คลังนิยายพันธสัญญาแห่งดวงดาว

ตอนเผยแพร่

อ่านนิยาย

ตอนที่ 448 เท่านี้ก็ไม่มีปัญหาแล้ว8,438 ตัวอักษร

ตอนที่ 448 เท่านี้ก็ไม่มีปัญหาแล้ว

ยูรันส่ายหน้าเล็กน้อย

“เอาเถอะ ข้าไม่ได้ติดใจเรื่องนั้นอยู่แล้ว ตอนนี้มีเรื่องอื่นสำคัญกว่า”

โม่ชิงเฟิงหันมามองทันที

“ยังมีเรื่องใดสำคัญกว่าการได้น้องหญิงเพิ่มอีกหรือ?”

“เรื่องพลัง”

“พลังทำไมหรือ?”

หลิงเยวี่ยจ้องมองยูรันอยู่ครู่หนึ่ง ก่อนลุกขึ้นจากที่นั่งอย่างช้า ๆ

“เจ้าเข้าสู่ขอบเขตแปลงเทพแล้วอย่างนั้นหรือ?”

สิ้นเสียงของนาง เสียงฮือฮาพลันดังขึ้นทั่วทั้งลาน

เยวียนจ้าวคุนเบิกตากว้าง

“อะไรนะ?! เมื่อช่วงบ่ายกลิ่นอายของเจ้ายังอยู่เพียงแก่นทองคำ เหตุใดจึงขึ้นสู่แปลงเทพได้ภายในเวลาไม่กี่ชั่วยาม?!”

เยวียนชิงเหยารีบปล่อยจิตสัมผัสตรวจสอบบุตรชาย สีหน้าของนางเปลี่ยนไปทันทีเมื่อสัมผัสถึงพลังอันลุ่มลึกภายในร่างของเขา

“รันเอ๋อร์ เจ้าเข้าสู่แปลงเทพแล้วจริง ๆ ด้วย”

นางพลันนึกถึงบางสิ่งขึ้นมาได้

“เดี๋ยวก่อน แล้วเหตุใดจึงไม่มีทัณฑ์สวรรค์?”

หลิงเยวี่ยกล่าวตอบแทน

“ลงมาแล้ว แรงสั่นสะเทือนสองครั้งก่อนหน้านี้คงเกิดจากเขาแอบออกไปข้ามทัณฑ์เพียงลำพัง”

สายตาของทุกคนหันกลับมาหายูรันพร้อมกัน

“อืม ประมาณนั้น”

เยวียนชิงฝูรีบกล่าวด้วยรอยยิ้ม

“ยินดีด้วยเจ้าค่ะท่านพี่!”

เยวียนชิงลู่ประสานมือตาม

“ยินดีกับท่านพี่ด้วยเจ้าค่ะ”

เสียงแสดงความยินดีดังขึ้นจากทั่วโต๊ะอย่างต่อเนื่อง

ยูรันยกมือห้าม ก่อนหันไปทางน้องสาวทั้งสอง

“พวกเจ้าไม่ต้องรีบร้อนหรือกดดันตนเองมากเกินไป ฝึกไปตามจังหวะของตนเองก็พอ”

จากนั้นเขาจึงหันไปหาคนอื่น

“เอาละ พอได้แล้ว นี่ไม่ใช่เรื่องสำคัญอะไรนัก”

เยวียนชิงเหยาขมวดคิ้ว

“เจ้าพูดอะไรเช่นนั้น? เจ้าบำเพ็ญเพียรมาไม่ถึงหนึ่งปี แต่กลับขึ้นสู่แปลงเทพได้แล้ว ใต้หล้านี้ยังจะมีผู้ใดเร็วกว่าลูกชายของแม่อีก?”

หนานอวี้ตบโต๊ะดังป้าบ

“เดี๋ยวก่อน! ตอนนี้สามีอยู่แปลงเทพ ส่วนชื่อระดับตามวิถีดาราคือแปลงแสงดาราใช่หรือไม่?”

นางหันไปมองหลิงเยวี่ยด้วยดวงตาเป็นประกาย

“เช่นนั้นก็หมายความว่าเขาสามารถสำแดงพลังได้ถึงหลอมสุญญตา และแข็งแกร่งกว่าอาจารย์แล้วไม่ใช่หรือ?!”

โม่ชิงเฟิงยกมือตบหน้าผาก

“โอ้วววว! จริงด้วย เช่นนี้ท่านอาจารย์ก็แพ้สามีอย่างแน่นอนแล้วสิ!”

หลิงเยวี่ยกลับยกยิ้มอย่างไม่สะทกสะท้าน

“หึ เหลวไหล”

นางปรายตามองยูรัน ก่อนกล่าวอย่างภาคภูมิใจ

“ทั้งร่างกายและหัวใจของข้าแพ้ให้เขาไปตั้งนานแล้ว”

ทั่วทั้งโต๊ะพลันเงียบสนิท

เยวียนชิงเหยากัดฟันกรอด

“ไร้ยางอายจริง ๆ”

ยูรันไม่สนใจสงครามสายตาระหว่างทั้งสอง เขาหยิบตะเกียบขึ้นมาอีกครั้ง

“เรื่องนั้นก็ไม่สำคัญ รีบกินข้าวกันเถอะ”

โม่ชิงเฟิงกะพริบตาปริบ ๆ

“อ้าว แล้วเรื่องสำคัญที่เจ้าพูดถึงคือสิ่งใดเล่า?”

ยูรันถอนหายใจ

“ก็พวกเจ้าไม่ยอมรอให้ข้าพูดจบเอง”

เขากวาดตามองเหล่าสตรีซึ่งยังคงใช้วิถีบำเพ็ญเดิม

“เมื่อข้าเข้าสู่แปลงแสงดาราแล้ว ก็หมายความว่าข้าสามารถช่วยพวกเจ้าเปลี่ยนเข้าสู่วิถีดาราได้เสียที”

พรึ่บ!

เซี่ยหลานอิงกับซูเม่ยเหยาลุกขึ้นจากที่นั่งพร้อมกัน

“สามี หมายความว่า...”

ยูรันพยักหน้า

“ใช่แล้ว หลังกินข้าวเสร็จก็รีบไปกันเถอะ ยัดเข้าปากเร็วหน่อย เดี๋ยวจะเสียเวลา”

เซี่ยหลานอิงวางตะเกียบลงทันที

“ข้าไม่กินแล้ว ไปกันตอนนี้เลยเถอะ จะชักช้ากว่านี้ไม่ได้!”

นางตะโกนออกมาสุดเสียง

“ข้ารอวันนี้มานานแล้ว!”

ซูเม่ยเหยาพยักหน้าอย่างเห็นด้วย

“ข้าเองก็เหมือนกัน”

หลิงเยวี่ยพยักหน้าช้า ๆ

“นี่ต่างหากจึงจะเรียกว่าเรื่องน่ายินดีอย่างแท้จริง”

เยวียนชิงเหยานั่งกัดเล็บของตนเองด้วยความร้อนใจ

[ข้าเองก็อยากขอให้รันเอ๋อร์ช่วยเปลี่ยนวิถีให้เดี๋ยวนี้ แต่ข้าอยู่ถึงมหายานแล้ว หากเกิดผิดพลาดหรือพลังระเบิดขึ้นมา เขาอาจได้รับบาดเจ็บ...บัดซบ!]

สุ่ยหลานซีถามขึ้นอย่างมีความหวัง

“ท่านพี่ ถ้าเช่นนั้นพวกเราสองคนก็สามารถเปลี่ยนวิถีด้วยได้ใช่ไหมเจ้าคะ?”

ยูรันหันไปมองพี่น้องตระกูลสุ่ย

“พวกเจ้ามั่นใจแล้วใช่หรือไม่?”

สุ่ยหลานอิงกับสุ่ยหลานซีพยักหน้าพร้อมกัน

“มั่นใจเจ้าค่ะ!”

“เช่นนั้นก็ย่อมได้”

โม่ชิงเฟิงพลันนึกถึงอีกคนขึ้นมาได้

“เดี๋ยวก่อน มู่หรงฉิน เจ้าก็ต้องไปด้วย!”

นางกวาดตามองกลุ่มคนซึ่งกำลังจะเปลี่ยนวิถี ก่อนหัวเราะอย่างตื่นเต้น

“รอบนี้มีคนตั้งหลายคน กระบวนการต้องเร็วขึ้นกว่าเดิมมากแน่ ๆ!”

มู่หรงฉินลุกขึ้นทันที

“ได้เลยเจ้าค่ะ!”

โม่ชิงเฟิงหันไปคว้าแขนฉู่เหวินโหรว

“เหวินโหรว เจ้าไปกับข้าด้วย ข้าจะเล่าเรื่องทั้งหมดให้ฟังระหว่างทาง”

จากนั้นนางจึงหันกลับไปเร่งยูรัน

“สามี ไปกันเถอะ! ท่านป้าทั้งสองก็ไปด้วยนะ”

เฟิงซูหลานกับเหอหว่านชิงพยักหน้ารับ

ยูรันมองอาหารบนโต๊ะด้วยความเสียดาย

“เสียดายข้าวชะมัด ช่างเถอะ”

เขาหันไปสั่งเสี่ยวเถา

“เถาเถา เก็บอาหารส่วนของพวกเราเอาไว้ก่อนนะ”

“เจ้าค่ะ คุณชายใหญ่”

ยูรันลุกขึ้น ก่อนใช้ก้าวพริบตาหายไปจากลาน

พรึ่บ!

คนอื่น ๆ รีบตามเขาไปทีละคน

“เหวินโหรว ไปกับข้า!”

โม่ชิงเฟิงคว้าร่างฉู่เหวินโหรวขึ้นมา ก่อนพาหายไปจากลานพร้อมกัน

เหลือเพียงผู้ที่ยังไม่เข้าใจเรื่องราวนั่งนิ่งอย่างงุนงง

ฉินหลัวซือหันไปหาสามี

“ท่านพี่ พวกเขากำลังจะไปที่ใดกัน?”

เยวียนจ้าวคุนส่ายหน้า

“ข้าจะไปรู้หรือ?”

ฉู่เทียนเหิงเองก็มีสีหน้าสับสนไม่ต่างกัน

“สรุปแล้ว นี่มันเรื่องอะไรกันแน่?”

เยวียนจ้าวคุนถอนหายใจ

“ข้าเองก็ไม่แน่ใจ รอบุตรสาวของท่านกลับมาแล้วค่อยถามนางเถอะ”


ณ พื้นที่รกร้างห่างจากตำหนักเสวียนเยว่กว่าหนึ่งพันลี้

ยูรันยืนรออยู่ก่อนแล้ว เมื่อสัมผัสได้ถึงกลิ่นอายของผู้มาใหม่ เขาจึงหันไปทางนั้น

“อืม ช้ากว่าปกตินะ”

ไป๋จิ้งเหวินปรากฏตัวขึ้นเป็นคนแรก ก่อนถอนหายใจเบา ๆ

“รันเอ๋อร์ ผ่อนปรนให้แม่บ้างเถอะนะ”

ลู่เหยียนหนิงซึ่งตามมาติด ๆ พยักหน้าเห็นด้วย

“ใช่แล้ว ช่วงนี้พวกแม่ไม่ได้ฝึกกับเจ้านาน ร่างกายย่อมฝืดเป็นธรรมดา”

ยูรันพยักหน้าช้า ๆ

“อืม ข้ารู้ว่านั่นเป็นเพียงข้ออ้าง ที่จริงพวกท่านแม่แค่อยากให้ข้าอยู่ด้วยนานขึ้นเท่านั้น”

เขาหยุดเล็กน้อย ก่อนกล่าวต่ออย่างไม่คิดขัดใจ

“แต่ข้าจะยอมรับข้ออ้างนั้นก็ได้”

ไป๋จิ้งเหวินเดินเข้ามาหยิกแก้มเขาเบา ๆ

“เด็กคนนี้นี่นะ”

ไม่นาน คนอื่น ๆ ก็ทยอยปรากฏตัวตามมา

ฉู่เหวินโหรวซึ่งถูกโม่ชิงเฟิงหิ้วข้ามระยะทางกว่าพันลี้ทรุดลงกับพื้นทันทีที่ปลายเท้าสัมผัสดิน

“อุ๊บ...แหวะ!”

โม่ชิงเฟิงรีบย่อตัวลงลูบหลังให้นาง

“ไม่เป็นไรนะน้องหญิง คนที่ถูกหิ้วอาเจียนกันทุกคนนั่นแหละ”

หลังจากรอจนฉู่เหวินโหรวหายคลื่นไส้ โม่ชิงเฟิงจึงเล่าเรื่องวิถีเส้นทางดาราให้นางฟังอย่างคร่าว ๆ

ยิ่งฟัง ดวงตาของฉู่เหวินโหรวก็ยิ่งเบิกกว้างขึ้น

“น่าเหลือเชื่อยิ่งนัก...วิถีเส้นทางดาราอย่างนั้นหรือ?”

นางหันไปหายูรัน

“หมายความว่าข้าเองก็ต้องเปลี่ยนวิถีด้วยใช่ไหมเจ้าคะ?”

ยูรันส่ายหน้า

“ไม่จำเป็น ทุกอย่างขึ้นอยู่กับการตัดสินใจของเจ้า”

“หากต้องการเป็นเซียนก็เดินตามวิถีเดิมต่อไป แต่หากต้องการเป็นเทพจึงค่อยเปลี่ยนเข้าสู่วิถีดารา เส้นทางทั้งสองแตกต่างกันตั้งแต่รากฐาน”

เขาครุ่นคิดเล็กน้อย ก่อนกล่าวต่อ

“หากมองเพียงการฝ่าทัณฑ์ในช่วงแรก เส้นทางเซียนอาจง่ายกว่า แต่สำหรับผู้ที่ก่อกายเทพสำเร็จ ทัณฑ์สวรรค์ก็ไม่ต่างจากการดื่มน้ำเพื่อหล่อเลี้ยงร่างกาย”

“เพราะฉะนั้น ทุกคนจึงอยากเปลี่ยนวิถีกันทั้งนั้น ไม่ว่าจะมองจากด้านใด วิถีเทพก็ดูสะดวกกว่ามาก”

ฉู่เหวินโหรวถามต่อโดยแทบไม่ต้องเสียเวลาครุ่นคิด

“แล้วท่านพี่เลือกเส้นทางใดเจ้าคะ?”

ยูรันตอบอย่างเป็นธรรมชาติ

“ข้าเป็นผู้สร้างวิถีนี้ขึ้นมา แล้วข้าจะไม่เลือกเป็นเทพได้อย่างไร?”

ฉู่เหวินโหรวพยักหน้าทันที

“เช่นนั้นข้าก็จะเดินตามท่านพี่เจ้าค่ะ”

“อืม ตามใจเจ้า”

ยูรันกวาดตามองผู้คนรอบตัว ก่อนเริ่มไล่รายชื่อ

“ถ้าเช่นนั้น ผู้ที่จะเปลี่ยนวิถีในวันนี้ก็มีอาเยวี่ย หลานอิง เม่ยเหยา เฟิงซูหลาน เหอหว่านชิง หรงฉิน เหวินโหรว อิงอิง และซีซี”

เยวียนชิงฝูรีบยกมือขึ้นสูง

“ท่านพี่ ข้าเองก็จะเปลี่ยนด้วยเจ้าค่ะ!”

ยูรันหันไปทางน้องสาวทั้งสอง ก่อนพยักหน้ารับ

“อืม เช่นนั้นก็เพิ่มชิงฝูกับชิงลู่เข้าไปด้วย”

เขานับจำนวนอยู่ในใจครู่หนึ่ง

“รวมทั้งหมดสิบเอ็ดคน ประจำที่”

ผู้ที่จะเปลี่ยนวิถีทั้งสิบเอ็ดคนนั่งขัดสมาธิเรียงกันอยู่ตรงกลาง ส่วนผู้ซึ่งเดินอยู่บนวิถีดาราแล้วแยกย้ายกันยืนล้อมรอบเป็นวงกลม

เมื่อทุกคนเข้าประจำตำแหน่ง ยูรันจึงเดินไปหยุดอยู่ด้านหน้าวงพิธี

“เอาละ มาดูกันหน่อยว่าดาราจักรของข้าในขั้นแปลงแสงดาราจะเปลี่ยนไปมากเพียงใด”

เขายกมือขึ้นดีดนิ้ว

เป๊าะ!

วูบบบบ!

ความมืดแผ่ขยายออกจากใต้ฝ่าเท้าของยูรันอย่างไร้สุ้มเสียง ก่อนกลืนกินผืนดินโดยรอบจนทุกคนรู้สึกราวกับกำลังยืนอยู่ท่ามกลางห้วงจักรวาลอันไร้ขอบเขต

แน่นอนว่าสิ่งที่ปรากฏไม่ใช่การเปลี่ยนแปลงของท้องฟ้าจริง หากแต่เป็นภาพสำแดงจากดาราจักรภายในของยูรัน

หมู่ดาวนับไม่ถ้วนส่องประกายขึ้นทีละดวง กลุ่มฝุ่นดาราและเนบิวลาหลากสีไหลเวียนรวมตัวกัน ก่อนก่อกำเนิดเป็นดาราจักรรูปกังหันขนาดมหึมาซึ่งกว้างใหญ่จนไม่อาจมองเห็นขอบเขต

แขนเกลียวของดาราจักรหมุนเคลื่อนไปอย่างเชื่องช้า ทุกครั้งที่มันขยับ แสงจากดวงดาวนับล้านก็สั่นไหวตามราวกับกำลังหายใจ

ใจกลางดาราจักรมีดวงตะวันสีขาวทองลอยเด่นอยู่ แสงของมันมิได้ร้อนแรงจนแผดเผา แต่กลับอัดแน่นด้วยพลังบริสุทธิ์จนพื้นที่โดยรอบบิดเบี้ยวเป็นระลอก

เบื้องหน้าดวงตะวันนั้น ทารกกายเทพดาราสวรรค์ซึ่งเติบโตจนมีรูปลักษณ์ราวเด็กวัยสองปีกำลังนั่งขัดสมาธิอยู่บนวงแหวนดารา

ดวงตาของมันยังคงปิดสนิท ทว่าเส้นผมและอาภรณ์ซึ่งก่อขึ้นจากแสงดาวกลับพลิ้วไหวไปตามกระแสพลัง ทุกลมหายใจทำให้ดวงดาวรอบกายถือกำเนิดและดับสูญสลับกันอย่างน่าอัศจรรย์

ฉู่เหวินโหรวมองภาพตรงหน้าด้วยดวงตาเบิกกว้าง

“นี่คือ...ดาราจักรภายในของท่านพี่หรือ?”

แม้แต่ผู้ที่เคยเห็นยูรันสำแดงดาราจักรมาก่อนก็ยังตกตะลึง เพราะภาพตรงหน้าแตกต่างจากในอดีตอย่างสิ้นเชิง

หากดาราจักรเดิมของเขาเปรียบเสมือนโลกซึ่งกำลังถือกำเนิด ดาราจักรในยามนี้ก็ไม่ต่างจากเอกภพที่เริ่มมีกฎเกณฑ์และการหมุนเวียนเป็นของตนเองแล้ว

สุริยุปราคาเทียมแต่ละวงปรากฏขึ้นรอบวงพิธี ก่อนเชื่อมต่อเข้าหาสุริยุปราคาของยูรันซึ่งอยู่ตรงกลาง

ยูรันกวาดตามองวงพิธีเป็นครั้งสุดท้าย

“อืม เท่านี้ก็ไม่มีปัญหาแล้ว”

“เริ่มกันเถอะ”