มีส่วนเกี่ยวข้องกับเรื่องนี้ได้หรือไม่?”

ฉู่เหวินไคยกมือกุมศีรษะ ก่อนร้องออกมาอีกครั้ง

“อ๊ากกกกกกกก!”

“ข้าบอกแล้วว่าควรเก็บสมบัติหนีตั้งแต่แรก!”

ฉู่เทียนเหิงหันไปถ่มน้ำลายใส่บุตรชาย

“ถุย! เหลวไหล!”

“เมื่อล่วงเกินองค์รัชทายาทแล้ว เจ้าคิดว่าจะหนีไปที่ใดพ้น?”

เขาหันกลับไปหาบุตรสาว ก่อนย่อตัวลงตรงหน้า

“โหรวเอ๋อร์ พ่อขอโทษ”

“แต่พ่อยังไม่ได้บังคับให้เจ้าต้องแต่งในทันที พวกเราเดินทางไปพบยูรันก่อนดีหรือไม่?”

“อย่างน้อยเจ้าควรได้เห็นเขาด้วยตาตนเอง แล้วค่อยตัดสินใจว่าจะยอมรับเรื่องนี้ได้หรือไม่”

ฉู่เหวินโหรวกัดริมฝีปาก ดวงตาเริ่มมีหยาดน้ำตาคลออยู่ภายใน

นางเงียบอยู่นาน ก่อนพยักหน้าช้า ๆ

“เจ้าค่ะ...”

ฉู่เทียนเหิงถอนหายใจด้วยความโล่งอก ก่อนลุกขึ้นออกคำสั่ง

“เตรียมสัตว์พาหนะกับของกำนัลให้พร้อม!”

“พวกเราจะออกเดินทางไปตำหนักเสวียนเยว่เดี๋ยวนี้!”


เยวียนจิ้งซานเดินวนไปมาภายในโถงหลักด้วยสีหน้ากระวนกระวาย

“เหตุใดจึงยังหาหลิงเฟิงไม่พบอีก?!”

เวลานี้ทั้งคนรับใช้ ศิษย์รับใช้ ศิษย์สายนอก และศิษย์สายในต่างถูกส่งออกไปค้นหากันอย่างจ้าละหวั่น ไม่เพียงทุกมุมภายในเมืองจันทราเร้นเท่านั้น แม้แต่พื้นที่รอบเมืองในรัศมีสองร้อยลี้ก็ถูกตรวจสอบอย่างละเอียด แต่กลับไม่มีผู้ใดพบร่องรอยของเยวียนหลิงเฟิงแม้แต่น้อย

ในขณะที่คนทั้งตำหนักกำลังร้อนใจ ยูรันกลับเกือบหลับคาเก้าอี้เพราะไม่มีอะไรให้ทำ

สุดท้ายเขาจึงให้คนนำตุ๊กตาปูนปลาสเตอร์ซึ่งยังทำค้างเอาไว้มาตั้งบนโต๊ะกลางโถง ก่อนแจกพู่กันกับสีให้ทุกคนระบายต่ออย่างไม่รู้ร้อนรู้หนาว

เยวียนหมิงเยว่ยกตุ๊กตาของตนขึ้นมาให้เขาดู

“ท่านพี่ ดูนี่สิเจ้าคะ ข้าทำเป็นอย่างไรบ้าง?”

ยูรันพิจารณาอยู่ครู่หนึ่ง ก่อนพยักหน้า

“น่ารักมาก”

เยวียนหมิงเยว่ยิ้มกว้างอย่างดีใจ

เยวียนเหวินอวี้รีบยกตุ๊กตาของตนเองขึ้นมาบ้าง

“แล้วของข้าเล่าเจ้าคะ?”

ยูรันมองสีหลายชนิดซึ่งถูกทาทับกันจนแทบแยกไม่ออก ก่อนนิ่งเงียบไปเล็กน้อย

“เอ่อ...ก็น่ารักมั้ง”

เยวียนเหวินอวี้ชะงัก

“มั้งหรือเจ้าคะ? นั่นหมายความว่าอย่างไร?”

“ไม่แน่ใจเหมือนกัน”

แก้มของเยวียนเหวินอวี้พองขึ้นทันที

ไม่ไกลออกไป เยวียนเทียนเยว่กำลังยืนมองกลุ่มของพวกเขาด้วยแววตาสนใจ ทว่านางกลับไม่กล้าเดินเข้ามา เพราะเกรงว่าเยวียนจิ้งเทียนผู้เป็นบิดาจะตำหนิ

ยูรันสังเกตเห็นสายตานั้น จึงขยับเข้าไปกระซิบถามเยวียนหมิงเยว่

“หมิงเยว่ เจ้าสนิทกับเด็กคนนั้นหรือเปล่า? นางมองมาทางนี้หลายครั้งแล้วนะ”

เยวียนหมิงเยว่หันไปมอง ก่อนพยักหน้าทันที

“สนิทเจ้าค่ะ!”

นางวางตุ๊กตาในมือลงแล้วลุกขึ้น

“เดี๋ยวข้ามานะเจ้าคะ”

เยวียนหมิงเยว่วิ่งไปหาเยวียนเทียนเยว่ ก่อนคว้ามืออีกฝ่ายเอาไว้

“เทียนเยว่ มาเร็ว!”

เยวียนเทียนเยว่มีสีหน้าลังเล

“ตะ แต่ว่าข้า...”

นางเหลือบมองบิดาของตนเองอย่างหวาด ๆ

“ไม่เป็นไรหรอกน่า มาเถอะ!”

เยวียนจิ้งเทียนเห็นบุตรสาวถูกลากออกไปก็ขมวดคิ้ว

“หึ เพียงระบายสีตุ๊กตา มีสิ่งใดน่าสนุกนักหนา?”

เยวียนชิงเหยาหันขวับไปมอง

“เด็ก ๆ อยากเล่นด้วยกันแล้วมันจะทำไม?”

“แม้แต่เรื่องเล็กน้อยเพียงนี้ เจ้ายังไม่ยอมให้อิสระบุตรสาวของตนเอง ไม่ต้องมีลูกเสียเลยดีกว่ากระมัง”

นางกอดอก ก่อนกล่าวต่ออย่างไม่ไว้หน้า

“ส่งนางมาให้ข้าหรือพี่ใหญ่เลี้ยงแทนยังจะดีเสียกว่า”

เยวียนจิ้งเทียนแค่นเสียง

“ชิ”

แต่สุดท้ายเขาก็ไม่ได้ห้ามบุตรสาวอีก

เยวียนหมิงเยว่พาเด็กสาวมาหยุดตรงหน้ายูรัน

“ท่านพี่ นี่คือเทียนเยว่เจ้าค่ะ ข้ากับนางสนิทกันมาก”

เยวียนเทียนเยว่รีบประสานมืออย่างประหม่า

“สวัสดีเจ้าค่ะ ท่านพี่”

ยูรันยกมือตบลงบนตักของตนเองเบา ๆ

“มานั่งตรงนี้สิ”

ใบหน้าของเยวียนเทียนเยว่พลันแดงระเรื่อ

นอกจากเยวียนหมิงเยว่ซึ่งคอยมาเล่นเป็นเพื่อนแล้ว พี่น้องคนอื่นแทบไม่เคยปฏิบัติต่อนางอย่างใกล้ชิดเช่นนี้มาก่อน

“มาสิ ลองเลือกดูว่าเจ้าชอบแม่พิมพ์แบบใด”

เยวียนเทียนเยว่ลังเลอยู่ครู่หนึ่ง ก่อนเดินเข้าไปนั่งบนตักเขาอย่างว่าง่าย

“เจ้าค่ะ”

อีกด้านหนึ่ง เยวียนชิงเหยาหันไปมองหลิงเยวี่ยซึ่งยังคงนั่งกอดอกอยู่ที่เดิม

“เจ้าไม่ไประบายสีกับเขาหรือ? คนอื่นต่างก็ทำกันหมดแล้ว”

หลิงเยวี่ยยกมุมปากขึ้นเล็กน้อย

“หึ ไว้ตอนกลางคืน ข้าค่อยทำกับเขาตามลำพังสองคนก็ได้นี่”

เยวียนชิงเหยาเส้นเลือดบนหน้าผากปูดขึ้นทันที

“เจ้าจะเอาให้ได้เลยใช่หรือไม่?!”

ไม่นาน ทั้งสองก็เริ่มกัดกันอีกครั้งโดยไม่มีทีท่าว่าจะหยุด

ขณะเดียวกัน โม่ชิงเฟิงยกตุ๊กตาซึ่งระบายสีเสร็จแล้วขึ้นมาอย่างภาคภูมิใจ

“สามี ข้าทำเสร็จแล้ว เป็นอย่างไรบ้าง?”

ยูรันหันไปมองผลงานในมือนาง ก่อนเงียบสนิทโดยไม่ตอบแม้แต่คำเดียว

รอยยิ้มของโม่ชิงเฟิงค่อย ๆ แข็งค้าง

“เงียบเช่นนั้นหมายความว่าอย่างไร?”

หลานชิงอวี้รีบยกมือขึ้น

“พี่หญิงใหญ่ เดี๋ยวข้าช่วยแปลให้เองเจ้าค่ะ”

นางกระแอมเบา ๆ ก่อนกล่าวด้วยสีหน้าจริงจัง

“นอกจากจะเป็นบัณฑิตเก๊ทั้งตัวแล้ว ฝีมือระบายสียังแพ้เด็กอายุเก้าขวบอีก ไม่มีสิ่งใดเป็นของจริงสักอย่าง”

ฉึก!

โม่ชิงเฟิงยกมือกุมหน้าอก

“อึก! สามี เหตุใดท่านจึงทำร้ายจิตใจข้าถึงเพียงนี้?”

หลานชิงอวี้กระแอมอีกครั้ง

“อะแฮ่ม ข้าขอแปลเพิ่มนะเจ้าคะ”

“แม้แต่การแสดงว่าเจ็บปวดก็ยังดูปลอม หากว่างมากนักก็ไปช่วยรวบรวมตุ๊กตาของคนที่ทำเสร็จแล้ว นำไปให้พี่ชิงถานกับท่านแม่ลู่ใช้ความร้อนและความเย็นผนึกสีให้อยู่ถาวรเสีย”

ฉึก!

โม่ชิงเฟิงตัวแข็งค้างอีกครั้ง ก่อนหันไปมองยูรันด้วยแววตาเศร้าสร้อย

“สามี ท่านคิดเช่นนั้นจริง ๆ หรือ?”

ยูรันหลบสายตา ก่อนหยิบตุ๊กตาอีกตัวขึ้นมาระบายสีต่ออย่างเงียบ ๆ

หลานชิงอวี้พยักหน้าแทนเขา

“ดูเหมือนข้าจะแปลถูกทุกคำเลยเจ้าค่ะ”

เสียงหัวเราะดังขึ้นทั่วบริเวณ ตรงกันข้ามกับเยวียนจิ้งซานซึ่งยังเดินวนไปมาอย่างร้อนรน ราวกับก้นกำลังถูกไฟเผา

กู้หรงฮวาซึ่งยืนอยู่ข้างกายถอนหายใจ

“ท่านพี่ ใจเย็นลงก่อนเถอะเจ้าค่ะ”

เยวียนจิ้งซานหันขวับไปมองภรรยา

“จะให้ข้าใจเย็นได้อย่างไร? หากหลิงเฟิงก่อเรื่องขึ้นมาจริง ๆ พวกเราอาจตายกันหมด!”

กู้หรงฮวาเหลือบมองยูรันซึ่งกำลังระบายสีตุ๊กตาอย่างสบายอารมณ์

“แต่หลานชายใจกว้างถึงเพียงนั้น เขาคงไม่เอาเรื่องคนที่ไม่เกี่ยวข้องหรอกเจ้าค่ะ”

“ถุย ๆๆ!”

เยวียนจิ้งซานรีบส่ายหน้า

“ข้าไม่ได้หมายถึงยูรัน!”

เขาแอบชี้ไปทางเยวียนชิงเหยากับเซี่ยหลานอิง

“ข้าหมายถึงพี่ชิงเหยากับองค์รัชทายาทต่างหาก!”

“ยูรันบอกว่าจะไม่ทำอะไรคนที่ไม่เกี่ยวข้องก็จริง แต่ไม่ได้หมายความว่าสองคนนั้นจะยอมปล่อยพวกเราไปด้วยเสียหน่อย!”

กู้หรงฮวาพยักหน้าอย่างเข้าใจ ก่อนถามขึ้นอย่างเรียบง่าย

“ถ้าเช่นนั้นท่านพี่ยังรออะไรอยู่ เหตุใดไม่ออกไปช่วยตามหาหลิงเฟิงด้วยตนเองเล่าเจ้าคะ?”

เยวียนจิ้งซานชะงักค้าง

“...”

เขากะพริบตาปริบ ๆ ก่อนตบหน้าผากตนเองอย่างแรง

“จริงด้วย!”

พรึ่บ!

เยวียนจิ้งซานพุ่งออกจากโถงหลักไปทันที ทิ้งให้กู้หรงฮวามองตามแผ่นหลังของสามีด้วยสีหน้าเหนื่อยใจ