ร่างฉากสำหรับตอนที่ 445 อำนาจจะไขว่คว้าเมื่อใดก็ได้
สิ้นเสียงของต้วนเยี่ยหลัว ทั่วทั้งลานตกอยู่ในความเงียบงัน
ยูรันหัวเราะเบา ๆ
“อืม สตรีผู้นั้นเล่าเรื่องให้เจ้าฟังมากพอสมควรเลยนี่”
ฉู่เหวินจวินรีบถาม
“สตรีผู้นั้นมีนามว่าอะไร?”
ต้วนเยี่ยหลัวส่ายหน้า
“นางไม่เคยบอกชื่อของตนเอง”
เขาเหลือบมองยูรันด้วยความหวาดกลัว
“นางกล่าวเพียงว่าผู้ครอบครองเนตรคู่นี้คือราชาของนาง...”
“และนางคือราชินีของเขา”
ทันทีที่ถ้อยคำเหล่านั้นจบลง สายตาของเหล่าภรรยาและคู่หมั้นทั้งหมดก็หันมาหายูรันพร้อมกัน
ยูรันกระแอมเบา ๆ ก่อนเปลี่ยนเรื่องอย่างแนบเนียน
“อีกนามหนึ่งของผู้ซึ่งได้รับการยอมรับจากวงล้อแห่งชีวิต ผู้ยืนอยู่บนจุดสูงสุดและตัดขาดจากสังสารวัฏก็คือ...”
เขากวาดตามองผู้คนรอบกาย ก่อนกล่าวนามนั้นออกมาช้า ๆ
“เซียนหกวิถีดาราสวรรค์”
“ผู้ถือครองเนตรหกวิถีดาราสวรรค์”
คำเรียกขานทั้งสองดังก้องอยู่ภายในจิตใจของทุกคน
ยูรันยกมือขึ้นประสานมุทราอีกครั้ง
“และหนึ่งในอำนาจพื้นฐานของหกวิถี...”
พลังเย็นเยียบแผ่กระจายไปทั่วบริเวณ
“วิถีนรก...”
“การพิพากษา”
ครืนนนน!
พื้นดินด้านหลังยูรันกลายเป็นสีดำสนิท เงาร่างขนาดมหึมาค่อย ๆ ผุดขึ้นมาจากความมืด
มันสวมอาภรณ์ผู้พิพากษาแห่งปรโลก ใบหน้าดุดันราวกับสามารถมองทะลุบาปกรรมทั้งหมดของสิ่งมีชีวิต ในมือกำดาบพิพากษาขนาดใหญ่เอาไว้แน่น
เพียงเงาร่างนั้นปรากฏ บรรยากาศทั่วทั้งลานก็หนักอึ้งจนไม่มีผู้ใดกล้าหายใจแรง
ฉู่เหวินจวินมองสิ่งที่ยืนอยู่ด้านหลังยูรันด้วยความหวาดกลัว
“นั่นมันตัวอะไร?!”
ต้วนเยี่ยหลัวหลับตาลงอย่างสิ้นหวัง
“จบแล้ว...ทุกอย่างจบสิ้นแล้ว”
ฉู่เหวินจวินตวาดถาม
“ข้าถามว่านั่นคืออะไร!”
ต้วนเยี่ยหลัวตอบด้วยเสียงแหบแห้ง
“พญายม...”
“อะไรนะ?!”
ฉู่เหวินจวินเริ่มดิ้นรนอย่างบ้าคลั่ง
“ไม่! ได้โปรดสังหารข้าเถอะ ข้าไม่อยากลงนรก!”
ต้วนเยี่ยหลัวส่ายหน้า
“ไม่ทันแล้ว”
ส่วนเยวียนหลิงเฟิงเสียสติไปตั้งแต่เงาพญายมปรากฏ เขาจ้องมองความมืดด้านหลังยูรันด้วยดวงตาว่างเปล่า ไม่อาจเปล่งเสียงใดออกมาได้อีก
ยูรันเดินไปหยุดตรงหน้าต้วนเยี่ยหลัว เขายื่นมือออกไป
“พลังทั้งหมดของเจ้าได้มาจากชีวิตของผู้อื่น เพราะฉะนั้น ข้าจะยึดมันคืน”
ฉึก!
มือของยูรันทะลวงเข้าไปยังบริเวณตันเถียน ก่อนดึงต้นกำเนิดพลังซึ่งอัดแน่นอยู่ภายในออกมาในครั้งเดียว
เขาเก็บตันเถียนของต้วนเยี่ยหลัวเข้าไปในช่องเก็บของอย่างไม่ใส่ใจ
“อ๊ากกกกก!”
เสียงร้องโหยหวนของต้วนเยี่ยหลัวดังสะเทือนไปทั่วตำหนัก พลังระดับมหายานขั้นกลางซึ่งสั่งสมมานานหลายปีหายไปจากร่างอย่างสมบูรณ์
ดวงตาของพญายมเปล่งแสงสีแดงฉาน ก่อนเสียงอันหนักแน่นจะดังก้องขึ้นจากทุกทิศทาง
“ต้วนเยี่ยหลัว”
“เจ้าจับสตรีนับไม่ถ้วนมาใช้เป็นเตาหลอมจนสิ้นชีวิต นำมนุษย์ไปหลอมเป็นโอสถเกินกว่าจะคำนวณจำนวน และเข่นฆ่าทุกชีวิตซึ่งขวางทางโดยไร้ความเมตตา เพียงเพื่อแสวงหาพลังให้แก่ตนเอง”
ทุกถ้อยคำทำให้ใบหน้าของต้วนเยี่ยหลัวซีดลงยิ่งกว่าเดิม
“บาปทั้งหมดได้รับการตรวจสอบแล้ว”
“เจ้าจะถูกส่งไปยังขุมอเวจีเตาหลอมหมื่นวิญญาณ ให้ร่างและวิญญาณถูกเผาหลอมซ้ำแล้วซ้ำเล่า รับความทรมานเช่นเดียวกับผู้เคราะห์ร้ายทุกคนซึ่งเคยถูกเจ้าทำลาย”
“จนกว่าบาปทั้งหมดจะได้รับการชดใช้”
เสียงของพญายมหยุดลงชั่วขณะ ก่อนประกาศบทลงโทษสุดท้าย
“ระยะเวลา...”
“ชั่วกัปชั่วกัลป์”
ต้วนเยี่ยหลัวเบิกตากว้างจนแทบถลนออกจากเบ้า
“ไม่! ข้าผิดไปแล้ว!”
เขาร้องไห้อ้อนวอนอย่างหมดสภาพ
“ได้โปรดสังหารข้าเถอะ ข้าขอร้อง!”
ไม่ว่าเขาจะวิงวอนเพียงใด พญายมก็ไม่ตอบสนอง
ดาบพิพากษาในมือขนาดมหึมาถูกยกขึ้น ก่อนฟันลงมาอย่างเชื่องช้า
ฉับ!
ใต้ร่างของต้วนเยี่ยหลัวปรากฏภาพขุมนรกอันไร้ก้นบึ้ง
เตาหลอมโลหิตนับพันตั้งเรียงรายอยู่ท่ามกลางทะเลเพลิง เงาวิญญาณจำนวนมากถูกเผาหลอมจนสลาย ก่อนก่อตัวขึ้นใหม่เพื่อรับการลงทัณฑ์ซ้ำอีกครั้ง เสียงร้องโหยหวนลอดขึ้นมาจากเบื้องล่างไม่ขาดสาย
ผู้คนรอบลานซึ่งมองเห็นภาพอเวจีต่างหน้าซีดเผือก บางคนเข่าอ่อนทรุดลงกับพื้น ขณะที่อีกหลายคนไม่อาจทนต่อภาพตรงหน้าและหันไปอาเจียนออกมา
โซ่ตรวนสีดำจำนวนมากพุ่งออกจากขุมนรก เข้าพันธนาการแขน ขา และลำตัวของต้วนเยี่ยหลัวเอาไว้
“ไม่นะ! ปล่อยข้า! สังหารข้าเสีย!”
เสียงร้องของเขาไม่มีความหมาย
โซ่ทั้งหมดกระชากร่างต้วนเยี่ยหลัวลงสู่ขุมอเวจีเตาหลอมหมื่นวิญญาณ ท่ามกลางเสียงกรีดร้องซึ่งค่อย ๆ เลือนหายไปในความมืด
จากนั้นภาพขุมนรกก็ปิดลง
เหลือไว้เพียงลานหินอันว่างเปล่า และความเงียบงันซึ่งปกคลุมทั่วทั้งตำหนัก
ยูรันหันไปมองเยวียนหลิงเฟิงกับฉู่เหวินจวินเป็นลำดับต่อไป
“ส่วนพวกเจ้าสองคนมีความผิดไม่แตกต่างกันมากนัก”
เสียงของพญายมดังขึ้นตามหลังถ้อยคำของเขา
“สมคบคิดกับผู้ชั่วช้าสามานย์ ทรยศผู้เป็นดั่งเลือดเนื้อเชื้อไข และคิดอกุศลต่อผู้เป็นดั่งสายเลือดเดียวกัน เพียงเพราะความโลภอันน้อยนิดและตัณหาของตนเอง”
“บาปทั้งหมดได้รับการตรวจสอบแล้ว”
ดวงตาสีแดงฉานของพญายมจับจ้องทั้งสองคน ก่อนประกาศคำพิพากษา
“เยวียนหลิงเฟิง ฉู่เหวินจวิน”
“พวกเจ้าจะถูกส่งไปยังขุมอเวจีหมื่นคมเฉือนวิญญาณ”
“ที่แห่งนั้น คมดาบทุกเล่มจะเฉือนร่างและวิญญาณของพวกเจ้าออกเป็นชิ้น ๆ จากนั้นจึงประกอบกลับคืน เพื่อให้รับความเจ็บปวดเดิมซ้ำแล้วซ้ำเล่าโดยไม่มีวันสิ้นสุด”
เสียงของพญายมหยุดลงชั่วขณะ
“ระยะเวลา...”
“ชั่วกัปชั่วกัลป์”
ทุกถ้อยคำกรีดลึกลงไปในจิตใจของฉู่เหวินจวิน
เมื่อครู่เขาเพิ่งเห็นต้วนเยี่ยหลัวถูกลากลงสู่ขุมนรกต่อหน้าต่อตา ย่อมรู้ดีว่าคำพิพากษานี้มิใช่เพียงคำข่มขู่
“ไม่! ข้าไม่ได้ทำอะไรเลย! ทั้งหมดเป็นความคิดของพวกมัน!”
ฉู่เหวินจวินดิ้นรนสุดชีวิต ก่อนหันไปชี้หน้าเยวียนหลิงเฟิง
“เป็นมัน! มันต่างหากที่มาหาข้าก่อน ส่งมันลงไปเพียงคนเดียวเถอะ!”
เยวียนหลิงเฟิงซึ่งเสียสติไปแล้วพลันได้สติกลับคืนมาเมื่อได้ยินดังนั้น
“เจ้าพูดบ้าอะไร! เห็นได้ชัดว่าเจ้าเป็นผู้เสนอให้เชิญต้วนเยี่ยหลัวมา!”
ทั้งสองรีบโยนความผิดให้อีกฝ่ายอย่างไม่เหลือความเป็นพวกพ้องแม้แต่น้อย
ทว่าพญายมมิได้สนใจคำแก้ตัวเหล่านั้น ดาบพิพากษาในมือถูกยกขึ้นอีกครั้ง ก่อนฟันลงมาเหนือศีรษะของทั้งคู่
ฉับ!
พื้นดินแยกออก เผยให้เห็นหุบเหวอันมืดมิดซึ่งเต็มไปด้วยคมดาบนับไม่ถ้วน
ยอดเขาดาบแหลมคมตั้งเรียงรายสุดสายตา พายุซึ่งก่อตัวจากเศษกระบี่หมุนวนอยู่เหนือทะเลโลหิต ทุกหนแห่งเต็มไปด้วยเงาวิญญาณที่ถูกคมดาบฉีกกระชากจนแหลกสลาย ก่อนร่างของพวกมันจะก่อตัวขึ้นใหม่และถูกลงทัณฑ์ซ้ำอีกครั้ง
เสียงกรีดร้องนับหมื่นดังประสานกันจนผู้คนรอบลานรู้สึกหนาวเยือกไปถึงกระดูก
โซ่ตรวนสีดำสองสายพุ่งออกมาจากขุมอเวจี เข้ารัดลำคอของเยวียนหลิงเฟิงกับฉู่เหวินจวินเอาไว้
“ไม่! ปล่อยข้า!”
“ข้ายอมแล้ว! ข้าจะไม่ทำอีกแล้ว!”
ทั้งสองพยายามเกาะพื้นเอาไว้สุดกำลัง แต่โซ่ตรวนกลับกระชากร่างของพวกเขาไปข้างหน้าอย่างไร้ความปรานี
เล็บทั้งสิบครูดไปตามลานหินจนฉีกขาด เลือดไหลเป็นทางยาว ทว่ามิอาจชะลอการลงทัณฑ์ได้แม้แต่น้อย
ท่ามกลางเสียงร้องขอชีวิต ร่างของเยวียนหลิงเฟิงและฉู่เหวินจวินถูกลากลงไปในขุมอเวจีหมื่นคมเฉือนวิญญาณพร้อมกัน
ครืนนนน!
รอยแยกปิดลงอย่างเชื่องช้า เสียงกรีดร้องของทั้งสองถูกตัดขาดในพริบตา
ไม่กี่อึดใจต่อมา เงาพญายมและกลิ่นอายเย็นเยียบก็สลายหายไป ทุกสิ่งภายในลานกลับคืนสู่สภาพเดิม
ยูรันคลายวิถีนรก แสงภายในดวงตาค่อย ๆ หม่นดับลงจนกลับมาว่างเปล่าราวกับคนตาบอดอีกครั้ง โลหิตสองสายไหลออกมาจากหางตา ทว่าเขาเพียงยกมือเช็ดมันออกอย่างไม่ใส่ใจ
จากนั้นจึงเดินไปหาหมิงเยว่กับเทียนเยว่ ซึ่งยังคงยืนหน้าซีดและตัวสั่นอยู่ไม่ไกล
เขายกมือลูบศีรษะของพวกนางเบา ๆ
“ไม่เป็นไรแล้วนะ เด็กดี”
ทันทีที่ได้ยินถ้อยคำนั้น น้ำตาของเด็กสาวทั้งสองก็ไหลพราก ก่อนโผเข้ากอดเขาพร้อมกัน
“ท่านพี่!”
เสียงร้องไห้ดังลั่นจนผู้คนรอบข้างได้แต่ยืนมอง
ยูรันลูบศีรษะของทั้งคู่สลับกัน
“อืม ไม่เป็นไรแล้ว”
หมิงเยว่เงยหน้าขึ้นมองเขาทั้งน้ำตา
“แต่ดวงตาของท่านหายไปแล้ว...”
ยูรันหัวเราะเบา ๆ
“ฮ่า ๆ เจ้าเด็กน้อย อีกสิบห้าวันมันก็กลับมาแล้ว ไม่ใช่เรื่องใหญ่อะไร”
“ปกติข้าก็หลับตาอยู่ตลอดเวลาอยู่แล้ว ทำให้พวกเจ้ากังวลเสียได้ ขอโทษนะ”
เด็กสาวทั้งสองยิ่งกอดเขาแน่นกว่าเดิม
ยูรันเหลือบไปทางเหล่าเด็กหนุ่มซึ่งยังคงหน้าซีดไม่หาย ก่อนกล่าวอย่างจริงจัง
“ส่วนพวกผู้ชาย...อืม ข้าโอ๋แต่เด็กสาว พวกเจ้าปลอบกันเองแล้วกันนะ”
“ข้ามันลำเอียงอยู่แล้ว ความเท่าเทียมอะไรนั่นไม่มีหรอก ก่อนหน้านี้พูดเอาเท่ไปอย่างนั้นเอง”
เหล่าเด็กหนุ่มอ้าปากค้าง
[ถามจริง?!]
ยูรันปล่อยให้หมิงเยว่กับเทียนเยว่ร้องไห้อยู่ในอ้อมแขนอีกพักหนึ่ง จนกระทั่งทั้งคู่ค่อย ๆ สงบลง เขาจึงหันไปหาเยวียนชิงเหยา
“อืม เสียเวลามากกว่าที่คิด เซ็งชะมัด”
“ท่านแม่ ข้าเหนื่อยแล้ว ขอไปนอนก่อนนะ ตอนเย็นค่อยรับประทานมื้อเย็นด้วยกันเหมือนเดิม”
เขากำลังจะเดินออกไป ทว่าเยวียนจ้าวคุนกลับรีบตะโกนตามหลัง
“เฮ้ย เดี๋ยวก่อน! แล้วเรื่องเล่นไพ่เล่า?”
ยูรันยกมือขึ้นโบกโดยไม่หันกลับมา
“ทุกอย่างเหมือนเดิม”
เมื่อเดินมาถึงขอบลาน ฝีเท้าของเขาพลันหยุดลง
“แล้วก็...ข้าหวังว่าจะไม่ต้องส่งพี่น้องคนใดลงอเวจีด้วยมือตนเองอีก”
เขาหันกลับมาทางเหล่าลูกหลานตระกูลเยวียน
“มีกันอยู่เพียงเท่านี้ก็รักกันให้มาก ๆ เถอะ อำนาจจะไขว่คว้าเมื่อใดก็ได้ แต่ครอบครัวที่สูญเสียไปแล้ว ต่อให้ต้องการเพียงใดก็เอากลับคืนมาไม่ได้หรอกนะ”
กล่าวจบ ยูรันก็เดินออกจากลานไปโดยไม่หันกลับมาอีก