ตอนที่ 438 กินผักด้วยสิ จะเลือกกินแต่เนื้อไม่ได้นะ
อีกด้านหนึ่ง ภายในถ้ำลับซึ่งอยู่ห่างจากเมืองจันทราเร้นหลายร้อยลี้
เยวียนหลิงเฟิงมองฉู่เหวินจวินด้วยสีหน้าไม่มั่นใจ
“เจ้าแน่ใจหรือว่าจะฆ่ายูรันได้?”
ฉู่เหวินจวินยกมุมปากขึ้นอย่างมั่นใจ
“แน่นอน”
“ขอเพียงข้าได้สตรีข้างกายของมันมา เรื่องอื่นล้วนพูดคุยกันได้ทั้งนั้น”
เยวียนหลิงเฟิงขมวดคิ้ว
“เจ้ารู้ใช่ไหมว่าในกลุ่มสตรีเหล่านั้นมีองค์รัชทายาทอยู่ด้วย?”
“แล้วอย่างไร?”
ฉู่เหวินจวินหัวเราะเย็นชา
“ข้าเพียงต้องใช้ยาที่รุนแรงขึ้นอีกเล็กน้อย ต่อให้เป็นองค์รัชทายาท สุดท้ายก็ต้องยอมสยบอยู่ดี”
แววตาของเยวียนหลิงเฟิงสั่นไหวเล็กน้อย
“แล้วท่านป้าชิงเหยาเล่า? นางเพิ่งทะลวงขึ้นสู่มหายานนะ”
“ไร้สาระ”
ฉู่เหวินจวินแค่นเสียงอย่างไม่ใส่ใจ
“นางเพิ่งทะลวงได้ไม่นาน ระดับพลังย่อมยังไม่มั่นคง”
เขายกมือขึ้นดีดนิ้ว
เป๊าะ!
เงาร่างสูงใหญ่ก้าวออกมาจากมุมมืดของถ้ำ กลิ่นอายเย็นเยียบแผ่ออกจากร่างจนเยวียนหลิงเฟิงรู้สึกหายใจไม่ออก
ชายผู้นั้นมองเขาด้วยสายตาดูแคลน
“ก็แค่ผู้ฝึกตนระดับมหายานขั้นต้นคนหนึ่ง จะหวาดกลัวไปทำไม?”
เยวียนหลิงเฟิงหน้าซีดเผือด
“นะ นะ นี่คือ...”
ฉู่เหวินจวินผายมือไปทางชายตรงหน้า
“ขอแนะนำให้เจ้ารู้จัก เขามีนามว่าต้วนเยี่ยหลัว ผู้ฝึกมารเร่ร่อนระดับมหายานขั้นกลาง”
“พลังของเขาเป็นรองเพียงตัวตนระดับสูงสุดไม่กี่คนบนทวีปเท่านั้น”
เขายิ้มอย่างภาคภูมิใจ
“ข้าได้ทำข้อตกลงกับผู้อาวุโสต้วนเอาไว้แล้ว ขอเพียงเขาช่วยจัดการเยวียนชิงเหยากับคนที่ขวางทาง สมบัติและสตรีที่เหลือจะถูกแบ่งกันตามที่ตกลง”
ต้วนเยี่ยหลัวหัวเราะเสียงดัง
“ฮ่า ๆๆ!”
“ข้าได้ข่าวว่าเยวียนชิงเหยาแม้มีบุตรถึงสามคนแล้ว แต่ความงามกลับไม่ลดลงแม้แต่น้อย”
“บุตรสาวทั้งสองของนางก็เติบโตเต็มวัยแล้ว นอกจากนี้ภายในตำหนักยังมีสตรีหน้าตางดงามอีกมากมาย”
แววตาของเขาเต็มไปด้วยความละโมบ
“ข้ากำลังขาดเตาหลอมสำหรับฝึกวิชาอยู่พอดี นับว่าสวรรค์เข้าข้างข้าแล้ว!”
เยวียนหลิงเฟิงมองชายทั้งสองตรงหน้า ความรู้สึกไม่สบายใจเริ่มผุดขึ้นภายใน
[บ้าไปแล้ว...เจ้าพวกนี้บ้าไปแล้ว!]
[ข้าตัดสินใจถูกจริงหรือที่ร่วมมือกับพวกมัน?]
แต่เมื่อคิดถึงตำแหน่งผู้สืบทอดกับตำแหน่งเจ้าตำหนักในอนาคต แววตาของเขาก็ค่อย ๆ แข็งกร้าวขึ้นมาอีกครั้ง
[ช่างเถอะ ขอเพียงข้าได้เป็นเจ้าตำหนัก ทุกอย่างก็จบแล้ว]
ยามเที่ยง ณ ตำหนักเสวียนเยว่
เยวียนจิ้งซานกลับมาถึงโถงหลักด้วยสภาพเหนื่อยล้า เสื้อผ้าเปื้อนฝุ่นเล็กน้อย แต่ยังไม่พบแม้แต่เงาของบุตรชาย
กู้หรงฮวารีบเดินเข้าไปหา
“เป็นอย่างไรบ้างท่านพี่?”
เยวียนจิ้งซานส่ายหน้า ก่อนทิ้งตัวลงบนเก้าอี้อย่างหมดแรง
“ไม่พบเลยแม้แต่ร่องรอยเดียว”
แตกต่างจากบรรยากาศร้อนรนทางฝั่งนั้น ยูรันกลับก้มมองเยวียนเทียนเยว่ซึ่งยังนั่งอยู่บนตักอย่างสบายอารมณ์
“อืม ใกล้เที่ยงแล้ว”
“เทียนเยว่ เจ้าอยากกินข้าวกับข้าหรือเปล่า?”
ดวงตาของเด็กสาวเป็นประกายทันที
“อยากเจ้าค่ะ!”
เหล่าน้องสาวซึ่งนั่งอยู่รอบโต๊ะต่างหูผึ่งขึ้นมาพร้อมกัน
“กินข้าวกับท่านพี่หรือ?”
เยวียนเหวินอวี้เป็นคนแรกลุกขึ้น
“รออะไรเล่า ข้าอยากกินข้าวกับท่านพี่มานานแล้ว!”
นางทำแก้มพอง ก่อนกล่าวอย่างไม่พอใจ
“ปกติท่านพี่เอาแต่กินข้าวกับท่านป้าและเหล่าพี่สะใภ้ ไม่เห็นแบ่งเวลาให้พวกเราบ้างเลย”
พรึ่บ!
หลานชิงอวี้ปรากฏตัวขึ้นข้างกาย ก่อนใช้นิ้วดีดหน้าผากนางเบา ๆ
เป๊าะ!
“แล้วเหตุใดเขาต้องแบ่งเวลาของครอบครัวมาให้เจ้าด้วยเล่า เด็กน้อย?”
เยวียนเหวินอวี้รีบกุมหน้าผาก
“ข้าเองก็เป็นน้องสาวของท่านพี่นะ!”
นางไม่สนใจหลานชิงอวี้อีก ก่อนหันกลับไปหายูรัน
“ท่านพี่ ให้ข้าช่วยทำอาหารได้ไหมเจ้าคะ? ข้าทำอาหารเป็นนะ!”
“ได้สิ”
ยูรันพยักหน้า ก่อนกวาดตามองทุกคน
“ใครทำอาหารเป็นก็มาช่วยข้า จะได้เสร็จเร็วขึ้น”
เขาประคองเยวียนเทียนเยว่ลงจากตักอย่างเบามือ ก่อนลุกขึ้นเดินไปยังห้องครัว
ไม่นาน ด้วยความร่วมมือของทุกคน อาหารนานาชนิดก็ถูกยกออกมาวางเรียงรายจนเต็มโต๊ะหลายสิบตัว ราวกับงานเลี้ยงโต๊ะจีนขนาดใหญ่
กลิ่นหอมของอาหารอบอวลไปทั่วโถงหลัก เหล่าศิษย์กับคนรับใช้ต่างพากันกลืนน้ำลาย
คนที่เคยกินฝีมือยูรันมาแล้วเพียงยิ้มอย่างเข้าใจ ส่วนผู้ที่ยังไม่เคยลิ้มลองต่างจ้องอาหารตรงหน้าด้วยความตื่นตะลึง
เยวียนเหวินอวี้คีบอาหารเข้าปากหนึ่งคำ ก่อนดวงตาจะเบิกกว้าง
“อร่อยมาก!”
“อร่อยที่สุด อร่อยเกินไปแล้ว!”
เยวียนหมิงเยว่พยักหน้าเห็นด้วย ก่อนคีบอาหารใส่ถ้วยของเยวียนเทียนเยว่
“อื้ม อร่อยจริง ๆ เทียนเยว่ เจ้าก็กินสิ”
ยูรันผายมือไปทางโต๊ะอาหาร
“เชิญผู้อาวุโสทุกท่านกินอาหารเถอะ”
เมื่อได้รับอนุญาต ทุกคนจึงเริ่มลงมือกินพร้อมกัน
กู้หรงฮวาคีบอาหารชิ้นหนึ่ง ก่อนหันไปหาสามี
“ท่านพี่ ลองกินดูสิเจ้าคะ อร่อยมากจริง ๆ หลานชายคนนี้ทำอาหารเก่งเหลือเกิน”
เยวียนจิ้งซานส่ายหน้าอย่างหดหู่
“ต่อให้อร่อยเพียงใด ข้าก็ไม่มีอารมณ์กินหรอก”
กู้หรงฮวาไม่สนใจ นางคีบอาหารยัดเข้าไปในปากของสามีทันที
เยวียนจิ้งซานตั้งใจจะคายออก แต่ทันทีที่รสชาติแผ่กระจายในปาก ร่างของเขาก็ชะงัก
จากนั้นจึงเริ่มเคี้ยวอย่างรวดเร็วโดยไม่รู้ตัว
กู้หรงฮวายกมือปิดปากหัวเราะ
“แหม ดูสิ ปากบอกว่าไม่มีอารมณ์กิน แต่กลับเคี้ยวไม่หยุดเลยนะเจ้าคะ”
“...”
เยวียนจิ้งซานไม่ตอบ เขาเพียงหยิบตะเกียบขึ้นมาแล้วคีบอาหารอีกชิ้นเข้าปาก
ยูรันเหลือบมองเยวียนหลิงซวงซึ่งยังคงนั่งกังวลอยู่ ก่อนกล่าวขึ้น
“หลิงซวง กินเถอะ”
“อีกเดี๋ยวคงมีเรื่องสนุกให้ดูแล้ว หากเจ้าไม่รีบกิน ตอนนั้นอาจไม่มีเวลาเหลือ”
เยวียนหลิงซวงชะงัก
“ท่านพี่หมายความว่าอย่างไรหรือเจ้าคะ?”
ยูรันไม่ตอบ เขาเพียงยกถ้วยชาขึ้นจิบอย่างสงบ
แม้เยวียนหลิงซวงจะไม่เข้าใจ แต่นางยังคงคีบอาหารเข้าปากตามคำบอก
ทันทีที่ได้ลิ้มรส ดวงตาของนางก็เปล่งประกาย ก่อนรีบคีบอาหารชิ้นต่อไปโดยลืมความกังวลไปชั่วขณะ
ผ่านไปสองเค่อ
ผู้ดูแลประตูคนหนึ่งวิ่งเข้ามาภายในโถงด้วยท่าทางเร่งรีบ
“ท่านเจ้าตำหนัก ข้ามีเรื่องด่วนจะรายงาน...”
ยังไม่ทันกล่าวจบ กลิ่นหอมของอาหารซึ่งอบอวลอยู่ทั่วห้องก็ลอยเข้าจมูก
ฝีเท้าของเขาชะงัก สายตาเลื่อนไปหยุดอยู่บนโต๊ะอาหารโดยไม่รู้ตัว ก่อนลำคอจะขยับดังอึก
เยวียนจ้าวคุนวางตะเกียบลง
“มีเรื่องใดก็รีบพูดให้จบ หรือว่าพบตัวหลิงเฟิงแล้ว?”
ผู้ดูแลประตูได้สติ ก่อนรีบกระแอมแก้เก้อ
“อะแฮ่ม ไม่ใช่ขอรับ”
“ตำหนักกระบี่ครามส่งคนมาขอเข้าพบ และท่านเจ้าสำนักฉู่เทียนเหิงยังเดินทางมาด้วยตนเองขอรับ”
เยวียนจ้าวคุนพยักหน้ารับอย่างไม่ใส่ใจ
“อ้อ อืม”
เขาหยิบตะเกียบขึ้นมา คีบอาหารเข้าปากและเคี้ยวต่ออีกสองคำ
จากนั้นการเคลื่อนไหวทั้งหมดก็หยุดชะงัก
เยวียนจ้าวคุนค่อย ๆ หันกลับไปมองผู้ดูแลประตู
“เดี๋ยวก่อนนะ...”
“เมื่อครู่เจ้าบอกว่าใครมาขอเข้าพบ?”
“ท่านฉู่เทียนเหิง เจ้าสำนักแห่งตำหนักกระบี่ครามขอรับ”
เยวียนจ้าวคุนเบิกตากว้าง
“อะไรนะ? เจ้าสำนักแห่งตำหนักกระบี่ครามเดินทางมาด้วยตนเอง?!”
เสียงพูดคุยภายในโถงพลันเงียบลง สายตาของทุกคนหันไปทางผู้ดูแลประตูพร้อมกัน
เยวียนจิ้งซานลุกพรวดขึ้นจากเก้าอี้
“ตำหนักกระบี่คราม?”
“หลิงเฟิงเพิ่งหายตัวไป แล้วเจ้าสำนักของพวกเขาก็เดินทางมาถึง หรือว่าสองเรื่องนี้จะเกี่ยวข้องกัน?”
เยวียนจ้าวคุนครุ่นคิดอยู่ครู่หนึ่ง ก่อนโบกมือสั่ง
“เชิญพวกเขาเข้ามา”
“ขอรับ!”
ผู้ดูแลประตูรีบประสานมือ ก่อนหมุนตัววิ่งออกจากโถงไปทันที
ไม่นาน คณะจากตำหนักกระบี่ครามก็เดินเข้ามาภายในโถงหลัก
ผู้ที่เดินนำอยู่ด้านหน้าคือฉู่เทียนเหิง ข้างกายมีหลัวซูอิงผู้เป็นภรรยา ตามมาด้วยจี้เสวี่ยหลัว ฉู่เหวินโหรว และฉู่เหวินไค
เหล่าคนรับใช้ยกหีบของกำนัลจำนวนมากตามเข้ามาวางเรียงรายอยู่ด้านหลัง
ฉู่เหวินไคกวาดสายตามองไปรอบห้อง ก่อนสายตาจะหยุดลงบนร่างของยูรัน
[ใช่ ต้องเป็นเขาแน่ ๆ!]
[รูปร่างกับบรรยากาศรอบตัวเหมือนคนที่ข้าพบในคืนนั้นไม่มีผิด ถูกตัวแล้ว!]
เยวียนจ้าวคุนลุกขึ้นจากที่นั่ง ก่อนประสานมือทักทาย
“ลมอะไรหอบท่านเจ้าสำนักฉู่มาถึงที่นี่ได้เล่า?”
ฉู่เทียนเหิงประสานมือตอบ
“เจ้าตำหนักเยวียน ข้ามีเรื่องเร่งด่วนจึงเดินทางมาโดยไม่ได้แจ้งล่วงหน้า ขอท่านโปรดอภัยด้วย”
“ไม่เป็นไร”
เยวียนจ้าวคุนผายมือ
“ไม่ทราบว่าเป็นเรื่องใด?”
ฉู่เทียนเหิงสูดหายใจเข้าลึก ก่อนผายมือไปทางหญิงสาวทั้งสองคน
“ขอแนะนำให้ทุกท่านรู้จัก คนแรกคือจี้เสวี่ยหลัว นักบุญหญิงของตำหนักกระบี่คราม”
“ส่วนอีกคนคือฉู่เหวินโหรว บุตรีคนที่สี่ของข้า”
ทันทีที่สตรีทั้งสองก้าวออกมา เสียงฮือฮาก็ดังขึ้นทั่วโถง
จี้เสวี่ยหลัวมีรูปลักษณ์เย็นสงบและสง่างาม ส่วนฉู่เหวินโหรวดูอ่อนโยนบริสุทธิ์ แม้จะมีบุคลิกแตกต่างกัน แต่ความงดงามของทั้งคู่กลับโดดเด่นจนผู้คนจำนวนมากเผลอมองอย่างเหม่อลอย
แน่นอนว่ายังมีคนบางกลุ่มซึ่งไม่ได้รู้สึกตื่นตะลึงแม้แต่น้อย โดยเฉพาะเหล่าภรรยาของยูรันซึ่งเพียงหรี่ตามองผู้มาใหม่อย่างพิจารณา
จี้เสวี่ยหลัวกับฉู่เหวินโหรวประสานมือพร้อมกัน
“คารวะเจ้าตำหนักเสวียนเยว่เจ้าค่ะ”
เยวียนจ้าวคุนโบกมือ
“ไม่ต้องมากพิธี”
ฉู่เทียนเหิงกระแอมเบา ๆ
“อะแฮ่ม เหตุผลที่ข้าเดินทางมาในวันนี้ นอกจากเรื่องเร่งด่วนซึ่งต้องชี้แจงแล้ว ยังมีอีกเรื่องหนึ่ง”
เขากัดฟัน ก่อนกล่าวออกมาอย่างรวดเร็ว
“ข้าต้องการสู่ขอคุณชายยูรันให้กับจี้เสวี่ยหลัวและฉู่เหวินโหรว เพื่อให้ทั้งสองฝ่ายแต่งงานเชื่อมสัมพันธ์กัน!”
ทันทีที่ถ้อยคำเหล่านั้นจบลง ทั่วทั้งโถงหลักพลันเงียบสนิท จนได้ยินแม้กระทั่งเสียงลมหายใจของผู้คน
ทุกสายตาหันไปมองยูรันพร้อมกัน
ทว่าเจ้าตัวกลับไม่ได้สนใจบรรยากาศรอบข้าง เขายังคงใช้ตะเกียบคีบอาหารใส่ถ้วยของเยวียนเทียนเยว่อย่างสงบ
“กินผักด้วยสิ จะเลือกกินแต่เนื้อไม่ได้นะ”
เยวียนเทียนเยว่พยักหน้าอย่างว่าง่าย
“เจ้าค่ะท่านพี่”
“...”
ฉู่เทียนเหิงมองภาพตรงหน้าด้วยสีหน้าว่างเปล่า