คลังนิยายพันธสัญญาแห่งดวงดาว

ตอนเผยแพร่

อ่านนิยาย

ตอนที่ 441 น่าเบื่อจริง รอนานจนข้าจะหลับอยู่แล้ว6,071 ตัวอักษร

ตอนที่ 441 น่าเบื่อจริง รอนานจนข้าจะหลับอยู่แล้ว

หลังมื้ออาหารสิ้นสุดลง ทุกคนยังคงนั่งพักและจิบชาอยู่ภายในโถง

มู่เสวี่ยหนิงเหลือบมองไปรอบกาย ก่อนขมวดคิ้วอย่างจริงจัง

“ท่านพี่ นี่ก็เลยมื้ออาหารมาแล้วนะเจ้าคะ”

นางวางถ้วยชาลง

“มันแปลกเกินไปแล้ว”

เยวียนชิงเหยาหันมามองอย่างสงสัย

“แปลกอย่างไรหรือ?”

มู่เสวี่ยหนิงตอบด้วยน้ำเสียงจริงจังยิ่งกว่าเดิม

“ตามปกติแล้ว ทุกครั้งที่ท่านพี่กำลังกินอาหาร มักจะมีเรื่องวุ่นวายวิ่งเข้ามาหาเสมอ และส่วนใหญ่ยังเกี่ยวข้องกับสตรีอีกด้วยเจ้าค่ะ”

โม่ชิงเฟิงชี้ไปทางจี้เสวี่ยหลัวกับฉู่เหวินโหรว

“วันนี้ก็มีแล้วไม่ใช่หรือ?”

มู่เสวี่ยหนิงส่ายหน้า

“แต่มันจบง่ายเกินไปเจ้าค่ะ”

นางกวาดสายตามองทุกคน ก่อนเริ่มแจกแจงอย่างเป็นเหตุเป็นผล

“ปกติจะต้องมีใครสักคนเดินเข้ามาหาเรื่อง ท้าประลองหรือตั้งเดิมพันกับท่านพี่ จากนั้นก็พ่ายแพ้และสูญเสียอะไรบางอย่างกลับไป”

“หากไม่มีคนภายนอกมาหาเรื่อง อย่างน้อยก็ต้องมีการพนันประหลาด ๆ เกิดขึ้นภายในกลุ่มของพวกเราเอง”

มู่เสวี่ยหนิงเหลือบมองเฟิงซูหลานกับเหอหว่านชิง

“อย่างเช่นป้า...เอ่อ ผู้อาวุโสเฟิงกับผู้อาวุโสเหอ พนันสิทธิ์หลับนอนกับท่านพี่”

เฟิงซูหลานตบโต๊ะดังปัง

“โว้ย! เลิกเรียกข้าว่าป้าเสียที!”

เหอหว่านชิงไม่สนใจเสียงโวยวายของสหาย นางลูบคางอย่างครุ่นคิด

“ข้าเห็นด้วยกับเสวี่ยหนิงนะ วันนี้สงบเกินไปจริง ๆ”

ดวงตาของนางหรี่ลงเล็กน้อย

“นอกเสียจากว่า...”

ทุกคนรอบโต๊ะโน้มตัวเข้ามาพร้อมกัน

“นอกเสียจากว่าอะไร?”

หนานอวี้ตบโต๊ะดังปัง ก่อนกล่าวข้อสรุปออกมาด้วยความมั่นใจ

“เรื่องใหญ่ของจริงกำลังจะระเบิดตูมตามหลังมื้ออาหารอย่างไรเล่า!”

นางชี้ออกไปด้านนอก

“ไม่เช่นนั้นสามีจะเตรียมเมฆพวกนั้นเอาไว้ทำไม? บางทีอีกเดี๋ยวเจ้าโง่หลิงเฟิงอาจถูกสายฟ้าผ่าเปรี้ยงเดียวจนพิการก็ได้!”

ทั่วทั้งโต๊ะพลันเงียบลง

ไม่มีใครหัวเราะกับข้อสันนิษฐานนั้น เพราะยิ่งคิด ทุกคนก็ยิ่งรู้สึกว่ามันมีเหตุผลอย่างน่าประหลาด

ยูรันซึ่งนั่งฟังอยู่เงียบ ๆ พยักหน้าเห็นด้วย

“นั่นสิ เจ้าโง่หลิงเฟิงมาช้าเสียจริง”

เขาถอนหายใจอย่างเบื่อหน่าย

“ตอนแรกข้าคิดว่าคนที่มันชักชวนมาจะเป็นเหวินไคเสียอีก ไม่นึกว่าเจ้านี่จะฉลาดกว่าที่เห็น สุดท้ายกลับกลายเป็นเหวินจวินแทน”

คำกล่าวของยูรันทำให้ทุกคนจากตำหนักกระบี่ครามหน้าซีดเผือก

ฉู่เหวินไครีบยืดอกประท้วง

“พี่เขย ข้าเพียงทำตัวเหลวไหล แต่ไม่ได้โง่นะขอรับ!”

ยูรันพยักหน้ารับอย่างขอไปที

“อ้อ”

“...”

ฉู่เหวินไครู้สึกว่าคำตอบเพียงคำเดียวกลับฟังดูดูถูกยิ่งกว่าการด่าตรง ๆ เสียอีก

ฉู่เทียนเหิงไม่มีอารมณ์สนใจบุตรชายคนที่สาม เขารีบถามยูรันด้วยสีหน้าเคร่งเครียด

“คุณชายใหญ่ คำพูดของท่านหมายความว่าอย่างไร?”

ยูรันยกถ้วยชาขึ้นจิบ

“ข้าคาดว่าพวกมันน่าจะมาถึงตอนเที่ยง แต่นี่ก็ล่วงเข้าช่วงบ่ายแล้ว กลับยังไม่โผล่หน้ามาสักที”

เขาส่ายหน้าอย่างผิดหวัง

“ไม่รู้ว่ามัวรออะไรอยู่”

ฉู่เทียนเหิงเบิกตากว้าง

“หมายความว่าคุณชายใหญ่รู้อยู่แล้วหรือว่าพวกมันจะมา?”

“ไม่รู้”

ยูรันตอบอย่างไม่ลังเล ก่อนยกมุมปากขึ้นเล็กน้อย

“แต่ข้าสัมผัสได้ คนมันเก่งจะให้ทำอย่างไร?”

“...”

ทุกคนหมดคำจะกล่าวกับความมั่นใจของเขา

ยูรันเอนหลังพิงเก้าอี้ ก่อนถอนหายใจยาว

“น่าเบื่อจริง รอนานจนข้าจะหลับอยู่แล้ว”

เขาหันไปหาเยวียนเทียนเยว่

“พวกเรากลับไประบายสีต่อดีไหม เทียนเยว่?”

เด็กหญิงพยักหน้าอย่างว่าง่าย

“ได้เจ้าค่ะท่านพี่”

ทันใดนั้น ท้องฟ้าเหนือเมืองจันทราเร้นพลันมืดครึ้ม

เมฆสีดำมหึมาแผ่ขยายจากทุกทิศทาง เพียงไม่กี่อึดใจก็ปกคลุมตำหนักเสวียนเยว่เอาไว้ทั้งหมด สายลมเย็นเยียบพัดกระหน่ำจนประตูหน้าต่างภายในโถงสั่นสะเทือน

ยูรันซึ่งกำลังจะลุกไปหาอุปกรณ์ระบายสีหยุดการเคลื่อนไหว ก่อนถอนหายใจออกมา

“พอข้าคิดจะทำอะไรสักอย่าง พวกมันก็มาถึงทุกที”

เขานั่งลงตามเดิม

“ดูเหมือนจะมาแล้วนะ”

“ฮ่า ๆๆๆ!”

เสียงหัวเราะอันกึกก้องดังสะเทือนลงมาจากท้องฟ้า พร้อมแรงกดดันมหาศาลซึ่งทำให้ผู้ฝึกตนระดับต่ำภายในตำหนักหน้าซีดเผือก

เหนือทะเลเมฆดำปรากฏร่างของชายสามคน ผู้ที่ยืนอยู่ด้านหน้าคือต้วนเยี่ยหลัว ชายร่างสูงใหญ่ในชุดคลุมดำ กลิ่นอายมารรอบตัวเข้มข้นจนดูราวกับความมืดกำลังกลืนกินแสงสว่างโดยรอบ

ด้านหลังของเขาคือฉู่เหวินจวินกับเยวียนหลิงเฟิง ทั้งสองยืนมองตำหนักเบื้องล่างด้วยแววตามั่นใจราวกับชัยชนะตกอยู่ในมือแล้ว

ต้วนเยี่ยหลัวกางแขนออก ก่อนประกาศด้วยน้ำเสียงโอหัง

“ผู้ใดไม่เกี่ยวข้องจงคุกเข่ายอมจำนนเสีย ข้าอาจเมตตาไว้ชีวิตพวกเจ้า!”

สายตาเต็มไปด้วยความละโมบของเขากวาดผ่านเหล่าสตรีภายในโถง

“ส่วนสตรีทั้งหมดจงออกมาปรนนิบัติข้าแต่โดยดี หากทำให้ข้าพอใจ บางทีพวกเจ้าอาจได้รับเกียรติให้เป็นเตาหลอมของข้า!”

ยูรันเงยหน้าขึ้นเล็กน้อย

“อืม มหายานขั้นกลาง”

เขาหันไปหาเยวียนชิงเหยา

“ท่านแม่คิดว่าสู้ไหวหรือเปล่า?”

เยวียนชิงเหยาลุกจากที่นั่ง ก่อนขยับไหล่เบา ๆ

“แม่จะลองดู”

ต้วนเยี่ยหลัวหัวเราะออกมาอีกครั้ง

“อย่าเพิ่งรีบร้อนไปเลย แม่คนงาม”

เขาเลียริมฝีปากพลางมองนางตั้งแต่ศีรษะจรดปลายเท้า

“อีกไม่นานพวกเจ้าทุกคนก็ต้องตกเป็นของข้าอยู่แล้ว จะรีบร้อนเข้ามาหาข้าทำไม?”

ฉู่เทียนเหิงมองเห็นบุตรชายซึ่งยืนอยู่ด้านหลังต้วนเยี่ยหลัว ในที่สุดความโกรธก็ปะทุขึ้นจนไม่อาจควบคุมได้

“ฉู่เหวินจวิน!”

“เจ้าทำบ้าอะไรลงไป?! เหตุใดจึงไปร่วมมือกับพวกพรรคมาร!”

ยูรันหันขวับไปหาเขา

“เฮ้ย ตาแก่ เปลี่ยนคำพูดเสีย”

น้ำเสียงของเขาเย็นลงอย่างชัดเจน

“ไม่อย่างนั้นศีรษะท่านอาจหลุดจากบ่าโดยไม่รู้ตัว”

ฉู่เทียนเหิงชะงัก ไม่เข้าใจว่าเหตุใดยูรันจึงหันมาไม่พอใจตนเอง

ขณะเดียวกัน เซี่ยเยว่หลีขมวดคิ้วเล็กน้อย ไอมารสีดำค่อย ๆ แผ่ออกจากร่างโดยไม่คิดปิดบังอีกต่อไป

ทุกคนจากตำหนักเสวียนเยว่และตำหนักกระบี่ครามต่างพากันหันไปมองนางด้วยความตกตะลึง

ยูรันตัดบทด้วยน้ำเสียงเรียบเย็น

“ข้าจะไม่พูดเรื่องนี้ซ้ำเป็นครั้งที่สอง”

ครืนนนน!

จิตสังหารมหาศาลปะทุออกจากร่างของเขาในพริบตา ความหนาวเย็นแทรกซึมเข้าไปถึงกระดูกจนทุกคนภายในบริเวณแทบลืมหายใจ

แม้แต่ต้วนเยี่ยหลัวซึ่งอยู่ในระดับมหายานขั้นกลางยังรู้สึกร่างกายแข็งทื่อ รอยยิ้มบนใบหน้าค่อย ๆ จางหายไป

[เป็นไปไม่ได้! เจ้าเด็กนี่มีจิตสังหารมหาศาลถึงเพียงนี้ได้อย่างไร? ข้าเป็นถึงมหายานขั้นกลางนะ!]

ยูรันกวาดสายตามองทุกคน ก่อนกล่าวขึ้นทีละคำ

“ข้าไม่สนใจว่าพวกท่านจะมองฝ่ายธรรมะหรือฝ่ายมารอย่างไร”

“แต่เมื่ออยู่ต่อหน้าข้า ทุกคนล้วนเท่าเทียมกัน สายวิชาหรือสังกัดไม่อาจใช้ตัดสินว่าผู้ใดดีหรือชั่วร้ายได้"

"ข้าตัดสินผู้คนจากการกระทำเท่านั้น ท่านเข้าใจหรือเปล่า ท่านเจ้าสำนักกระบี่คราม?”

ฉู่เทียนเหิงกลืนน้ำลาย

[นี่มันจิตสังหาร เป็นไปไม่ได้มหาศาลขนาดนี้คนธรรมดาทั่วไปตายได้เลย]

ฉู่เทียนเหิงรีบคำนับ

"ข้าเข้าใจแล้วคุณชายใหญ่ ข้าขออภัย โปรดระงับโทสะ"

ทันทีที่เขากล่าวจบ จิตสังหารซึ่งปกคลุมทั่วบริเวณก็สลายหายไปในพริบตา

ฉู่เหวินโหรวมองยูรันด้วยหัวใจซึ่งเต้นแรงขึ้นอย่างไร้สาเหตุ

คำพูดเมื่อครู่กระแทกเข้าไปถึงส่วนลึกภายในใจของนางอย่างจัง

ไม่ตัดสินผู้คนจากชาติกำเนิด สังกัด หรือเส้นทางที่เลือกเดิน แต่ตัดสินจากความดีและความชั่วซึ่งพวกเขากระทำ

สำหรับนาง นั่นต่างหากคือความเท่าเทียมและความยุติธรรมอย่างแท้จริง