คลังนิยายพันธสัญญาแห่งดวงดาว

ตอนเผยแพร่

อ่านนิยาย

ตอนที่ 449 ถ้าหมดเรื่องแล้วก็กลับกันเถอะ7,336 ตัวอักษร

ตอนที่ 449 ถ้าหมดเรื่องแล้วก็กลับกันเถอะ

ทุกคนเริ่มชักนำฐานตบะออกจากตันเถียน ก่อนถ่ายโอนไปยังหัวใจทีละน้อย เปลี่ยนจากเส้นทางเซียนเข้าสู่เส้นทางเทพอย่างสมบูรณ์

คนแรกที่ทำสำเร็จหลังเวลาผ่านไปเพียงหนึ่งเค่อคือมู่หรงฉิน เนื่องจากนางมีตบะต่ำที่สุดในบรรดาทั้งสิบเอ็ดคน การเปลี่ยนวิถีจึงราบรื่นกว่าผู้อื่น ฐานตบะสร้างรากฐานขั้นสูงของนางเปลี่ยนเป็นก่อวงโคจรดาราขั้นสูง

ผู้ที่ทำสำเร็จเป็นคนถัดมาคือฉู่เหวินโหรว ฐานตบะแก่นทองคำขั้นกลางเปลี่ยนเป็นก่อแกนเอกภพขั้นกลาง

จากนั้นจึงเป็นสุ่ยหลานซี จากแก่นทองคำขั้นกลางเข้าสู่ก่อแกนเอกภพขั้นกลาง ตามมาด้วยสุ่ยหลานอิง จากแก่นทองคำขั้นสูงเข้าสู่ก่อแกนเอกภพขั้นสูง

เยวียนชิงฝูเปลี่ยนจากวิญญาณทารกขั้นกลางเป็นดาราแรกกำเนิดขั้นกลาง ส่วนเยวียนชิงลู่เปลี่ยนจากครึ่งก้าวสู่แปลงเทพเป็นครึ่งก้าวสู่แปลงแสงดารา

หลังจากนั้นจึงเป็นเซี่ยหลานอิง จากครึ่งก้าวสู่หลอมสุญญตาเข้าสู่ครึ่งก้าวสู่เปิดห้วงดารา และซูเม่ยเหยา จากหลอมสุญญตาขั้นต้นเข้าสู่เปิดห้วงดาราขั้นต้น

ท้ายที่สุด หลิงเยวี่ย เฟิงซูหลาน และเหอหว่านชิงก็เปลี่ยนวิถีสำเร็จแทบจะพร้อมกัน ฐานตบะหลอมสุญญตาขั้นกลางของทั้งสามเปลี่ยนเป็นเปิดห้วงดาราขั้นกลางโดยสมบูรณ์

ตู้ม! ตู้ม! ตู้ม!

ทุกครั้งที่มีผู้เปลี่ยนวิถีสำเร็จ แรงสะท้อนจากการก่อกำเนิดดาราจักรภายในจะระเบิดออกมาเป็นระลอก

โดยเฉพาะแรงสะท้อนจากสามคนสุดท้ายซึ่งปะทุขึ้นพร้อมกัน ความรุนแรงของมันแทบไม่ต่างจากผู้บำเพ็ญขอบเขตหลอมสุญญตาสามคนระเบิดตนเองในเวลาเดียวกัน

ตูมมมมม!

ฝุ่นควันและเศษดินพวยพุ่งขึ้นปกคลุมทั่วบริเวณ เมื่อทุกอย่างสงบลง ร่างของยูรันจึงปรากฏแก่สายตาของทุกคนอีกครั้ง

อาภรณ์ของเขาฉีกขาดแทบไม่เหลือชิ้นดี บนร่างเต็มไปด้วยบาดแผลและคราบโลหิต ทว่าบาดแผลเหล่านั้นกำลังสมานตัวด้วยความเร็วที่มองเห็นได้ด้วยตาเปล่า

เยวียนชิงเหยาเม้มริมฝีปากแน่น ภายในใจรู้สึกโชคดีขึ้นมาทันทีที่ตนไม่ได้ขอให้บุตรชายช่วยเปลี่ยนวิถีให้ด้วย มิฉะนั้นยูรันคงได้รับบาดเจ็บหนักกว่านี้อีกหลายเท่า

“รันเอ๋อร์ เจ้าไปรักษาตัวก่อนดีหรือไม่?”

ยูรันก้มมองบาดแผลซึ่งแทบสมานหายไปทั้งหมด ก่อนตอบอย่างไม่ใส่ใจ

“ไม่เป็นไร แค่บาดแผลเล็กน้อยเท่านั้น”

เขาเงยหน้ามองคนทั้งสิบเอ็ด

“พวกเจ้าเปลี่ยนวิถีเสร็จหมดแล้วใช่ไหม? ถ้าเช่นนั้นก็ลองเปิดดาราจักรภายในของตนเองออกมาดูเสีย”

หลิงเยวี่ยเป็นคนแรกที่หลับตาลง ก่อนเปิดดาราจักรภายในระดับเปิดห้วงดาราของตนเองออกมา

วูบบบบ!

ห้วงดาราสีดำสนิทแผ่ขยายออกไปรอบกายของนาง แสงดาวสีเงินนับไม่ถ้วนค่อย ๆ ส่องประกายขึ้นท่ามกลางความมืด ก่อนแม่น้ำแห่งแสงหลายสายจะไหลมาบรรจบกันรอบดวงจันทร์สีขาวขนาดมหึมาซึ่งลอยเด่นอยู่ตรงใจกลาง

ดวงดาวแต่ละดวงมีวงโคจรเป็นของตนเอง แสงจันทร์ซึ่งสาดส่องออกมาไม่ได้หยุดนิ่ง หากแต่ขึ้นลงเป็นจังหวะประหนึ่งกระแสน้ำหล่อเลี้ยงดาราจักรทั้งผืน

หากดาราจักรของยูรันในขั้นแปลงแสงดาราเปรียบเสมือนเอกภพซึ่งเพิ่งเริ่มสร้างกฎเกณฑ์ ดาราจักรของหลิงเยวี่ยในขั้นเปิดห้วงดาราก็ได้เปิดห้วงมิติภายในขึ้นอย่างแท้จริงแล้ว

ระยะห่างระหว่างดวงดาวมิใช่เพียงภาพสำแดงอีกต่อไป ทุกชั้นมิติมีความลึกและขอบเขตชัดเจน แม้ขนาดของมันจะยังเทียบดาราจักรของยูรันไม่ได้ แต่ทั้งวงโคจร กฎเกณฑ์ และความมั่นคงล้วนสมบูรณ์กว่าอย่างเห็นได้ชัด

ยูรันกวาดตามองอยู่ครู่หนึ่ง

“อืม ก็สวยดี”

หลิงเยวี่ยยกมุมปากขึ้นเล็กน้อย

“เจ้าอิจฉาหรือเปล่า?”

“ข้าจะอิจฉาไปทำไม? อีกไม่นานข้าก็แซงเจ้าแล้ว”

หลิงเยวี่ยเบ้ปาก

“ใจร้ายเสียจริง”

นางชะงักเล็กน้อย ก่อนชี้ไปยังดวงจันทร์ใจกลางดาราจักร

“จริงสิ ดูนั่น”

บนกลีบจันทราสีเงินซึ่งลอยอยู่เหนือดวงจันทร์ ปรากฏร่างของเด็กหญิงตัวน้อยกำลังนั่งขัดสมาธิอย่างสงบนิ่ง

ยูรันเลิกคิ้ว

“หืม? เจ้าสร้างกายเทพสำเร็จทันทีเลยหรือ?”

เขาพิจารณาอยู่ครู่หนึ่งก็เข้าใจทุกอย่าง

“เจ้าเอาพลังจากแรงระเบิดเมื่อครู่ไปหล่อเลี้ยงครรภ์แห่งดวงดาวสินะ”

“ใช่”

หนานอวี้หันขวับมาทันที

“อะไรนะ? ไหน ๆ อยู่ตรงไหน!”

ทุกคนต่างพากันเข้ามามุงดูทารกกายเทพของหลิงเยวี่ยด้วยความสนใจ

เด็กหญิงตัวน้อยมีผิวขาวกระจ่างและเส้นผมสีเงินยาวประบ่า อาภรณ์จันทราสีขาวซึ่งห่อหุ้มร่างเล็กพลิ้วไหวอยู่ตลอดเวลา ระหว่างคิ้วปรากฏตราจันทร์เสี้ยวสีเงิน แม้ใบหน้าจะยังอ่อนเยาว์ ทว่าท่วงท่ากลับสงบนิ่งและเย็นชาราวกับเทพจันทราตัวน้อยไม่มีผิดเพี้ยน

หนานอวี้ถึงกับยกมือกุมหน้าอก

“บ้าเอ๊ย! เหตุใดท่านอาจารย์ตอนเด็กจึงน่ารักถึงเพียงนี้!”

หลิงเยวี่ยเดินเข้ามากอดแขนยูรัน

“เรียกกายเทพของเจ้าออกมาหน่อยสิ ข้าอยากรู้ว่านางจะแสดงปฏิกิริยาเช่นไร”

“อืม”

ยูรันดีดนิ้วดังเป๊าะ

ทารกกายเทพของเขาพลันปรากฏตัวขึ้นกลางดาราจักร

ทันทีที่ทารกกายเทพของหลิงเยวี่ยมองเห็นอีกฝ่าย ดวงตาสีเงินคู่นั้นก็หยุดนิ่ง สีหน้าเย็นชาไม่เปลี่ยนแปลงแม้แต่น้อย นางเพียงจ้องมองทารกของยูรันโดยไม่ขยับเขยื้อน

ผ่านไปหลายลมหายใจ หนานอวี้จึงถามขึ้นด้วยความผิดหวัง

“อะไรน่ะ? แค่จ้องเฉย ๆ หรือ?”

โม่ชิงเฟิงหัวเราะเบา ๆ

“ดูสีหน้าของหนานอวี้สิ คงหวังว่าจะได้เห็นนางพุ่งเข้าไปหอมแก้มคลอเคลีย จนน้ำลายเปื้อนเต็มหน้าสามีเหมือนทารกของตนเองสินะ”

ยูรันส่ายหน้า

“ใครบอกว่านางกำลังจ้องอยู่?”

หนานอวี้กะพริบตาปริบ ๆ

“แล้วนางกำลังทำอะไร? เห็นอยู่ว่ายังลืมตามองเจ้าไม่ขยับเลยนี่”

“เปล่า นางสลบไปตั้งแต่เห็นทารกแวบแรกแล้วต่างหาก”

“หาาาาาาาาาาาาาาาาาาาาาาา?!”

หลิงเยวี่ยขมวดคิ้ว ก่อนเดินเข้าไปโบกมือผ่านหน้ากายเทพของตนเองหลายครั้ง

เด็กหญิงตัวน้อยยังคงนั่งนิ่ง ดวงตาเปิดค้างโดยไม่มีปฏิกิริยาแม้แต่น้อย

เฟิงซูหลานระเบิดเสียงหัวเราะออกมาทันที

“ฮ่า ๆๆๆ! ทนความหล่อเหลาของสามีไม่ไหว เห็นเพียงแวบเดียวก็ถึงกับหมดสติเลยหรือเนี่ย!”

เหอหว่านชิงพยักหน้าอย่างครุ่นคิด

“จะว่าไป เมื่อก่อนเวลาเจ้าเขินจัดก็มักแข็งค้างเช่นนี้เหมือนกันนี่ เพียงแต่ตอนนี้หน้าด้านขึ้นมากแล้ว พวกเราจึงไม่ได้เห็นอีก”

หลิงเยวี่ยหันขวับไปมองสหายทั้งสองด้วยสายตาเย็นเยียบ

เสียงหัวเราะของเฟิงซูหลานหยุดลงในทันที

เยวียนชิงเหยามองทารกตัวน้อยอยู่ครู่หนึ่ง ก่อนเอ่ยถามด้วยความสงสัย

“แล้วกายเทพของเจ้ามีชื่อว่าอะไรหรือ?”

หลิงเยวี่ยชะงักไปเล็กน้อย ก่อนหันไปมองยูรันแทนคำตอบ

ยูรันเลิกคิ้ว

“มองข้าทำไม? ข้าจะไปรู้ได้อย่างไร?”

เขาครุ่นคิดอยู่ครู่หนึ่ง ก่อนจะนึกเรื่องที่เคยคุยกันขึ้นมาได้

“จริงสิ คราวก่อนพวกเราเคยบอกว่ากายาหยินบริสุทธิ์ของเจ้าจะวิวัฒนาการเป็นกายเทพจันทราสวรรค์ไม่ใช่หรือ? ดูจากรูปลักษณ์แล้วก็น่าจะเป็นเช่นนั้น”

ยูรันมองทารกกายเทพอีกครั้ง ก่อนยกนิ้วขึ้นมาสามนิ้ว

“หากเจ้าไม่ชอบชื่อนั้น ข้าก็คิดให้ใหม่ได้อีกสองชื่อ”

“กายเทพจันทราสวรรค์”

“กายเทพปฐมหยินจันทรา”

“กายเทพจันทรานิรันดร์”

เขาลดมือลง ก่อนหันไปถามหลิงเยวี่ย

“ชอบชื่อไหน?”

หลิงเยวี่ยมองทารกกายเทพของตนเองอยู่ครู่หนึ่ง จากนั้นจึงตอบโดยไม่ลังเล

“กายเทพจันทราสวรรค์”

ยูรันเอียงศีรษะเล็กน้อย

“ชื่อแรกหรือ? เพราะเหตุใด?”

หลิงเยวี่ยเหลือบมองเขา ก่อนยกมุมปากขึ้นเป็นรอยยิ้มบาง

“เพราะเป็นชื่อที่เจ้าตั้งให้ข้าตั้งแต่แรก”

“อืม เช่นนั้นก็ตามนี้”

ยูรันหันกลับไปมองทารกตัวน้อยซึ่งยังคงหมดสติทั้งที่ลืมตาอยู่

“กายเทพจันทราสวรรค์ ฟังดูเหมาะกับนางดี”

เขาจ้องอยู่หลายลมหายใจ ก่อนลูบแขนของตนเองเบา ๆ

“แต่เห็นนางลืมตาสลบเช่นนี้แล้วชวนขนลุกชะมัด บรื๋อ...”

หลิงเยวี่ยปรายตามองเขาอย่างไม่พอใจ ทว่ายูรันกลับหันไปทางคนอื่นเสียก่อน

“เอาเถอะ พวกเจ้าก็ลองสร้างครรภ์แห่งดวงดาวกันดู จะได้เตรียมไว้หล่อเลี้ยงกายเทพของตนเอง แต่คงต้องลำบากกันสักหน่อย”

เขายกมือขึ้นนับสิ่งที่ตนมีอยู่ในใจ

“ตอนนี้ข้ามีโลหิตกายาอัคคีเก้าหยด โลหิตกายาอัสนีสิบหยด และโลหิตกายาวารีหลอมสมุทรอีกหนึ่งหยด”

“จำนวนไม่ใช่ปัญหา ข้าสามารถนำไปเพาะเพิ่มภายหลังได้ แต่ปัญหาคือความเข้ากันได้ของกายา”

ยูรันกวาดตามองทุกคนทีละคน

“ในหมู่พวกเจ้าไม่มีผู้ใดเหมาะกับกายาอัสนี ส่วนผู้ที่พอเข้ากับกายาอัคคีได้มีเพียงจินหยาง แต่นางมีกลิ่นอายสุริยันอยู่แล้ว หากจะสร้างกายเทพทั้งที กายาสายสุริยันย่อมเหมาะกับนางมากกว่า”

หลัวจินหยางพยักหน้ารับโดยไม่คัดค้าน

“เพราะฉะนั้น กายาที่ใช้ได้ในตอนนี้จึงเหลือเพียงกายาวารีหลอมสมุทร”

เขาชี้ไปทางมู่หรงฉิน ก่อนเลื่อนไปยังสุ่ยหลานอิงกับสุ่ยหลานซี

“ผู้ที่เหมาะกับมันมีหรงฉิน อิงอิง และซีซี ข้าจะเพาะโลหิตเพิ่มให้ครบสามหยดภายหลัง ส่วนคนอื่นรอจนกว่าข้าจะพบกายาที่เหมาะสมก็แล้วกัน”

ทุกคนพยักหน้ารับ แม้บางคนจะรู้สึกเสียดายอยู่บ้าง แต่ไม่มีผู้ใดคิดเลือกกายาที่ไม่เข้ากับตนเองเพียงเพราะความรีบร้อน

ยูรันกวาดตามองรอบตัว ก่อนบิดเอวคลายความเมื่อยล้า

“ถ้าหมดเรื่องแล้วก็กลับกันเถอะ ข้ายังมีนัดเล่นไพ่กับตาแก่อีก”

กล่าวจบ ร่างของเขาก็หายวับไปจากตรงนั้นทันที