คลังนิยายพันธสัญญาแห่งดวงดาว

ตอนเผยแพร่

อ่านนิยาย

ร่างฉากสำหรับตอนที่ 445 อำนาจจะไขว่คว้าเมื่อใดก็ได้7,866 ตัวอักษร

ร่างฉากสำหรับตอนที่ 445 อำนาจจะไขว่คว้าเมื่อใดก็ได้

สิ้นเสียงของต้วนเยี่ยหลัว ทั่วทั้งลานตกอยู่ในความเงียบงัน

ยูรันหัวเราะเบา ๆ

“อืม สตรีผู้นั้นเล่าเรื่องให้เจ้าฟังมากพอสมควรเลยนี่”

ฉู่เหวินจวินรีบถาม

“สตรีผู้นั้นมีนามว่าอะไร?”

ต้วนเยี่ยหลัวส่ายหน้า

“นางไม่เคยบอกชื่อของตนเอง”

เขาเหลือบมองยูรันด้วยความหวาดกลัว

“นางกล่าวเพียงว่าผู้ครอบครองเนตรคู่นี้คือราชาของนาง...”

“และนางคือราชินีของเขา”

ทันทีที่ถ้อยคำเหล่านั้นจบลง สายตาของเหล่าภรรยาและคู่หมั้นทั้งหมดก็หันมาหายูรันพร้อมกัน

ยูรันกระแอมเบา ๆ ก่อนเปลี่ยนเรื่องอย่างแนบเนียน

“อีกนามหนึ่งของผู้ซึ่งได้รับการยอมรับจากวงล้อแห่งชีวิต ผู้ยืนอยู่บนจุดสูงสุดและตัดขาดจากสังสารวัฏก็คือ...”

เขากวาดตามองผู้คนรอบกาย ก่อนกล่าวนามนั้นออกมาช้า ๆ

“เซียนหกวิถีดาราสวรรค์”

“ผู้ถือครองเนตรหกวิถีดาราสวรรค์”

คำเรียกขานทั้งสองดังก้องอยู่ภายในจิตใจของทุกคน

ยูรันยกมือขึ้นประสานมุทราอีกครั้ง

“และหนึ่งในอำนาจพื้นฐานของหกวิถี...”

พลังเย็นเยียบแผ่กระจายไปทั่วบริเวณ

“วิถีนรก...”

“การพิพากษา”

ครืนนนน!

พื้นดินด้านหลังยูรันกลายเป็นสีดำสนิท เงาร่างขนาดมหึมาค่อย ๆ ผุดขึ้นมาจากความมืด

มันสวมอาภรณ์ผู้พิพากษาแห่งปรโลก ใบหน้าดุดันราวกับสามารถมองทะลุบาปกรรมทั้งหมดของสิ่งมีชีวิต ในมือกำดาบพิพากษาขนาดใหญ่เอาไว้แน่น

เพียงเงาร่างนั้นปรากฏ บรรยากาศทั่วทั้งลานก็หนักอึ้งจนไม่มีผู้ใดกล้าหายใจแรง

ฉู่เหวินจวินมองสิ่งที่ยืนอยู่ด้านหลังยูรันด้วยความหวาดกลัว

“นั่นมันตัวอะไร?!”

ต้วนเยี่ยหลัวหลับตาลงอย่างสิ้นหวัง

“จบแล้ว...ทุกอย่างจบสิ้นแล้ว”

ฉู่เหวินจวินตวาดถาม

“ข้าถามว่านั่นคืออะไร!”

ต้วนเยี่ยหลัวตอบด้วยเสียงแหบแห้ง

“พญายม...”

“อะไรนะ?!”

ฉู่เหวินจวินเริ่มดิ้นรนอย่างบ้าคลั่ง

“ไม่! ได้โปรดสังหารข้าเถอะ ข้าไม่อยากลงนรก!”

ต้วนเยี่ยหลัวส่ายหน้า

“ไม่ทันแล้ว”

ส่วนเยวียนหลิงเฟิงเสียสติไปตั้งแต่เงาพญายมปรากฏ เขาจ้องมองความมืดด้านหลังยูรันด้วยดวงตาว่างเปล่า ไม่อาจเปล่งเสียงใดออกมาได้อีก

ยูรันเดินไปหยุดตรงหน้าต้วนเยี่ยหลัว เขายื่นมือออกไป

“พลังทั้งหมดของเจ้าได้มาจากชีวิตของผู้อื่น เพราะฉะนั้น ข้าจะยึดมันคืน”

ฉึก!

มือของยูรันทะลวงเข้าไปยังบริเวณตันเถียน ก่อนดึงต้นกำเนิดพลังซึ่งอัดแน่นอยู่ภายในออกมาในครั้งเดียว

เขาเก็บตันเถียนของต้วนเยี่ยหลัวเข้าไปในช่องเก็บของอย่างไม่ใส่ใจ

“อ๊ากกกกก!”

เสียงร้องโหยหวนของต้วนเยี่ยหลัวดังสะเทือนไปทั่วตำหนัก พลังระดับมหายานขั้นกลางซึ่งสั่งสมมานานหลายปีหายไปจากร่างอย่างสมบูรณ์

ดวงตาของพญายมเปล่งแสงสีแดงฉาน ก่อนเสียงอันหนักแน่นจะดังก้องขึ้นจากทุกทิศทาง

“ต้วนเยี่ยหลัว”

“เจ้าจับสตรีนับไม่ถ้วนมาใช้เป็นเตาหลอมจนสิ้นชีวิต นำมนุษย์ไปหลอมเป็นโอสถเกินกว่าจะคำนวณจำนวน และเข่นฆ่าทุกชีวิตซึ่งขวางทางโดยไร้ความเมตตา เพียงเพื่อแสวงหาพลังให้แก่ตนเอง”

ทุกถ้อยคำทำให้ใบหน้าของต้วนเยี่ยหลัวซีดลงยิ่งกว่าเดิม

“บาปทั้งหมดได้รับการตรวจสอบแล้ว”

“เจ้าจะถูกส่งไปยังขุมอเวจีเตาหลอมหมื่นวิญญาณ ให้ร่างและวิญญาณถูกเผาหลอมซ้ำแล้วซ้ำเล่า รับความทรมานเช่นเดียวกับผู้เคราะห์ร้ายทุกคนซึ่งเคยถูกเจ้าทำลาย”

“จนกว่าบาปทั้งหมดจะได้รับการชดใช้”

เสียงของพญายมหยุดลงชั่วขณะ ก่อนประกาศบทลงโทษสุดท้าย

“ระยะเวลา...”

“ชั่วกัปชั่วกัลป์”

ต้วนเยี่ยหลัวเบิกตากว้างจนแทบถลนออกจากเบ้า

“ไม่! ข้าผิดไปแล้ว!”

เขาร้องไห้อ้อนวอนอย่างหมดสภาพ

“ได้โปรดสังหารข้าเถอะ ข้าขอร้อง!”

ไม่ว่าเขาจะวิงวอนเพียงใด พญายมก็ไม่ตอบสนอง

ดาบพิพากษาในมือขนาดมหึมาถูกยกขึ้น ก่อนฟันลงมาอย่างเชื่องช้า

ฉับ!

ใต้ร่างของต้วนเยี่ยหลัวปรากฏภาพขุมนรกอันไร้ก้นบึ้ง

เตาหลอมโลหิตนับพันตั้งเรียงรายอยู่ท่ามกลางทะเลเพลิง เงาวิญญาณจำนวนมากถูกเผาหลอมจนสลาย ก่อนก่อตัวขึ้นใหม่เพื่อรับการลงทัณฑ์ซ้ำอีกครั้ง เสียงร้องโหยหวนลอดขึ้นมาจากเบื้องล่างไม่ขาดสาย

ผู้คนรอบลานซึ่งมองเห็นภาพอเวจีต่างหน้าซีดเผือก บางคนเข่าอ่อนทรุดลงกับพื้น ขณะที่อีกหลายคนไม่อาจทนต่อภาพตรงหน้าและหันไปอาเจียนออกมา

โซ่ตรวนสีดำจำนวนมากพุ่งออกจากขุมนรก เข้าพันธนาการแขน ขา และลำตัวของต้วนเยี่ยหลัวเอาไว้

“ไม่นะ! ปล่อยข้า! สังหารข้าเสีย!”

เสียงร้องของเขาไม่มีความหมาย

โซ่ทั้งหมดกระชากร่างต้วนเยี่ยหลัวลงสู่ขุมอเวจีเตาหลอมหมื่นวิญญาณ ท่ามกลางเสียงกรีดร้องซึ่งค่อย ๆ เลือนหายไปในความมืด

จากนั้นภาพขุมนรกก็ปิดลง

เหลือไว้เพียงลานหินอันว่างเปล่า และความเงียบงันซึ่งปกคลุมทั่วทั้งตำหนัก

ยูรันหันไปมองเยวียนหลิงเฟิงกับฉู่เหวินจวินเป็นลำดับต่อไป

“ส่วนพวกเจ้าสองคนมีความผิดไม่แตกต่างกันมากนัก”

เสียงของพญายมดังขึ้นตามหลังถ้อยคำของเขา

“สมคบคิดกับผู้ชั่วช้าสามานย์ ทรยศผู้เป็นดั่งเลือดเนื้อเชื้อไข และคิดอกุศลต่อผู้เป็นดั่งสายเลือดเดียวกัน เพียงเพราะความโลภอันน้อยนิดและตัณหาของตนเอง”

“บาปทั้งหมดได้รับการตรวจสอบแล้ว”

ดวงตาสีแดงฉานของพญายมจับจ้องทั้งสองคน ก่อนประกาศคำพิพากษา

“เยวียนหลิงเฟิง ฉู่เหวินจวิน”

“พวกเจ้าจะถูกส่งไปยังขุมอเวจีหมื่นคมเฉือนวิญญาณ”

“ที่แห่งนั้น คมดาบทุกเล่มจะเฉือนร่างและวิญญาณของพวกเจ้าออกเป็นชิ้น ๆ จากนั้นจึงประกอบกลับคืน เพื่อให้รับความเจ็บปวดเดิมซ้ำแล้วซ้ำเล่าโดยไม่มีวันสิ้นสุด”

เสียงของพญายมหยุดลงชั่วขณะ

“ระยะเวลา...”

“ชั่วกัปชั่วกัลป์”

ทุกถ้อยคำกรีดลึกลงไปในจิตใจของฉู่เหวินจวิน

เมื่อครู่เขาเพิ่งเห็นต้วนเยี่ยหลัวถูกลากลงสู่ขุมนรกต่อหน้าต่อตา ย่อมรู้ดีว่าคำพิพากษานี้มิใช่เพียงคำข่มขู่

“ไม่! ข้าไม่ได้ทำอะไรเลย! ทั้งหมดเป็นความคิดของพวกมัน!”

ฉู่เหวินจวินดิ้นรนสุดชีวิต ก่อนหันไปชี้หน้าเยวียนหลิงเฟิง

“เป็นมัน! มันต่างหากที่มาหาข้าก่อน ส่งมันลงไปเพียงคนเดียวเถอะ!”

เยวียนหลิงเฟิงซึ่งเสียสติไปแล้วพลันได้สติกลับคืนมาเมื่อได้ยินดังนั้น

“เจ้าพูดบ้าอะไร! เห็นได้ชัดว่าเจ้าเป็นผู้เสนอให้เชิญต้วนเยี่ยหลัวมา!”

ทั้งสองรีบโยนความผิดให้อีกฝ่ายอย่างไม่เหลือความเป็นพวกพ้องแม้แต่น้อย

ทว่าพญายมมิได้สนใจคำแก้ตัวเหล่านั้น ดาบพิพากษาในมือถูกยกขึ้นอีกครั้ง ก่อนฟันลงมาเหนือศีรษะของทั้งคู่

ฉับ!

พื้นดินแยกออก เผยให้เห็นหุบเหวอันมืดมิดซึ่งเต็มไปด้วยคมดาบนับไม่ถ้วน

ยอดเขาดาบแหลมคมตั้งเรียงรายสุดสายตา พายุซึ่งก่อตัวจากเศษกระบี่หมุนวนอยู่เหนือทะเลโลหิต ทุกหนแห่งเต็มไปด้วยเงาวิญญาณที่ถูกคมดาบฉีกกระชากจนแหลกสลาย ก่อนร่างของพวกมันจะก่อตัวขึ้นใหม่และถูกลงทัณฑ์ซ้ำอีกครั้ง

เสียงกรีดร้องนับหมื่นดังประสานกันจนผู้คนรอบลานรู้สึกหนาวเยือกไปถึงกระดูก

โซ่ตรวนสีดำสองสายพุ่งออกมาจากขุมอเวจี เข้ารัดลำคอของเยวียนหลิงเฟิงกับฉู่เหวินจวินเอาไว้

“ไม่! ปล่อยข้า!”

“ข้ายอมแล้ว! ข้าจะไม่ทำอีกแล้ว!”

ทั้งสองพยายามเกาะพื้นเอาไว้สุดกำลัง แต่โซ่ตรวนกลับกระชากร่างของพวกเขาไปข้างหน้าอย่างไร้ความปรานี

เล็บทั้งสิบครูดไปตามลานหินจนฉีกขาด เลือดไหลเป็นทางยาว ทว่ามิอาจชะลอการลงทัณฑ์ได้แม้แต่น้อย

ท่ามกลางเสียงร้องขอชีวิต ร่างของเยวียนหลิงเฟิงและฉู่เหวินจวินถูกลากลงไปในขุมอเวจีหมื่นคมเฉือนวิญญาณพร้อมกัน

ครืนนนน!

รอยแยกปิดลงอย่างเชื่องช้า เสียงกรีดร้องของทั้งสองถูกตัดขาดในพริบตา

ไม่กี่อึดใจต่อมา เงาพญายมและกลิ่นอายเย็นเยียบก็สลายหายไป ทุกสิ่งภายในลานกลับคืนสู่สภาพเดิม

ยูรันคลายวิถีนรก แสงภายในดวงตาค่อย ๆ หม่นดับลงจนกลับมาว่างเปล่าราวกับคนตาบอดอีกครั้ง โลหิตสองสายไหลออกมาจากหางตา ทว่าเขาเพียงยกมือเช็ดมันออกอย่างไม่ใส่ใจ

จากนั้นจึงเดินไปหาหมิงเยว่กับเทียนเยว่ ซึ่งยังคงยืนหน้าซีดและตัวสั่นอยู่ไม่ไกล

เขายกมือลูบศีรษะของพวกนางเบา ๆ

“ไม่เป็นไรแล้วนะ เด็กดี”

ทันทีที่ได้ยินถ้อยคำนั้น น้ำตาของเด็กสาวทั้งสองก็ไหลพราก ก่อนโผเข้ากอดเขาพร้อมกัน

“ท่านพี่!”

เสียงร้องไห้ดังลั่นจนผู้คนรอบข้างได้แต่ยืนมอง

ยูรันลูบศีรษะของทั้งคู่สลับกัน

“อืม ไม่เป็นไรแล้ว”

หมิงเยว่เงยหน้าขึ้นมองเขาทั้งน้ำตา

“แต่ดวงตาของท่านหายไปแล้ว...”

ยูรันหัวเราะเบา ๆ

“ฮ่า ๆ เจ้าเด็กน้อย อีกสิบห้าวันมันก็กลับมาแล้ว ไม่ใช่เรื่องใหญ่อะไร”

“ปกติข้าก็หลับตาอยู่ตลอดเวลาอยู่แล้ว ทำให้พวกเจ้ากังวลเสียได้ ขอโทษนะ”

เด็กสาวทั้งสองยิ่งกอดเขาแน่นกว่าเดิม

ยูรันเหลือบไปทางเหล่าเด็กหนุ่มซึ่งยังคงหน้าซีดไม่หาย ก่อนกล่าวอย่างจริงจัง

“ส่วนพวกผู้ชาย...อืม ข้าโอ๋แต่เด็กสาว พวกเจ้าปลอบกันเองแล้วกันนะ”

“ข้ามันลำเอียงอยู่แล้ว ความเท่าเทียมอะไรนั่นไม่มีหรอก ก่อนหน้านี้พูดเอาเท่ไปอย่างนั้นเอง”

เหล่าเด็กหนุ่มอ้าปากค้าง

[ถามจริง?!]

ยูรันปล่อยให้หมิงเยว่กับเทียนเยว่ร้องไห้อยู่ในอ้อมแขนอีกพักหนึ่ง จนกระทั่งทั้งคู่ค่อย ๆ สงบลง เขาจึงหันไปหาเยวียนชิงเหยา

“อืม เสียเวลามากกว่าที่คิด เซ็งชะมัด”

“ท่านแม่ ข้าเหนื่อยแล้ว ขอไปนอนก่อนนะ ตอนเย็นค่อยรับประทานมื้อเย็นด้วยกันเหมือนเดิม”

เขากำลังจะเดินออกไป ทว่าเยวียนจ้าวคุนกลับรีบตะโกนตามหลัง

“เฮ้ย เดี๋ยวก่อน! แล้วเรื่องเล่นไพ่เล่า?”

ยูรันยกมือขึ้นโบกโดยไม่หันกลับมา

“ทุกอย่างเหมือนเดิม”

เมื่อเดินมาถึงขอบลาน ฝีเท้าของเขาพลันหยุดลง

“แล้วก็...ข้าหวังว่าจะไม่ต้องส่งพี่น้องคนใดลงอเวจีด้วยมือตนเองอีก”

เขาหันกลับมาทางเหล่าลูกหลานตระกูลเยวียน

“มีกันอยู่เพียงเท่านี้ก็รักกันให้มาก ๆ เถอะ อำนาจจะไขว่คว้าเมื่อใดก็ได้ แต่ครอบครัวที่สูญเสียไปแล้ว ต่อให้ต้องการเพียงใดก็เอากลับคืนมาไม่ได้หรอกนะ”

กล่าวจบ ยูรันก็เดินออกจากลานไปโดยไม่หันกลับมาอีก