ตอนที่ 449 ถ้าหมดเรื่องแล้วก็กลับกันเถอะ
ทุกคนเริ่มชักนำฐานตบะออกจากตันเถียน ก่อนถ่ายโอนไปยังหัวใจทีละน้อย เปลี่ยนจากเส้นทางเซียนเข้าสู่เส้นทางเทพอย่างสมบูรณ์
คนแรกที่ทำสำเร็จหลังเวลาผ่านไปเพียงหนึ่งเค่อคือมู่หรงฉิน เนื่องจากนางมีตบะต่ำที่สุดในบรรดาทั้งสิบเอ็ดคน การเปลี่ยนวิถีจึงราบรื่นกว่าผู้อื่น ฐานตบะสร้างรากฐานขั้นสูงของนางเปลี่ยนเป็นก่อวงโคจรดาราขั้นสูง
ผู้ที่ทำสำเร็จเป็นคนถัดมาคือฉู่เหวินโหรว ฐานตบะแก่นทองคำขั้นกลางเปลี่ยนเป็นก่อแกนเอกภพขั้นกลาง
จากนั้นจึงเป็นสุ่ยหลานซี จากแก่นทองคำขั้นกลางเข้าสู่ก่อแกนเอกภพขั้นกลาง ตามมาด้วยสุ่ยหลานอิง จากแก่นทองคำขั้นสูงเข้าสู่ก่อแกนเอกภพขั้นสูง
เยวียนชิงฝูเปลี่ยนจากวิญญาณทารกขั้นกลางเป็นดาราแรกกำเนิดขั้นกลาง ส่วนเยวียนชิงลู่เปลี่ยนจากครึ่งก้าวสู่แปลงเทพเป็นครึ่งก้าวสู่แปลงแสงดารา
หลังจากนั้นจึงเป็นเซี่ยหลานอิง จากครึ่งก้าวสู่หลอมสุญญตาเข้าสู่ครึ่งก้าวสู่เปิดห้วงดารา และซูเม่ยเหยา จากหลอมสุญญตาขั้นต้นเข้าสู่เปิดห้วงดาราขั้นต้น
ท้ายที่สุด หลิงเยวี่ย เฟิงซูหลาน และเหอหว่านชิงก็เปลี่ยนวิถีสำเร็จแทบจะพร้อมกัน ฐานตบะหลอมสุญญตาขั้นกลางของทั้งสามเปลี่ยนเป็นเปิดห้วงดาราขั้นกลางโดยสมบูรณ์
ตู้ม! ตู้ม! ตู้ม!
ทุกครั้งที่มีผู้เปลี่ยนวิถีสำเร็จ แรงสะท้อนจากการก่อกำเนิดดาราจักรภายในจะระเบิดออกมาเป็นระลอก
โดยเฉพาะแรงสะท้อนจากสามคนสุดท้ายซึ่งปะทุขึ้นพร้อมกัน ความรุนแรงของมันแทบไม่ต่างจากผู้บำเพ็ญขอบเขตหลอมสุญญตาสามคนระเบิดตนเองในเวลาเดียวกัน
ตูมมมมม!
ฝุ่นควันและเศษดินพวยพุ่งขึ้นปกคลุมทั่วบริเวณ เมื่อทุกอย่างสงบลง ร่างของยูรันจึงปรากฏแก่สายตาของทุกคนอีกครั้ง
อาภรณ์ของเขาฉีกขาดแทบไม่เหลือชิ้นดี บนร่างเต็มไปด้วยบาดแผลและคราบโลหิต ทว่าบาดแผลเหล่านั้นกำลังสมานตัวด้วยความเร็วที่มองเห็นได้ด้วยตาเปล่า
เยวียนชิงเหยาเม้มริมฝีปากแน่น ภายในใจรู้สึกโชคดีขึ้นมาทันทีที่ตนไม่ได้ขอให้บุตรชายช่วยเปลี่ยนวิถีให้ด้วย มิฉะนั้นยูรันคงได้รับบาดเจ็บหนักกว่านี้อีกหลายเท่า
“รันเอ๋อร์ เจ้าไปรักษาตัวก่อนดีหรือไม่?”
ยูรันก้มมองบาดแผลซึ่งแทบสมานหายไปทั้งหมด ก่อนตอบอย่างไม่ใส่ใจ
“ไม่เป็นไร แค่บาดแผลเล็กน้อยเท่านั้น”
เขาเงยหน้ามองคนทั้งสิบเอ็ด
“พวกเจ้าเปลี่ยนวิถีเสร็จหมดแล้วใช่ไหม? ถ้าเช่นนั้นก็ลองเปิดดาราจักรภายในของตนเองออกมาดูเสีย”
หลิงเยวี่ยเป็นคนแรกที่หลับตาลง ก่อนเปิดดาราจักรภายในระดับเปิดห้วงดาราของตนเองออกมา
วูบบบบ!
ห้วงดาราสีดำสนิทแผ่ขยายออกไปรอบกายของนาง แสงดาวสีเงินนับไม่ถ้วนค่อย ๆ ส่องประกายขึ้นท่ามกลางความมืด ก่อนแม่น้ำแห่งแสงหลายสายจะไหลมาบรรจบกันรอบดวงจันทร์สีขาวขนาดมหึมาซึ่งลอยเด่นอยู่ตรงใจกลาง
ดวงดาวแต่ละดวงมีวงโคจรเป็นของตนเอง แสงจันทร์ซึ่งสาดส่องออกมาไม่ได้หยุดนิ่ง หากแต่ขึ้นลงเป็นจังหวะประหนึ่งกระแสน้ำหล่อเลี้ยงดาราจักรทั้งผืน
หากดาราจักรของยูรันในขั้นแปลงแสงดาราเปรียบเสมือนเอกภพซึ่งเพิ่งเริ่มสร้างกฎเกณฑ์ ดาราจักรของหลิงเยวี่ยในขั้นเปิดห้วงดาราก็ได้เปิดห้วงมิติภายในขึ้นอย่างแท้จริงแล้ว
ระยะห่างระหว่างดวงดาวมิใช่เพียงภาพสำแดงอีกต่อไป ทุกชั้นมิติมีความลึกและขอบเขตชัดเจน แม้ขนาดของมันจะยังเทียบดาราจักรของยูรันไม่ได้ แต่ทั้งวงโคจร กฎเกณฑ์ และความมั่นคงล้วนสมบูรณ์กว่าอย่างเห็นได้ชัด
ยูรันกวาดตามองอยู่ครู่หนึ่ง
“อืม ก็สวยดี”
หลิงเยวี่ยยกมุมปากขึ้นเล็กน้อย
“เจ้าอิจฉาหรือเปล่า?”
“ข้าจะอิจฉาไปทำไม? อีกไม่นานข้าก็แซงเจ้าแล้ว”
หลิงเยวี่ยเบ้ปาก
“ใจร้ายเสียจริง”
นางชะงักเล็กน้อย ก่อนชี้ไปยังดวงจันทร์ใจกลางดาราจักร
“จริงสิ ดูนั่น”
บนกลีบจันทราสีเงินซึ่งลอยอยู่เหนือดวงจันทร์ ปรากฏร่างของเด็กหญิงตัวน้อยกำลังนั่งขัดสมาธิอย่างสงบนิ่ง
ยูรันเลิกคิ้ว
“หืม? เจ้าสร้างกายเทพสำเร็จทันทีเลยหรือ?”
เขาพิจารณาอยู่ครู่หนึ่งก็เข้าใจทุกอย่าง
“เจ้าเอาพลังจากแรงระเบิดเมื่อครู่ไปหล่อเลี้ยงครรภ์แห่งดวงดาวสินะ”
“ใช่”
หนานอวี้หันขวับมาทันที
“อะไรนะ? ไหน ๆ อยู่ตรงไหน!”
ทุกคนต่างพากันเข้ามามุงดูทารกกายเทพของหลิงเยวี่ยด้วยความสนใจ
เด็กหญิงตัวน้อยมีผิวขาวกระจ่างและเส้นผมสีเงินยาวประบ่า อาภรณ์จันทราสีขาวซึ่งห่อหุ้มร่างเล็กพลิ้วไหวอยู่ตลอดเวลา ระหว่างคิ้วปรากฏตราจันทร์เสี้ยวสีเงิน แม้ใบหน้าจะยังอ่อนเยาว์ ทว่าท่วงท่ากลับสงบนิ่งและเย็นชาราวกับเทพจันทราตัวน้อยไม่มีผิดเพี้ยน
หนานอวี้ถึงกับยกมือกุมหน้าอก
“บ้าเอ๊ย! เหตุใดท่านอาจารย์ตอนเด็กจึงน่ารักถึงเพียงนี้!”
หลิงเยวี่ยเดินเข้ามากอดแขนยูรัน
“เรียกกายเทพของเจ้าออกมาหน่อยสิ ข้าอยากรู้ว่านางจะแสดงปฏิกิริยาเช่นไร”
“อืม”
ยูรันดีดนิ้วดังเป๊าะ
ทารกกายเทพของเขาพลันปรากฏตัวขึ้นกลางดาราจักร
ทันทีที่ทารกกายเทพของหลิงเยวี่ยมองเห็นอีกฝ่าย ดวงตาสีเงินคู่นั้นก็หยุดนิ่ง สีหน้าเย็นชาไม่เปลี่ยนแปลงแม้แต่น้อย นางเพียงจ้องมองทารกของยูรันโดยไม่ขยับเขยื้อน
ผ่านไปหลายลมหายใจ หนานอวี้จึงถามขึ้นด้วยความผิดหวัง
“อะไรน่ะ? แค่จ้องเฉย ๆ หรือ?”
โม่ชิงเฟิงหัวเราะเบา ๆ
“ดูสีหน้าของหนานอวี้สิ คงหวังว่าจะได้เห็นนางพุ่งเข้าไปหอมแก้มคลอเคลีย จนน้ำลายเปื้อนเต็มหน้าสามีเหมือนทารกของตนเองสินะ”
ยูรันส่ายหน้า
“ใครบอกว่านางกำลังจ้องอยู่?”
หนานอวี้กะพริบตาปริบ ๆ
“แล้วนางกำลังทำอะไร? เห็นอยู่ว่ายังลืมตามองเจ้าไม่ขยับเลยนี่”
“เปล่า นางสลบไปตั้งแต่เห็นทารกแวบแรกแล้วต่างหาก”
“หาาาาาาาาาาาาาาาาาาาาาาา?!”
หลิงเยวี่ยขมวดคิ้ว ก่อนเดินเข้าไปโบกมือผ่านหน้ากายเทพของตนเองหลายครั้ง
เด็กหญิงตัวน้อยยังคงนั่งนิ่ง ดวงตาเปิดค้างโดยไม่มีปฏิกิริยาแม้แต่น้อย
เฟิงซูหลานระเบิดเสียงหัวเราะออกมาทันที
“ฮ่า ๆๆๆ! ทนความหล่อเหลาของสามีไม่ไหว เห็นเพียงแวบเดียวก็ถึงกับหมดสติเลยหรือเนี่ย!”
เหอหว่านชิงพยักหน้าอย่างครุ่นคิด
“จะว่าไป เมื่อก่อนเวลาเจ้าเขินจัดก็มักแข็งค้างเช่นนี้เหมือนกันนี่ เพียงแต่ตอนนี้หน้าด้านขึ้นมากแล้ว พวกเราจึงไม่ได้เห็นอีก”
หลิงเยวี่ยหันขวับไปมองสหายทั้งสองด้วยสายตาเย็นเยียบ
เสียงหัวเราะของเฟิงซูหลานหยุดลงในทันที
เยวียนชิงเหยามองทารกตัวน้อยอยู่ครู่หนึ่ง ก่อนเอ่ยถามด้วยความสงสัย
“แล้วกายเทพของเจ้ามีชื่อว่าอะไรหรือ?”
หลิงเยวี่ยชะงักไปเล็กน้อย ก่อนหันไปมองยูรันแทนคำตอบ
ยูรันเลิกคิ้ว
“มองข้าทำไม? ข้าจะไปรู้ได้อย่างไร?”
เขาครุ่นคิดอยู่ครู่หนึ่ง ก่อนจะนึกเรื่องที่เคยคุยกันขึ้นมาได้
“จริงสิ คราวก่อนพวกเราเคยบอกว่ากายาหยินบริสุทธิ์ของเจ้าจะวิวัฒนาการเป็นกายเทพจันทราสวรรค์ไม่ใช่หรือ? ดูจากรูปลักษณ์แล้วก็น่าจะเป็นเช่นนั้น”
ยูรันมองทารกกายเทพอีกครั้ง ก่อนยกนิ้วขึ้นมาสามนิ้ว
“หากเจ้าไม่ชอบชื่อนั้น ข้าก็คิดให้ใหม่ได้อีกสองชื่อ”
“กายเทพจันทราสวรรค์”
“กายเทพปฐมหยินจันทรา”
“กายเทพจันทรานิรันดร์”
เขาลดมือลง ก่อนหันไปถามหลิงเยวี่ย
“ชอบชื่อไหน?”
หลิงเยวี่ยมองทารกกายเทพของตนเองอยู่ครู่หนึ่ง จากนั้นจึงตอบโดยไม่ลังเล
“กายเทพจันทราสวรรค์”
ยูรันเอียงศีรษะเล็กน้อย
“ชื่อแรกหรือ? เพราะเหตุใด?”
หลิงเยวี่ยเหลือบมองเขา ก่อนยกมุมปากขึ้นเป็นรอยยิ้มบาง
“เพราะเป็นชื่อที่เจ้าตั้งให้ข้าตั้งแต่แรก”
“อืม เช่นนั้นก็ตามนี้”
ยูรันหันกลับไปมองทารกตัวน้อยซึ่งยังคงหมดสติทั้งที่ลืมตาอยู่
“กายเทพจันทราสวรรค์ ฟังดูเหมาะกับนางดี”
เขาจ้องอยู่หลายลมหายใจ ก่อนลูบแขนของตนเองเบา ๆ
“แต่เห็นนางลืมตาสลบเช่นนี้แล้วชวนขนลุกชะมัด บรื๋อ...”
หลิงเยวี่ยปรายตามองเขาอย่างไม่พอใจ ทว่ายูรันกลับหันไปทางคนอื่นเสียก่อน
“เอาเถอะ พวกเจ้าก็ลองสร้างครรภ์แห่งดวงดาวกันดู จะได้เตรียมไว้หล่อเลี้ยงกายเทพของตนเอง แต่คงต้องลำบากกันสักหน่อย”
เขายกมือขึ้นนับสิ่งที่ตนมีอยู่ในใจ
“ตอนนี้ข้ามีโลหิตกายาอัคคีเก้าหยด โลหิตกายาอัสนีสิบหยด และโลหิตกายาวารีหลอมสมุทรอีกหนึ่งหยด”
“จำนวนไม่ใช่ปัญหา ข้าสามารถนำไปเพาะเพิ่มภายหลังได้ แต่ปัญหาคือความเข้ากันได้ของกายา”
ยูรันกวาดตามองทุกคนทีละคน
“ในหมู่พวกเจ้าไม่มีผู้ใดเหมาะกับกายาอัสนี ส่วนผู้ที่พอเข้ากับกายาอัคคีได้มีเพียงจินหยาง แต่นางมีกลิ่นอายสุริยันอยู่แล้ว หากจะสร้างกายเทพทั้งที กายาสายสุริยันย่อมเหมาะกับนางมากกว่า”
หลัวจินหยางพยักหน้ารับโดยไม่คัดค้าน
“เพราะฉะนั้น กายาที่ใช้ได้ในตอนนี้จึงเหลือเพียงกายาวารีหลอมสมุทร”
เขาชี้ไปทางมู่หรงฉิน ก่อนเลื่อนไปยังสุ่ยหลานอิงกับสุ่ยหลานซี
“ผู้ที่เหมาะกับมันมีหรงฉิน อิงอิง และซีซี ข้าจะเพาะโลหิตเพิ่มให้ครบสามหยดภายหลัง ส่วนคนอื่นรอจนกว่าข้าจะพบกายาที่เหมาะสมก็แล้วกัน”
ทุกคนพยักหน้ารับ แม้บางคนจะรู้สึกเสียดายอยู่บ้าง แต่ไม่มีผู้ใดคิดเลือกกายาที่ไม่เข้ากับตนเองเพียงเพราะความรีบร้อน
ยูรันกวาดตามองรอบตัว ก่อนบิดเอวคลายความเมื่อยล้า
“ถ้าหมดเรื่องแล้วก็กลับกันเถอะ ข้ายังมีนัดเล่นไพ่กับตาแก่อีก”
กล่าวจบ ร่างของเขาก็หายวับไปจากตรงนั้นทันที