คลังนิยายพันธสัญญาแห่งดวงดาว

ตอนเผยแพร่

อ่านนิยาย

ตอนที่ 439 อะไรนะ? แม้แต่เจ้าก็คิดเช่นนั้นด้วยหรือ7,981 ตัวอักษร

ตอนที่ 439 อะไรนะ? แม้แต่เจ้าก็คิดเช่นนั้นด้วยหรือ

จี้เสวี่ยหลัวขมวดคิ้วเล็กน้อย

[นี่มันอะไรกัน? เขาไม่สนใจเรื่องแต่งงานเลยหรือ?]

ฉู่เหวินโหรวเองก็มองยูรันอย่างทำตัวไม่ถูก

“เอ่อ คือว่า...”

ยังไม่ทันที่นางจะกล่าวจบ ฉู่เหวินไคก็พุ่งออกไปก่อน

“คุณชายใหญ่!”

เขาวิ่งเข้าไปกอดขาของยูรันแน่น ก่อนเงยหน้าขึ้นด้วยสีหน้าราวกับกำลังจะร้องไห้

“ไม่สิ พี่เขย!”

“เรื่องในคืนนั้นข้าขอโทษด้วยขอรับ ข้าไม่ควรพาคนไปดักปล้นท่านกับท่านลุงเยวียนจ้าวคุนเลย!”

“ข้ารู้ผิดแล้ว โปรดอภัยให้ข้าด้วย เรื่องที่เกิดขึ้นในครั้งนี้ไม่เกี่ยวข้องกับพวกเราแม้แต่น้อยนะขอรับ!”

“อะไรนะ?!”

เสียงอุทานดังขึ้นทั่วทั้งโถง

ฉู่เทียนเหิงหันขวับไปมองบุตรชาย สีหน้าพลันมืดทะมึน

“ไอ้ลูกสารเลว!”

“เจ้าเคยพาคนไปดักปล้นคุณชายยูรันอย่างนั้นหรือ?!”

ฉู่เหวินไคพยักหน้าอย่างไม่คิดปิดบัง

“ใช่ขอรับ”

เขารีบหันกลับไปหายูรัน

“พี่เขย ข้ารู้แล้วว่าตนเองทำผิด ข้ายอมยกน้องสาวให้ท่านเลยก็ได้!”

ฉู่เหวินโหรวเบิกตากว้าง

“พี่สาม!”

ฉู่เหวินไคไม่สนใจเสียงน้องสาว เขายังคงกอดขายูรันแน่นกว่าเดิม

“โปรดอย่าทำลายตำหนักของพวกเราเลยนะขอรับ!”

ยูรันก้มลงมองเขาด้วยสีหน้าเหนื่อยหน่าย

“อืม หากข้าติดใจเรื่องในคืนนั้นจริง ตำหนักของเจ้าก็คงหายไปตั้งแต่คืนนั้นแล้วไม่ใช่หรือ?”

ฉู่เหวินไคชะงัก

“หมายความว่าอย่างไรหรือขอรับ?”

ยูรันลุกขึ้นยืน

“หมายความว่าข้าใจกว้างอย่างไรเล่า”

เขาสะบัดขาเบา ๆ

“แล้วก็เลิกเกาะแกะข้าได้แล้ว เหตุใดช่วงนี้จึงมีแต่คนชอบวิ่งมากอดขาข้านักนะ?”

พรึ่บ!

ร่างของฉู่เหวินไคหมุนติ้วกระเด็นออกไป ก่อนกลิ้งไปกับพื้นราวกับลูกข่าง

ยูรันนั่งลงตามเดิม แล้วหยิบตะเกียบขึ้นมากินอาหารต่ออย่างสงบ

เยวียนจ้าวคุนกระแอมเบา ๆ

“อะแฮ่ม อย่างที่หลานชายข้ากล่าว หากพวกท่านเดินทางมาเพราะเรื่องในคืนนั้นก็ไม่จำเป็นต้องกังวล”

“พวกเราไม่ได้ติดใจเอาความ ถึงขั้นต้องยกนักบุญหญิงกับบุตรสาวมาให้หลานชายข้าหรอก”

ฉู่เทียนเหิงถอนหายใจ

“เจ้าตำหนักเยวียน ยังมีอีกเรื่องหนึ่ง ไม่ได้มีเพียงเหตุการณ์ในคืนนั้น”

เยวียนจ้าวคุนเลิกคิ้ว

“เรื่องใดอีก?”

ฉู่เหวินไคซึ่งเพิ่งหยุดหมุนรีบลุกขึ้น ก่อนวิ่งเข้าไปกอดขาเยวียนจ้าวคุนแทน

“ท่านลุง เรื่องทั้งหมดเป็นเช่นนี้ขอรับ...”

จากนั้นเขาก็เล่าตั้งแต่เยวียนหลิงเฟิงใช้ยันต์สื่อสารติดต่อมา ตนเองปฏิเสธความร่วมมือ แต่ฉู่เหวินจวินกลับตอบรับแทนและพาคนออกจากตำหนักไปจนหมด

เมื่อฟังจบ สีหน้าของผู้คนภายในโถงก็เปลี่ยนไปพร้อมกัน

ฉู่เทียนเหิงประสานมือ

“เรื่องทั้งหมดเป็นดังที่บุตรชายข้ากล่าว”

“ข้าเกรงว่าองค์รัชทายาทจะทรงกริ้ว จึงรีบเดินทางมาชี้แจงก่อนที่เหวินจวินจะก่อเหตุไม่คาดฝันขึ้น”

เยวียนจิ้งซานซึ่งกำลังฟังอยู่พลันเข่าอ่อน เขาทรุดตัวลงบนเก้าอี้และแทบกระอักเลือดออกมา

“สายไปแล้ว...”

ฉู่เทียนเหิงหันไปมอง

“ท่านว่าอะไรนะ?”

เยวียนจิ้งซานยกมือกุมศีรษะ ก่อนตะโกนอย่างหมดอาลัยตายอยาก

“ข้าบอกว่ามันสายไปแล้ว!”

“ไอ้โง่หลิงเฟิงแอบใช้ยันต์เคลื่อนย้ายหลบหนีออกจากเรือนไปแล้ว มันต้องออกไปพบกับบุตรชายของเจ้าอย่างแน่นอน!”

“จบเห่แล้ว...ครั้งนี้จบสิ้นกันหมดแล้ว!”

ฉู่เหวินไคหน้าซีดเผือดยิ่งกว่าเดิม

“ไม่ได้การ องค์รัชทายาทอยู่ที่ใด?!”

เสียงเย็นเรียบดังขึ้นจากด้านข้าง

“ข้าอยู่ตรงนี้”

ฉู่เหวินไคหันไปเห็นเซี่ยหลานอิง ก่อนรีบพุ่งเข้าไปคุกเข่าและโขกศีรษะลงกับพื้น

ตึง!

“คารวะองค์รัชทายาท!”

“ขออภัยที่ข้าไม่ได้ทำความเคารพพระองค์ตั้งแต่แรก โปรดทรงให้อภัยด้วย!”

เขาโขกศีรษะลงอีกครั้ง

“ข้ายินดียกน้องสาวให้คุณชายใหญ่ โปรดอย่าประหารล้างตระกูลของพวกเราเลยนะขอรับ ข้ารู้ผิดแล้ว!”

ฉู่เหวินโหรวกำหมัดแน่น

“พี่สาม หยุดยกข้าให้ผู้อื่นเสียที!”

เซี่ยหลานอิงมองชายซึ่งกำลังหมอบอยู่ตรงหน้าอย่างประหลาดใจ

“หืม? แล้วเจ้ามาบอกข้าทำไม?”

“สามีของข้าไม่ได้ติดใจเรื่องนี้สักหน่อย”

ฉู่เหวินไคเงยหน้าขึ้น

“คุณชายใหญ่บอกว่าไม่ติดใจก็จริง แต่พระองค์ยังไม่ได้ตรัสว่าจะไม่เอาเรื่องพวกเรานี่ขอรับ!”

“ข้าหวาดกลัวจริง ๆ ขอพระองค์โปรดเมตตาด้วย!”

เซี่ยหลานอิงหันไปมองยูรัน

“สามี เจ้าคิดว่าอย่างไร?”

ยูรันถอนหายใจ

“เอาน่า จะฆ่าจะแกงกันไปทำไม?”

“อย่างน้อยเจ้านี่ก็พยายามหยุดคนโง่แล้ว เจ้าก็รู้ดีว่าคนโง่บางคน ต่อให้สั่งสอนมากเพียงใด สุดท้ายก็ยังเป็นคนโง่อยู่วันยังค่ำ”

เซี่ยหลานอิงแค่นเสียง ก่อนหันกลับไปมองฉู่เหวินไค

“หึ ครั้งนี้ถือว่าเจ้ารอดตัวไป”

ฉู่เหวินไครีบโขกศีรษะลงกับพื้น

“ขอบพระทัยองค์รัชทายาท!”

ฉู่เทียนเหิงถอนหายใจด้วยความโล่งอก ก่อนรีบถามเรื่องสำคัญอีกเรื่อง

“ถ้าเช่นนั้น เรื่องแต่งงานเล่า?”

ยูรันเหลือบมองจี้เสวี่ยหลัวกับฉู่เหวินโหรว แต่กลับไม่ได้ตอบสิ่งใด

หลานชิงอวี้รีบยกมือขึ้น

“อะแฮ่ม ข้าขอแปลให้เองเจ้าค่ะ”

นางปรับสีหน้าและน้ำเสียงให้เหมือนยูรัน ก่อนกล่าวขึ้นอย่างจริงจัง

“ตาแก่ ข้าขอปฏิเสธ”

“ข้าไม่ได้ชอบพวกนางทั้งสองคน และการที่ท่านนำลูกศิษย์กับบุตรสาวมาแลกเพื่อยื้อชีวิตตนเองก็ยิ่งทำให้ข้าไม่ชอบใจ”

หลานชิงอวี้หรี่ตาลง

“จงดีใจเสียเถอะที่ข้ายังไม่ได้หักขาท่านให้คลานกลับไป!”

โม่ชิงเฟิงเบิกตากว้าง

“โอ้โฮ เหมือนทุกอย่างไม่มีผิด!”

ลู่ชิงถานพยักหน้าแรง ๆ

“จริงด้วย เหมือนที่สุดเลยเจ้าค่ะ”

มู่เสวี่ยหนิงเองก็พยักหน้าตาม

“แม้แต่สีหน้าก็เหมือนมากเจ้าค่ะ”

ไม่นาน ทุกคนรอบตัวต่างพากันพยักหน้าเห็นด้วย

ฉู่เทียนเหิงหน้าซีดเล็กน้อย ขณะที่จี้เสวี่ยหลัวกับฉู่เหวินโหรวกลับมีสีหน้าซับซ้อน

แม้คำปฏิเสธจะทำให้พวกนางเสียหน้าอยู่บ้าง แต่อย่างน้อยก็ยืนยันว่าชายตรงหน้าไม่ได้คิดฉวยโอกาสครอบครองสตรีซึ่งถูกนำมาแลกชีวิต

ฉู่เหวินไคกลับไม่ยอมแพ้

“ไม่ได้นะพี่เขย!”

เขารีบคลานกลับเข้าไปหายูรัน

“ข้าเรียกท่านว่าพี่เขยไปแล้ว ท่านจะปฏิเสธได้อย่างไร?!”

หนานอวี้ทนฟังต่อไปไม่ไหว นางลุกขึ้นเดินเข้าไปหา ก่อนยกเท้าถีบเขากระเด็นออกไปอีกรอบ

ตึง!

“ไสหัวไป!”

“เขาบอกว่าไม่ชอบก็คือไม่ชอบ ไม่แต่งก็คือไม่แต่ง อย่ามาเซ้าซี้!”

นางปัดมืออย่างรำคาญ

“เจ้าโง่นี่ พูดอย่างไรก็ไม่รู้เรื่อง”

ยูรันคีบอาหารอีกชิ้นใส่ถ้วยของตนเอง ก่อนกล่าวโดยไม่เงยหน้า

“ไม่ต้องสนใจเขา กินต่อเถอะ”

ฉู่เหวินไครีบลุกขึ้นอีกครั้ง

“ไม่ได้นะท่านแม่ ข้ายังต้อง—”

เพียะ!

หลัวซูอิงตบศีรษะบุตรชายจนหน้าคะมำ ก่อนคว้าคอเสื้อของเขาลากกลับมา

“ใจเย็นลงเสียที เจ้าจะกังวลไปทำไม?”

นางถลึงตาใส่บุตรชาย

“เจ้านี่ก็แปลกคน คุณชายใหญ่ปฏิเสธการแต่งงานก็ดีแล้วไม่ใช่หรือ? หรือเจ้าอยากยกน้องสาวของตนให้คนที่ไม่ได้รักนางจริง ๆ?”

ฉู่เหวินไคอ้าปาก แต่กลับไม่อาจหาเหตุผลมาโต้แย้งได้

หลัวซูอิงปล่อยมือจากคอเสื้อของเขา ก่อนหันไปประสานมือให้ยูรัน

“ขอบคุณคุณชายใหญ่ที่เมตตา ไม่ถือสาเอาความกับบุตรชายของข้า ช่างใจกว้างสมคำร่ำลือจริง ๆ”

ยูรันโบกมืออย่างไม่ใส่ใจ

“เรื่องเล็กน้อย”

เยวียนจ้าวคุนเห็นว่าบรรยากาศเริ่มคลี่คลาย จึงกระแอมขึ้นเบา ๆ

“อะแฮ่ม ในเมื่อเรื่องทั้งหมดเป็นเพียงความเข้าใจผิด และทุกท่านก็เดินทางมาถึงที่นี่แล้ว ไม่สู้อยู่กินอาหารร่วมกันก่อนเล่า?”

เขาผายมือไปยังโต๊ะอาหาร

“อาหารทั้งหมดเป็นฝีมือของหลานชายข้า และยังเหลืออีกมาก เชิญทุกท่านตามสบาย”

เหล่าสาวใช้รีบนำโต๊ะกับเก้าอี้เข้ามาเพิ่ม ก่อนจัดที่นั่งให้คณะจากตำหนักกระบี่ครามอย่างรวดเร็ว

เมื่อทุกคนนั่งลง ฉู่เหวินไคก็หยิบตะเกียบขึ้นมาก่อนใคร แต่ยังไม่ทันได้คีบอาหาร หลัวซูอิงก็ตบหลังมือเขาดังเพียะ

“ให้ผู้อื่นเริ่มก่อน”

ฉู่เหวินไคหดมือกลับอย่างว่าง่าย

จี้เสวี่ยหลัวคีบอาหารชิ้นหนึ่งเข้าปาก สีหน้าสงบนิ่งของนางพลันเปลี่ยนไปเล็กน้อย

[อร่อย...]

นางเหลือบมองยูรันโดยไม่รู้ตัว

[อาหารทั้งหมดนี้เป็นฝีมือของเขาจริงหรือ?]

ฉู่เหวินโหรวเองก็นิ่งไปหลังจากชิมคำแรก ก่อนแอบมองชายหนุ่มซึ่งกำลังคีบอาหารให้คนรอบตัวอย่างเป็นธรรมชาติ

[ทั้งฝีมือการทำอาหารและรูปลักษณ์ล้วนไม่มีสิ่งใดให้ตำหนิ แต่เขากลับปฏิเสธพวกเราโดยไม่ลังเลแม้แต่น้อย...]

เมื่อนึกถึงตรงนี้ ความอับอายเล็ก ๆ ก็ผุดขึ้นในใจ ทว่าขณะเดียวกัน นางกลับเริ่มสงสัยขึ้นมาว่าชายผู้ซึ่งไม่ได้ชายตามองพวกนางแม้แต่น้อย แท้จริงแล้วเป็นคนเช่นไรกันแน่

มื้ออาหารดำเนินต่อไปอย่างสงบ

ฉู่เหวินโหรวลอบสังเกตยูรันมาตั้งแต่ต้น นางพบว่าเขาไม่สนใจตนเองเลยแม้แต่น้อย

ชายหนุ่มคนอื่นภายในโถงยังแอบหันมามองนางเป็นครั้งคราว แต่ยูรันกลับสนใจเพียงเหล่าพี่น้อง ภรรยา และมารดาซึ่งนั่งอยู่รอบกายเท่านั้น เขาคอยคีบอาหารให้คนเหล่านั้นอย่างเป็นธรรมชาติ ทว่าตลอดมื้อกลับไม่เคยหันมาทางนางเลยแม้แต่ครั้งเดียว

ยิ่งไปกว่านั้น เขายังหลับตาอยู่ตลอดเวลา ราวกับไม่มีสิ่งใดตรงหน้าน่าสนใจพอให้ลืมตาขึ้นมอง

ความมั่นใจซึ่งเคยมีมาตลอดเริ่มสั่นคลอนอย่างช้า ๆ

[หรือว่าข้าไม่งดงามพอให้คุณชายใหญ่ชายตามองแม้แต่ครั้งเดียวจริง ๆ?]

ฉู่เทียนเหิงสังเกตเห็นสีหน้าผิดปกติของบุตรสาว จึงเอ่ยถามด้วยความเป็นห่วง

“โหรวเอ๋อร์ เจ้าเป็นอะไรหรือเปล่า? เหตุใดสีหน้าจึงดูไม่ค่อยดีนัก?”

ฉู่เหวินโหรวลังเลอยู่ครู่หนึ่ง ก่อนขยับเข้าไปกระซิบถาม

“ท่านพ่อ คือว่า...คุณชายใหญ่มองว่าข้าไม่งดงามหรือเปล่าเจ้าคะ?”

ฉู่เทียนเหิงชะงัก

“หืม? จะเป็นเช่นนั้นไปได้อย่างไร?”

ฉู่เหวินโหรวเม้มริมฝีปาก

“แต่ตั้งแต่ข้าก้าวเข้ามาภายในโถง คุณชายใหญ่ยังไม่เคยหันมามองทางนี้แม้เพียงเสี้ยวเดียวเลยนะเจ้าคะ”

เสียงเย็นสงบของจี้เสวี่ยหลัวดังแทรกขึ้นจากด้านข้าง

“ท่านเจ้าสำนัก ข้าเองก็สงสัยเช่นเดียวกับนาง”

ฉู่เทียนเหิงหันขวับไปมองนักบุญหญิงด้วยความตกตะลึง

“อะไรนะ? แม้แต่เจ้าก็คิดเช่นนั้นด้วยหรือ?”