คลังนิยายพันธสัญญาแห่งดวงดาว

ตอนเผยแพร่

อ่านนิยาย

ตอนที่ 444 ไม่ได้ผุดไม่ได้เกิดอีกชั่วนิรันดร์7,734 ตัวอักษร

ตอนที่ 444 ไม่ได้ผุดไม่ได้เกิดอีกชั่วนิรันดร์

ยูรันกวาดสายตามองผู้คนรอบกาย เมื่อเห็นว่าไม่มีผู้ใดคิดกล่าวสิ่งใดอีก เขาจึงถอนหายใจออกมา

“เดิมทีข้าคิดจะใช้เจ้าสวะระดับมหายานเป็นคู่ซ้อมให้ท่านแม่ เผื่อนางจะได้ขยับเข้าใกล้มหายานขั้นกลางขึ้นอีกสักหน่อย”

เขาเหลือบมองเยวียนหลิงเฟิง

“แต่เจ้ากลับทำทุกอย่างพังหมด ท่านแม่จึงไม่มีโอกาสได้ออกแรงแม้แต่นิดเดียว”

แววตาของยูรันเย็นเยียบลง

“ยิ่งไปกว่านั้น เจ้ายังมีความคิดล่วงเกินน้องสาวของตนเอง จนทำให้ข้าต้องจัดการเรื่องนี้ด้วยตัวเอง”

ยูรันยกมือขึ้นประสานมุทรา

“พันธะแห่งดวงดาว”

“ข้าขอสละแสงสว่าง...”

“สิบห้าวัน”

ครั้งนี้เขาไม่ได้เรียกคืนเนตรดาราสวรรค์ระดับสูงสุด หากแต่ขอหยิบยืมอำนาจเพียงวิถีเดียว

“วิถีนรก...”

“การพิพากษา”

“ระยะเวลารับโทษ...”

“ชั่วกัปชั่วกัลป์”

ครืนนนน!

พลังซึ่งมองไม่เห็นแผ่ปกคลุมไปทั่วตำหนัก ดวงตาของยูรันยังคงเป็นเนตรดาราสวรรค์ขั้นแรกประกายดาราดังเดิม ไม่ได้เปลี่ยนรูปลักษณ์แม้แต่น้อย

ทว่าหยาดน้ำตาซึ่งไหลออกจากดวงตาทั้งสองข้างกลับเป็นสีแดงฉาน

โลหิตสองสายไหลอาบแก้มของเขาอย่างช้า ๆ

หลิงเยวี่ยหน้าถอดสี ความเจ็บปวดแล่นผ่านหัวใจจนไม่อาจยืนมองอยู่เฉย ๆ นางรีบเดินเข้าไปกอดเขาแน่น

“สามี...”

ยูรันยกมือลูบแผ่นหลังของนาง

“ข้าไม่ได้เป็นอะไร”

เซี่ยเยว่หลีเดินเข้ามากอดเขาจากอีกด้านหนึ่งโดยไม่ลังเล

ยูรันชะงักเล็กน้อย

“เจ้าไม่เป็นอะไรแล้วหรือ? เมื่อครู่เพิ่งถูกท่านแม่ของข้า—”

“ข้าไม่เป็นอะไร”

เซี่ยเยว่หลีตัดบท ก่อนเงยหน้ามองคราบโลหิตบนใบหน้าของเขา

“เจ้าต่างหากที่น่าเป็นห่วง นี่ไม่เหมือนอาการปกติของเจ้าเลย”

ไป๋หลิงพยักหน้าแรง ๆ ก่อนเข้ามากอดเขาอีกคน

“ใช่แล้วสามี ท่านกำลังหลั่งน้ำตาออกมาเป็นโลหิตนะ”

ยูรันตอบตามตรง

“อืม เป็นเช่นนั้น”

หนานอวี้ หลานชิงอวี้ โม่ชิงเฟิง หลัวจินหยาง หลัวจินเยว่ และเซี่ยหลานอิงทยอยเดินเข้ามาหาเขาทีละคน

ไม่มีผู้ใดสนใจศัตรูซึ่งถูกผนึกอยู่บนพื้นอีก สิ่งเดียวที่พวกนางมองเห็นในเวลานี้คือโลหิตซึ่งยังคงไหลลงจากดวงตาของคนรัก

ซูเม่ยเหยายกมือขึ้นเช็ดเลือดบนแก้มของยูรันอย่างแผ่วเบา

“สามี ข้าเจ็บปวดใจเหลือเกิน”

ยูรันจับมือนางเอาไว้

“ข้าทำให้เจ้าเจ็บปวดแล้ว”

ซูเม่ยเหยาไม่ตอบ นางเพียงโผเข้าไปกอดเขา ตามด้วยเซียวซินเยวี่ย มู่เสวี่ยหนิง และมู่หรงฉิน

ลู่ชิงถานเดินเข้ามาเป็นคนสุดท้ายในกลุ่ม ดวงตาของนางแดงก่ำ น้ำตาไหลอาบใบหน้าไม่ขาดสาย

“ท่านพี่...”

ยูรันยกมือลูบศีรษะนางเบา ๆ

“ไม่เป็นอะไรนะ เด็กดี”

เฟิงซูหลานเองก็ไม่อาจทนมองต่อไปได้

“ข้ารักเจ้า เห็นเจ้าเป็นเช่นนี้แล้วข้าเจ็บปวดใจเหลือเกิน”

“ข้าก็เหมือนกัน” เหอหว่านชิงกล่าวขึ้น

สองสหายเดินเข้าไปกอดเขาพร้อมกัน โดยไม่มีผู้ใดคิดหาเรื่องผลักอีกฝ่ายออกเหมือนที่ผ่านมา

สุ่ยหลานอิงกับสุ่ยหลานซีสบตากัน ก่อนเข้าไปยืนอยู่ตรงหน้าเขา

“ท่านพี่ พวกเราเองก็รักท่านนะเจ้าคะ”

ยูรันพยักหน้ารับ

“ข้ารู้แล้ว”

เสียงร้องไห้ดังขึ้นจากด้านข้าง

“ท่านพี่ แงงงง!”

เยวียนชิงฝูวิ่งเข้ามากอดเอวเขาแน่น

ยูรันลูบศีรษะน้องสาวอย่างเอ็นดู

“เจ้าเด็กขี้อ้อนนี่”

จากนั้นเขาจึงหันไปหาเยวียนชิงลู่

หญิงสาวพยายามข่มอารมณ์เอาไว้ ทว่าสุดท้ายก็ทนไม่ไหว นางวิ่งเข้ามากอดพี่ชายโดยไม่กล่าวสิ่งใด หยาดน้ำตาไหลออกมาไม่ขาดสาย

[ท่านพี่ต้องเจ็บปวดเพียงใดกัน...]

ไป๋จิ้งเหวิน ลู่เหยียนหนิง และเยวียนชิงเหยารีบเดินเข้ามาพร้อมกัน

“รันเอ๋อร์...” ไป๋จิ้งเหวินเรียกเขาด้วยเสียงสั่น

ลู่เหยียนหนิงมองโลหิตซึ่งเปรอะเปื้อนใบหน้าอย่างร้อนใจ

“เหตุใดเลือดจึงไหลออกมามากมายถึงเพียงนี้?”

เยวียนชิงเหยาใช้ชายแขนเสื้อเช็ดเลือดให้บุตรชาย แต่ไม่ว่าจะเช็ดเท่าไร โลหิตสายใหม่ก็ยังคงไหลออกมา

“รันเอ๋อร์ เหตุใดเลือดจึงไม่ยอมหยุดไหล?”

ยูรันปล่อยให้มารดาเช็ดใบหน้า ก่อนกล่าวปลอบโยน

“เพราะในเวลานี้ข้ากำลังเศร้าโศก”

“แต่ท่านแม่ไม่ต้องกังวล มันจะเป็นเช่นนี้อีกไม่นาน”

เยวียนชิงเหยามองบุตรชายด้วยความปวดใจ

“เจ้าคงเสียใจมากสินะที่ต้องลงมือกับผู้มีสายเลือดเดียวกัน”

ยูรันส่ายหน้า

“ไม่ใช่เช่นนั้นหรอก ท่านแม่”

ภาพตรงหน้าทำให้หัวใจของฉู่เหวินโหรวสั่นสะท้าน

ชายผู้ถูกเข้าใจว่าเย็นชาและไม่สนใจผู้ใดกำลังหลั่งน้ำตาเป็นโลหิต ขณะเดียวกัน เขากลับคอยปลอบโยนทุกคนรอบกายโดยไม่เอ่ยถึงความเจ็บปวดของตนเองแม้แต่คำเดียว

กำแพงแห่งศักดิ์ศรีและความแข็งกร้าวภายในใจของนางพังทลายลงอย่างสมบูรณ์

[ข้า...ตกหลุมรักเขาแล้วหรือ?]

จี้เสวี่ยหลัวเองก็ไม่ต่างกัน

นางมองเหล่าสตรีซึ่งกำลังกอดยูรันและร้องไห้เพื่อเขา ความรักของคนเหล่านั้นไม่ได้เกิดจากอำนาจ ตำแหน่ง หรือการบังคับ แต่เป็นความผูกพันซึ่งลึกซึ้งจนไม่อาจเสแสร้งได้

ยิ่งไปกว่านั้น คนที่กำลังหลั่งโลหิตกลับเป็นฝ่ายปลอบโยนพวกนางทุกคนก่อนเสมอ

ความคิดหนึ่งผุดขึ้นภายในใจของจี้เสวี่ยหลัวโดยไม่ทันตั้งตัว

[บางที...หากได้แต่งงานกับเขา ต่อให้อยู่ในฐานะอนุก็อาจไม่เลวร้ายนัก]

เมื่อความคิดนั้นเกิดขึ้น กำแพงภายในใจของนางก็เริ่มแตกร้าวลงทีละน้อย

ผู้คนจำนวนมากรอบบริเวณเริ่มร้องไห้ตาม แม้พยายามกลั้นเอาไว้ก็ไม่อาจทำได้

ยูรันรอจนทุกคนสงบลงเล็กน้อย ก่อนเดินไปหยุดตรงหน้าผู้ถูกผนึกทั้งสาม

ฉู่เหวินจวินมองภาพทั้งหมดด้วยความรังเกียจ

“จะรออะไรอยู่อีก? รีบสังหารข้าเสียที!”

เขาถ่มน้ำลายลงบนพื้น

“ทำเป็นรักใคร่ห่วงใยกัน แต่ภายในคงเน่าเฟะไม่ต่างจากคนอื่น น่าขยะแขยง!”

ยูรันมองเขาด้วยสีหน้าสงบนิ่ง

“ข้าไม่เคยสังหารผู้ใดในโลกใบนี้”

ฉู่เหวินจวินชะงัก ก่อนหัวเราะเยาะออกมา

“อย่าคิดหลอกข้าเสียให้ยาก คนอย่างเจ้านี่นะไม่เคยสังหารผู้ใด?”

“ช่างเหลวไหลสิ้นดี!”

ทว่าต้วนเยี่ยหลัวกลับจ้องดวงตาซึ่งกำลังหลั่งโลหิตคู่นั้นด้วยร่างกายสั่นเทา

ความหวาดกลัวบนใบหน้าของเขารุนแรงยิ่งกว่าตอนถูกประตูเทพพิชิตกดทับเสียอีก

“ไม่...”

ฉู่เหวินจวินหันไปมอง

“อะไร? เจ้าเป็นอะไรไป?”

ต้วนเยี่ยหลัวส่ายหน้าอย่างบ้าคลั่ง

“เขาพูดจริง!”

เสียงของเขาแหลมสูงขึ้นเพราะความหวาดกลัว

“เขาไม่เคยสังหารผู้ใดในโลกใบนี้ และต่อจากนี้เขาก็จะไม่สังหารผู้ใดทั้งนั้น!”

ต้วนเยี่ยหลัวพยายามดิ้นรนอยู่ใต้ประตูเทพ ก่อนตะโกนวิงวอนสุดเสียง

“ฆ่าข้าเถอะ! ได้โปรดสังหารข้าเสียเดี๋ยวนี้!”

ฉู่เหวินจวินมองเขาราวกับกำลังมองคนเสียสติ

“เจ้าบ้าไปแล้วหรืออย่างไร? ในเมื่อพวกเราต้องตายอยู่แล้ว เหตุใดต้องร้องขอให้มันสังหารเจ้าด้วย?!”

ต้วนเยี่ยหลัวตวาดกลับทั้งที่ใบหน้าเต็มไปด้วยความสิ้นหวัง

“ไอ้โง่เอ๊ย!”

“เขาไม่สังหารผู้ใด เพราะเขาไม่มีความจำเป็นต้องสังหารต่างหาก!”

ฉู่เหวินจวินขมวดคิ้วแน่น

“หมายความว่าอย่างไร?”

ต้วนเยี่ยหลัวจ้องดวงตาของยูรัน ความทรงจำซึ่งเคยเลือนรางค่อย ๆ แจ่มชัดขึ้นทุกขณะ

“ดวงตาคู่นั้น...ข้าจำได้แล้ว”

น้ำเสียงของเขาสั่นสะท้าน

“ในอดีตเคยมีสตรีผู้หนึ่งเล่าให้ข้าฟัง นางกล่าวว่าดวงตาเช่นนี้จะปรากฏขึ้นเฉพาะกับผู้ซึ่งได้รับเลือกจากหมู่ดาวเท่านั้น”

“มันครอบครองอำนาจสูงสุดซึ่งสืบทอดจากหลักธรรมมหายานและวัชรยานในยุคบรรพกาล ต้นกำเนิดของมันถูกเรียกว่า ‘วงล้อแห่งชีวิต’ ส่วนผู้ถือครองจะได้รับสมญานามว่า...”

ต้วนเยี่ยหลัวสูดลมหายใจเข้าลึก

“ผู้ก้าวข้ามสังสารวัฏ”

สายตาของผู้คนรอบลานต่างจับจ้องไปยังยูรันโดยไม่รู้ตัว

ต้วนเยี่ยหลัวกล่าวต่อ

“นางเคยเตือนข้าว่า หากผู้ถือครองเนตรพบเจอกับผู้มีจิตใจสะอาดดุจสายน้ำ บริสุทธิ์ปราศจากบาป ประกอบกับที่พลังเหนือกว่าอย่างท่วมท้นยังสามารถเอาชนะเขาได้”

สีหน้าของเขายิ่งซีดเผือกลง

“แต่ถ้า...”

ฉู่เหวินจวินรีบถาม

“แต่ถ้าอะไร?!”

ต้วนเยี่ยหลัวกลืนน้ำลายอย่างยากลำบาก ก่อนตะโกนคำตอบออกมาสุดเสียง

“แต่ถ้าผู้ที่เผชิญหน้ากับเขาเป็นคนบาปหนา ต่อให้มีพลังล้นฟ้า ต่อให้เป็นเทพเซียน เทวดา ภูตผี ราชา มหาจักรพรรดิ หรือแม้กระทั่งเทพเจ้า ก็ไม่มีวันเอาชนะได้!”

“เมื่ออยู่ต่อหน้าดวงตาของผู้ก้าวข้ามสังสารวัฏ ต่อให้ผู้ถือครองเป็นเพียงมนุษย์ธรรมดาซึ่งไร้พลัง ผู้มีบาปก็ยังไม่อาจต่อต้านอำนาจแห่งการพิพากษา!”

ต้วนเยี่ยหลัวเหลือบมองประตูเทพพิชิตซึ่งกดตรึงร่างตนเอง ความสิ้นหวังเอ่อล้นออกมาจากดวงตา

“นี่คือเหตุผลที่ข้าถูกผนึกได้อย่างง่ายดาย!”

“เพราะผู้ถือครองเนตรคู่นั้นถือกำเนิดมาเพื่อพิพากษาและลงทัณฑ์คนบาป!”

ฉู่เหวินจวินเริ่มรู้สึกถึงลางร้าย เขาพยายามดิ้นรนอีกครั้ง แต่ร่างกายยังคงไม่อาจขยับได้แม้แต่น้อย

“แล้วเหตุใดเจ้าจึงร้องขอให้เขาฆ่า?”

ต้วนเยี่ยหลัวหันขวับไปมอง

“เพราะนางยังเตือนข้าอีกเรื่องหนึ่ง!”

เสียงของเขาแตกพร่าเพราะความหวาดกลัว

“หากพบผู้ก้าวข้ามสังสารวัฏ จงรีบหนีไปให้ไกลที่สุด แต่หากถูกจับได้ จงร้องขออ้อนวอนให้เขาสังหารเสีย!”

“เมื่อคนเราตาย วิญญาณจะเดินทางสู่นรกเพื่อชดใช้บาปกรรม ก่อนกลับเข้าสู่วัฏสงสารและถือกำเนิดใหม่อีกครั้ง”

“แต่ผู้ถือครองเนตรคู่นี้ไม่เคยสังหารผู้ใด สิ่งที่เขากระทำไม่ใช่การฆ่า หากเป็นการพิพากษา!”

ต้วนเยี่ยหลัวเบิกตากว้าง ร่างกายซึ่งถูกผนึกยังคงสั่นสะท้านด้วยความหวาดกลัว

“นั่นหมายความว่าเขาจะส่งพวกเราไปลงนรก...”

น้ำเสียงของเขาแผ่วลงจนแทบไม่เหลือ

“ทั้งที่พวกเรายังมีชีวิตอยู่”

เขาสูดลมหายใจเฮือก ก่อนตะโกนถ้อยคำสุดท้ายออกมา

“พวกเราจะถูกตัดขาดจากวัฏสงสาร ไม่ได้ผุดไม่ได้เกิดอีกชั่วนิรันดร์!”

สิ้นเสียงนั้น ทั่วทั้งลานตกอยู่ในความเงียบงัน