ตอนที่ 444 ไม่ได้ผุดไม่ได้เกิดอีกชั่วนิรันดร์
ยูรันกวาดสายตามองผู้คนรอบกาย เมื่อเห็นว่าไม่มีผู้ใดคิดกล่าวสิ่งใดอีก เขาจึงถอนหายใจออกมา
“เดิมทีข้าคิดจะใช้เจ้าสวะระดับมหายานเป็นคู่ซ้อมให้ท่านแม่ เผื่อนางจะได้ขยับเข้าใกล้มหายานขั้นกลางขึ้นอีกสักหน่อย”
เขาเหลือบมองเยวียนหลิงเฟิง
“แต่เจ้ากลับทำทุกอย่างพังหมด ท่านแม่จึงไม่มีโอกาสได้ออกแรงแม้แต่นิดเดียว”
แววตาของยูรันเย็นเยียบลง
“ยิ่งไปกว่านั้น เจ้ายังมีความคิดล่วงเกินน้องสาวของตนเอง จนทำให้ข้าต้องจัดการเรื่องนี้ด้วยตัวเอง”
ยูรันยกมือขึ้นประสานมุทรา
“พันธะแห่งดวงดาว”
“ข้าขอสละแสงสว่าง...”
“สิบห้าวัน”
ครั้งนี้เขาไม่ได้เรียกคืนเนตรดาราสวรรค์ระดับสูงสุด หากแต่ขอหยิบยืมอำนาจเพียงวิถีเดียว
“วิถีนรก...”
“การพิพากษา”
“ระยะเวลารับโทษ...”
“ชั่วกัปชั่วกัลป์”
ครืนนนน!
พลังซึ่งมองไม่เห็นแผ่ปกคลุมไปทั่วตำหนัก ดวงตาของยูรันยังคงเป็นเนตรดาราสวรรค์ขั้นแรกประกายดาราดังเดิม ไม่ได้เปลี่ยนรูปลักษณ์แม้แต่น้อย
ทว่าหยาดน้ำตาซึ่งไหลออกจากดวงตาทั้งสองข้างกลับเป็นสีแดงฉาน
โลหิตสองสายไหลอาบแก้มของเขาอย่างช้า ๆ
หลิงเยวี่ยหน้าถอดสี ความเจ็บปวดแล่นผ่านหัวใจจนไม่อาจยืนมองอยู่เฉย ๆ นางรีบเดินเข้าไปกอดเขาแน่น
“สามี...”
ยูรันยกมือลูบแผ่นหลังของนาง
“ข้าไม่ได้เป็นอะไร”
เซี่ยเยว่หลีเดินเข้ามากอดเขาจากอีกด้านหนึ่งโดยไม่ลังเล
ยูรันชะงักเล็กน้อย
“เจ้าไม่เป็นอะไรแล้วหรือ? เมื่อครู่เพิ่งถูกท่านแม่ของข้า—”
“ข้าไม่เป็นอะไร”
เซี่ยเยว่หลีตัดบท ก่อนเงยหน้ามองคราบโลหิตบนใบหน้าของเขา
“เจ้าต่างหากที่น่าเป็นห่วง นี่ไม่เหมือนอาการปกติของเจ้าเลย”
ไป๋หลิงพยักหน้าแรง ๆ ก่อนเข้ามากอดเขาอีกคน
“ใช่แล้วสามี ท่านกำลังหลั่งน้ำตาออกมาเป็นโลหิตนะ”
ยูรันตอบตามตรง
“อืม เป็นเช่นนั้น”
หนานอวี้ หลานชิงอวี้ โม่ชิงเฟิง หลัวจินหยาง หลัวจินเยว่ และเซี่ยหลานอิงทยอยเดินเข้ามาหาเขาทีละคน
ไม่มีผู้ใดสนใจศัตรูซึ่งถูกผนึกอยู่บนพื้นอีก สิ่งเดียวที่พวกนางมองเห็นในเวลานี้คือโลหิตซึ่งยังคงไหลลงจากดวงตาของคนรัก
ซูเม่ยเหยายกมือขึ้นเช็ดเลือดบนแก้มของยูรันอย่างแผ่วเบา
“สามี ข้าเจ็บปวดใจเหลือเกิน”
ยูรันจับมือนางเอาไว้
“ข้าทำให้เจ้าเจ็บปวดแล้ว”
ซูเม่ยเหยาไม่ตอบ นางเพียงโผเข้าไปกอดเขา ตามด้วยเซียวซินเยวี่ย มู่เสวี่ยหนิง และมู่หรงฉิน
ลู่ชิงถานเดินเข้ามาเป็นคนสุดท้ายในกลุ่ม ดวงตาของนางแดงก่ำ น้ำตาไหลอาบใบหน้าไม่ขาดสาย
“ท่านพี่...”
ยูรันยกมือลูบศีรษะนางเบา ๆ
“ไม่เป็นอะไรนะ เด็กดี”
เฟิงซูหลานเองก็ไม่อาจทนมองต่อไปได้
“ข้ารักเจ้า เห็นเจ้าเป็นเช่นนี้แล้วข้าเจ็บปวดใจเหลือเกิน”
“ข้าก็เหมือนกัน” เหอหว่านชิงกล่าวขึ้น
สองสหายเดินเข้าไปกอดเขาพร้อมกัน โดยไม่มีผู้ใดคิดหาเรื่องผลักอีกฝ่ายออกเหมือนที่ผ่านมา
สุ่ยหลานอิงกับสุ่ยหลานซีสบตากัน ก่อนเข้าไปยืนอยู่ตรงหน้าเขา
“ท่านพี่ พวกเราเองก็รักท่านนะเจ้าคะ”
ยูรันพยักหน้ารับ
“ข้ารู้แล้ว”
เสียงร้องไห้ดังขึ้นจากด้านข้าง
“ท่านพี่ แงงงง!”
เยวียนชิงฝูวิ่งเข้ามากอดเอวเขาแน่น
ยูรันลูบศีรษะน้องสาวอย่างเอ็นดู
“เจ้าเด็กขี้อ้อนนี่”
จากนั้นเขาจึงหันไปหาเยวียนชิงลู่
หญิงสาวพยายามข่มอารมณ์เอาไว้ ทว่าสุดท้ายก็ทนไม่ไหว นางวิ่งเข้ามากอดพี่ชายโดยไม่กล่าวสิ่งใด หยาดน้ำตาไหลออกมาไม่ขาดสาย
[ท่านพี่ต้องเจ็บปวดเพียงใดกัน...]
ไป๋จิ้งเหวิน ลู่เหยียนหนิง และเยวียนชิงเหยารีบเดินเข้ามาพร้อมกัน
“รันเอ๋อร์...” ไป๋จิ้งเหวินเรียกเขาด้วยเสียงสั่น
ลู่เหยียนหนิงมองโลหิตซึ่งเปรอะเปื้อนใบหน้าอย่างร้อนใจ
“เหตุใดเลือดจึงไหลออกมามากมายถึงเพียงนี้?”
เยวียนชิงเหยาใช้ชายแขนเสื้อเช็ดเลือดให้บุตรชาย แต่ไม่ว่าจะเช็ดเท่าไร โลหิตสายใหม่ก็ยังคงไหลออกมา
“รันเอ๋อร์ เหตุใดเลือดจึงไม่ยอมหยุดไหล?”
ยูรันปล่อยให้มารดาเช็ดใบหน้า ก่อนกล่าวปลอบโยน
“เพราะในเวลานี้ข้ากำลังเศร้าโศก”
“แต่ท่านแม่ไม่ต้องกังวล มันจะเป็นเช่นนี้อีกไม่นาน”
เยวียนชิงเหยามองบุตรชายด้วยความปวดใจ
“เจ้าคงเสียใจมากสินะที่ต้องลงมือกับผู้มีสายเลือดเดียวกัน”
ยูรันส่ายหน้า
“ไม่ใช่เช่นนั้นหรอก ท่านแม่”
ภาพตรงหน้าทำให้หัวใจของฉู่เหวินโหรวสั่นสะท้าน
ชายผู้ถูกเข้าใจว่าเย็นชาและไม่สนใจผู้ใดกำลังหลั่งน้ำตาเป็นโลหิต ขณะเดียวกัน เขากลับคอยปลอบโยนทุกคนรอบกายโดยไม่เอ่ยถึงความเจ็บปวดของตนเองแม้แต่คำเดียว
กำแพงแห่งศักดิ์ศรีและความแข็งกร้าวภายในใจของนางพังทลายลงอย่างสมบูรณ์
[ข้า...ตกหลุมรักเขาแล้วหรือ?]
จี้เสวี่ยหลัวเองก็ไม่ต่างกัน
นางมองเหล่าสตรีซึ่งกำลังกอดยูรันและร้องไห้เพื่อเขา ความรักของคนเหล่านั้นไม่ได้เกิดจากอำนาจ ตำแหน่ง หรือการบังคับ แต่เป็นความผูกพันซึ่งลึกซึ้งจนไม่อาจเสแสร้งได้
ยิ่งไปกว่านั้น คนที่กำลังหลั่งโลหิตกลับเป็นฝ่ายปลอบโยนพวกนางทุกคนก่อนเสมอ
ความคิดหนึ่งผุดขึ้นภายในใจของจี้เสวี่ยหลัวโดยไม่ทันตั้งตัว
[บางที...หากได้แต่งงานกับเขา ต่อให้อยู่ในฐานะอนุก็อาจไม่เลวร้ายนัก]
เมื่อความคิดนั้นเกิดขึ้น กำแพงภายในใจของนางก็เริ่มแตกร้าวลงทีละน้อย
ผู้คนจำนวนมากรอบบริเวณเริ่มร้องไห้ตาม แม้พยายามกลั้นเอาไว้ก็ไม่อาจทำได้
ยูรันรอจนทุกคนสงบลงเล็กน้อย ก่อนเดินไปหยุดตรงหน้าผู้ถูกผนึกทั้งสาม
ฉู่เหวินจวินมองภาพทั้งหมดด้วยความรังเกียจ
“จะรออะไรอยู่อีก? รีบสังหารข้าเสียที!”
เขาถ่มน้ำลายลงบนพื้น
“ทำเป็นรักใคร่ห่วงใยกัน แต่ภายในคงเน่าเฟะไม่ต่างจากคนอื่น น่าขยะแขยง!”
ยูรันมองเขาด้วยสีหน้าสงบนิ่ง
“ข้าไม่เคยสังหารผู้ใดในโลกใบนี้”
ฉู่เหวินจวินชะงัก ก่อนหัวเราะเยาะออกมา
“อย่าคิดหลอกข้าเสียให้ยาก คนอย่างเจ้านี่นะไม่เคยสังหารผู้ใด?”
“ช่างเหลวไหลสิ้นดี!”
ทว่าต้วนเยี่ยหลัวกลับจ้องดวงตาซึ่งกำลังหลั่งโลหิตคู่นั้นด้วยร่างกายสั่นเทา
ความหวาดกลัวบนใบหน้าของเขารุนแรงยิ่งกว่าตอนถูกประตูเทพพิชิตกดทับเสียอีก
“ไม่...”
ฉู่เหวินจวินหันไปมอง
“อะไร? เจ้าเป็นอะไรไป?”
ต้วนเยี่ยหลัวส่ายหน้าอย่างบ้าคลั่ง
“เขาพูดจริง!”
เสียงของเขาแหลมสูงขึ้นเพราะความหวาดกลัว
“เขาไม่เคยสังหารผู้ใดในโลกใบนี้ และต่อจากนี้เขาก็จะไม่สังหารผู้ใดทั้งนั้น!”
ต้วนเยี่ยหลัวพยายามดิ้นรนอยู่ใต้ประตูเทพ ก่อนตะโกนวิงวอนสุดเสียง
“ฆ่าข้าเถอะ! ได้โปรดสังหารข้าเสียเดี๋ยวนี้!”
ฉู่เหวินจวินมองเขาราวกับกำลังมองคนเสียสติ
“เจ้าบ้าไปแล้วหรืออย่างไร? ในเมื่อพวกเราต้องตายอยู่แล้ว เหตุใดต้องร้องขอให้มันสังหารเจ้าด้วย?!”
ต้วนเยี่ยหลัวตวาดกลับทั้งที่ใบหน้าเต็มไปด้วยความสิ้นหวัง
“ไอ้โง่เอ๊ย!”
“เขาไม่สังหารผู้ใด เพราะเขาไม่มีความจำเป็นต้องสังหารต่างหาก!”
ฉู่เหวินจวินขมวดคิ้วแน่น
“หมายความว่าอย่างไร?”
ต้วนเยี่ยหลัวจ้องดวงตาของยูรัน ความทรงจำซึ่งเคยเลือนรางค่อย ๆ แจ่มชัดขึ้นทุกขณะ
“ดวงตาคู่นั้น...ข้าจำได้แล้ว”
น้ำเสียงของเขาสั่นสะท้าน
“ในอดีตเคยมีสตรีผู้หนึ่งเล่าให้ข้าฟัง นางกล่าวว่าดวงตาเช่นนี้จะปรากฏขึ้นเฉพาะกับผู้ซึ่งได้รับเลือกจากหมู่ดาวเท่านั้น”
“มันครอบครองอำนาจสูงสุดซึ่งสืบทอดจากหลักธรรมมหายานและวัชรยานในยุคบรรพกาล ต้นกำเนิดของมันถูกเรียกว่า ‘วงล้อแห่งชีวิต’ ส่วนผู้ถือครองจะได้รับสมญานามว่า...”
ต้วนเยี่ยหลัวสูดลมหายใจเข้าลึก
“ผู้ก้าวข้ามสังสารวัฏ”
สายตาของผู้คนรอบลานต่างจับจ้องไปยังยูรันโดยไม่รู้ตัว
ต้วนเยี่ยหลัวกล่าวต่อ
“นางเคยเตือนข้าว่า หากผู้ถือครองเนตรพบเจอกับผู้มีจิตใจสะอาดดุจสายน้ำ บริสุทธิ์ปราศจากบาป ประกอบกับที่พลังเหนือกว่าอย่างท่วมท้นยังสามารถเอาชนะเขาได้”
สีหน้าของเขายิ่งซีดเผือกลง
“แต่ถ้า...”
ฉู่เหวินจวินรีบถาม
“แต่ถ้าอะไร?!”
ต้วนเยี่ยหลัวกลืนน้ำลายอย่างยากลำบาก ก่อนตะโกนคำตอบออกมาสุดเสียง
“แต่ถ้าผู้ที่เผชิญหน้ากับเขาเป็นคนบาปหนา ต่อให้มีพลังล้นฟ้า ต่อให้เป็นเทพเซียน เทวดา ภูตผี ราชา มหาจักรพรรดิ หรือแม้กระทั่งเทพเจ้า ก็ไม่มีวันเอาชนะได้!”
“เมื่ออยู่ต่อหน้าดวงตาของผู้ก้าวข้ามสังสารวัฏ ต่อให้ผู้ถือครองเป็นเพียงมนุษย์ธรรมดาซึ่งไร้พลัง ผู้มีบาปก็ยังไม่อาจต่อต้านอำนาจแห่งการพิพากษา!”
ต้วนเยี่ยหลัวเหลือบมองประตูเทพพิชิตซึ่งกดตรึงร่างตนเอง ความสิ้นหวังเอ่อล้นออกมาจากดวงตา
“นี่คือเหตุผลที่ข้าถูกผนึกได้อย่างง่ายดาย!”
“เพราะผู้ถือครองเนตรคู่นั้นถือกำเนิดมาเพื่อพิพากษาและลงทัณฑ์คนบาป!”
ฉู่เหวินจวินเริ่มรู้สึกถึงลางร้าย เขาพยายามดิ้นรนอีกครั้ง แต่ร่างกายยังคงไม่อาจขยับได้แม้แต่น้อย
“แล้วเหตุใดเจ้าจึงร้องขอให้เขาฆ่า?”
ต้วนเยี่ยหลัวหันขวับไปมอง
“เพราะนางยังเตือนข้าอีกเรื่องหนึ่ง!”
เสียงของเขาแตกพร่าเพราะความหวาดกลัว
“หากพบผู้ก้าวข้ามสังสารวัฏ จงรีบหนีไปให้ไกลที่สุด แต่หากถูกจับได้ จงร้องขออ้อนวอนให้เขาสังหารเสีย!”
“เมื่อคนเราตาย วิญญาณจะเดินทางสู่นรกเพื่อชดใช้บาปกรรม ก่อนกลับเข้าสู่วัฏสงสารและถือกำเนิดใหม่อีกครั้ง”
“แต่ผู้ถือครองเนตรคู่นี้ไม่เคยสังหารผู้ใด สิ่งที่เขากระทำไม่ใช่การฆ่า หากเป็นการพิพากษา!”
ต้วนเยี่ยหลัวเบิกตากว้าง ร่างกายซึ่งถูกผนึกยังคงสั่นสะท้านด้วยความหวาดกลัว
“นั่นหมายความว่าเขาจะส่งพวกเราไปลงนรก...”
น้ำเสียงของเขาแผ่วลงจนแทบไม่เหลือ
“ทั้งที่พวกเรายังมีชีวิตอยู่”
เขาสูดลมหายใจเฮือก ก่อนตะโกนถ้อยคำสุดท้ายออกมา
“พวกเราจะถูกตัดขาดจากวัฏสงสาร ไม่ได้ผุดไม่ได้เกิดอีกชั่วนิรันดร์!”
สิ้นเสียงนั้น ทั่วทั้งลานตกอยู่ในความเงียบงัน