คลังนิยายสัตย์สาบานแห่งดวงดาวอ่านล่าสุด

ตอนเผยแพร่

อ่านนิยาย

ตอนที่ 441 เจ้าพูดบ้าอะไรของเจ้า?! ข้าไม่เคยคิดเรื่องอุบาทว์เช่นนั้น!7,212 ตัวอักษร

ตอนที่ 441 เจ้าพูดบ้าอะไรของเจ้า?! ข้าไม่เคยคิดเรื่องอุบาทว์เช่นนั้น!

ฉู่เทียนเหิงกำหมัดแน่นจนเส้นเลือดปูดขึ้นเต็มหลังมือ

“ไอ้ลูกสารเลว! บอกข้ามาว่าเหตุใดเจ้าจึงทำเช่นนี้!”

“หากเจ้ายอมกลับตัวเดี๋ยวนี้ ข้ายังสามารถขอให้คุณชายใหญ่ละเว้นชีวิตเจ้าได้!”

หลัวซูอิงมองบุตรชายด้วยดวงตาแดงก่ำ

“เหวินจวิน บอกแม่มาว่าเจ้าถูกบังคับใช่หรือไม่?”

“เจ้าคือลูกที่แม่เลี้ยงมากับมือ แม่ไม่เชื่อว่าเจ้าจะขายน้องสาวกับคู่หมั้นของตนเองได้ลงคอ!”

คำถามจากคนทั้งสี่ดังขึ้นไม่ขาดสาย จนสีหน้าของฉู่เหวินจวินเริ่มบิดเบี้ยวด้วยความรำคาญ

“พอได้แล้ว!”

เขาตวาดลงมาจากท้องฟ้า

“จะพล่ามอะไรกันนักหนา? ข้าไม่สนใจพวกเจ้าหรอก!”

แววตาของฉู่เหวินจวินเต็มไปด้วยความคลุ้มคลั่ง

“สิ่งเดียวที่ข้าต้องการคือพลัง! ขอเพียงทำให้ข้าแข็งแกร่งขึ้น ต่อให้ต้องขายพวกเจ้าทุกคน ข้าก็ไม่ลังเลแม้แต่น้อย!”

เขาชี้ลงมายังฉู่เหวินโหรวกับจี้เสวี่ยหลัว ก่อนแสยะยิ้มอย่างเย็นชา

“ส่วนพวกเจ้าสองคนจงภูมิใจเสียเถอะ การได้เป็นเตาหลอมให้ผู้ฝึกตนระดับมหายาน นับเป็นประโยชน์สูงสุดที่พวกเจ้าจะมอบให้ข้าได้แล้ว!”

ฉู่เหวินโหรวรู้สึกเรี่ยวแรงทั่วร่างหายไปในพริบตา เข่าทั้งสองทรุดลงกับพื้น หยาดน้ำตาไหลออกมาอย่างไม่อาจควบคุม

“พี่ใหญ่...”

จี้เสวี่ยหลัวยังคงยืนอยู่ที่เดิม แม้ดวงตาจะสั่นไหวอย่างรุนแรง แต่นางยังคงพยายามรักษาน้ำเสียงให้มั่นคง

“เหตุใดจึงทำกับข้าเช่นนี้?”

นางกำชายแขนเสื้อแน่น

“ข้าเป็นคู่หมั้นของเจ้านะ!”

ฉู่เหวินจวินแค่นหัวเราะอย่างไม่แยแส

“แล้วอย่างไร?”

คำตอบสั้น ๆ ทำให้ใบหน้าของจี้เสวี่ยหลัวซีดลง

“ต่อให้แต่งกับเจ้า ชีวิตและพลังของข้าก็ไม่ได้ดีขึ้นสักเท่าไร”

ฉู่เหวินจวินกวาดสายตามองเหล่าสตรีภายในตำหนัก ก่อนแสยะยิ้ม

“สู้รวบรวมสตรีจำนวนมากมาเป็นเตาหลอมให้ข้ายังมีประโยชน์กว่า ที่นี่เองก็มีให้เลือกตั้งมากมาย ไม่ว่าจะเด็กหรือผู้ใหญ่”

“ฮ่า ๆๆๆ!”

เสียงหัวเราะของเขาดังก้องไปทั่วบริเวณ

จี้เสวี่ยหลัวยืนนิ่งราวกับถูกสายฟ้าฟาด ความผูกพันซึ่งดำรงอยู่มาหลายปีพังทลายลงด้วยคำพูดเพียงไม่กี่ประโยค

เยวียนจิ้งซานทนฟังต่อไปไม่ไหว เขาชี้หน้าบุตรชายด้วยมือซึ่งสั่นเทา

“เยวียนหลิงเฟิง ไอ้ลูกสารเลว!”

“เจ้าทำอะไรลงไป?! เจ้าร่วมมือกับพวกมันเพื่อขายพี่น้องและคนในตระกูลของตนเองอย่างนั้นหรือ?!”

กู้หรงฮวามองบุตรชายด้วยดวงตาแดงก่ำ ก่อนส่ายหน้าซ้ำแล้วซ้ำเล่า

“หลิงเฟิง แม่รู้ว่าเจ้าคับแค้นใจกับเรื่องที่ผ่านมา แต่คนเหล่านี้ล้วนเป็นครอบครัวของเจ้านะ”

“กลับมาเถอะลูก อย่าปล่อยให้ตนเองถลำลึกไปมากกว่านี้เลย”

เยวียนหลิงเฟิงหัวเราะออกมาอย่างเย็นชา

“ฮ่า ๆ! ท่านแม่ ข้าไม่สนใจหรอก”

แววตาของเขาเต็มไปด้วยความทะเยอทะยาน

“ขอเพียงได้ครอบครองตำหนักเสวียนเยว่ ทุกสิ่งทุกอย่างก็จะตกเป็นของข้า แล้วเหตุใดข้าต้องสนใจชีวิตของคนอื่นด้วย?”

“เดิมทีพี่น้องในตระกูลก็ฆ่าฟันแย่งชิงอำนาจกันอยู่แล้ว ตอนที่ข้าถูกทำให้พิการ พวกท่านยังไม่คิดทำสิ่งใดให้ข้าเลยด้วยซ้ำ!”

เยวียนจิ้งซานตวาดกลับทันที

“นั่นเป็นเพราะเจ้าก่อเรื่องจนทำให้ตนเองพิการต่างหาก!”

“พอได้แล้ว!”

เยวียนหลิงเฟิงสะบัดแขนเสื้ออย่างรำคาญ

“พูดไปก็ไม่มีประโยชน์ หากพวกท่านยอมจำนนเสียตั้งแต่ตอนนี้ ข้าจะขอให้ผู้อาวุโสต้วนละเว้นท่านทั้งสองกับน้องทั้งสี่คนให้”

เขากวาดตามองผู้คนที่เหลือภายในตำหนัก ก่อนยกมุมปากขึ้นอย่างเหี้ยมเกรียม

“แต่คนอื่นอย่าหวังว่าจะรอด!”

เยวียนเหวินอวี้หน้าซีดเผือก นางขยับเข้าไปใกล้ยูรันโดยไม่รู้ตัว

“พะ พี่ชายจ๋า เขาหมายความว่าอย่างไรเจ้าคะ?”

หลานชิงอวี้ตอบแทนด้วยน้ำเสียงเย็นเยียบ

“หมายความว่าเขาคิดจะปล่อยให้ต้วนเยี่ยหลัวนำเจ้าไปเป็นเตาหลอมอย่างไรเล่า”

เยวียนหลิงซวงได้ยินดังนั้นก็ลุกพรวดขึ้นด้วยความโกรธ

“เยวียนหลิงเฟิง! ในบรรดาน้อง ๆ ของพวกเรา บางคนยังมีอายุไม่ถึงสิบห้าปีด้วยซ้ำ!”

“ท่านกล้าร่วมมือกับคนนอกเพื่อทำเรื่องเช่นนี้กับคนในตระกูลได้อย่างไร?!”

เยวียนหลิงเฟิงหันขวับมามองน้องสาว

“หุบปาก นางแพศยา!”

“เจ้านั่นแหละเป็นตัวดี แอบหลงรักบุตรชายของท่านป้าชิงเหยา คิดว่าข้ามองไม่ออกหรืออย่างไร?”

ทั่วทั้งโถงพลันเงียบสนิท

สายตาจำนวนมากหันไปมองเยวียนหลิงซวงพร้อมกัน

ยูรันมองเยวียนหลิงเฟิงสลับกับเยวียนหลิงซวง ก่อนดวงตาจะเปล่งประกายขึ้นเล็กน้อย

[โอ้ ๆ นี่มันเรื่องสนุกนี่]

ใบหน้าของเยวียนหลิงซวงแดงก่ำ ไม่รู้ว่าเกิดจากความโกรธหรือเพราะถูกเปิดเผยความลับต่อหน้าทุกคน

“ข้าบอกแล้วว่ามันไม่ใช่เช่นนั้น!”

นางกำหมัดแน่น

“เหตุใดจิตใจของท่านจึงสกปรกได้ถึงเพียงนี้?!”

เยวียนหลิงเฟิงหัวเราะเยาะ

“ฮ่า ๆ อย่าหลอกตัวเองไปหน่อยเลย น้องสาวข้า”

“เจ้าเข้าข้างมันอย่างผิดปกติถึงเพียงนั้น ทุกคนล้วนมองออก ยังคิดจะโกหกไปถึงเมื่อใด?”

เยวียนหลิงซวงโกรธจนร่างกายสั่นเทา หยาดน้ำตาค่อย ๆ ไหลออกจากดวงตา

นางไม่เข้าใจเลยว่าพี่ชายซึ่งเติบโตมาด้วยกัน เหตุใดจึงกลายเป็นคนเลวทรามไม่ต่างจากเดรัจฉานได้ถึงเพียงนี้

ยูรันถอนหายใจ ก่อนลุกขึ้นจากที่นั่ง

เขายกมือลูบศีรษะเด็ก ๆ ซึ่งยืนอยู่ใกล้ตัวทีละคน แล้วก้าวออกมาด้านหน้า

“ล่ำลากันเสร็จแล้วใช่หรือเปล่า?”

ทุกสายตาหันมาหาเขาพร้อมกัน

ยูรันเงยหน้ามองต้วนเยี่ยหลัวอย่างเบื่อหน่าย

“เดิมทีข้าคาดหวังว่าจะได้เห็นท่านแม่กระทืบเจ้าสวะซึ่งพึ่งพาโอสถจนฝืนขึ้นมาถึงระดับมหายานสักหน่อย”

เขาส่ายหน้าเบา ๆ

“แต่มาถึงตอนนี้ ดูเหมือนข้าคงต้องจัดการเองเสียแล้ว”

จากนั้นสายตาของเขาก็เลื่อนไปหยุดบนเยวียนหลิงเฟิง

“น่าเบื่อจริง ข้าอุตส่าห์เตรียมทุกอย่างเอาไว้ตั้งมากมาย แต่เจ้ากลับพูดเรื่องซึ่งไม่สมควรพูดออกมาเสียได้”

ยูรันก้าวออกจากโถงอย่างช้า ๆ

ผู้คนรอบข้างมองหน้ากันด้วยความสงสัย

[เรื่องซึ่งไม่สมควรพูด?]

เยวียนชิงเหยารีบเรียกบุตรชายเอาไว้

“รันเอ๋อร์ คำพูดของเจ้าหมายความว่าอย่างไร?”

ยูรันหยุดฝีเท้า ก่อนตอบโดยไม่หันกลับมา

“ก็หมายความตามที่พูด”

เยวียนชิงเหยาเหลือบมองเยวียนหลิงซวงซึ่งยังคงมีน้ำตาอยู่บนใบหน้า ก่อนดวงตาจะเบิกกว้างขึ้นเล็กน้อย

“หรือว่าเจ้ารักนางในเชิงชู้สาว?”

“...”

ทั่วทั้งบริเวณเงียบสนิทลงในพริบตา

ยูรันหันกลับมามองมารดาด้วยคิ้วซึ่งขมวดเข้าหากัน

“อะไรทำให้ท่านแม่คิดไปถึงเรื่องนั้นได้?”

เยวียนหลิงเฟิงแค่นหัวเราะจากบนท้องฟ้า

“ฮ่า! ในที่สุดเจ้าก็เปิดเผยธาตุแท้ของตนเองออกมาแล้วสินะ!”

ยูรันยกมือขึ้นโบกอย่างรำคาญ

“บลา ๆๆ เจ้าจะพล่ามอะไรนักหนา?”

เขาเอียงศีรษะ ทำท่าครุ่นคิดอยู่ครู่หนึ่ง

“เมื่อครู่เจ้าพูดว่าอะไรนะ? อืม...”

จากนั้นจึงเลียนน้ำเสียงของเยวียนหลิงเฟิง

“เจ้าแอบหลงรักมัน เจ้าคอยเข้าข้างมันอย่างผิดปกติถึงเพียงนั้น ทุกคนล้วนมองออก ยังคิดจะโกหกไปถึงเมื่อใด?”

เยวียนหลิงเฟิงแค่นเสียง

“ใช่ แล้วอย่างไร? คิดจะแก้ตัวแทนนางหรือ?”

“แก้ตัว?”

ยูรันลูบคางอย่างครุ่นคิด

“จะกล่าวอย่างไรดี...น้ำเสียงของเจ้าเมื่อครู่ฟังดูเหมือนสามีจับได้ว่าภรรยาของตนกำลังมีใจให้ชายอื่นมากกว่า”

“...”

สีหน้าของผู้คนทั่วทั้งบริเวณพลันแข็งค้าง

ยูรันกล่าวต่อด้วยท่าทีจริงจัง

“แทนที่จะบอกว่าน้องสาวของเจ้าหลงรักข้า สู้บอกว่าเจ้าต่างหากที่คิดไม่ซื่อกับน้องสาวตนเอง แต่พอไม่สมหวังจึงโกรธแค้นและคิดขายนางให้ผู้อื่น แบบนั้นน่าจะเข้ากับคำพูดของเจ้ามากกว่า”

เขาเงยหน้าขึ้นถาม

“เจ้าว่าใช่หรือเปล่า?”

ทั่วทั้งตำหนักตกอยู่ในความเงียบงันอย่างสมบูรณ์

เยวียนหลิงซวงเบิกตากว้าง ขณะที่เยวียนจิ้งซานกับกู้หรงฮวาหันไปมองบุตรชายด้วยสีหน้าประหลาด

ใบหน้าของเยวียนหลิงเฟิงเปลี่ยนเป็นสีเขียวคล้ำ

“เจ้าพูดบ้าอะไรของเจ้า?! ข้าไม่เคยคิดเรื่องอุบาทว์เช่นนั้น!”

ยูรันมองเยวียนหลิงเฟิงอยู่ครู่หนึ่ง ก่อนรอยยิ้มบาง ๆ จะปรากฏขึ้นบนใบหน้า

“ถ้าเช่นนั้นก็สาบานสิ”

เขาชี้ไปทางเยวียนหลิงซวง

“ให้นางสาบานว่าไม่ได้คิดกับข้าในเชิงชู้สาว ส่วนเจ้าก็สาบานว่าไม่เคยมีความคิดล่วงเกินน้องสาวของตนเอง”

“เพียงเท่านี้ก็รู้แล้วว่าใครกำลังโกหก”

เยวียนหลิงซวงไม่ลังเลแม้แต่น้อย นางยกมือขึ้นเหนือศีรษะแล้วกล่าวคำสาบานทันที

“ข้าขอสาบานต่อสวรรค์ หากข้าเคยคิดไม่ซื่อกับท่านพี่ ขอให้ทัณฑ์สวรรค์ผ่าร่างข้าจนดับสูญเดี๋ยวนี้!”

สิ้นเสียงของนาง ท้องฟ้ายังคงเงียบสงบ ไม่มีทัณฑ์สวรรค์หรือความผิดปกติใดปรากฏขึ้น

สายตาทุกคู่จึงเลื่อนไปหยุดบนเยวียนหลิงเฟิง

ทว่าเขากลับยืนนิ่ง ใบหน้าเริ่มซีดลงทีละน้อย ไม่ว่าจะพยายามเพียงใดก็ไม่อาจกล่าวคำสาบานออกมาได้

เพราะสิ่งที่ยูรันกล่าวหาไม่ใช่เรื่องแต่งขึ้นทั้งหมด

เยวียนหลิงเฟิงไม่เพียงเคยคิดล่วงเกินเยวียนหลิงซวง แต่ภายในจิตใจอันบิดเบี้ยว เขายังเคยมีความคิดเช่นเดียวกันต่อพี่สาวและน้องสาวคนอื่นอีกด้วย

ความเงียบของเขากลายเป็นคำตอบอย่างชัดเจน