คลังนิยายพันธสัญญาแห่งดวงดาว

ตอนเผยแพร่

อ่านนิยาย

ตอนที่ 438 กินผักด้วยสิ จะเลือกกินแต่เนื้อไม่ได้นะ8,162 ตัวอักษร

ตอนที่ 438 กินผักด้วยสิ จะเลือกกินแต่เนื้อไม่ได้นะ

อีกด้านหนึ่ง ภายในถ้ำลับซึ่งอยู่ห่างจากเมืองจันทราเร้นหลายร้อยลี้

เยวียนหลิงเฟิงมองฉู่เหวินจวินด้วยสีหน้าไม่มั่นใจ

“เจ้าแน่ใจหรือว่าจะฆ่ายูรันได้?”

ฉู่เหวินจวินยกมุมปากขึ้นอย่างมั่นใจ

“แน่นอน”

“ขอเพียงข้าได้สตรีข้างกายของมันมา เรื่องอื่นล้วนพูดคุยกันได้ทั้งนั้น”

เยวียนหลิงเฟิงขมวดคิ้ว

“เจ้ารู้ใช่ไหมว่าในกลุ่มสตรีเหล่านั้นมีองค์รัชทายาทอยู่ด้วย?”

“แล้วอย่างไร?”

ฉู่เหวินจวินหัวเราะเย็นชา

“ข้าเพียงต้องใช้ยาที่รุนแรงขึ้นอีกเล็กน้อย ต่อให้เป็นองค์รัชทายาท สุดท้ายก็ต้องยอมสยบอยู่ดี”

แววตาของเยวียนหลิงเฟิงสั่นไหวเล็กน้อย

“แล้วท่านป้าชิงเหยาเล่า? นางเพิ่งทะลวงขึ้นสู่มหายานนะ”

“ไร้สาระ”

ฉู่เหวินจวินแค่นเสียงอย่างไม่ใส่ใจ

“นางเพิ่งทะลวงได้ไม่นาน ระดับพลังย่อมยังไม่มั่นคง”

เขายกมือขึ้นดีดนิ้ว

เป๊าะ!

เงาร่างสูงใหญ่ก้าวออกมาจากมุมมืดของถ้ำ กลิ่นอายเย็นเยียบแผ่ออกจากร่างจนเยวียนหลิงเฟิงรู้สึกหายใจไม่ออก

ชายผู้นั้นมองเขาด้วยสายตาดูแคลน

“ก็แค่ผู้ฝึกตนระดับมหายานขั้นต้นคนหนึ่ง จะหวาดกลัวไปทำไม?”

เยวียนหลิงเฟิงหน้าซีดเผือด

“นะ นะ นี่คือ...”

ฉู่เหวินจวินผายมือไปทางชายตรงหน้า

“ขอแนะนำให้เจ้ารู้จัก เขามีนามว่าต้วนเยี่ยหลัว ผู้ฝึกมารเร่ร่อนระดับมหายานขั้นกลาง”

“พลังของเขาเป็นรองเพียงตัวตนระดับสูงสุดไม่กี่คนบนทวีปเท่านั้น”

เขายิ้มอย่างภาคภูมิใจ

“ข้าได้ทำข้อตกลงกับผู้อาวุโสต้วนเอาไว้แล้ว ขอเพียงเขาช่วยจัดการเยวียนชิงเหยากับคนที่ขวางทาง สมบัติและสตรีที่เหลือจะถูกแบ่งกันตามที่ตกลง”

ต้วนเยี่ยหลัวหัวเราะเสียงดัง

“ฮ่า ๆๆ!”

“ข้าได้ข่าวว่าเยวียนชิงเหยาแม้มีบุตรถึงสามคนแล้ว แต่ความงามกลับไม่ลดลงแม้แต่น้อย”

“บุตรสาวทั้งสองของนางก็เติบโตเต็มวัยแล้ว นอกจากนี้ภายในตำหนักยังมีสตรีหน้าตางดงามอีกมากมาย”

แววตาของเขาเต็มไปด้วยความละโมบ

“ข้ากำลังขาดเตาหลอมสำหรับฝึกวิชาอยู่พอดี นับว่าสวรรค์เข้าข้างข้าแล้ว!”

เยวียนหลิงเฟิงมองชายทั้งสองตรงหน้า ความรู้สึกไม่สบายใจเริ่มผุดขึ้นภายใน

[บ้าไปแล้ว...เจ้าพวกนี้บ้าไปแล้ว!]

[ข้าตัดสินใจถูกจริงหรือที่ร่วมมือกับพวกมัน?]

แต่เมื่อคิดถึงตำแหน่งผู้สืบทอดกับตำแหน่งเจ้าตำหนักในอนาคต แววตาของเขาก็ค่อย ๆ แข็งกร้าวขึ้นมาอีกครั้ง

[ช่างเถอะ ขอเพียงข้าได้เป็นเจ้าตำหนัก ทุกอย่างก็จบแล้ว]


ยามเที่ยง ณ ตำหนักเสวียนเยว่

เยวียนจิ้งซานกลับมาถึงโถงหลักด้วยสภาพเหนื่อยล้า เสื้อผ้าเปื้อนฝุ่นเล็กน้อย แต่ยังไม่พบแม้แต่เงาของบุตรชาย

กู้หรงฮวารีบเดินเข้าไปหา

“เป็นอย่างไรบ้างท่านพี่?”

เยวียนจิ้งซานส่ายหน้า ก่อนทิ้งตัวลงบนเก้าอี้อย่างหมดแรง

“ไม่พบเลยแม้แต่ร่องรอยเดียว”

แตกต่างจากบรรยากาศร้อนรนทางฝั่งนั้น ยูรันกลับก้มมองเยวียนเทียนเยว่ซึ่งยังนั่งอยู่บนตักอย่างสบายอารมณ์

“อืม ใกล้เที่ยงแล้ว”

“เทียนเยว่ เจ้าอยากกินข้าวกับข้าหรือเปล่า?”

ดวงตาของเด็กสาวเป็นประกายทันที

“อยากเจ้าค่ะ!”

เหล่าน้องสาวซึ่งนั่งอยู่รอบโต๊ะต่างหูผึ่งขึ้นมาพร้อมกัน

“กินข้าวกับท่านพี่หรือ?”

เยวียนเหวินอวี้เป็นคนแรกลุกขึ้น

“รออะไรเล่า ข้าอยากกินข้าวกับท่านพี่มานานแล้ว!”

นางทำแก้มพอง ก่อนกล่าวอย่างไม่พอใจ

“ปกติท่านพี่เอาแต่กินข้าวกับท่านป้าและเหล่าพี่สะใภ้ ไม่เห็นแบ่งเวลาให้พวกเราบ้างเลย”

พรึ่บ!

หลานชิงอวี้ปรากฏตัวขึ้นข้างกาย ก่อนใช้นิ้วดีดหน้าผากนางเบา ๆ

เป๊าะ!

“แล้วเหตุใดเขาต้องแบ่งเวลาของครอบครัวมาให้เจ้าด้วยเล่า เด็กน้อย?”

เยวียนเหวินอวี้รีบกุมหน้าผาก

“ข้าเองก็เป็นน้องสาวของท่านพี่นะ!”

นางไม่สนใจหลานชิงอวี้อีก ก่อนหันกลับไปหายูรัน

“ท่านพี่ ให้ข้าช่วยทำอาหารได้ไหมเจ้าคะ? ข้าทำอาหารเป็นนะ!”

“ได้สิ”

ยูรันพยักหน้า ก่อนกวาดตามองทุกคน

“ใครทำอาหารเป็นก็มาช่วยข้า จะได้เสร็จเร็วขึ้น”

เขาประคองเยวียนเทียนเยว่ลงจากตักอย่างเบามือ ก่อนลุกขึ้นเดินไปยังห้องครัว

ไม่นาน ด้วยความร่วมมือของทุกคน อาหารนานาชนิดก็ถูกยกออกมาวางเรียงรายจนเต็มโต๊ะหลายสิบตัว ราวกับงานเลี้ยงโต๊ะจีนขนาดใหญ่

กลิ่นหอมของอาหารอบอวลไปทั่วโถงหลัก เหล่าศิษย์กับคนรับใช้ต่างพากันกลืนน้ำลาย

คนที่เคยกินฝีมือยูรันมาแล้วเพียงยิ้มอย่างเข้าใจ ส่วนผู้ที่ยังไม่เคยลิ้มลองต่างจ้องอาหารตรงหน้าด้วยความตื่นตะลึง

เยวียนเหวินอวี้คีบอาหารเข้าปากหนึ่งคำ ก่อนดวงตาจะเบิกกว้าง

“อร่อยมาก!”

“อร่อยที่สุด อร่อยเกินไปแล้ว!”

เยวียนหมิงเยว่พยักหน้าเห็นด้วย ก่อนคีบอาหารใส่ถ้วยของเยวียนเทียนเยว่

“อื้ม อร่อยจริง ๆ เทียนเยว่ เจ้าก็กินสิ”

ยูรันผายมือไปทางโต๊ะอาหาร

“เชิญผู้อาวุโสทุกท่านกินอาหารเถอะ”

เมื่อได้รับอนุญาต ทุกคนจึงเริ่มลงมือกินพร้อมกัน

กู้หรงฮวาคีบอาหารชิ้นหนึ่ง ก่อนหันไปหาสามี

“ท่านพี่ ลองกินดูสิเจ้าคะ อร่อยมากจริง ๆ หลานชายคนนี้ทำอาหารเก่งเหลือเกิน”

เยวียนจิ้งซานส่ายหน้าอย่างหดหู่

“ต่อให้อร่อยเพียงใด ข้าก็ไม่มีอารมณ์กินหรอก”

กู้หรงฮวาไม่สนใจ นางคีบอาหารยัดเข้าไปในปากของสามีทันที

เยวียนจิ้งซานตั้งใจจะคายออก แต่ทันทีที่รสชาติแผ่กระจายในปาก ร่างของเขาก็ชะงัก

จากนั้นจึงเริ่มเคี้ยวอย่างรวดเร็วโดยไม่รู้ตัว

กู้หรงฮวายกมือปิดปากหัวเราะ

“แหม ดูสิ ปากบอกว่าไม่มีอารมณ์กิน แต่กลับเคี้ยวไม่หยุดเลยนะเจ้าคะ”

“...”

เยวียนจิ้งซานไม่ตอบ เขาเพียงหยิบตะเกียบขึ้นมาแล้วคีบอาหารอีกชิ้นเข้าปาก

ยูรันเหลือบมองเยวียนหลิงซวงซึ่งยังคงนั่งกังวลอยู่ ก่อนกล่าวขึ้น

“หลิงซวง กินเถอะ”

“อีกเดี๋ยวคงมีเรื่องสนุกให้ดูแล้ว หากเจ้าไม่รีบกิน ตอนนั้นอาจไม่มีเวลาเหลือ”

เยวียนหลิงซวงชะงัก

“ท่านพี่หมายความว่าอย่างไรหรือเจ้าคะ?”

ยูรันไม่ตอบ เขาเพียงยกถ้วยชาขึ้นจิบอย่างสงบ

แม้เยวียนหลิงซวงจะไม่เข้าใจ แต่นางยังคงคีบอาหารเข้าปากตามคำบอก

ทันทีที่ได้ลิ้มรส ดวงตาของนางก็เปล่งประกาย ก่อนรีบคีบอาหารชิ้นต่อไปโดยลืมความกังวลไปชั่วขณะ

ผ่านไปสองเค่อ

ผู้ดูแลประตูคนหนึ่งวิ่งเข้ามาภายในโถงด้วยท่าทางเร่งรีบ

“ท่านเจ้าตำหนัก ข้ามีเรื่องด่วนจะรายงาน...”

ยังไม่ทันกล่าวจบ กลิ่นหอมของอาหารซึ่งอบอวลอยู่ทั่วห้องก็ลอยเข้าจมูก

ฝีเท้าของเขาชะงัก สายตาเลื่อนไปหยุดอยู่บนโต๊ะอาหารโดยไม่รู้ตัว ก่อนลำคอจะขยับดังอึก

เยวียนจ้าวคุนวางตะเกียบลง

“มีเรื่องใดก็รีบพูดให้จบ หรือว่าพบตัวหลิงเฟิงแล้ว?”

ผู้ดูแลประตูได้สติ ก่อนรีบกระแอมแก้เก้อ

“อะแฮ่ม ไม่ใช่ขอรับ”

“ตำหนักกระบี่ครามส่งคนมาขอเข้าพบ และท่านเจ้าสำนักฉู่เทียนเหิงยังเดินทางมาด้วยตนเองขอรับ”

เยวียนจ้าวคุนพยักหน้ารับอย่างไม่ใส่ใจ

“อ้อ อืม”

เขาหยิบตะเกียบขึ้นมา คีบอาหารเข้าปากและเคี้ยวต่ออีกสองคำ

จากนั้นการเคลื่อนไหวทั้งหมดก็หยุดชะงัก

เยวียนจ้าวคุนค่อย ๆ หันกลับไปมองผู้ดูแลประตู

“เดี๋ยวก่อนนะ...”

“เมื่อครู่เจ้าบอกว่าใครมาขอเข้าพบ?”

“ท่านฉู่เทียนเหิง เจ้าสำนักแห่งตำหนักกระบี่ครามขอรับ”

เยวียนจ้าวคุนเบิกตากว้าง

“อะไรนะ? เจ้าสำนักแห่งตำหนักกระบี่ครามเดินทางมาด้วยตนเอง?!”

เสียงพูดคุยภายในโถงพลันเงียบลง สายตาของทุกคนหันไปทางผู้ดูแลประตูพร้อมกัน

เยวียนจิ้งซานลุกพรวดขึ้นจากเก้าอี้

“ตำหนักกระบี่คราม?”

“หลิงเฟิงเพิ่งหายตัวไป แล้วเจ้าสำนักของพวกเขาก็เดินทางมาถึง หรือว่าสองเรื่องนี้จะเกี่ยวข้องกัน?”

เยวียนจ้าวคุนครุ่นคิดอยู่ครู่หนึ่ง ก่อนโบกมือสั่ง

“เชิญพวกเขาเข้ามา”

“ขอรับ!”

ผู้ดูแลประตูรีบประสานมือ ก่อนหมุนตัววิ่งออกจากโถงไปทันที

ไม่นาน คณะจากตำหนักกระบี่ครามก็เดินเข้ามาภายในโถงหลัก

ผู้ที่เดินนำอยู่ด้านหน้าคือฉู่เทียนเหิง ข้างกายมีหลัวซูอิงผู้เป็นภรรยา ตามมาด้วยจี้เสวี่ยหลัว ฉู่เหวินโหรว และฉู่เหวินไค

เหล่าคนรับใช้ยกหีบของกำนัลจำนวนมากตามเข้ามาวางเรียงรายอยู่ด้านหลัง

ฉู่เหวินไคกวาดสายตามองไปรอบห้อง ก่อนสายตาจะหยุดลงบนร่างของยูรัน

[ใช่ ต้องเป็นเขาแน่ ๆ!]

[รูปร่างกับบรรยากาศรอบตัวเหมือนคนที่ข้าพบในคืนนั้นไม่มีผิด ถูกตัวแล้ว!]

เยวียนจ้าวคุนลุกขึ้นจากที่นั่ง ก่อนประสานมือทักทาย

“ลมอะไรหอบท่านเจ้าสำนักฉู่มาถึงที่นี่ได้เล่า?”

ฉู่เทียนเหิงประสานมือตอบ

“เจ้าตำหนักเยวียน ข้ามีเรื่องเร่งด่วนจึงเดินทางมาโดยไม่ได้แจ้งล่วงหน้า ขอท่านโปรดอภัยด้วย”

“ไม่เป็นไร”

เยวียนจ้าวคุนผายมือ

“ไม่ทราบว่าเป็นเรื่องใด?”

ฉู่เทียนเหิงสูดหายใจเข้าลึก ก่อนผายมือไปทางหญิงสาวทั้งสองคน

“ขอแนะนำให้ทุกท่านรู้จัก คนแรกคือจี้เสวี่ยหลัว นักบุญหญิงของตำหนักกระบี่คราม”

“ส่วนอีกคนคือฉู่เหวินโหรว บุตรีคนที่สี่ของข้า”

ทันทีที่สตรีทั้งสองก้าวออกมา เสียงฮือฮาก็ดังขึ้นทั่วโถง

จี้เสวี่ยหลัวมีรูปลักษณ์เย็นสงบและสง่างาม ส่วนฉู่เหวินโหรวดูอ่อนโยนบริสุทธิ์ แม้จะมีบุคลิกแตกต่างกัน แต่ความงดงามของทั้งคู่กลับโดดเด่นจนผู้คนจำนวนมากเผลอมองอย่างเหม่อลอย

แน่นอนว่ายังมีคนบางกลุ่มซึ่งไม่ได้รู้สึกตื่นตะลึงแม้แต่น้อย โดยเฉพาะเหล่าภรรยาของยูรันซึ่งเพียงหรี่ตามองผู้มาใหม่อย่างพิจารณา

จี้เสวี่ยหลัวกับฉู่เหวินโหรวประสานมือพร้อมกัน

“คารวะเจ้าตำหนักเสวียนเยว่เจ้าค่ะ”

เยวียนจ้าวคุนโบกมือ

“ไม่ต้องมากพิธี”

ฉู่เทียนเหิงกระแอมเบา ๆ

“อะแฮ่ม เหตุผลที่ข้าเดินทางมาในวันนี้ นอกจากเรื่องเร่งด่วนซึ่งต้องชี้แจงแล้ว ยังมีอีกเรื่องหนึ่ง”

เขากัดฟัน ก่อนกล่าวออกมาอย่างรวดเร็ว

“ข้าต้องการสู่ขอคุณชายยูรันให้กับจี้เสวี่ยหลัวและฉู่เหวินโหรว เพื่อให้ทั้งสองฝ่ายแต่งงานเชื่อมสัมพันธ์กัน!”

ทันทีที่ถ้อยคำเหล่านั้นจบลง ทั่วทั้งโถงหลักพลันเงียบสนิท จนได้ยินแม้กระทั่งเสียงลมหายใจของผู้คน

ทุกสายตาหันไปมองยูรันพร้อมกัน

ทว่าเจ้าตัวกลับไม่ได้สนใจบรรยากาศรอบข้าง เขายังคงใช้ตะเกียบคีบอาหารใส่ถ้วยของเยวียนเทียนเยว่อย่างสงบ

“กินผักด้วยสิ จะเลือกกินแต่เนื้อไม่ได้นะ”

เยวียนเทียนเยว่พยักหน้าอย่างว่าง่าย

“เจ้าค่ะท่านพี่”

“...”

ฉู่เทียนเหิงมองภาพตรงหน้าด้วยสีหน้าว่างเปล่า