ตอนที่ 447 อืม เช่นนั้นก็วางยานางเถอะ จะได้ไม่ต้องเสียเวลาตัดสินใจ
ช่วงมื้อเย็น
ก๊อก ๆ
เสียงเคาะประตูดังขึ้นจากด้านนอก
“คุณชายใหญ่เจ้าคะ ทุกคนช่วยกันทำอาหารไว้รอคุณชายแล้วเจ้าค่ะ”
ไม่นาน ประตูห้องก็ถูกเปิดออก
เสี่ยวเถาซึ่งยืนรออยู่ด้านหน้าพลันนิ่งค้าง ดวงตาเบิกกว้างอย่างลืมตัว
วันนี้คุณชายใหญ่แต่งกายแตกต่างไปจากทุกครั้ง
ร่างของเขาถูกคลุมด้วยเสื้อนอกสีดำตัวยาว ทว่ากลับสวมมันอย่างหลวม ๆ โดยมีสายคาดขนาดใหญ่รัดอยู่บริเวณเอว ช่วงกลางของเสื้อเปิดออกตั้งแต่หน้าท้องขึ้นไปถึงแผงอก เผยให้เห็นกล้ามเนื้อเป็นมัดอย่างชัดเจน
แขนข้างหนึ่งซ่อนอยู่ใต้เสื้อคลุม ส่วนอีกข้างโผล่ออกมาวางพาดอย่างสบาย ๆ บนสายคาดบริเวณเอว ราวกับใช้มันเป็นที่รองแขน
เมื่อยูรันเงยหน้าขึ้น แนวกระดูกไหปลาร้าและลำคอได้รูปก็ยิ่งปรากฏเด่นชัด ส่งให้รูปลักษณ์ของเขาทั้งสง่างามและดูเกียจคร้านในเวลาเดียวกัน
หลังทะลวงผ่านสองขอบเขตใหญ่ติดต่อกัน ไม่เพียงร่างกายของเขาจะเปลี่ยนแปลงเล็กน้อย แม้แต่กลิ่นอายรอบกายก็ยังลุ่มลึกและดึงดูดสายตายิ่งกว่าเดิม
เสี่ยวเถากลืนน้ำลายอึกใหญ่ ก่อนเหม่อมองอยู่นานหลายอึดใจ
[หล่อเหลายิ่งนัก...หล่อเกินไปแล้ว!]
[เหตุใดตอนนี้คุณชายใหญ่จึงดูสง่างามกว่าเมื่อช่วงบ่ายมากถึงเพียงนี้กัน?!]
ยูรันเอียงศีรษะเล็กน้อย
“หืม เถาเถา เหม่ออะไรอยู่?”
เขายกนิ้วชี้ไปทางมุมปากของนาง
“น้ำลายไหลแล้วนะ”
เสี่ยวเถาสะดุ้งเฮือก ใบหน้าพลันแดงก่ำ ก่อนรีบยกแขนเสื้อขึ้นเช็ดมุมปากอย่างลนลาน
“ขะ...ขออภัยเจ้าค่ะ!”
นางก้มหน้าหลบสายตา ก่อนรีบกล่าวต่อด้วยน้ำเสียงตะกุกตะกัก
“วันนี้ทุกคนช่วยกันทำอาหารให้คุณชายใหญ่เจ้าค่ะ เพราะเห็นว่าคุณชายเหน็ดเหนื่อยเป็นพิเศษ”
ยูรันเดินออกจากห้อง ก่อนพยักหน้ารับสั้น ๆ
“อืม”
เสี่ยวเถารีบเดินตามหลัง
“แล้วก็เพื่อฉลองด้วยเจ้าค่ะ”
ฝีเท้าของยูรันชะลอลงเล็กน้อย
“ฉลอง?”
“เจ้าค่ะ คุณหนูฉู่เหวินโหรวประกาศว่าต้องการแต่งงานกับคุณชายใหญ่ เหล่านายหญิงเองก็ดูเหมือนจะยอมรับนางเป็นน้องหญิงแล้วเจ้าค่ะ”
ยูรันหยุดเดินทันที
“อืม นี่คงไม่ใช่ความคิดของไอ้บัณฑิตเก๊นั่นหรอกนะ?”
เสี่ยวเถารีบส่ายหน้า
“ไม่ใช่เจ้าค่ะ คุณหนูฉู่เหวินโหรวเป็นผู้ประกาศออกมาด้วยตนเอง ว่านางต้องการแต่งงานกับคุณชายใหญ่ ต่อให้ต้องเป็นอนุก็ยินดีเจ้าค่ะ”
ยูรันเงียบไปครู่หนึ่ง ก่อนถอนหายใจและออกเดินต่อ
“เฮ้อ เอาเถอะ”
ไม่นาน ยูรันกับเสี่ยวเถาก็เดินมาถึงลานหน้าโถงใหญ่
เมื่อเห็นผู้คนจำนวนมากยังคงนั่งอยู่ในตำแหน่งเดิมแทบไม่ต่างจากช่วงบ่าย คิ้วของเขาก็ขมวดเข้าหากันเล็กน้อย
“นี่พวกเจ้ายังนั่งอยู่ที่เดิมตั้งแต่ช่วงบ่ายเลยหรือ?”
ทุกคนหันมามองตามเสียงพร้อมกัน
จากนั้นเสียงกลืนน้ำลายก็ดังขึ้นติดต่อกันจากทั่วทั้งลาน โดยเฉพาะเหล่าสาวใช้และบรรดาญาติสาวซึ่งไม่เคยเห็นเรือนร่างใต้ร่มผ้าของเขามาก่อน
เยวียนชิงฝูเบิกตากว้าง ก่อนลุกพรวดขึ้นจากที่นั่ง
“ท่านพี่!”
นางรีบวิ่งเข้ามาหาเขา พลางยื่นมือพยายามดึงเสื้อคลุมทั้งสองข้างเข้าหากัน
“ชะ...ชุดนั่นมันอะไรกันเจ้าคะ?!”
“ท่านพี่จะเปิดแผงอกอันหล่อเหลาให้ผู้อื่นมองเห็นง่าย ๆ เช่นนี้ไม่ได้ รีบปิดเดี๋ยวนี้เลยนะเจ้าคะ!”
เยวียนชิงฝูหันขวับไปถลึงตาใส่ผู้คนรอบลาน
“พวกเจ้าห้ามมองนะ! นี่คือร่างกายของพี่ชายข้า!”
นางพยายามจัดเสื้อคลุมให้เขาอย่างลนลาน ทว่าสายคาดและรูปแบบการสวมใส่อันซับซ้อนกลับทำให้นางยิ่งดึง เสื้อก็ยิ่งเปิด
“โอ๊ย! เหตุใดมันถึงปิดไม่ได้เล่า?!”
ยูรันยกมือขึ้นดีดหน้าผากนางเบา ๆ
เป๊าะ!
“เลิกวุ่นวายได้แล้ว”
“อื้อ...”
เยวียนชิงฝูยกมือกุมหน้าผาก ก่อนเดินตามเขาไปด้วยแก้มพอง ๆ
ยูรันเดินไปนั่งยังที่ว่างตรงโต๊ะอาหาร บังเอิญว่าเก้าอี้ข้างกายของเขายังไม่มีผู้ใดจับจอง
ดวงตาของโม่ชิงเฟิงพลันเป็นประกาย นางรีบพุ่งเข้าหาที่นั่งนั้นทันที
“สามี วันนี้พี่สาวจะนั่งเป็นเพื่อนเจ้าเอง!”
ทว่านางยังไม่ทันแตะเก้าอี้ มือข้างหนึ่งก็คว้าคอเสื้อแล้วเหวี่ยงออกไปเสียก่อน
โครม!
หลิงเยวี่ยนั่งลงข้างยูรันด้วยสีหน้าเรียบเฉย ราวกับเมื่อครู่ไม่มีสิ่งใดเกิดขึ้น
โม่ชิงเฟิงตะเกียกตะกายลุกขึ้นจากพื้น
“อ๊ากกก! ท่านอาจารย์ ข้าเห็นที่นั่งนั้นก่อนนะ!”
หลิงเยวี่ยไม่แม้แต่จะหันไปมองลูกศิษย์ นางเลื่อนจานอาหารจานหนึ่งไปตรงหน้ายูรัน
“สามี วันนี้ข้าลองทำอาหารให้เจ้าด้วยนะ”
ยูรันหันมาทางนางอย่างประหลาดใจ
“หืม ปลาเค็มอย่างเจ้าเนี่ยนะ?”
คิ้วของหลิงเยวี่ยกระตุกเล็กน้อย
“ลองชิมดูก่อนเถอะ”
ยูรันยกแขนซึ่งเดิมวางพาดอยู่บนสายคาดขึ้นเพื่อหยิบตะเกียบ ทว่าการเคลื่อนไหวนั้นกลับทำให้เสื้อคลุมด้านขวาเลื่อนหลุดจากหัวไหล่
ไหล่กว้าง แนวกระดูกไหปลาร้า กล้ามอก ต้นแขน แผ่นหลัง และกล้ามหน้าท้องทั้งแปดมัดพลันปรากฏต่อสายตาของทุกคนอย่างชัดเจน
เสียงกลืนน้ำลายดังขึ้นพร้อมกันอีกครั้ง
อึก!
เยวียนชิงฝูแทบกรีดร้อง
“ไม่นะ! ท่านพี่จะทำเช่นนี้ไม่ได้ รีบดึงเสื้อขึ้นเดี๋ยวนี้เลยเจ้าค่ะ!”
เยวียนชิงลู่รีบยกมือขึ้นปิดหน้า ทว่าระหว่างนิ้วกลับแยกออกเล็กน้อยโดยไม่รู้ตัว
[อึก...รูปร่างของท่านพี่ดูดีเกินไปแล้ว]
“ไม่ต้อง”
หลิงเยวี่ยกล่าวขึ้นอย่างสงบ ก่อนเอนศีรษะซบลงบนหัวไหล่เปลือยเปล่าของยูรัน
นางโอบแขนข้างนั้นเอาไว้แน่น ขณะที่ปลายนิ้วยังคงลูบไล้กล้ามเนื้ออย่างไม่คิดปกปิดความพึงพอใจ
สีหน้าของเยวียนชิงเหยาพลันมืดทะมึน
“นังแพศยาจอมฉวยโอกาส! ปล่อยมือจากลูกชายข้าเดี๋ยวนี้นะ!”
หลิงเยวี่ยทำราวกับไม่ได้ยิน นอกจากไม่ปล่อยมือแล้ว นางยังซบไหล่เขาแน่นกว่าเดิมอีกเล็กน้อย
เส้นเลือดบนหน้าผากของเยวียนชิงเหยาปูดขึ้นอย่างเห็นได้ชัด นางแทบอยากพุ่งเข้าไปตบเพื่อนสารเลวผู้นี้ให้กระเด็นออกจากโต๊ะเสียเดี๋ยวนั้น
ยูรันเคี้ยวอย่างสงบอยู่ครู่หนึ่ง
“อืม ใช้ได้ สำหรับครั้งแรก”
ริมฝีปากของหลิงเยวี่ยยกขึ้นเป็นรอยยิ้ม นางเหลือบมองเยวียนชิงเหยาอย่างผู้ชนะ
“สามี แต่ชิงเหยาบอกว่าอาหารของข้าไม่อร่อย”
ยูรันเอียงศีรษะเล็กน้อย
“หืม นางเป็นมารดาของข้านี่ ย่อมต้องใช้ข้าเป็นมาตรฐานวัดฝีมือของพวกเจ้าไม่ใช่หรือ?”
เยวียนชิงเหยาพยักหน้ารับทันที
“ใช่แล้ว จะให้สตรีหัวนอนปลายเท้าที่ไหนมางาบลูกชายข้าไปง่าย ๆ ได้อย่างไร?”
ฉึก!
ถ้อยคำนั้นราวกับลูกธนูพุ่งปักกลางอกเหล่าภรรยาทั่วทั้งโต๊ะ ทุกคนตัวแข็งทื่อและเริ่มมีเหงื่อเย็นผุดออกมาพร้อมกัน
เยวียนชิงเหยากวาดตามองสีหน้าของพวกนาง ก่อนยกมือปิดปาก
“โอ๊ะ แม่พูดผิดไป”
“แม่หมายถึงนังแพศยาซึ่งเป็นเพื่อนของแม่ อายุเท่ากับแม่ แต่กลับทำตัวเป็นวัวแก่อยากกินหญ้าอ่อนต่างหาก”
เหล่าภรรยาคนอื่นถอนหายใจด้วยความโล่งอกพร้อมกัน
ทว่าหลิงเยวี่ยกลับไม่ได้สะทกสะท้าน นางยังคงลูบแขนของยูรัน พลางมองสหายเก่าด้วยสายตาขบขัน
“หญ้าอ่อนก็อร่อยดี วัวตัวไหนได้ลองก็ต้องชอบทั้งนั้นแหละ”
เป๊าะ!
ตะเกียบในมือของเยวียนชิงเหยาหักเป็นสองท่อน
นางสูดหายใจเข้าลึก ก่อนหันไปหาบุตรชายด้วยรอยยิ้มอ่อนโยน
“รันเอ๋อร์ มานั่งกับแม่ได้หรือไม่?”
ยูรันนิ่งไปเล็กน้อย
“อืม ท่านเอาชนะเพื่อนของตนเองไม่ได้ จึงคิดใช้ความสัมพันธ์แม่ลูกแทนสินะ”
คิ้วของเยวียนชิงเหยากระตุก
หลิงเยวี่ยรีบยกมือปิดปากกลั้นหัวเราะ
“อุ๊บ...”
เยวียนชิงเหยาหันขวับไปถลึงตาใส่นาง
“นังแพศยานี่ ไร้ยางอายจริง ๆ!”
ยูรันลุกขึ้นจากเก้าอี้
“แต่คำตอบคือได้”
กล่าวจบ เขาก็ย้ายไปนั่งลงข้างเยวียนชิงเหยาอย่างว่าง่าย
สีหน้าของนางพลันเปลี่ยนเป็นยิ้มแย้ม ก่อนหันไปมองหลิงเยวี่ยอย่างผู้ชนะ
“รันเอ๋อร์ ลูกแม่ มาให้แม่ช่วยดึงเสื้อขึ้นให้นะ”
ยูรันนั่งนิ่ง ปล่อยให้มารดาจัดเสื้อคลุมกลับเข้าที่แต่โดยดี
หลิงเยวี่ยมองภาพตรงหน้า ก่อนแค่นเสียงอย่างไม่พอใจ
“จิ๊!”
ยูรันขมวดคิ้ว ก่อนหันไปทางเยวียนชิงเหยากับหลิงเยวี่ย
“พวกท่านไม่เบื่อบ้างหรือ? กัดกันอยู่ได้ พอแค่นี้แหละ”
จากนั้นเขาจึงหันไปทางฉู่เหวินโหรว
“สรุปแล้ว เรื่องแต่งงานนั่นหมายความว่าอย่างไร?”
ใบหน้าของฉู่เหวินโหรวซึ่งยังแดงอยู่แล้วพลันแดงก่ำยิ่งกว่าเดิม
“คะ...คือว่า ข้าตกหลุมรักคุณชายใหญ่แล้วเจ้าค่ะ”
ยูรันพยักหน้ารับสั้น ๆ
“อืม”
ฉู่เหวินโหรวรออยู่ครู่หนึ่ง แต่เมื่อเห็นเขาไม่กล่าวสิ่งใดต่อ นางจึงถามอย่างทำตัวไม่ถูก
“เอ่อ...คุณชายใหญ่ไม่มีสิ่งใดจะพูดกับข้าหน่อยหรือเจ้าคะ?”
“จะให้ข้าพูดอะไร?”
“...”
ฉู่เหวินโหรวเองก็ไม่รู้เช่นกันว่านางต้องการให้เขาพูดอะไร
นางไม่เคยพบบุรุษเช่นยูรันมาก่อน ไม่ว่าจะตอนปฏิเสธการแต่งงาน ตอนถูกนางสารภาพรัก หรือแม้แต่ในยามนี้ สีหน้าของเขาก็ไม่เคยเปลี่ยนแปลงแม้แต่น้อย
นางไม่อาจคาดเดาได้เลยว่าเขากำลังคิดสิ่งใดอยู่
หลานชิงอวี้กระแอมเบา ๆ
“อะแฮ่ม ให้ข้าช่วยแปลความหมายของท่านพี่นะเจ้าคะ”
นางหันไปทางฉู่เหวินโหรว
“ท่านพี่หมายความว่า ก่อนหน้านี้เขาปฏิเสธการแต่งงานไปแล้ว แต่ท่านก็ยังกล้าประกาศความรู้สึกต่อหน้าทุกคนถึงเพียงนี้”
“หากเขายังปฏิเสธต่อไปก็คงไม่มีความหมาย แล้วท่านยังต้องการให้เขาพูดอะไรอีก?”
หลานชิงอวี้หยุดเล็กน้อย ก่อนกล่าวประโยคสุดท้ายด้วยรอยยิ้ม
“แล้วก็...ทีนี้พวกท่านเชื่อหรือยังว่า มีแต่สตรีเป็นฝ่ายพยายามปีนขึ้นเตียงของเขาเอง ประมาณนี้เจ้าค่ะ”
ฉู่เหวินโหรวกะพริบตาปริบ ๆ
“เช่นนั้น...”
โม่ชิงเฟิงรีบกล่าวแทรก
“เช่นนั้นเจ้าก็เป็นภรรยาของเขาแล้วอย่างไรเล่า!”
ฉู่เหวินไคพลันยกมือขึ้น
“เดี๋ยวก่อนพี่เขย! แล้วพี่สะใภ้ของข้าเล่า?”
เขาชี้ไปทางจี้เสวี่ยหลัวอย่างไม่ลังเล
ยูรันหันไปตามทิศทางนั้น ก่อนมุมปากจะกระตุกเล็กน้อย
“อืม นี่เป็นโปรโมชันพิเศษหนึ่งแถมหนึ่งหรืออย่างไร?”
“พวกเจ้ากำลังเล่นตลกอะไรกันอยู่?”
จี้เสวี่ยหลัวรีบกล่าวขึ้น
“คุณชายใหญ่ เรื่องนี้ข้ายังไม่ได้ตัดสินใจเจ้าค่ะ”
เซียวซินเยวี่ยลูบคางอย่างครุ่นคิด
“อืม เช่นนั้นก็วางยานางเถอะ จะได้ไม่ต้องเสียเวลาตัดสินใจ”