คลังนิยายพันธสัญญาแห่งดวงดาว

ตอนเผยแพร่

อ่านนิยาย

ตอนที่ 450 พวกพี่สะใภ้ไปทำอะไรกันหรือเจ้าคะ7,623 ตัวอักษร

ตอนที่ 450 พวกพี่สะใภ้ไปทำอะไรกันหรือเจ้าคะ

พรึ่บ!

ร่างของยูรันปรากฏขึ้นกลางลานกว้าง อาภรณ์บนร่างยังคงฉีกขาดจากแรงระเบิดเมื่อครู่ เผยให้เห็นผิวกายและกล้ามเนื้อช่วงท้องอย่างชัดเจน

เยวียนเหวินอวี้รีบวิ่งเข้ามากอดแขนเขา ทว่าสายตากลับลอบชำเลืองลงไปทางกล้ามท้องโดยไม่รู้ตัว

[ว้าว...ดูกล้ามนั่นสิ]

ยูรันยกมือลูบศีรษะนางเบา ๆ

“มีอะไรหรือ เจ้าเด็กน้อย?”

“พี่ชายจ๋า พวกพี่สะใภ้ไปทำอะไรกันหรือเจ้าคะ?”

“คุยกันอยู่ หากเจ้าอยากรู้ก็ค่อยถามพวกนางทีหลัง ให้พวกนางเล่าให้ฟังเอง”

เยวียนเหวินอวี้ทำแก้มพองเล็กน้อย

“ก็ได้เจ้าค่ะ...”

เยวียนหลิงซวงก้าวออกมาประสานมือ

“ท่านพี่ ข้าขอแสดงความยินดีกับการเลื่อนระดับของท่านอีกครั้งเจ้าค่ะ”

คนอื่น ๆ ภายในลานต่างลุกขึ้นกล่าวแสดงความยินดีตาม

ยูรันพยักหน้ารับอย่างเรียบง่าย

“อืม ขอบคุณ”

ฉู่เทียนเหิงมองเลยไปด้านหลังของเขา ก่อนถามอย่างกังวล

“คุณชายใหญ่ ไม่ทราบว่าเหวินโหรวบุตรสาวของข้า...”

“นางยังอยู่กับพวกอาเยวี่ย พวกนางกำลังพูดคุยกันอยู่ อีกเดี๋ยวก็คงกลับมา”

ฉู่เทียนเหิงพยักหน้าอย่างโล่งอก

ฉู่เหวินไครีบเดินเข้ามาหาด้วยดวงตาเป็นประกาย

“พี่เขย ข้าได้ยินว่าท่านกำลังจะไปเล่นไพ่นกกระจอก ข้าขอไปด้วยได้หรือไม่ขอรับ?”

ยูรันเอียงศีรษะเล็กน้อย

“แล้วเจ้าไม่กลับสำนักหรืออย่างไร?”

“พวกเราค่อยกลับตำหนักกระบี่ครามพรุ่งนี้ขอรับ”

ฉู่เทียนเหิงกระแอมเบา ๆ

“อะแฮ่ม ลูกเขย เรื่องมันเป็นเช่นนี้ ในเมื่อเจ้ารับบุตรสาวของข้าเป็นภรรยาแล้ว...”

ยูรันหันไปมองเขาทันที

“ข้าเคยพูดว่ารับนางแล้วหรือ?”

“แค่ก ๆๆ!”

ฉู่เหวินไครีบกล่าวแทรก

“พี่เขย แม้คราวแรกท่านจะปฏิเสธ แต่คราวที่สองท่านไม่ได้ปฏิเสธแล้วนี่ขอรับ เพราะฉะนั้นผลลัพธ์ย่อมถือว่าท่านยอมรับ!”

ฉู่เทียนเหิงพยักหน้ารัว ๆ

“ใช่ ๆ เหวินโหรวอยากพักอยู่ที่นี่ต่ออีกคืนแล้วค่อยกลับ หลังจากนั้นนางจะแวะมาหาเจ้าบ่อย ๆ ตำหนักกระบี่ครามกับตำหนักเสวียนเยว่ก็อยู่ไม่ไกลกัน ใช้เวลาเดินทางไม่ถึงครึ่งชั่วยาม”

“อ้อ เช่นนั้นก็คงต้องพยายามหน่อยนะ หลังปีใหม่พวกเราจะกลับสำนักแล้ว”

ฉู่เทียนเหิงชะงัก

“กลับสำนักหรือ?”

ฉู่เหวินไคหันไปมองบิดาด้วยสีหน้าพูดไม่ออก

“ท่านพ่อ พวกเขาเป็นคนของสำนักเมฆาจันทร์ ท่านลืมแล้วหรือ?”

“จริงด้วย ช่วงนี้ข้าคงแก่จนเลอะเลือนไปแล้ว”

ฉู่เทียนเหิงกระแอมแก้เก้อ ก่อนหันกลับมาถามยูรัน

“แล้วเหตุใดเจ้าจึงต้องรีบกลับนักเล่า?”

“ข้ามีงานต้องทำอีกมาก ไม่เหมือนพี่ชายพี่สาวบางคนของข้า ว่างเสียจนไม่รู้จะทำอะไร แทนที่จะเอาเวลาไปพัฒนาตนเอง กลับไปเล่นตั้งสำนัก เปิดร้าน เปิดหอกันเต็มไปหมด”

ยูรันยกมือขึ้นนับทีละอย่าง

“มีทั้งหอข่าวกรอง...ชื่ออะไรนะ? ช่างเถอะ ร้านหลอมโอสถ โรงหลอมอาวุธซึ่งรับซ่อมของทั่วไป แล้วก็ร้านขายของจิปาถะจำพวกยันต์กับค่ายกล”

เขาส่ายหน้าช้า ๆ

“ราคาแต่ละแห่งขูดเลือดขูดเนื้อ ส่วนฝีมือก็งั้น ๆ โหลยโท่ยสิ้นดี”

“แค่ก ๆๆๆ!”

เสียงไอสำลักดังขึ้นพร้อมกันจากหลายตำแหน่ง รุ่นเยาว์หลายคนหน้าซีดเผือดและเริ่มลอบมองหาทางหนี

เยวียนจิ้งหมิงหันขวับไปหาบุตรสาวของตนทันที

“หมิงเสวี่ย!”

เยวียนหมิงเสวี่ยสะดุ้ง เหงื่อเย็นไหลลงมาตามขมับ

[เขารู้ได้อย่างไรกัน?!]

เยวียนจิ้งหมิงชี้หน้านางด้วยมือสั่นเทา

“ข้านึกอยู่แล้วว่าเหตุใดบัญชีจึงมีส่วนต่างประหลาด ๆ เจ้าขโมยเงินกองกลางไปตั้งหอข่าวกรองของตนเองใช่หรือไม่?!”

“เอ่อ...ท่านพ่อ คือว่าเรื่องนี้มัน...”

“ไม่ต้องอธิบาย มานี่!”

เยวียนจิ้งหมิงก้าวเข้าไปบิดหูบุตรสาว ก่อนลากนางเข้าไปภายในโถงทันที

“โอ๊ย! ท่านพ่อ ข้าเจ็บนะ! ช่วยข้าด้วย!”

เยวียนหมิงเยว่รีบวิ่งเข้ามาหายูรัน

“ท่านพี่ พี่หญิงจะตายหรือไม่เจ้าคะ?”

“ไม่ตายหรอก”

ยูรันย่อตัวลงเล็กน้อย ก่อนกล่าวกับนางอย่างจริงจัง

“แต่เจ้าจำเอาไว้นะ หมิงเยว่ ห้ามขโมยเงินของผู้อื่น”

เด็กหญิงพยักหน้าแรง ๆ

“อื้ม!”

อีกด้านหนึ่ง เยวียนจือหยวนกับเยวียนจือเสวียนกำลังค่อย ๆ ถอยออกจากลานอย่างเงียบเชียบ

เยวียนจิ้งจือปรายตามองไปทางบุตรชายทั้งสอง

“พวกเจ้าจะไปไหน?”

ร่างของทั้งคู่หยุดค้างพร้อมกัน

“ไม่ต้องคิดหนี ขายของได้เงินมาเท่าไรก็เอาออกมาให้หมด”

เยวียนจิ้งจือเดินเข้าไปคว้าคอเสื้อของทั้งสอง ก่อนลากเข้าไปในโถงตามกลุ่มก่อนหน้า

“อ๊ากกก! ใครก็ได้ช่วยข้าที!”

เยวียนจือหยวนดิ้นรนสุดชีวิต ขณะที่เยวียนจือเสวียนหลับตาสวดภาวนาอย่างสงบนิ่งราวกับยอมรับชะตากรรมแล้ว

เยวียนจิ้งเซียนกวาดตามองบุตรของตน ก่อนถามเสียงเย็น

“ผู้ใดเปิดร้านโอสถ?”

เยวียนเซียนอวิ๋นรีบคุกเข่าลงทันที

“ท่านพ่อ ข้าเองเจ้าค่ะ! แต่ข้าใช้เงินของตนเองนะเจ้าคะ!”

“เรื่องเงินเอาไว้ก่อน”

เยวียนจิ้งเซียนขมวดคิ้ว

“เมื่อครู่คุณชายใหญ่บอกว่าโอสถของเจ้าคุณภาพต่ำแต่กลับตั้งราคาแพง หากเรื่องแพร่ออกไป เจ้าคิดจะทำลายชื่อเสียงของพวกเราหรืออย่างไร?”

“โถ่ ท่านพ่อ หากไม่ขายแพงแล้วข้าจะเอาเงินจากที่ใดมาใช้เล่า?”

“ยังกล้าเถียงอีก!”

เยวียนจิ้งเซียนถลึงตาใส่บุตรสาว

“หากเจ้าหลอมโอสถได้ดี ต่อให้ตั้งราคาแพงเพียงใดก็ย่อมมีคนซื้อ ปัญหาอยู่ที่ฝีมือของเจ้ายังอ่อนหัดต่างหาก!”

กล่าวจบ เขาก็เดินเข้าไปบิดหูบุตรสาวแล้วลากเข้าไปในโถงเช่นกัน

“กรี๊ดดดด! ท่านพ่อ ปล่อยข้านะเจ้าคะ!”

เยวียนอู่ซินเห็นดังนั้นก็รีบยกมือฟ้อง

“ท่านพ่อ! พี่ใหญ่กับพี่รองก็แอบไปต้มตุ๋นผู้อื่น พวกเขาขายอาวุธเถื่อนด้วยเจ้าค่ะ!”

เยวียนจิ้งอู่หันขวับไปมองเยวียนอู่เฉิงกับเยวียนอู่เฟิง

เขาไม่กล่าวอะไรแม้แต่คำเดียว เพียงก้าวเข้าไปคว้าคอเสื้อบุตรชายทั้งสองแล้วลากตามคนอื่นเข้าไปติด ๆ

“อ๊ากกกก! อู่ซิน ข้าฝากเจ้าไว้ก่อนเถอะ!”

เยวียนอู่ซินแลบลิ้นใส่พี่ชายโดยไม่เกรงกลัว ก่อนวิ่งเข้ามาหายูรัน

“ท่านพี่ ข้าแอบสืบจนรู้ว่าพี่ใหญ่ทำเรื่องไม่ดีด้วย ชมข้าหน่อยเจ้าค่ะ!”

ยูรันยกมือลูบศีรษะนาง

“อืม เก่งมาก”

“ฮี่ ๆ”

เยวียนจิ้งไห่รีบหันไปมองบุตรชายทั้งสองของตน

เยวียนเหวินเจ๋อหน้าซีด รีบยกมือปฏิเสธทันที

“ท่านพ่อ ข้าไม่ได้ทำนะ!”

เยวียนเหวินฮ่าวพยักหน้ารัว ๆ

“ข้าก็ไม่ได้ทำขอรับ!”

เยวียนจิ้งไห่หรี่ตามองอย่างไม่ไว้ใจ แต่ยังไม่พบหลักฐานจึงไม่ได้ลากทั้งสองตามเข้าไป

เยวียนจิ้งซานเองก็หันไปหาบุตรสาว

“หลิงซวง?”

เยวียนหลิงซวงยืนกอดอกอย่างสงบนิ่ง

“จะเป็นข้าไปได้อย่างไร? ท่านพี่บอกว่าผู้ก่อเรื่องเป็นพวกพี่ชายพี่สาว ข้าไม่ได้อยู่ในกลุ่มนั้นเสียหน่อย”

เยวียนจิ้งซานพิจารณาอยู่ครู่หนึ่ง ก่อนถอนหายใจอย่างโล่งอก

แม้แต่เยวียนจิ้งเทียนซึ่งเดิมมีอคติต่อยูรัน ยามนี้ก็เริ่มผ่อนปรนท่าทีลงบ้างแล้ว เขาหันไปมองบุตรชายทั้งสองด้วยสายตาคมกริบ

“เทียนอวี้ เทียนอี้ พวกเจ้าคงไม่ได้ขโมยเงินของข้าไปเปิดร้านประหลาด แล้วหลอกขายของให้ผู้อื่นจนสร้างปัญหาให้สายหนึ่งหรอกนะ?”

เยวียนเทียนอวี้รีบส่ายหน้า

“ข้าไม่ได้ทำขอรับ”

“ข้าก็เช่นกันขอรับ” เยวียนเทียนอี้รีบกล่าวเสริม

เยวียนจิ้งเทียนมองทั้งสองอยู่หลายลมหายใจ

“ข้าจะกลับไปตรวจสอบบัญชี”

กล่าวจบ เขาก็หมุนตัวเดินออกจากลานทันที

ไม่นาน เสียงร้องโหยหวนและเสียงทุบตีก็ดังออกมาจากภายในโถงอย่างต่อเนื่อง

ยูรันพยักหน้ากับตัวเองอย่างพึงพอใจ

“อืม แบบนี้สิถึงค่อยน่าสนุกขึ้นมาหน่อย”

เยวียนจ้าวคุนมองหลานชายด้วยสีหน้าหวาดระแวง

“ไม่ใช่ว่าเจ้าจงใจเปิดโปงพวกเขาหรอกนะ?”

เขาชะงักเล็กน้อย ก่อนถามต่อ

“ไม่สิ เรื่องนั้นไม่สำคัญ เจ้าไปรู้เรื่องพวกนี้มาจากที่ใด?”

“หากข้าอยากรู้เรื่องใด ข้าก็รู้ได้ทั้งนั้นแหละ”

ยูรันยื่นมือไปหยิกแก้มเยวียนอู่ซินเบา ๆ

“อีกอย่าง พวกเขาไม่ได้ทำเรื่องร้ายแรงถึงขั้นมีผู้ใดบาดเจ็บ แกล้งสักหน่อยจะเป็นอะไรไป จริงไหม?”

เยวียนอู่ซินพยักหน้าอย่างกระตือรือร้น

“จริงเจ้าค่ะ!”

ยูรันปล่อยแก้มนาง ก่อนหันไปทางประตู พร้อมซ่อมเสื่อที่ขาด

“ไปกันได้แล้ว เสียเวลามามากพอแล้ว”

กล่าวจบ เขาก็เดินออกจากลานไป

ฉู่เหวินไครีบวิ่งตาม

“พี่เขย รอข้าด้วย!”

เยวียนจ้าวคุนหันไปหาภรรยา

“หลัวซือ ข้าไปก่อนนะ”

ฉินหลัวซือพยักหน้าอนุญาต เยวียนจ้าวคุนจึงรีบตามสองคนนั้นออกไป

ฉู่เทียนเหิงมองความวุ่นวายรอบลาน ก่อนถอนหายใจ

“บ้านนี้วุ่นวายกว่าที่ข้าคิดเอาไว้มาก”

หลัวซูอิงยกมือปิดปากหัวเราะ

“ก็ดีแล้วไม่ใช่หรือ? ดูมีชีวิตชีวาดีออก”

นางเว้นไปครู่หนึ่ง ก่อนหันไปมองจี้เสวี่ยหลัวซึ่งยืนเงียบอยู่ด้านข้าง

“แล้วเจ้าเล่า คิดเช่นไร?”

จี้เสวี่ยหลัวรู้ทันทีว่าอีกฝ่ายกำลังถามถึงเรื่องใด

“ข้าอยากดูเขาไปก่อนอีกสักระยะเจ้าค่ะ”

“เช่นนั้นก็รีบตัดสินใจหน่อย เหลือเวลาเพียงสามสิบกว่าวันก่อนพวกเขาจะเตรียมกลับแล้วนะ”

จี้เสวี่ยหลัวพยักหน้าช้า ๆ

“ข้าเข้าใจแล้วเจ้าค่ะ”

แม้ปากจะบอกว่าต้องการดูไปก่อน แต่จิตใจของนางกลับไม่อาจสงบนิ่งได้เช่นเดิมอีกแล้ว

การทรยศของอดีตคู่หมั้นยังคงทิ้งบาดแผลเอาไว้ ขณะเดียวกัน ทุกสิ่งที่ได้เห็นจากยูรันวันในวันนี้ก็ทำให้ความรู้สึกของนางสั่นคลอนมากขึ้นทุกขณะ

ทว่านางไม่ต้องการตัดสินใจในยามที่จิตใจยังสับสน และยิ่งไม่อยากให้ผู้ใดมองว่าตนเปลี่ยนใจไปหาบุรุษคนใหม่เพียงเพราะถูกคนเก่าทอดทิ้ง

อย่างน้อยที่สุด นางต้องการแน่ใจก่อนว่าความรู้สึกซึ่งกำลังก่อตัวขึ้นนี้มาจากหัวใจของตนเองจริง ๆ มิใช่เพียงความหวั่นไหวชั่วขณะหรือความต้องการหาที่พึ่งหลังถูกหักหลัง