คลังนิยายพันธสัญญาแห่งดวงดาว

ตอนเผยแพร่

อ่านนิยาย

ตอนที่ 443 พวกเราไม่มีสิ่งใดจะกล่าวแล้ว8,051 ตัวอักษร

ตอนที่ 443 พวกเราไม่มีสิ่งใดจะกล่าวแล้ว

ยูรันมองเยวียนหลิงเฟิงอยู่ครู่หนึ่ง ก่อนรอยยิ้มบาง ๆ จะปรากฏขึ้นบนใบหน้า

“ถ้าเช่นนั้นก็สาบานสิ”

เขาชี้ไปทางเยวียนหลิงซวง

“ให้นางสาบานว่าไม่ได้คิดกับข้าในเชิงชู้สาว ส่วนเจ้าก็สาบานว่าไม่เคยมีความคิดล่วงเกินน้องสาวของตนเอง”

“เพียงเท่านี้ก็รู้แล้วว่าใครกำลังโกหก”

เยวียนหลิงซวงไม่ลังเลแม้แต่น้อย นางยกมือขึ้นเหนือศีรษะแล้วกล่าวคำสาบานทันที

“ข้าขอสาบานต่อสวรรค์ หากข้าเคยคิดไม่ซื่อกับท่านพี่ ขอให้ทัณฑ์สวรรค์ผ่าร่างข้าจนดับสูญเดี๋ยวนี้!”

สิ้นเสียงของนาง ท้องฟ้ายังคงเงียบสงบ ไม่มีทัณฑ์สวรรค์หรือความผิดปกติใดปรากฏขึ้น

สายตาทุกคู่จึงเลื่อนไปหยุดบนเยวียนหลิงเฟิง

ทว่าเขากลับยืนนิ่ง ใบหน้าเริ่มซีดลงทีละน้อย ไม่ว่าจะพยายามเพียงใดก็ไม่อาจกล่าวคำสาบานออกมาได้

เพราะสิ่งที่ยูรันกล่าวหาไม่ใช่เรื่องแต่งขึ้นทั้งหมด

เยวียนหลิงเฟิงไม่เพียงเคยคิดล่วงเกินเยวียนหลิงซวง แต่ภายในจิตใจอันบิดเบี้ยว เขายังเคยมีความคิดเช่นเดียวกันต่อพี่สาวและน้องสาวคนอื่นอีกด้วย

ความเงียบของเขากลายเป็นคำตอบอย่างชัดเจน

เยวียนจิ้งซานชี้หน้าบุตรชายด้วยมือซึ่งสั่นสะท้าน

“เจ้า...เจ้า...”

เส้นเลือดบนหน้าผากของเขาปูดขึ้น ก่อนเสียงตวาดจะระเบิดออกมา

“ไอ้ลูกทรพี! นางเป็นน้องสาวแท้ ๆ ของเจ้านะ!”

กู้หรงฮวารู้สึกโลกทั้งใบหมุนคว้าง

“ไม่จริง...นี่ไม่ใช่เรื่องจริงใช่ไหม หลิงเฟิง?”

นางกระอักเลือดออกมาคำใหญ่ ก่อนร่างจะอ่อนแรงจนเยวียนจิ้งซานต้องรีบเข้าไปประคอง

“หรงฮวา!”

เขาหันกลับไปมองบุตรชายด้วยดวงตาแดงก่ำ

“ดูสิว่าเจ้าทำอะไรลงไป!”

โม่ชิงเฟิงยกมือขึ้นอย่างลังเล

“เดี๋ยวก่อน ข้าขอถามอีกเรื่องหนึ่งได้หรือไม่?”

นางมองเยวียนหลิงเฟิงด้วยสีหน้ารังเกียจ

“เจ้าคงไม่ได้คิดล่วงเกินพี่น้องของตนเองทุกคนหรอกนะ?”

นางเว้นจังหวะ ก่อนชี้ไปทางกู้หรงฮวากับเยวียนชิงเหยา

“หรือแม้กระทั่งมารดาของตนเองกับมารดาของผู้อื่น...อย่างเช่นท่านแม่ชิงเหยา?”

บรรยากาศทั่วทั้งบริเวณพลันแปลกประหลาดจนแทบแข็งตัว

เยวียนหลิงเฟิงมีสีหน้าเขียวคล้ำ แต่แทนที่จะปฏิเสธ เขากลับตวาดออกมาอย่างคลุ้มคลั่ง

“แล้วอย่างไร?!”

“หากท่านป้าชิงเหยาพ่ายแพ้ สุดท้ายนางก็ต้องกลายเป็นเตาหลอมให้พวกเราอยู่ดี มันแตกต่างกันตรงไหน?!”

ทุกคนมองเยวียนหลิงเฟิงอย่างไม่อยากเชื่อหูของตนเอง

บ้าไปแล้ว

ชายผู้นี้เสียสติไปแล้วอย่างแท้จริง

ทันใดนั้น ยูรันก็เงยหน้าขึ้นและระเบิดเสียงหัวเราะออกมา

“ฮ่า ๆๆๆ!”

เสียงหัวเราะของเขาดังก้องไปทั่วตำหนัก ทว่าภายในกลับไม่มีความสนุกสนานเจือปนอยู่แม้แต่น้อย มีเพียงความเย็นเยียบซึ่งทำให้ผู้ฟังขนลุกไปทั้งร่าง

ยูรันหัวเราะอยู่นานหลายอึดใจ ก่อนเสียงทั้งหมดจะหยุดลงอย่างกะทันหัน

เยวียนหลิงเฟิงแค่นเสียง

“รู้ตัวว่ากำลังจะตาย จึงเสียสติไปแล้วหรืออย่างไร?”

ยูรันมองเขาด้วยแววตาเศร้าสร้อย

“เปล่า”

“ข้าเพียงไม่คิดว่าเรื่องจะเลวร้ายจนต้องจัดการพวกเจ้าด้วยตนเองจริง ๆ”

เยวียนหลิงเฟิงหัวเราะเยาะ

“จัดการพวกข้า?”

“เจ้าเป็นเพียงผู้ฝึกตนระดับแก่นทองคำตัวเล็ก ๆ ยังกล้ากล่าวว่าจะเอาชนะพวกเราอีกหรือ?”

ยูรันไม่ตอบ เขาเพียงค่อย ๆ ลืมตาขึ้น แล้วมองอีกฝ่ายด้วยความสงบนิ่ง

ประกายดารานับไม่ถ้วนเคลื่อนไหวอยู่ภายในดวงตาคู่นั้น ราวกับจักรวาลทั้งผืนกำลังหมุนเวียนอยู่เบื้องหลังม่านตา

เยวียนหลิงเฟิงเบิกตากว้าง

“เจ้า...เจ้าไม่ได้ตาบอดหรือ? แล้วดวงตาคู่นั้นมันอะไรกัน?!”

ต้วนเยี่ยหลัวชะงักไปชั่วขณะ ความรู้สึกคุ้นเคยบางอย่างผุดขึ้นภายในความทรงจำ

[ดวงตาคู่นั้น...ข้าเคยได้ยินเรื่องของมันจากที่ใดสักแห่ง เหตุใดจึงนึกไม่ออก?]

ผู้ที่เคยเห็นดวงตาของยูรันมาก่อนยังคงสงบนิ่ง ส่วนเหล่าญาติจากสายรองซึ่งไม่เคยเห็นต่างพากันตกตะลึงจนพูดไม่ออก

เยวียนเหวินอวี้ยกมือขึ้นทันที

“ข้าเคยเห็นดวงตาของท่านพี่แล้ว งดงามมากเลยเจ้าค่ะ!”

นางเอียงศีรษะอย่างไม่เข้าใจ

“แล้วท่านพี่ก็ไม่เคยบอกสักหน่อยว่าตนเองตาบอด!”

เยวียนหลิงเฟิงหันขวับ

“อะไรนะ?!”

ยูรันไม่คิดอธิบาย เขาประกบฝ่ามือเข้าหากัน

“สุดยอดผนึก...”

พลังอันลึกล้ำแผ่กระจายออกจากร่าง ก่อนเสียงเย็นเรียบจะดังขึ้นเป็นคำสุดท้าย

“ประตูเทพพิชิต”

ครืนนนน!

ประตูขนาดมหึมาหลายบานปรากฏขึ้นเหนือศีรษะของต้วนเยี่ยหลัว ฉู่เหวินจวิน และเยวียนหลิงเฟิง ก่อนตกลงมาด้วยความเร็วซึ่งไม่มีผู้ใดตอบสนองทัน

ปัง! ปัง! ปัง!

ประตูแต่ละบานกดทับลงบนลำคอ แขน ขา ข้อมือ ข้อเท้า และลำตัวของทั้งสาม ผนึกพลังทั่วร่างเอาไว้อย่างสมบูรณ์

ร่างทั้งสามร่วงลงจากท้องฟ้า ก่อนกระแทกพื้นอย่างรุนแรงจนลานหินแตกร้าวเป็นวงกว้าง

ยูรันเดินออกจากโถงอย่างไม่รีบร้อน

“ข้าไม่ชอบเท่าไรนักที่ต้องเงยหน้ามองพวกโสมม”

เยวียนหลิงเฟิงดิ้นรนอย่างบ้าคลั่ง แต่กลับไม่อาจขยับร่างกายได้แม้แต่น้อย

“อ๊ากกก! เจ้าทำอะไรลงไป?! ประตูพวกนี้มันคืออะไรกัน?!”

ต้วนเยี่ยหลัวเองก็เต็มไปด้วยความหวาดกลัว เหงื่อเย็นไหลซึมออกมาทั่วใบหน้า

[ประตูเทพพิชิต...นี่มันวิชาเซียนในตำนานไม่ใช่หรือ?!]

[เหตุใดเด็กคนนี้จึงสามารถใช้วิชาเซียนได้?!]

ต้วนเยี่ยหลัวรวบรวมความกล้า ก่อนตะโกนถามด้วยเสียงสั่นเครือ

“เดี๋ยวก่อน!”

“เจ้าเป็นใครกันแน่? เหตุใดผู้ฝึกตนระดับแก่นทองคำอย่างเจ้าจึงสามารถใช้วิชาเซียนได้?!”

เขาพยายามดิ้นรนอยู่ใต้ประตูเทพ ทว่าร่างกายกลับไม่ตอบสนองแม้แต่น้อย

“สุดยอดผนึก ประตูเทพพิชิต...มันคือวิชาของมหาเซียนระดับสูงสุด ไม่มีผู้ใดสามารถเลียนแบบได้ และยังหายสาบสูญไปนานกว่าหนึ่งแสนปีแล้ว!”

ต้วนเยี่ยหลัวจ้องยูรันด้วยแววตาหวาดกลัว

“แล้วเหตุใดเจ้าจึงใช้มันได้?!”

“อะไรนะ? วิชาของมหาเซียนระดับสูงสุดอย่างนั้นหรือ?!”

เสียงอุทานดังขึ้นทั่วทั้งบริเวณ ผู้คนซึ่งไม่เคยรู้จักที่มาของประตูเทพพิชิตต่างพากันมองยูรันด้วยความตกตะลึง

ทว่ายูรันกลับส่ายหน้า

“ผิดแล้ว”

ต้วนเยี่ยหลัวชะงัก

“ผิดตรงไหน?”

“หนึ่งแสนปีน้อยเกินไปหน่อย”

ยูรันเหลือบมองประตูเทพซึ่งกดตรึงร่างทั้งสาม

“ระยะเวลาที่วิชานี้หายสาบสูญไม่อาจนับเป็นจำนวนปีได้อีกแล้ว ต้องนับด้วยวัฏจักรของโลกต่างหาก”

เสียงสูดลมหายใจดังขึ้นพร้อมกันทั่วทั้งตำหนัก

“ซี้ดดดด!”

ใบหน้าของต้วนเยี่ยหลัวเต็มไปด้วยความสิ้นหวัง เขารู้ดีว่าผู้ถูกประตูเทพพิชิตกดทับจะตกอยู่ภายใต้ผนึกอย่างสมบูรณ์

ไม่เพียงไม่อาจเคลื่อนไหว แม้แต่การโคจรพลังหรือขยับนิ้วเพียงเล็กน้อยก็ไม่สามารถทำได้ สิ่งเดียวที่ยังหลงเหลือคือประสาทสัมผัสพื้นฐานซึ่งทำให้รับรู้ทุกสิ่งที่กำลังเกิดขึ้นกับตนเอง

ยูรันลูบคางอย่างครุ่นคิด

“แต่เรื่องน่าแปลกใจคือเจ้ากลับรู้จักวิชานี้”

เขายกมุมปากขึ้นเล็กน้อย

“ข้าจะบอกให้อย่างหนึ่ง ประตูเทพพิชิตไม่ใช่วิชาของมหาเซียนระดับสูงสุดอย่างที่เจ้าคิด”

ต้วนเยี่ยหลัวเบิกตากว้างกว่าเดิม

“ถ้าเช่นนั้นมันคือ—”

“รู้ไว้เพียงเท่านี้ก็พอ”

ยูรันตัดบท น้ำเสียงของเขาเย็นเยียบลง

“ผู้ใดมีสิ่งใดอยากกล่าว ก็ล่ำลากันให้เรียบร้อย หลังจากนี้พวกมันจะไม่มีโอกาสอีกแล้ว”

เยวียนหลิงซวงเช็ดน้ำตาบนใบหน้า ก่อนกล่าวโดยไม่มองพี่ชายอีก

“ข้าไม่มีสิ่งใดจะพูดกับเดรัจฉานผู้นี้แล้วเจ้าค่ะ”

เยวียนจิ้งซานกำหมัดแน่น

“ข้าก็ไม่มี!”

เขามองบุตรชายด้วยแววตาผิดหวังอย่างถึงที่สุด

“มันเลือกทางเดินของตนเองแล้ว และสมควรได้รับผลจากสิ่งที่ทำ”

เยวียนหลิงเฟิงเริ่มตื่นตระหนก

“ท่านพ่อ ท่านแม่...หลิงซวง พวกเจ้าฟังข้าก่อน!”

ไม่มีผู้ใดหันกลับไปมองเขาอีก ราวกับสายสัมพันธ์ทั้งหมดถูกตัดขาดลงในวินาทีนั้น

ฉู่เหวินจวินเห็นแม้แต่ต้วนเยี่ยหลัวซึ่งอยู่ระดับมหายานขั้นกลางยังถูกผนึกได้อย่างง่ายดาย ความเย่อหยิ่งบนใบหน้าจึงสลายหายไปจนหมด

เขาเงยหน้ามองบิดา มารดา น้องชายคนที่สาม น้องสาวคนที่สี่ และคู่หมั้นของตนเองทีละคน

“ท่านพ่อ ท่านแม่...”

ฉู่เทียนเหิงเดินเข้าไปหา ก่อนตบหน้าบุตรชายอย่างแรง

เพียะ!

“ข้าไม่มีลูกชายอย่างเจ้า!”

หลัวซูอิงมองฉู่เหวินจวินด้วยหยาดน้ำตาซึ่งไหลอาบแก้ม

“ข้าเคยเสียลูกชายไปเพราะโรคร้ายหนึ่งคน ความเจ็บปวดในครั้งนั้นก็มากเกินพอแล้ว”

เสียงของนางสั่นเครือ

“แต่เจ้ากลับเลือกทำเรื่องเช่นนี้ด้วยตนเอง หากวันนี้คุณชายใหญ่ไม่ได้อยู่ที่นี่ พวกเราทุกคนคงถูกนำไปเป็นเตาหลอมเพราะเจ้า!”

กล่าวจบ หลัวซูอิงก็เบือนหน้าหนี ไม่คิดมองบุตรชายอีก

ฉู่เหวินจวินรีบเรียกน้องชาย

“เหวินไค...”

“หุบปาก!”

ฉู่เหวินไคตวาดสวนทันที

“ข้าบอกเจ้าแล้วว่าอย่าลากข้าไปตายด้วย แต่เจ้ากลับไม่ยอมฟังเอง!”

เขาชี้หน้าพี่ชายด้วยความโกรธ

“เจ้าชอบดูถูกว่าข้าโง่ แต่ข้าไม่ได้โง่จนขายครอบครัวของตนเอง!”

ฉู่เหวินจวินหันไปหาน้องสาวแทน

“โหรวเอ๋อร์...”

ฉู่เหวินโหรวส่ายหน้า ก่อนถอยห่างออกไปหนึ่งก้าว

“อย่าเรียกข้าด้วยชื่อนั้นอีก”

นางมองเขาด้วยสายตาเย็นชา

“ทุกอย่างเป็นดังที่ท่านแม่กล่าว จากวันนี้ไป ท่านไม่ใช่พี่ใหญ่ของข้าอีกแล้ว”

ทางเลือกสุดท้ายของฉู่เหวินจวินจึงเหลือเพียงหญิงสาวซึ่งเคยยืนอยู่ข้างกายเขามาตลอด

“เสวี่ยหลัว...”

จี้เสวี่ยหลัวมองเขาเป็นครั้งสุดท้าย

“ข้าไม่ได้รักเจ้าอีกต่อไปแล้ว”

ฉู่เหวินจวินแค่นหัวเราะ ทั้งที่ดวงตาเต็มไปด้วยความหวาดกลัว

“ฮ่า! เจ้าไม่เคยรักข้าอยู่แล้วต่างหาก!”

จี้เสวี่ยหลัวส่ายหน้าช้า ๆ

“ข้าเคยรักเจ้า”

นางหลับตาลง ก่อนกล่าวถ้อยคำสุดท้ายอย่างชัดเจน

“แต่ความรู้สึกทั้งหมดได้ตายลงในวันนี้แล้ว”

จี้เสวี่ยหลัวหันหลังเดินกลับไปหายูรัน ระหว่างนั้นสายตาของนางพลันสบเข้ากับดวงตาซึ่งเต็มไปด้วยประกายดาราคู่นั้น

หัวใจของนางสั่นไหวขึ้นชั่วขณะ ความงดงามลึกล้ำซึ่งอยู่ตรงหน้าทำให้นางยากจะละสายตา

ทว่าจี้เสวี่ยหลัวรีบสงบจิตใจ ก่อนประสานมือให้ยูรัน

“คุณชาย โปรดจัดการพวกเขาเถอะเจ้าค่ะ”

นางไม่หันกลับไปมองอดีตคู่หมั้นอีก

“พวกเราไม่มีสิ่งใดจะกล่าวแล้ว”