คลังนิยายพันธสัญญาแห่งดวงดาว

ตอนเผยแพร่

อ่านนิยาย

ตอนที่ 440 ท่านหัวเราะอะไร?7,770 ตัวอักษร

ตอนที่ 440 ท่านหัวเราะอะไร?

จี้เสวี่ยหลัวพยักหน้าช้า ๆ

“ใช่เจ้าค่ะ”

นางเหลือบมองยูรันอีกครั้ง ก่อนลดเสียงลงจนเหลือเพียงกระซิบ

“เดิมทีข้าคิดว่าเรื่องในวันนี้จะจบลงยากกว่านี้ แต่หลังจากพวกเรามาถึง เขากลับใช้เพียงไม่กี่ประโยคจัดการทุกอย่างจนจบ”

“มันง่ายเกินไปจนข้าอดระแวงไม่ได้ บางทีเขาอาจกำลังวางแผนบางอย่างอยู่...หรือไม่ก็วางยาพวกเราไปแล้ว”

ฉู่เทียนเหิงมองนางอย่างพูดไม่ออก

“ไร้สาระ พวกเรานั่งกินกันมาตั้งนานแล้ว หากในอาหารมียาพิษจริง ป่านนี้มันคงออกฤทธิ์ไปเรียบร้อย”

เขาส่ายหน้าเบา ๆ

“เจ้าน่าจะคิดมากเกินไป”

จี้เสวี่ยหลัวยังคงไม่คลายความสงสัย

“แต่เขาหลับตาอยู่ตลอดเวลาเลยนะเจ้าคะ ไม่แม้แต่จะหันมามองทางนี้ด้วยซ้ำ”

ฉู่เทียนเหิงชะงักไปเล็กน้อย

“อืม...หรือว่าเขาจะตาบอด?”

ฉู่เหวินไคซึ่งนั่งฟังอยู่ด้านข้างกระแอมขึ้นทันที

“อะแฮ่ม พี่สะใภ้ หากท่านสงสัยพี่เขยถึงเพียงนั้น ข้าไปถามให้ตรง ๆ เลยก็ได้”

จี้เสวี่ยหลัวหันขวับไปถลึงตาใส่เขา

“เลิกเรียกคุณชายใหญ่ว่าพี่เขยเสียที!”

ฉู่เหวินไคทำเป็นไม่ได้ยิน เขาลุกจากที่นั่งแล้วเดินตรงไปหายูรัน

“พี่เขย!”

เสียงเรียกดังชัดเจนจนทุกคนภายในโถงหันมามองพร้อมกัน

ฉู่เหวินโหรวรู้สึกถึงลางร้ายขึ้นมาทันที

“พี่สาม เจ้าจะทำอะไร?”

ฉู่เหวินไคชี้กลับไปทางน้องสาว

“น้องสาวข้าอยากรู้ว่านางงดงามหรือไม่ขอรับ”

“นางแอบมองท่านมาตลอดมื้อ แต่กลับพบว่าท่านไม่เคยหันไปมองนางเลยแม้แต่ครั้งเดียว!”

ใบหน้าของฉู่เหวินโหรวแดงก่ำไปจนถึงใบหู

“หยุดนะ เจ้าบ้า!”

ยูรันวางตะเกียบลง ก่อนถามกลับอย่างไม่รีบร้อน

“อืม แล้วเจ้าคิดว่าน้องสาวของตนเองงดงามหรือเปล่า?”

ฉู่เหวินไคตอบโดยไม่ต้องคิด

“แน่นอนขอรับ น้องสาวของข้านั้นงดงามมาก!”

ยูรันพยักหน้า ก่อนยกมือชี้ไปทางหลิงเยวี่ย

“แล้วเจ้าคิดว่าอาเยวี่ยงดงามหรือไม่?”

ฉู่เหวินไคหันไปพิจารณาหลิงเยวี่ยอยู่ครู่หนึ่ง ก่อนพยักหน้าอย่างจริงจัง

“งดงามมากขอรับ ไม่ว่าจะเป็นรูปลักษณ์หรือรัศมีรอบกาย ล้วนอยู่กันคนละระดับเลยทีเดียว”

ยูรันพยักหน้าอีกครั้ง

“นั่นสิ”

เขายกถ้วยชาขึ้นจิบ ก่อนกล่าวต่อด้วยน้ำเสียงเรียบเฉย

“ในเมื่อมีทองคำหมื่นตำลึงอยู่ข้างกาย แล้วเหตุใดข้าต้องสนใจเศษเหรียญบนพื้นด้วย?”

ทั่วทั้งโต๊ะอาหารตกอยู่ในความเงียบงัน

ฉู่เหวินโหรวซึ่งถูกเปรียบเป็นเศษเหรียญแข็งค้างอยู่กับที่ ขณะที่ฉู่เหวินไคกะพริบตาปริบ ๆ ราวกับเพิ่งรู้ตัวว่าตนเองเป็นผู้ช่วยขุดหลุมฝังน้องสาวด้วยมือของตน

หลิงเยวี่ยเชิดหน้าขึ้นเล็กน้อย ริมฝีปากยกเป็นรอยยิ้มพึงพอใจ ก่อนเหลือบมองหญิงสาวทั้งสองด้วยสายตาของผู้ชนะ

ฉู่เหวินโหรวซึ่งถูกทั้งเปรียบเป็นเศษเหรียญและมองด้วยสายตาเยาะเย้ย ในที่สุดก็ทนไม่ไหว นางตบโต๊ะแล้วลุกพรวดขึ้น

“ไร้สาระ!”

“ต่อให้ท่านมีทองคำอยู่ข้างกาย ก็มีเพียงไม่กี่คนเท่านั้น แล้วสตรีคนอื่นเล่า? ข้าไม่ได้ด้อยไปกว่าพวกนางเสียหน่อย!”

ถ้อยคำซึ่งอัดอั้นอยู่ภายในพรั่งพรูออกมาโดยไม่ทันผ่านความคิด

“เห็นได้ชัดว่าข้าดีกว่าพวกนางบางคนด้วยซ้ำ แล้วเหตุใดท่านจึงไม่มองข้าบ้าง?!”

ทันทีที่กล่าวจบ บรรยากาศทั่วทั้งโถงพลันเย็นเยียบลง

เหล่าภรรยาของยูรันหยุดตะเกียบในมือพร้อมกัน ก่อนหันมามองฉู่เหวินโหรวเป็นสายตาเดียว

เซี่ยหลานอิงวางถ้วยชาลงอย่างแผ่วเบา รอยยิ้มงดงามปรากฏขึ้นบนใบหน้า ทว่ากลับไม่มีความอบอุ่นอยู่ภายในแม้แต่น้อย

ฉู่เหวินโหรวเพิ่งรู้ตัวว่าตนเองกล่าวสิ่งใดออกไป นางรีบยกมือปิดปาก ใบหน้าซีดลงทันที

ยูรันเอียงศีรษะเล็กน้อย

“เจ้านี่ก็เป็นคนแปลกจริง ๆ”

“ก่อนหน้านี้ยังแสดงท่าทีไม่พอใจเรื่องแต่งงานอยู่เลย แต่มาตอนนี้กลับถามข้าว่าเหตุใดจึงไม่มองเจ้า”

เขาเคาะนิ้วลงบนโต๊ะเบา ๆ

“เจ้าไม่คิดว่ามันย้อนแย้งเกินไปหน่อยหรือ?”

ฉู่เหวินโหรวพูดติดขัด

“ขะ ข้าเพียงแค่...”

ยูรันกล่าวต่ออย่างไม่ไว้หน้า

“หรือแท้จริงแล้ว เจ้าเพียงรู้สึกเสียศักดิ์ศรีที่ข้าไม่สนใจ?”

ฉู่เหวินโหรวเม้มริมฝีปาก ไม่อาจปฏิเสธได้เต็มปาก

ยูรันเหลือบมองเซี่ยหลานอิงซึ่งกำลังจะลุกจากที่นั่ง

“แต่ศักดิ์ศรีของเจ้าไม่ได้ช่วยให้รอดพ้นจากเงื้อมมือขององค์รัชทายาทหรอกนะ”

ร่างของฉู่เหวินโหรวแข็งค้าง นางค่อย ๆ หันไปสบกับรอยยิ้มเย็นเยียบของเซี่ยหลานอิง ก่อนรีบหลบสายตาแทบไม่ทัน

ยูรันลุกขึ้น พร้อมยกมือห้ามเซี่ยหลานอิงเอาไว้ จากนั้นจึงเดินไปหยุดตรงหน้าฉู่เหวินโหรว

“ยังมีอีกเรื่องหนึ่งที่เจ้าควรรู้ไว้”

ฉู่เหวินโหรวมองเขาอย่างระแวดระวัง

“เรื่องใดหรือเจ้าคะ?”

“ข้าไม่เคยเป็นฝ่ายชายตามองสตรีผู้ใดมาก่อน”

ยูรันเว้นจังหวะเล็กน้อย

“นอกจากมารดาทั้งสามคนของข้าแล้ว คนอื่นล้วนเป็นฝ่ายเดินเข้ามาหาข้าเองทั้งนั้น”

เยวียนชิงเหยาได้ยินดังนั้นก็เชิดหน้าขึ้น ก่อนหันไปมองหลิงเยวี่ยอย่างผู้ชนะ

“ได้ยินหรือยัง นางแพศยา?”

หลิงเยวี่ยแค่นเสียงอย่างไม่พอใจ

“จิ๊”

ไป๋จิ้งเหวินส่ายหน้าอย่างอ่อนใจ

“พอได้แล้ว พวกเจ้าเลิกเถียงกันเถอะ”

ลู่เหยียนหนิงพยักหน้าเห็นด้วย

“นั่นสิ ไม่เบื่อกันบ้างหรืออย่างไร?”

นางยกถ้วยชาขึ้นจิบ ก่อนกล่าวต่อราวกับไม่ตั้งใจ

“ถึงอย่างไร รันเอ๋อร์ก็ดูแลข้ามาก่อนพวกเจ้าอยู่ดี”

“...”

ไป๋จิ้งเหวินกับเยวียนชิงเหยาหันไปมองนางพร้อมกัน

ยูรันไม่คิดเข้าไปยุ่งกับการแข่งขันของมารดาทั้งสาม เขาหันกลับไปหาฉู่เหวินโหรวแทน

“หากเจ้าไม่เชื่อ ก็ลองถามพวกนางเองดู”

พูดจบเขาก็เดินกลับไปนั่งประจำที่ แล้วหยิบตะเกียบขึ้นมากินอาหารต่อ

โม่ชิงเฟิงรีบลุกจากเก้าอี้ ก่อนเดินเข้าไปตบไหล่ฉู่เหวินโหรวอย่างเป็นกันเอง

“เอาน่า น้องหญิง อย่าเสียใจไปเลย”

นางผายมือไปยังชายหนุ่มจำนวนมากภายในโถง

“ยังมีบุรุษอีกตั้งมากมายแอบมองเจ้าอยู่ การที่สามีไม่สนใจเพียงคนเดียวไม่ได้ทำให้เจ้าเสียศักดิ์ศรีหรอก”

ฉู่เหวินโหรวไม่รู้ว่าควรรู้สึกดีขึ้นหรือแย่ลงกว่าเดิม

โม่ชิงเฟิงตบอกตนเอง

“อีกอย่าง ข้าเองก็งดงามไม่ต่างจากเจ้า แต่เรื่องก็เป็นดังที่สามีกล่าว พวกเราทุกคนล้วนเป็นฝ่ายเข้าหาเขาก่อน”

นางถอนหายใจเมื่อนึกถึงความหลัง

“วันแรกที่ข้าพยายามปีนขึ้นเตียงเขา ข้ายังถูกถีบกระเด็นออกมาเลยด้วยซ้ำ”

มู่เสวี่ยหนิงพยักหน้าเห็นด้วย

“ข้าถูกผู้อื่นรังแกอยู่ต่อหน้า เขายังไม่คิดชายตามองข้าเลยแม้แต่น้อยเจ้าค่ะ”

หนานอวี้ยกมือขึ้นตาม

“ครั้งหนึ่งมีสาวงามสองคนถูกยาปลุกกำหนัด เขาก็ยังไม่สนใจ ดูดพิษออกให้เสร็จแล้วหนีหายไปเฉย ๆ”

ลู่ชิงถานกล่าวเสริมทันที

“ส่วนข้าถูกโจรดักปล้นอยู่ตรงหน้า เขายังไม่คิดช่วยเลยเจ้าค่ะ”

นางยิ่งพูดก็ยิ่งรู้สึกเจ็บใจ

“ข้าถึงขั้นเสนอว่าจะหลับนอนกับเขาเพื่อแลกกับความช่วยเหลือ เขายังปฏิเสธได้หน้าตาเฉย!”

เฟิงซูหลานรีบยกมือขึ้นบ้าง

“จนถึงตอนนี้ข้ายังไม่ได้หลับนอนกับเขาเลย ฮือ ๆ”

ลู่ชิงถานหันไปตวาดทันที

“ป้าไม่เกี่ยว!”

สุ่ยหลานอิงกระแอมเบา ๆ

“เดิมทีข้าเป็นคู่หมั้นของท่านพี่ แต่พอเขารู้เรื่องกลับคิดจะถอนหมั้นเสียอย่างนั้น”

นางกอดแขนน้องสาว ก่อนยิ้มอย่างพึงพอใจ

“แต่ข้าไม่ยอมถอนหรอกเจ้าค่ะ”

เซี่ยเยว่หลีถอนหายใจตาม

“ข้านอนกอดเขาแทบทุกคืน เขายังไม่สนใจเลยสักนิด ศีรษะถึงหมอนเมื่อไรก็หลับทันที”

ไป๋หลิงพยักหน้าอย่างเข้าใจความรู้สึก

“ท่านยายของข้าถึงกับยกข้าให้เขาด้วยตนเอง เขายังปฏิเสธโดยไม่ลังเล”

เซี่ยหลานอิงกอดอก

“หากข้าไม่เป็นฝ่ายเข้าหาเขาก่อน ป่านนี้ก็คงไม่มีสิ่งใดคืบหน้าเช่นกัน”

ซูเม่ยเหยาเอ่ยขึ้นเรียบ ๆ

“พวกเราเองก็ไม่ต่างกัน”

หลัวจินหยางกับหลัวจินเยว่พยักหน้าพร้อมกัน

“พวกเราก็ด้วยเจ้าค่ะ”

คำยืนยันดังขึ้นจากทั่วทุกมุมโต๊ะไม่ขาดสาย จนฉู่เหวินโหรวไม่อยากเชื่อสิ่งที่ได้ยิน ส่วนจี้เสวี่ยหลัวเองก็มีสีหน้าตกตะลึงไม่ต่างกัน

หลานชิงอวี้ยิ้มบาง ๆ

“หากพวกท่านทั้งสองยังไม่เชื่อ เพียงมองปฏิกิริยาของท่านพี่กับทุกคนรอบกาย ก็น่าจะพอเดาความจริงได้แล้วนะเจ้าคะ”

ฉู่เหวินโหรวค่อย ๆ นั่งลง ความสับสนยังคงปรากฏอยู่บนใบหน้า

[มันผิดพลาดตรงไหนกัน?]

จี้เสวี่ยหลัวเหลือบมองนาง

“เลิกคิดได้แล้ว การที่เขาไม่สนใจ ไม่ได้หมายความว่าเจ้าไม่งดงาม”

ฉู่เหวินโหรวหันมามองทันที

“ท่านรู้ได้อย่างไรว่าข้ากำลังคิดเรื่องนั้น?”

“เมื่อครู่เจ้าตะโกนออกมาเสียเสียงดัง สีหน้าตอนนี้ก็เขียนเอาไว้ชัดเจน ยังต้องให้ข้าเดาอีกหรือ?”

ฉู่เหวินโหรวเม้มริมฝีปาก ก่อนนึกบางอย่างขึ้นมาได้

“แต่เมื่อครู่ท่านเองก็สงสัยว่าเหตุใดเขาจึงไม่มองไม่ใช่หรือเจ้าคะ?”

จี้เสวี่ยหลัวชะงักเล็กน้อย

“ข้าเพียงสงสัยว่าเขากำลังวางแผนสิ่งใด ไม่ได้ต้องการให้เขาสนใจข้า”

ฉู่เหวินโหรวหรี่ตามองใบหน้าของนาง ก่อนกล่าวถามอย่างไม่เชื่อ

“เช่นนั้นเหตุใดท่านต้องหน้าแดงด้วยเจ้าคะ?”

จี้เสวี่ยหลัวรีบยกมือแตะแก้มของตนเอง

“ข้าไม่ได้หน้าแดง”

ยูรันซึ่งนั่งอยู่อีกฝั่งกล่าวขึ้นโดยไม่หันมามอง

“อืม แดงทั้งคู่ เลิกเถียงกันเถอะ”

“...”

สตรีทั้งสองหันไปมองเขาพร้อมกัน

ฉู่เหวินโหรวกัดริมฝีปาก

[หลับตาอยู่แท้ ๆ แล้วมองเห็นได้อย่างไรกัน?!]

ยูรันยกถ้วยชาขึ้นจิบ

“หลับตาไม่ได้แปลว่าไม่รับรู้เสียหน่อย”

ฉู่เหวินโหรวเบิกตากว้าง

“ท่านรู้ด้วยหรือว่าข้า—”

“ไม่รู้” ยูรันตอบทันที “แต่เดาไม่ยาก”

จี้เสวี่ยหลัวหลุดหัวเราะเบา ๆ

ฉู่เหวินโหรวหันขวับไปมองนาง

“ท่านหัวเราะอะไร?”

“เปล่า”

หลัวซูอิงส่ายหน้าอย่างอ่อนใจ ก่อนคีบอาหารใส่ถ้วยของทั้งสองคน

“พอได้แล้ว พวกเจ้าสองคนเลิกจับผิดกันเองแล้วกินอาหารต่อเสียที”

สตรีทั้งสองสบตากันครู่หนึ่ง ก่อนแค่นเสียงและหันไปคนละทางพร้อมกัน

“หึ!”