คลังนิยายพันธสัญญาแห่งดวงดาว

ตอนเผยแพร่

อ่านนิยาย

ตอนที่ 446 แปลงแสงดาราขั้นต้น!9,993 ตัวอักษร

ตอนที่ 446 แปลงแสงดาราขั้นต้น!

ฉู่เหวินโหรวมองตามแผ่นหลังของยูรันซึ่งค่อย ๆ ห่างออกไป หัวใจของนางเต้นแรงอย่างที่ไม่เคยเป็นมาก่อน

แม้ยังรู้สึกเจ็บปวดที่พี่ชายคนโตคิดขายนางเพื่อแลกกับผลประโยชน์ แต่ถ้อยคำทุกคำของยูรันกลับสลักลึกลงในหัวใจ ตั้งแต่เรื่องความเท่าเทียม ไปจนถึงการพิพากษาผู้กระทำผิดโดยไม่สนใจฐานะหรือสายสัมพันธ์

เมื่อรู้สึกตัวอีกครั้ง นางก็พบว่าตนเองไม่อาจละสายตาจากเขาได้เสียแล้ว

ฉู่เหวินโหรวรวบรวมความกล้า ก่อนลุกขึ้นเดินไปหาเยวียนจ้าวคุน

“ท่านเจ้าตำหนัก ได้โปรดให้ข้าแต่งงานกับคุณชายใหญ่ด้วยเถอะเจ้าค่ะ ต่อให้ต้องเป็นอนุ ข้าก็ยินดี”

“...”

เยวียนจ้าวคุนอ้าปากค้าง

เรื่องเก่ายังไม่ทันจบ เรื่องใหม่ก็เข้ามาหาเสียแล้ว

โม่ชิงเฟิงกลับหัวเราะร่า ก่อนเดินเข้าไปโอบไหล่ฉู่เหวินโหรวอย่างสนิทสนม

“ฮ่า ๆๆ! ดูเหมือนพวกเราจะมีน้องหญิงเพิ่มอีกคนแล้ว”

นางตบไหล่อีกฝ่ายเบา ๆ

“น้องหญิง ฟังพี่หญิงให้ดีนะ”

ฉู่เหวินโหรวกะพริบตาปริบ ๆ

“เจ้าค่ะ?”

“สามีของพวกเราไม่ชอบให้ใครนำตบะ ฐานะ หรืออำนาจมาข่มผู้อื่น เพราะฉะนั้น ในหมู่พวกเราจึงไม่มีผู้ใดเป็นภรรยาหลัก และไม่มีผู้ใดเป็นอนุ”

“ทุกคนล้วนมีฐานะเท่าเทียมกัน”

ดวงตาของฉู่เหวินโหรวพลันเป็นประกาย

“จริงหรือเจ้าคะ?”

“จริงสิ”

โม่ชิงเฟิงชี้ไปทางเซี่ยหลานอิง

“เจ้าลองคิดดู นางเป็นถึงองค์รัชทายาท เคยทูลขอราชโองการสมรสจนสามีกลายเป็นราชบุตรเขย แต่เขาก็ไม่ยอมรับการแต่งงานอยู่ดี สุดท้ายนางจึงต้องยอมทำตามวิธีของเขาแต่โดยดี”

“หากกล่าวตามราชโองการ เขาย่อมเป็นราชบุตรเขย แต่เมื่อกลับมาอยู่ในครอบครัว เขาก็คือสามีของพวกเรา ส่วนพวกเราก็คือพี่น้องที่คอยช่วยเหลือกัน ไม่มีผู้ใดอยู่เหนือผู้ใด”

เซี่ยหลานอิงพยักหน้ารับอย่างไม่คิดปฏิเสธ

“เป็นเช่นนั้น”

จี้เสวี่ยหลัวฟังอยู่ครู่หนึ่ง ก่อนถามด้วยความสงสัย

“เดี๋ยวก่อน หากไม่มีภรรยาหลัก แล้วผู้ใดจะเป็นคนควบคุมดูแลหลังบ้าน? หากมีใครประพฤติตัวไม่เหมาะสม หรือข่มเหงรังแกผู้อื่นเล่า?”

หลานชิงอวี้ครุ่นคิดเล็กน้อย

“อืม หากเป็นเช่นนั้น คนผู้นั้นจะถูกท่านพี่ด่าว่าโง่และไร้ประโยชน์ต่อเนื่องไปอีกสองสามเดือนเจ้าค่ะ”

“หลังจากนั้น ทุกครั้งที่พวกเรารวมตัวกัน หากนางทำสิ่งใดผิดพลาดแม้เพียงเล็กน้อย ท่านพี่ก็จะหยิบเรื่องเดิมขึ้นมาด่าซ้ำ ส่วนคนอื่น ๆ ก็จะช่วยกันซ้ำเติมไปเรื่อย ๆ จนกว่าเขาจะเลิกด่าเอง”

หลานชิงอวี้ยิ้มบาง ๆ

“ในเมื่อเป็นภรรยาของเขา คงไม่มีผู้ใดอยากถูกสามีของตนเองด่าว่าโง่และไร้ประโยชน์ทุกวันหรอกนะเจ้าคะ”

จี้เสวี่ยหลัวมองนางอย่างไม่แน่ใจ

“เจ้าแน่ใจหรือว่าวิธีเช่นนั้นใช้ได้ผล?”

“แน่ใจเจ้าค่ะ เพราะในช่วงแรก คนที่ถูกด่ามากที่สุดก็คือพวกเราสองสามคนที่ติดตามท่านพี่มาก่อน”

นางหันไปมองหนานอวี้

“ส่วนผู้ที่โดนหนักที่สุดน่าจะเป็นพี่หญิงหนานอวี้ นางถูกด่าว่าตะกละอยู่ไม่หยุดเลยเจ้าค่ะ”

ใบหน้าของหนานอวี้พลันแดงก่ำ

“เจ้าจะขุดเรื่องนั้นขึ้นมาพูดทำไม!”

หลัวจินหยางพยักหน้าอย่างเข้าใจ

“เพราะอย่างนั้นข้าจึงไม่ค่อยอยากพูดอะไร”

หลัวจินเยว่พยักหน้าตามพี่สาว

“ใช่แล้ว พวกเราสองคนอยู่อย่างเงียบ ๆ มาตลอด เพราะหากพูดมากเกินไป อาจถูกด่าว่าไร้ประโยชน์เหมือนพี่หญิงใหญ่โม่ชิงเฟิง”

นางมองโม่ชิงเฟิงด้วยสายตาเห็นอกเห็นใจ

“ถูกด่าทุกวันทุกเวลา น่าสงสารจริง ๆ”

“กรี๊ดดด! พวกเจ้าพูดถึงข้าเช่นนั้นได้อย่างไร!”

หลิงเยวี่ยส่ายหน้าอย่างระอา

“ก็เพราะเจ้านั่นแหละ เที่ยวหว่านล้อมสตรีไปทั่ว ถึงได้มีสตรีเข้าหาเขามากขึ้นเรื่อย ๆ”

“วัน ๆ เอาแต่อวดอ้างว่าตนเองเป็นบัณฑิต ใช้ทั้งชื่อปลอมและสำนักปลอม ปลอมตั้งแต่หัวจรดเท้า แถมยังทำทุกวิถีทางเพื่อแอบปีนขึ้นเตียงเขา”

นางกวาดตามองลูกศิษย์ตั้งแต่ศีรษะจรดปลายเท้า

“หากเจ้าไม่ได้เป็นของเก๊ แล้วเหตุใดเขาจึงด่าเจ้าเช่นนั้นอยู่ทุกวัน? แต่งกลอนก็ห่วย วาดภาพก็ทุเรศ คำนวณก็ไม่เอาไหน ในที่นี้เจ้ายังสู้ใครไม่ได้เลยสักคน”

“มีเพียงชุดที่ดูเหมือนบัณฑิต นอกนั้นปลอมทั้งหมด!”

คำพูดแต่ละคำพุ่งเข้าใส่โม่ชิงเฟิงราวกับลูกธนู

“โธ่ อาจารย์! เมื่อพบคนที่ไม่รู้จัก ข้าก็ต้องใช้ชื่อปลอมเป็นธรรมดาไม่ใช่หรือ!”

ไป๋หลิงแค่นเสียง

“ข้ออ้าง”

มู่เสวี่ยหนิงพยักหน้าเห็นด้วย

“พี่หญิง อย่าหาว่าข้าซ้ำเติมเลยนะเจ้าคะ แต่ฟังอย่างไรก็เป็นเพียงข้อแก้ตัว”

มู่หรงฉินพยักหน้าตาม

“ข้าก็คิดเช่นนั้น ฟังไม่ขึ้นแม้แต่น้อย”

“อึก!”

โม่ชิงเฟิงกระอักเลือด ก่อนหงายหลังสลบเหมือดลงกับพื้นราวกับไม่อาจทนรับคำพูดเหล่านั้นได้อีก

ฉู่เหวินโหรวมองภาพตรงหน้าด้วยความตกตะลึง

“เอ่อ...นางสลบไปแล้วนะเจ้าคะ ไม่มีผู้ใดคิดจะช่วยเลยหรือ?”

หลิงเยวี่ยส่ายหน้า

“ปล่อยนางไว้อย่างนั้นแหละ มารยาทั้งหมด”

นางเหลือบมองรอยเลือดตรงมุมปากของลูกศิษย์

“แม้แต่กระอักเลือดยังเป็นของปลอม”

เฟิงซูหลานพยักหน้าอย่างเห็นด้วย

“ใช่แล้ว น้องหญิงคนใหม่ อย่าไปสนใจนางเลย”

จากนั้นนางก็ชี้ไปทางหลิงเยวี่ย

“เจ้าดูหลิงเยวี่ยเป็นตัวอย่าง นางเป็นปลาเค็มถึงเพียงนี้ วัน ๆ เอาแต่นอนโดยไม่คิดทำอะไร แต่เพราะไม่อยากถูกสามีด่าว่าไร้ประโยชน์ นางจึงฝืนอ่านหนังสือวันละตั้งหนึ่งร้อยเล่มเชียวนะ”

ฉู่เหวินโหรวมองหลิงเยวี่ยด้วยความประหลาดใจ

“จริงหรือเจ้าคะ?”

“จริงสิ ข้าเห็นมากับตา”

เยวียนชิงเหยาแค่นเสียงเบา ๆ

“หึ ก็ยังพอใช้ได้”

นางหันไปมองหลิงเยวี่ยด้วยรอยยิ้มซึ่งทำให้อีกฝ่ายรู้สึกไม่ชอบมาพากล

“วันหลังก็ทำอาหารให้แม่สามีกินสักมื้อแล้วกันนะ ข้าเองก็อยากรู้นักว่าเมื่ออ่านตำราได้วันละหนึ่งร้อยเล่มแล้ว ฝีมือของเจ้าจะพัฒนาตามไปด้วยหรือไม่”

คิ้วของหลิงเยวี่ยกระตุกเล็กน้อย

นางอ้าปากเหมือนต้องการปฏิเสธ ทว่าสุดท้ายกลับไม่อาจสรรหาข้ออ้างใดออกมาได้แม้แต่คำเดียว

ฉู่เหวินโหรวหันไปหาฉู่เทียนเหิง

“ท่านพ่อ ข้าอยากอยู่พูดคุยกับเขาอีกสักหน่อย”

นางก้มหน้าลงเล็กน้อย ใบหูแดงระเรื่อ

“ข้าอยากทำความรู้จักเขาให้มากกว่านี้ ขออยู่ที่นี่ต่ออีกสักระยะได้หรือไม่เจ้าคะ?”

ฉู่เทียนเหิงยังไม่ทันตอบ ฉู่เหวินไคก็ชิงกล่าวขึ้นก่อน

“จะต้องรออะไรอีกเล่า? ข้าเรียกเขาว่าพี่เขยไปแล้ว ในทางทฤษฎีก็ถือว่าพวกเราดองกันเรียบร้อยแล้ว เจ้าอยู่ต่อจะเป็นอะไรไป?”

จากนั้นเขาก็หันไปหาจี้เสวี่ยหลัว

“ในเมื่อที่นี่ไม่มีทั้งภรรยาหลักและอนุ เช่นนั้นพี่สะใภ้เสวี่ยหลัวจะเอาด้วยหรือไม่?”

เพียะ!

หลัวซูอิงตบศีรษะบุตรชายจนหน้าคะมำ

“ไอ้ลูกตัวดี! ขายน้องสาวยังไม่พอ ตอนนี้คิดขายนักบุญหญิงของสำนักเราอีกหรือ? ใช้ไม่ได้จริง ๆ!”

ฉู่เหวินไคลูบศีรษะป้อย ๆ ก่อนเถียงอย่างไม่ยอมแพ้

“โธ่ ท่านแม่! นางเป็นคนพูดเองไม่ใช่หรือว่า หากต้องเป็นอนุ นางไม่มีทางยอมเด็ดขาด”

“แต่ในเมื่อทุกคนมีฐานะเท่าเทียมกัน แล้วเหตุใดจะไม่ได้เล่า?”

เขาชี้ไปทางเหล่าภรรยาของยูรัน

“อีกอย่าง พี่เขยดีพร้อมถึงเพียงนี้ เหมือนที่พวกนางกล่าวเอาไว้ หากไม่เป็นฝ่ายเข้าหาเขาด้วยตนเอง แล้วจะมีสตรีคนใดคู่ควรให้เขาเป็นฝ่ายเข้าหากัน?”

“พี่เขยเป็นดั่งเทพเซียนลงมาโปรดโดยแท้!”

จี้เสวี่ยหลัวนิ่งเงียบไปครู่หนึ่ง ก่อนหลบสายตาของทุกคน

“ข้า...ขอคิดดูก่อน”

ซูเม่ยเหยายกมือขึ้นปิดปากหัวเราะ

“ข้าขอพนันเลยว่า ผู้ใดตอบเช่นนี้ สุดท้ายใจแตกทุกราย”

เซียวซินเยวี่ยยกมือขึ้นอย่างกระตือรือร้น

“ให้ข้าใช้ยาแรงช่วยนางเลยดีไหมเจ้าคะ? ข้ามียาปลุกกำหนัดเหลืออยู่อีกตั้งมาก นางจะได้เลิกคิดแล้วรีบยอมเสียที”

โม่ชิงเฟิงซึ่งไม่มีผู้ใดรู้ว่าฟื้นขึ้นมาตั้งแต่เมื่อใดพลันลุกพรวด

“อืม เป็นความคิดที่เข้าท่า!”

ไป๋หลิงยกมือกุมขมับ

“ขอร้องละพี่หญิงใหญ่ หุบปากเสียทีเถอะ”

ก่อนถึงมื้อเย็น ผู้คนภายในตำหนักยังคงพูดคุยถึงเรื่องของยูรันไม่หยุด

เหล่าผู้อาวุโสจากสายต่าง ๆ ทั้งละอายและหวาดกลัว ไม่มีผู้ใดกล้าคิดทำเรื่องบุ่มบ่ามอีก เพราะเกรงว่าตนเองอาจถูกยูรันพิพากษาและส่งลงนรกเป็นรายต่อไป

แต่เหล่าลูกหลานกลับคิดแตกต่างออกไปอย่างสิ้นเชิง

โดยเฉพาะเยวียนเหวินอวี้ซึ่งยังคงนั่งเท้าคางพร่ำเพ้อไม่หยุด

“พี่ชายจ๋าช่างเหมือนเทพเซียนลงมาโปรดจริง ๆ”

นางถอนหายใจยาวด้วยสีหน้าเสียดาย

“เฮ้อ เหตุใดข้าต้องกลายเป็นน้องสาวของเขาด้วยนะ...”

“...”

ทุกคนยกมือกุมขมับพร้อมกัน

นี่คือความคิดที่ควรออกมาจากเด็กสาวอายุสิบห้าจริงหรือ?


ณ พื้นที่รกร้างห่างจากตำหนักเสวียนเยว่ไปหลายพันลี้

รอบด้านเต็มไปด้วยภูเขาหินและผืนดินแตกระแหง ไม่มีเมือง หมู่บ้าน หรือร่องรอยของสิ่งมีชีวิตอยู่ในรัศมีหลายร้อยลี้

พรึ่บ!

ร่างของยูรันปรากฏขึ้นกลางหุบเขาอย่างไร้สุ้มเสียง

เขากวาดการรับรู้ออกไปตรวจสอบรอบบริเวณ เมื่อแน่ใจว่าไม่มีผู้ใดอยู่ใกล้จึงหยิบตันเถียนของต้วนเยี่ยหลัวออกมาจากช่องเก็บของ

เพียงสัมผัสกลิ่นอายซึ่งอัดแน่นอยู่ภายใน คิ้วของเขาก็ขมวดเข้าหากัน

“อืม สกปรกชะมัด”

พลังระดับมหายานขั้นกลางภายในตันเถียนก่อตัวขึ้นจากชีวิตและความทุกข์ทรมานของผู้คนจำนวนนับไม่ถ้วน ทั้งขุ่นมัว ทั้งปั่นป่วน และเต็มไปด้วยเศษเสี้ยวความอาฆาต

“เอาเถอะ เริ่มเลยดีกว่า”

ยูรันชำระล้างตันเถียนผ่านพิธีกรรมผลึกเหมันต์แห่งการชำระล้าง และเริ่มดูดกลืนตันเถียน

สำหรับผู้ฝึกตนทั่วไป การดูดกลืนพลังของผู้อื่นย่อมไม่ต่างจากการรนหาที่ตาย

แต่สำหรับยูรัน สิ่งเหล่านี้เป็นเพียงพลังงานต่างชนิดเท่านั้น

เมื่อชำระให้บริสุทธิ์แล้ว ย่อมไม่มีสิ่งใดที่เขาดูดกลืนไม่ได้ ครืนนนน!

พลังระดับมหายานขั้นกลางทะลักออกจากตันเถียน ก่อนถูกดูดเข้าสู่ร่างของเขาราวกับสายน้ำที่ไหลลงสู่ห้วงเหวไร้ก้นบึ้ง

ตบะซึ่งเดิมอยู่เพียงก่อแกนเอกภพขั้นกลางเริ่มเพิ่มสูงขึ้นอย่างบ้าคลั่ง

ก่อแกนเอกภพขั้นสูง!

ครืนนนน!

แกนเอกภพภายในร่างแตกตัวออก แสงดาราจำนวนนับไม่ถ้วนถือกำเนิดขึ้นรอบทารกตัวน้อย ก่อนรวมตัวเป็นดาราแรกกำเนิดอย่างสมบูรณ์

พลังของเขายังคงพุ่งทะยานต่อไป จนกระทั่งหยุดลงที่ดาราแรกกำเนิดขั้นสูง

ท้องฟ้าเหนือพื้นที่รกร้างพลันมืดสนิท

หมู่ดาวนับล้านปรากฏขึ้นเต็มนภา ก่อนดับสูญลงทีละดวง กระทั่งแสงสว่างทั้งหมดถูกความมืดกลืนกิน เหลือเพียงดวงดาวสีเลือดขนาดมหึมาซึ่งกำลังแตกสลายอยู่เหนือศีรษะของยูรัน

แรงกดดันจากทัณฑ์นิมิตแผ่กระจายออกไปหลายพันลี้ จนผืนดินและเทือกเขาโดยรอบสั่นสะเทือนอย่างรุนแรง

เปรี้ยงงงง!

ดาราสีเลือดแตกกระจาย กลายเป็นลำแสงทำลายล้างจำนวนนับไม่ถ้วนพุ่งลงมาจากฟากฟ้า

ทารกภายในกายของยูรันลืมตาขึ้น ก่อนอ้าปากดูดกลืนพลังจากทัณฑ์นิมิตทั้งหมดเข้าไปอย่างตะกละตะกลาม

เมื่อการโจมตีสุดท้ายสิ้นสุดลง อายุของกายเทพดาราสวรรค์ก็เพิ่มขึ้นอีกสามเดือน

ทว่าพลังมหาศาลภายในตันเถียนของต้วนเยี่ยหลัวยังคงเหลืออยู่ และเมื่อรวมเข้ากับพลังจากทัณฑ์นิมิต มันก็มากพอจะสั่นคลอนกำแพงของขอบเขตถัดไป

เขาฝืนขับเคลื่อนพลังทั้งหมดเข้าสู่กำแพงขอบเขตในคราวเดียว

ตู้ม!

กำแพงของดาราแรกกำเนิดขั้นสูงแตกสลาย แสงจากดวงดาวทั่วทั้งเอกภพภายในกายหลอมรวมเข้ากับทุกส่วนของร่าง ก่อนเปลี่ยนสภาพเป็นลำแสงดาราอันบริสุทธิ์

แปลงแสงดาราขั้นต้น!

ครืนนนนนน!

ท้องฟ้าซึ่งเพิ่งกลับคืนสู่ปกติถูกฉีกออกอีกครั้ง ทัณฑ์นิมิตรอบที่สองก่อตัวขึ้นโดยไม่เปิดโอกาสให้ผืนดินได้หยุดสั่นสะเทือน

คราวนี้ ภาพสุสานดาราอันไร้จุดสิ้นสุดปรากฏขึ้นเหนือฟากฟ้า ดวงดาวที่ดับสูญนับไม่ถ้วนลอยเรียงรายราวกับหลุมศพ ก่อนทั้งหมดจะพังทลายและเทมวลแห่งการดับสูญลงมายังร่างของยูรัน

เสียงระเบิดดังสะเทือนไปทั่วหลายพันลี้ เทือกเขาโดยรอบพังทลายลงทีละลูก ขณะที่พื้นดินยุบตัวกลายเป็นแอ่งขนาดมหึมา

ทว่าพลังทำลายล้างทั้งหมดกลับถูกทารกภายในกายดูดกลืนจนไม่เหลือแม้แต่เศษเสี้ยว

เมื่อทัณฑ์นิมิตรอบที่สองสิ้นสุดลง ตบะของยูรันก็ตั้งมั่นอยู่ที่แปลงแสงดาราขั้นต้นอย่างสมบูรณ์

แม้ระดับดังกล่าวจะเทียบได้กับแปลงเทพขั้นต้นตามวิถีปกติ แต่พลังซึ่งเขาสามารถสำแดงออกมากลับไม่ด้อยไปกว่าผู้ฝึกตนระดับหลอมสุญญตา

ส่วนกายเทพดาราสวรรค์เติบโตจนมีอายุครบสองปีแล้ว

จากนั้นจึงกลับถึงตำหนักเสวียนเยว่ ยูรันก็แอบเข้าไปในห้องของตนเอง ก่อนทิ้งตัวลงนอนราวกับไม่เคยออกไปที่ใดมาก่อน

ไม่มีผู้ใดภายในตำหนักรู้เลยว่า ทัณฑ์นิมิตสองครั้งซึ่งสร้างแรงสั่นสะเทือนไปทั่วดินแดนเมื่อครู่ เกิดขึ้นจากฝีมือของเขาเพียงคนเดียว