ตอนที่ 451 เหตุใดท่านจึงมีภรรยามากถึงเพียงนั้น
ทั้งสามเดินทางมาถึงหอบุปผาเร้นจันทร์ในเวลาไม่นาน
วันนี้บริเวณหน้าหอถูกจัดเตรียมไว้อย่างโอ่อ่ากว่าทุกครั้ง โคมบุปผาหลากสีแขวนเรียงรายตลอดสองฝั่งประตู พนักงานหญิงหลายสิบคนยืนเรียงแถวต้อนรับอย่างเป็นระเบียบ ส่วนเถียนซูเจินยืนรออยู่ตรงกลางด้วยตนเอง
“คารวะคุณชายใหญ่ ท่านเจ้าตำหนัก และคุณชายฉู่เจ้าค่ะ”
พนักงานทั้งหมดก้มกายคารวะพร้อมกัน เสียงต้อนรับดังขึ้นจนผู้คนบนถนนพากันหันมามอง
เมื่อเงยหน้าขึ้นสบใบหน้าของยูรัน เถียนซูเจินก็ชะงักไปเล็กน้อย ก่อนเผลอกลืนน้ำลายลงคอ
ไม่ได้มีเพียงนางเท่านั้นที่เสียอาการ พนักงานหญิงซึ่งยืนเรียงแถวอยู่สองข้างต่างพากันมองตาค้าง บางคนถึงกับลืมก้มศีรษะตามผู้อื่น
ตลอดทางนับตั้งแต่ออกจากตำหนักเสวียนเยว่ก็เป็นเช่นนี้ สตรีบนถนนต่างหยุดฝีเท้าและหันมองเขาไม่วางตา เสียงวิพากษ์วิจารณ์ดังตามหลังทั้งสามมาตลอดทางจนแทบไม่เคยเงียบลง
ฉู่เหวินไคมองยูรันสลับกับกลุ่มสตรีรอบตัว ก่อนถอนหายใจอย่างเลื่อมใส
“พี่เขย ข้าเริ่มเข้าใจแล้วว่าเหตุใดท่านจึงมีภรรยามากถึงเพียงนั้น”
ยูรันหันไปทางเขา
“เกี่ยวอะไรกับภรรยาของข้า?”
“ไม่มีอะไรขอรับ”
เถียนซูเจินรีบดึงสติกลับมา ก่อนผายมือเชิญทั้งสามเข้าไปด้านใน
“วันนี้ถือเป็นวันมงคลเจ้าค่ะ เมื่อช่วงเช้าพวกเราเพิ่งได้รับข่าวประกาศอย่างเป็นทางการจากเมืองหลวง”
ยูรันเลิกคิ้วเล็กน้อย
“ประกาศเรื่องอะไร?”
“ราชวงศ์ประกาศรับรองให้คุณชายเป็นอันดับหนึ่งของทำเนียบอัจฉริยะหลักประจำปีนี้อย่างเป็นทางการแล้วเจ้าค่ะ”
เถียนซูเจินกล่าวด้วยรอยยิ้ม
“เนื่องจากผู้เข้าแข่งขันสนามวิญญาณทารกทั้งหมดถอนตัวจนไม่มีผู้ใดกล้าขึ้นประลองกับคุณชาย ตำแหน่งในสนามนี้จึงมีเพียงอันดับหนึ่งเท่านั้น ไม่มีทั้งอันดับสองและอันดับสาม”
“อีกอย่าง คุณชายเป็นแขกผู้มีเกียรติของหอบุปผาเร้นจันทร์ ทุกครั้งที่ท่านมาเยือน ลูกค้าก็เพิ่มขึ้นหลายเท่าตัวจนรายได้ของข้าสูงกว่าวันปกติอย่างมหาศาล”
“ข้าจึงจัดงานต้อนรับนี้ขึ้นเพื่อแสดงความยินดี และปรับห้องรับรองพิเศษให้เป็นห้องเล่นไพ่นกกระจอกโดยเฉพาะเจ้าค่ะ ส่วนแม่นางเสิ่นเยียนหรงก็รออยู่ด้านในแล้ว”
ยูรันพยักหน้าช้า ๆ
“หืม? ข่าวเดินทางช้ากว่าที่ข้าคิดเอาไว้เหมือนกันนะ”
เยวียนจ้าวคุนกลอกตา
“เจ้าก็รู้จักรอบ้างเถอะ พูดเสียราวกับทั่วทั้งทวีปกว้างเพียงร้อยลี้ ทั้งเมือง สำนัก และแคว้นต่าง ๆ กระจายกันอยู่ห่างออกไปนับหมื่นลี้ ไหนจะต้องส่งข่าวไปยังทวีปอื่นอีก”
ยูรันหันไปทางเขา
“ทวีปอื่นเกี่ยวอะไรด้วย?”
ฉู่เหวินไคกระแอมเบา ๆ ก่อนรีบเสนอตัวอธิบาย
“อะแฮ่ม เรื่องนี้ให้ข้าอธิบายเองขอรับพี่เขย”
“ผู้ที่ติดสามอันดับแรกของแต่ละสนามในการจัดอันดับประจำทวีป จะได้รับสิทธิ์เป็นตัวแทนเข้าร่วมศึกยอดอัจฉริยะระหว่างเจ็ดทวีปในเดือนสามของปีหน้า”
“ราชวงศ์ของแต่ละทวีปจะผลัดเปลี่ยนกันเป็นเจ้าภาพในแต่ละปี เพราะฉะนั้นข่าวรายชื่อผู้ผ่านสิทธิ์จึงต้องส่งไปยังราชวงศ์ของทวีปเจ้าภาพด้วยขอรับ”
ยูรันเงียบไปครู่หนึ่ง ก่อนสรุปออกมาสั้น ๆ
“อืม ผลาญงบชัด ๆ”
“……”
เยวียนจ้าวคุนกับฉู่เหวินไคไม่รู้ว่าควรตอบอย่างไร
ระหว่างที่ทั้งสี่เดินผ่านโถงใหญ่ไปยังห้องรับรอง เสียงกระซิบกระซาบของเหล่าสตรีรอบข้างยังคงดังขึ้นไม่หยุด
“คุณชายใหญ่หล่อเหลาเกินไปแล้ว อาภรณ์สีดำยิ่งขับให้เขาดูโดดเด่นกว่าเดิมอีก”
“ข้าอยากปรนนิบัติเขาสักคืนจริง ๆ...”
“ดูรูปร่างนั่นสิ ต่อให้มีอาภรณ์ปกปิดอยู่ก็ยังสง่างามถึงเพียงนี้”
“ราวกับเทพเซียนลงมาจุติไม่มีผิด...”
เถียนซูเจินหันไปถลึงตาใส่พนักงานของตนเอง เหล่าสตรีเหล่านั้นจึงรีบปิดปากและแยกย้ายกันกลับไปทำงาน
ทว่าสายตาของพวกนางยังคงลอบมองตามแผ่นหลังของยูรันจนกระทั่งประตูห้องรับรองปิดลง
ภายในห้องรับรอง เสิ่นเยียนหรงนั่งรออยู่ก่อนแล้ว
เมื่อเห็นทั้งสามเดินเข้ามา นางจึงลุกขึ้นประสานมือคารวะ
“คารวะคุณชายใหญ่ ท่านเจ้าตำหนัก และคุณชายฉู่เจ้าค่ะ”
ฉู่เหวินไคชะงักไปเล็กน้อย ก่อนสูดลมหายใจเข้าลึกแล้วก้าวออกมาด้านหน้า
“แม่นางเสิ่น เรื่องที่เกิดขึ้นก่อนหน้านี้เป็นความผิดของข้าเอง ข้าได้ทบทวนการกระทำของตนเองแล้ว”
เขาประสานมือและก้มศีรษะลงอย่างจริงจัง
“ข้าขออภัยที่กล่าววาจาล่วงเกินและสร้างความเดือดร้อนให้แม่นางในวันนั้น”
เสิ่นเยียนหรงรีบถอยหลังครึ่งก้าว
“คุณชายฉู่ไม่จำเป็นต้องทำถึงเพียงนี้เจ้าค่ะ ข้าไม่กล้ารับคำขอโทษของท่าน”
เหงื่อเย็นผุดขึ้นเต็มหน้าผากของฉู่เหวินไคทันที
“แม่นางเสิ่น โปรดรับคำขอโทษเอาไว้เถอะ หากท่านไม่ยอมรับ ศีรษะของข้าอาจหลุดจากบ่าจริง ๆ!”
เขารีบกล่าวเสริมเมื่อเห็นนางมีสีหน้าลำบากใจ
“แต่เรื่องที่ข้าสำนึกผิดนั้นเป็นความจริง ข้าไม่ได้กล่าวเพียงเพราะกลัวถูกลงโทษ ข้ารู้แล้วว่าสิ่งที่ทำลงไปในวันนั้นน่ารังเกียจเพียงใด”
เยวียนจ้าวคุนพยักหน้าให้นาง
“รับคำขอโทษไว้เถอะ อย่างน้อยครั้งนี้มันก็ตั้งใจมาขอโทษเจ้าจริง ๆ”
เสิ่นเยียนหรงนิ่งเงียบอยู่ครู่หนึ่ง ก่อนประสานมือกลับ
“เช่นนั้นข้าขอรับคำขอโทษของคุณชายฉู่เอาไว้เจ้าค่ะ และหวังว่าเรื่องเช่นนั้นจะไม่เกิดขึ้นกับสตรีคนใดอีก”
ฉู่เหวินไคพยักหน้ารัว ๆ
“ไม่เกิดขึ้นอีกแน่นอน ข้ารับรอง!”
ยูรันเดินไปนั่งลงข้างโต๊ะไพ่นกกระจอก ก่อนเอ่ยขึ้นโดยไม่มีการเกริ่นนำ
“เจ้าคิดเรื่องรอยแผลบนใบหน้าได้หรือยัง?”
ทุกคนทยอยนั่งลงตาม ขณะที่เสิ่นเยียนหรงยกมือขึ้นสัมผัสรอยแผลบนใบหน้าของตนเองโดยไม่รู้ตัว
“ข้าทบทวนมาหลายวันแล้วเจ้าค่ะ”
นางนิ่งเงียบไปครู่หนึ่ง ก่อนตัดสินใจกล่าวออกมาตามตรง
“ข้าไม่คิดรักษารอยแผลนี้”
เยวียนจ้าวคุนชะงัก ทว่าเสิ่นเยียนหรงยังคงกล่าวต่อ
“มันช่วยเตือนข้าไม่ให้ลืมสิ่งที่เคยเกิดขึ้นในอดีต อีกทั้งใบหน้าเช่นนี้ยังทำให้ผู้คนสนใจข้าน้อยลง หากกลับไปมีรูปลักษณ์ดังเดิม ข้าเกรงว่าจะดึงดูดปัญหาเข้ามาอีกเจ้าค่ะ”
ยูรันเท้าคางมองนางอย่างพิจารณา
“ไม่อยากรักษาหรือ?”
“เจ้าค่ะ”
“อืม เหตุผลฟังดูเหมือนข้ออ้างไร้สาระ”
เสิ่นเยียนหรงชะงักไปเล็กน้อย
“เหตุผลของข้าไร้สาระอย่างไรหรือเจ้าคะ?”
ยูรันยกนิ้วขึ้นหนึ่งนิ้ว
“หนึ่ง เจ้าพูดราวกับว่าทันทีที่รอยแผลหายไป ความทรงจำทั้งหมดของเจ้าจะหายตามไปด้วย”
“เรื่องที่เคยเกิดขึ้นฝังอยู่ในจิตใจของเจ้า ไม่ได้อยู่ในรอยแผลบนใบหน้า ต่อให้รักษามันจนหาย เจ้าก็ไม่มีทางลืมอดีตเหล่านั้นได้หรอก”
จากนั้นเขาจึงยกนิ้วขึ้นเป็นสองนิ้ว
“สอง เจ้าคิดจริง ๆ หรือว่าเพียงเก็บรอยแผลเอาไว้แล้วปัญหาจะไม่เข้ามาหา?”
ยูรันปรายตามองฉู่เหวินไค
“ขนาดเจ้ามีรอยแผลอยู่ ไอ้โง่นี่ยังสร้างปัญหาให้เจ้าได้เลยนี่”
ฉู่เหวินไคสะดุ้ง ก่อนก้มหน้าลงอย่างไม่กล้าโต้เถียง
ยูรันกล่าวต่ออย่างไม่ใส่ใจ
“หากปัญหาคิดจะเข้ามา ต่อให้เจ้าอยู่เฉย ๆ มันก็วิ่งมาหาเองอยู่ดี รูปลักษณ์ของเจ้าไม่ใช่ต้นเหตุของความเลวทรามจากผู้อื่น และรอยแผลนี้ก็ปกป้องเจ้าจากพวกมันไม่ได้”
เสิ่นเยียนหรงชะงักค้าง ริมฝีปากขยับเล็กน้อย
“ข้า...”
เยวียนจ้าวคุนรีบกล่าวสนับสนุน
“เยียนหรง หลานชายข้าพูดถูกแล้ว รอยแผลไม่ได้ทำให้เจ้าปลอดภัย และการรักษามันก็ไม่ได้หมายความว่าเจ้าต้องลืมสิ่งที่เคยเกิดขึ้น”
เสิ่นเยียนหรงก้มหน้าลง ก่อนกำชายแขนเสื้อแน่น
“แต่ว่า...”
ยูรันเลิกคิ้วเล็กน้อย
“แต่ว่าอะไร?”
เสิ่นเยียนหรงลังเลอยู่ครู่หนึ่ง ก่อนตอบตามตรง
“ข้าไม่อยากติดค้างบุญคุณของคุณชายเจ้าค่ะ”
“อืม หากหมอรักษาคนไข้ คนไข้จะถือว่าติดหนี้หมอหรือ?”
เสิ่นเยียนหรงชะงัก ก่อนตอบอย่างไม่แน่ใจ
“หากจ่ายค่ารักษาเรียบร้อยแล้ว ก็คงไม่ถือว่าติดหนี้เจ้าค่ะ”
ยูรันพยักหน้าอย่างเข้าใจ
“อืม แต่ข้าไม่คิดเงิน”
“……”
เสิ่นเยียนหรงมองเขาด้วยสีหน้าพูดไม่ออก
“เช่นนั้นข้าก็ยิ่งติดค้างบุญคุณของคุณชายไม่ใช่หรือเจ้าคะ?”
นางเว้นไปเล็กน้อย ก่อนกล่าวเสริม
“อีกอย่าง คุณชายก็ไม่ใช่หมอเสียหน่อย”
ยูรันตอบอย่างไม่ใส่ใจ
“ไม่สำคัญ ขอเพียงวิธีรักษาใช้ได้ผลก็พอ”
เสิ่นเยียนหรงยังคงมีสีหน้าลังเล
“แต่ข้าก็ยังไม่อาจรับความช่วยเหลือจากคุณชายโดยไม่ตอบแทนสิ่งใดเลยเจ้าค่ะ”
ยูรันถอนหายใจอย่างเหนื่อยหน่าย
“ดื้อรั้นจริง ๆ เอาเถอะ เช่นนั้นก็เปลี่ยนเป็นเดิมพันแล้วกัน”
เขาเคาะนิ้วลงบนโต๊ะไพ่นกกระจอกเบา ๆ
“หากวันนี้พวกเจ้าชนะข้าได้แม้แต่ตาเดียว ข้าจะรักษารอยแผลให้เจ้า ถือเสียว่าเป็นรางวัลจากการเดิมพัน ไม่ใช่บุญคุณที่เจ้าต้องตอบแทน”
เสิ่นเยียนหรงชะงัก ก่อนถามอย่างระมัดระวัง
“แล้วหากพวกเราเอาชนะคุณชายไม่ได้เล่าเจ้าคะ?”
“อืม ข้าก็จะรื้อหอแห่งนี้ทิ้งเสียวันนี้เลย”
“……”
เยวียนจ้าวคุนหันขวับมามองหลานชาย
“เดี๋ยวก่อน! เจ้าคิดจะรื้อหอบุปผาเร้นจันทร์ทิ้งจริง ๆ หรือ?!”
ยูรันเอียงศีรษะเล็กน้อย
“ท่านเคยเห็นข้ากลับคำเรื่องเดิมพันด้วยหรือ?”
เสิ่นเยียนหรงตกตะลึงจนพูดไม่ออก ทว่าผู้ที่หน้าซีดที่สุดกลับเป็นเถียนซูเจิน
“เอ่อ...คุณชาย เหตุใดจึงนำหอของข้าไปเป็นเดิมพันด้วยเล่าเจ้าคะ?”
ยูรันตอบอย่างไม่ใส่ใจ
“เดิมทีหอของเจ้าก็อยู่ในเดิมพันครั้งก่อนอยู่แล้วไม่ใช่หรือ? หากเจ้าเอาชนะข้าได้สักตา ข้าจะช่วยไม่ให้ท่านป้าสะใภ้มาถล่มที่นี่”
“แต่ผ่านมาตั้งหลายวัน ข้ายังไม่เห็นพวกเจ้าชนะเลยสักครั้ง อีกไม่ถึงเดือนข้าก็จะกลับแล้ว ถึงเวลานั้นพวกเจ้าก็คงเอาชนะข้าไม่ได้อยู่ดี”
เขาหยุดคิดเล็กน้อย ก่อนกล่าวอย่างจริงจัง
“ในเมื่อผลลัพธ์ไม่ต่างกัน รื้อวันนี้เลยจะได้ไม่ต้องเสียเวลารอ เจ้าว่าดีหรือไม่?”
“ไม่ดีเจ้าค่ะ!”
เถียนซูเจิน3ตอบกลับทันทีโดยแทบไม่ต้องคิด เหงื่อเย็นไหลซึมเต็มหน้าผาก
นางไม่อาจโต้แย้งคำพูดของยูรันได้เลย เพราะตลอดหลายวันที่ผ่านมา ไม่ว่าจะเปลี่ยนผู้เล่นหรือเปลี่ยนกลยุทธ์กี่ครั้ง ก็ยังไม่มีผู้ใดเอาชนะเขาได้แม้แต่ตาเดียว