ตอนที่ 442 เจ้าพูดบ้าอะไรของเจ้า?! ข้าไม่เคยคิดเรื่องอุบาทว์เช่นนั้น!
ต้วนเยี่ยหลัวนิ่งไปครู่หนึ่ง ก่อนระเบิดเสียงหัวเราะออกมา
“ฮ่า ๆๆ! ความดี ความชั่ว ความเท่าเทียมอย่างนั้นหรือ?”
เขากางแขนออก กลิ่นอายปะทุขึ้นอีกครั้ง
“ในโลกของผู้ฝึกตน ผู้แข็งแกร่งต่างหากคือความถูกต้อง ส่วนผู้อ่อนแอก็มีหน้าที่คุกเข่า!”
ยูรันยกมือขึ้นห้าม
“เอาเถอะ เจ้ารอสักครู่แล้วกัน”
ต้วนเยี่ยหลัวชะงัก สีหน้าพลันแข็งค้าง
ยูรันผายมือไปทางคณะจากตำหนักกระบี่คราม
“ญาติพี่น้องของพวกมันดูเหมือนยังมีเรื่องอยากถามอยู่ ให้ครอบครัวเขาคุยกันให้จบก่อน”
จากนั้นจึงโบกมือให้ต้วนเยี่ยหลัวอย่างขอไปที
“โทษที เชิญเจ้าพูดต่อได้เลย”
“...”
ต้วนเยี่ยหลัวอ้าปากค้าง เขาไม่อยากเชื่อว่าอีกฝ่ายจะกล้าสั่งให้ผู้ฝึกตนระดับมหายานขั้นกลางอย่างตนยืนรอราวกับเป็นตัวประกอบคนหนึ่ง
ทว่าความรู้สึกเย็นเยียบจากจิตสังหารเมื่อครู่ยังคงติดอยู่ภายในใจ ทำให้เขาไม่กล้าบุกเข้าไปทันที
จี้เสวี่ยหลัวได้สติเป็นคนแรก นางก้าวออกมาด้านหน้า ก่อนเงยหน้ามองคู่หมั้นซึ่งยืนอยู่บนท้องฟ้า
“ฉู่เหวินจวิน เรื่องทั้งหมดนี้เป็นความตั้งใจของเจ้าจริงหรือ?”
“เจ้ารู้ตั้งแต่แรกแล้วใช่ไหมว่าต้วนเยี่ยหลัวต้องการนำพวกเราไปเป็นเตาหลอม?”
ฉู่เหวินโหรวส่ายหน้าอย่างไม่อยากเชื่อ
“พี่ใหญ่ ท่านร่วมมือกับคนผู้นี้เพียงเพื่อช่วงชิงตำแหน่งผู้สืบทอดอย่างนั้นหรือ?”
“ท่านคิดจะมอบข้ากับพี่เสวี่ยหลัวให้มันจริง ๆ หรือเจ้าคะ?”
ฉู่เทียนเหิงกำหมัดแน่นจนเส้นเลือดปูดขึ้นเต็มหลังมือ
“ไอ้ลูกสารเลว! บอกข้ามาว่าเหตุใดเจ้าจึงทำเช่นนี้!”
“หากเจ้ายอมกลับตัวเดี๋ยวนี้ ข้ายังสามารถขอให้คุณชายใหญ่ละเว้นชีวิตเจ้าได้!”
หลัวซูอิงมองบุตรชายด้วยดวงตาแดงก่ำ
“เหวินจวิน บอกแม่มาว่าเจ้าถูกบังคับใช่หรือไม่?”
“เจ้าคือลูกที่แม่เลี้ยงมากับมือ แม่ไม่เชื่อว่าเจ้าจะขายน้องสาวกับคู่หมั้นของตนเองได้ลงคอ!”
คำถามจากคนทั้งสี่ดังขึ้นไม่ขาดสาย จนสีหน้าของฉู่เหวินจวินเริ่มบิดเบี้ยวด้วยความรำคาญ
“พอได้แล้ว!”
เขาตวาดลงมาจากท้องฟ้า
“จะพล่ามอะไรกันนักหนา? ข้าไม่สนใจพวกเจ้าหรอก!”
แววตาของฉู่เหวินจวินเต็มไปด้วยความคลุ้มคลั่ง
“สิ่งเดียวที่ข้าต้องการคือพลัง! ขอเพียงทำให้ข้าแข็งแกร่งขึ้น ต่อให้ต้องขายพวกเจ้าทุกคน ข้าก็ไม่ลังเลแม้แต่น้อย!”
เขาชี้ลงมายังฉู่เหวินโหรวกับจี้เสวี่ยหลัว ก่อนแสยะยิ้มอย่างเย็นชา
“ส่วนพวกเจ้าสองคนจงภูมิใจเสียเถอะ การได้เป็นเตาหลอมให้ผู้ฝึกตนระดับมหายาน นับเป็นประโยชน์สูงสุดที่พวกเจ้าจะมอบให้ข้าได้แล้ว!”
ฉู่เหวินโหรวรู้สึกเรี่ยวแรงทั่วร่างหายไปในพริบตา เข่าทั้งสองทรุดลงกับพื้น หยาดน้ำตาไหลออกมาอย่างไม่อาจควบคุม
“พี่ใหญ่...”
จี้เสวี่ยหลัวยังคงยืนอยู่ที่เดิม แม้ดวงตาจะสั่นไหวอย่างรุนแรง แต่นางยังคงพยายามรักษาน้ำเสียงให้มั่นคง
“เหตุใดจึงทำกับข้าเช่นนี้?”
นางกำชายแขนเสื้อแน่น
“ข้าเป็นคู่หมั้นของเจ้านะ!”
ฉู่เหวินจวินแค่นหัวเราะอย่างไม่แยแส
“แล้วอย่างไร?”
คำตอบสั้น ๆ ทำให้ใบหน้าของจี้เสวี่ยหลัวซีดลง
“ต่อให้แต่งกับเจ้า ชีวิตและพลังของข้าก็ไม่ได้ดีขึ้นสักเท่าไร”
ฉู่เหวินจวินกวาดสายตามองเหล่าสตรีภายในตำหนัก ก่อนแสยะยิ้ม
“สู้รวบรวมสตรีจำนวนมากมาเป็นเตาหลอมให้ข้ายังมีประโยชน์กว่า ที่นี่เองก็มีให้เลือกตั้งมากมาย ไม่ว่าจะเด็กหรือผู้ใหญ่”
“ฮ่า ๆๆๆ!”
เสียงหัวเราะของเขาดังก้องไปทั่วบริเวณ
จี้เสวี่ยหลัวยืนนิ่งราวกับถูกสายฟ้าฟาด ความผูกพันซึ่งดำรงอยู่มาหลายปีพังทลายลงด้วยคำพูดเพียงไม่กี่ประโยค
เยวียนจิ้งซานทนฟังต่อไปไม่ไหว เขาชี้หน้าบุตรชายด้วยมือซึ่งสั่นเทา
“เยวียนหลิงเฟิง ไอ้ลูกสารเลว!”
“เจ้าทำอะไรลงไป?! เจ้าร่วมมือกับพวกมันเพื่อขายพี่น้องและคนในตระกูลของตนเองอย่างนั้นหรือ?!”
กู้หรงฮวามองบุตรชายด้วยดวงตาแดงก่ำ ก่อนส่ายหน้าซ้ำแล้วซ้ำเล่า
“หลิงเฟิง แม่รู้ว่าเจ้าคับแค้นใจกับเรื่องที่ผ่านมา แต่คนเหล่านี้ล้วนเป็นครอบครัวของเจ้านะ”
“กลับมาเถอะลูก อย่าปล่อยให้ตนเองถลำลึกไปมากกว่านี้เลย”
เยวียนหลิงเฟิงหัวเราะออกมาอย่างเย็นชา
“ฮ่า ๆ! ท่านแม่ ข้าไม่สนใจหรอก”
แววตาของเขาเต็มไปด้วยความทะเยอทะยาน
“ขอเพียงได้ครอบครองตำหนักเสวียนเยว่ ทุกสิ่งทุกอย่างก็จะตกเป็นของข้า แล้วเหตุใดข้าต้องสนใจชีวิตของคนอื่นด้วย?”
“เดิมทีพี่น้องในตระกูลก็ฆ่าฟันแย่งชิงอำนาจกันอยู่แล้ว ตอนที่ข้าถูกทำให้พิการ พวกท่านยังไม่คิดทำสิ่งใดให้ข้าเลยด้วยซ้ำ!”
เยวียนจิ้งซานตวาดกลับทันที
“นั่นเป็นเพราะเจ้าก่อเรื่องจนทำให้ตนเองพิการต่างหาก!”
“พอได้แล้ว!”
เยวียนหลิงเฟิงสะบัดแขนเสื้ออย่างรำคาญ
“พูดไปก็ไม่มีประโยชน์ หากพวกท่านยอมจำนนเสียตั้งแต่ตอนนี้ ข้าจะขอให้ผู้อาวุโสต้วนละเว้นท่านทั้งสองกับน้องทั้งสี่คนให้”
เขากวาดตามองผู้คนที่เหลือภายในตำหนัก ก่อนยกมุมปากขึ้นอย่างเหี้ยมเกรียม
“แต่คนอื่นอย่าหวังว่าจะรอด!”
เยวียนเหวินอวี้หน้าซีดเผือก นางขยับเข้าไปใกล้ยูรันโดยไม่รู้ตัว
“พะ พี่ชายจ๋า เขาหมายความว่าอย่างไรเจ้าคะ?”
หลานชิงอวี้ตอบแทนด้วยน้ำเสียงเย็นเยียบ
“หมายความว่าเขาคิดจะปล่อยให้ต้วนเยี่ยหลัวนำเจ้าไปเป็นเตาหลอมอย่างไรเล่า”
เยวียนหลิงซวงได้ยินดังนั้นก็ลุกพรวดขึ้นด้วยความโกรธ
“เยวียนหลิงเฟิง! ในบรรดาน้อง ๆ ของพวกเรา บางคนยังมีอายุไม่ถึงสิบห้าปีด้วยซ้ำ!”
“ท่านกล้าร่วมมือกับคนนอกเพื่อทำเรื่องเช่นนี้กับคนในตระกูลได้อย่างไร?!”
เยวียนหลิงเฟิงหันขวับมามองน้องสาว
“หุบปาก นางแพศยา!”
“เจ้านั่นแหละเป็นตัวดี แอบหลงรักบุตรชายของท่านป้าชิงเหยา คิดว่าข้ามองไม่ออกหรืออย่างไร?”
ทั่วทั้งโถงพลันเงียบสนิท
สายตาจำนวนมากหันไปมองเยวียนหลิงซวงพร้อมกัน
ยูรันมองเยวียนหลิงเฟิงสลับกับเยวียนหลิงซวง ก่อนดวงตาจะเปล่งประกายขึ้นเล็กน้อย
[โอ้ ๆ นี่มันเรื่องสนุกนี่]
ใบหน้าของเยวียนหลิงซวงแดงก่ำ ไม่รู้ว่าเกิดจากความโกรธหรือเพราะถูกเปิดเผยความลับต่อหน้าทุกคน
“ข้าบอกแล้วว่ามันไม่ใช่เช่นนั้น!”
นางกำหมัดแน่น
“เหตุใดจิตใจของท่านจึงสกปรกได้ถึงเพียงนี้?!”
เยวียนหลิงเฟิงหัวเราะเยาะ
“ฮ่า ๆ อย่าหลอกตัวเองไปหน่อยเลย น้องสาวข้า”
“เจ้าเข้าข้างมันอย่างผิดปกติถึงเพียงนั้น ทุกคนล้วนมองออก ยังคิดจะโกหกไปถึงเมื่อใด?”
เยวียนหลิงซวงโกรธจนร่างกายสั่นเทา หยาดน้ำตาค่อย ๆ ไหลออกจากดวงตา
นางไม่เข้าใจเลยว่าพี่ชายซึ่งเติบโตมาด้วยกัน เหตุใดจึงกลายเป็นคนเลวทรามไม่ต่างจากเดรัจฉานได้ถึงเพียงนี้
ยูรันถอนหายใจ ก่อนลุกขึ้นจากที่นั่ง
เขายกมือลูบศีรษะเด็ก ๆ ซึ่งยืนอยู่ใกล้ตัวทีละคน แล้วก้าวออกมาด้านหน้า
“ล่ำลากันเสร็จแล้วใช่หรือเปล่า?”
ทุกสายตาหันมาหาเขาพร้อมกัน
ยูรันเงยหน้ามองต้วนเยี่ยหลัวอย่างเบื่อหน่าย
“เดิมทีข้าคาดหวังว่าจะได้เห็นท่านแม่กระทืบเจ้าสวะซึ่งพึ่งพาโอสถจนฝืนขึ้นมาถึงระดับมหายานสักหน่อย”
เขาส่ายหน้าเบา ๆ
“แต่มาถึงตอนนี้ ดูเหมือนข้าคงต้องจัดการเองเสียแล้ว”
จากนั้นสายตาของเขาก็เลื่อนไปหยุดบนเยวียนหลิงเฟิง
“น่าเบื่อจริง ข้าอุตส่าห์เตรียมทุกอย่างเอาไว้ตั้งมากมาย แต่เจ้ากลับพูดเรื่องซึ่งไม่สมควรพูดออกมาเสียได้”
ยูรันก้าวออกจากโถงอย่างช้า ๆ
ผู้คนรอบข้างมองหน้ากันด้วยความสงสัย
[เรื่องซึ่งไม่สมควรพูด?]
เยวียนชิงเหยารีบเรียกบุตรชายเอาไว้
“รันเอ๋อร์ คำพูดของเจ้าหมายความว่าอย่างไร?”
ยูรันหยุดฝีเท้า ก่อนตอบโดยไม่หันกลับมา
“ก็หมายความตามที่พูด”
เยวียนชิงเหยาเหลือบมองเยวียนหลิงซวงซึ่งยังคงมีน้ำตาอยู่บนใบหน้า ก่อนดวงตาจะเบิกกว้างขึ้นเล็กน้อย
“หรือว่าเจ้ารักนางในเชิงชู้สาว?”
“...”
ทั่วทั้งบริเวณเงียบสนิทลงในพริบตา
ยูรันหันกลับมามองมารดาด้วยคิ้วซึ่งขมวดเข้าหากัน
“อะไรทำให้ท่านแม่คิดไปถึงเรื่องนั้นได้?”
เยวียนหลิงเฟิงแค่นหัวเราะจากบนท้องฟ้า
“ฮ่า! ในที่สุดเจ้าก็เปิดเผยธาตุแท้ของตนเองออกมาแล้วสินะ!”
ยูรันยกมือขึ้นโบกอย่างรำคาญ
“บลา ๆๆ เจ้าจะพล่ามอะไรนักหนา?”
เขาเอียงศีรษะ ทำท่าครุ่นคิดอยู่ครู่หนึ่ง
“เมื่อครู่เจ้าพูดว่าอะไรนะ? อืม...”
จากนั้นจึงเลียนน้ำเสียงของเยวียนหลิงเฟิง
“เจ้าแอบหลงรักมัน เจ้าคอยเข้าข้างมันอย่างผิดปกติถึงเพียงนั้น ทุกคนล้วนมองออก ยังคิดจะโกหกไปถึงเมื่อใด?”
เยวียนหลิงเฟิงแค่นเสียง
“ใช่ แล้วอย่างไร? คิดจะแก้ตัวแทนนางหรือ?”
“แก้ตัว?”
ยูรันลูบคางอย่างครุ่นคิด
“จะกล่าวอย่างไรดี...น้ำเสียงของเจ้าเมื่อครู่ฟังดูเหมือนสามีจับได้ว่าภรรยาของตนกำลังมีใจให้ชายอื่นมากกว่า”
“...”
สีหน้าของผู้คนทั่วทั้งบริเวณพลันแข็งค้าง
ยูรันกล่าวต่อด้วยท่าทีจริงจัง
“แทนที่จะบอกว่าน้องสาวของเจ้าหลงรักข้า สู้บอกว่าเจ้าต่างหากที่คิดไม่ซื่อกับน้องสาวตนเอง แต่พอไม่สมหวังจึงโกรธแค้นและคิดขายนางให้ผู้อื่น แบบนั้นน่าจะเข้ากับคำพูดของเจ้ามากกว่า”
เขาเงยหน้าขึ้นถาม
“เจ้าว่าใช่หรือเปล่า?”
ทั่วทั้งตำหนักตกอยู่ในความเงียบงันอย่างสมบูรณ์
เยวียนหลิงซวงเบิกตากว้าง ขณะที่เยวียนจิ้งซานกับกู้หรงฮวาหันไปมองบุตรชายด้วยสีหน้าประหลาด
ใบหน้าของเยวียนหลิงเฟิงเปลี่ยนเป็นสีเขียวคล้ำ
“เจ้าพูดบ้าอะไรของเจ้า?! ข้าไม่เคยคิดเรื่องอุบาทว์เช่นนั้น!”