ตอนที่ 452 พวกเราลองประลองกันเล็กน้อยแล้ว
ยูรันเลิกคิ้วเล็กน้อย
“หืม ในเมื่อไม่ดี เช่นนั้นพวกเจ้าก็ต้องเอาชนะข้าให้ได้ไม่ใช่หรือ?”
เขายื่นมือไปทางชุดไพ่นกกระจอกบนโต๊ะ
“เริ่มกันเถอะ”
เสียงไพ่กระทบโต๊ะดังขึ้นครั้งแล้วครั้งเล่า ผู้เล่นถูกสับเปลี่ยนจนครบทุกคน กลยุทธ์ทุกอย่างซึ่งเตรียมเอาไว้ล้วนถูกนำออกมาใช้จนหมดสิ้น
ทว่าสุดท้ายแล้ว ผลลัพธ์กลับไม่ต่างจากหลายวันที่ผ่านมา
ไม่มีผู้ใดเอาชนะยูรันได้แม้แต่ตาเดียว
เถียนซูเจินนั่งตัวแข็งทื่อ ใบหน้าซีดเผือดราวกับไร้โลหิต
“จบแล้ว...หอบุปผาเร้นจันทร์ของข้า กิจการซึ่งข้าสร้างมากับมือ...”
ยูรันมองนางอย่างเห็นอกเห็นใจ
“อย่าเพิ่งเศร้าไปเลย เจ้าของหอเถียน ใช่ว่าจะไม่มีหนทางรอดเสียหน่อย”
ดวงตาของเถียนซูเจินพลันมีประกายขึ้นมาอีกครั้ง
“ยังมีวิธีใดอีกหรือเจ้าคะ?!”
ยูรันพยักหน้าไปทางเสิ่นเยียนหรง
“เจ้าก็เกลี้ยกล่อมคนดื้อรั้นข้างกายให้ยอมรับการรักษาเสียสิ”
“หากนางยังปฏิเสธ คนในหอจำนวนมากก็ต้องตกงาน หลายคนยังมีครอบครัวให้เลี้ยงดู แต่หากนางยอมรักษา ข้าก็จะไม่รื้อหอแห่งนี้”
เขาหยุดไปครู่หนึ่ง ก่อนกล่าวเสริมอย่างจริงจัง
“เช่นนี้นางก็ไม่ได้รับความช่วยเหลือจากข้าโดยเปล่าประโยชน์ เพราะถือว่านางช่วยชีวิตทุกคนในหอเอาไว้ เป็นอย่างไร? ยุติธรรมดีใช่หรือไม่?”
“……”
เสิ่นเยียนหรงมองเขาด้วยสีหน้าพูดไม่ออก
ส่วนเถียนซูเจินหันไปคว้ามือของนางเอาไว้ทันที
“เยียนหรง ยอมให้คุณชายรักษาเถอะนะ!”
“ชีวิตของพวกเราทั้งหอขึ้นอยู่กับเจ้าแล้ว ถือเสียว่าเห็นแก่ข้าและทุกคนซึ่งหาเลี้ยงครอบครัวอยู่ที่นี่สักครั้งเถอะ!”
ยูรันยกมุมปากขึ้นเล็กน้อย
“เป็นอย่างไร แม่นางเสิ่น?”
เสิ่นเยียนหรงมองรอยยิ้มนั้นด้วยความรู้สึกซับซ้อน
ในที่สุดนางก็เข้าใจว่า แม้คุณชายใหญ่ผู้นี้จะมีจิตใจดี แต่กลับเต็มไปด้วยเล่ห์เหลี่ยมอย่างยิ่ง ทุกถ้อยคำล้วนค่อย ๆ ต้อนให้นางเดินเข้าสู่ทางซึ่งเขาวางเอาไว้ หากไม่ระมัดระวัง เพียงกล่าวผิดไปคำเดียวก็อาจถูกคำพูดของตนย้อนกลับมาเล่นงานได้ทันที
ที่น่าเจ็บใจยิ่งกว่านั้นคือ สิ่งที่เขากล่าวมาทั้งหมดล้วนมีเหตุผล จนนางไม่อาจหาคำใดมาโต้แย้งได้เลย
เสิ่นเยียนหรงถอนหายใจอย่างยอมแพ้
“ก็ได้เจ้าค่ะ ข้ายอมรับการรักษา”
“อืม ยื่นมือมา”
นางยื่นมือออกไปอย่างว่าง่าย ยูรันจึงกุมข้อมือของนางเอาไว้ ก่อนปลดปล่อยพลังจากผนึกร้อยชีวิตเข้าสู่ร่างกาย
แสงสีเขียวอ่อนแผ่คลุมใบหน้าของเสิ่นเยียนหรงเพียงชั่วพริบตา รอยแผลเป็นซึ่งฝังอยู่บนผิวมานานหลายปีก็ค่อย ๆ จางหายไป จนไม่เหลือร่องรอยแม้แต่น้อย
ยูรันปล่อยมือของนาง
“เสร็จแล้ว ก็แค่นี้เอง จะดื้อรั้นไปทำไมนัก?”
เสิ่นเยียนหรงรีบหยิบกระจกออกมาส่อง ใบหน้างดงามซึ่งปราศจากรอยแผลสะท้อนกลับมา ทำให้นางนิ่งค้างไปอย่างไม่อยากเชื่อสายตา
ฉู่เหวินไคเบิกตากว้าง
“โห พี่เขย! นั่นมันวิชาอะไรกัน? เพียงเท่านี้ก็รักษารอยแผลจนหายสนิทได้แล้วหรือ สุดยอดเกินไปแล้ว!”
เยวียนจ้าวคุนมองนางอย่างเหม่อลอย ก่อนรอยยิ้มอ่อนโยนจะปรากฏขึ้นบนใบหน้า
“เยียนหรง เจ้างดงามมาก”
ยูรันกระแอมเบา ๆ
“อะแฮ่ม ตาแก่ เก็บอาการหน่อย ท่านจะมาตกม้าตายเอาตอนนี้ไม่ได้นะ”
เยวียนจ้าวคุนได้สติกลับมา ก่อนรีบเบือนหน้าหนี
“แค่ก ๆ ข้าเพียงกล่าวชมตามความจริงเท่านั้น”
ยูรันส่ายหน้าอย่างเอือมระอา
“ใช้ไม่ได้เลยจริง ๆ”
เถียนซูเจินไม่ได้สนใจเรื่องของทั้งสอง นางรีบถามถึงสิ่งที่สำคัญที่สุดสำหรับตนเองทันที
“ถ้าเช่นนั้นคุณชาย วันนี้หอของข้าก็ไม่ต้องถูกรื้อแล้วใช่ไหมเจ้าคะ?”
“อืม วันนี้ไม่ต้องรื้อ”
เถียนซูเจินถอนหายใจด้วยความโล่งอก ทว่ายังไม่ทันได้ยิ้ม ยูรันก็กล่าวต่อ
“แต่เดือนหน้าจะเป็นอย่างไร ข้าเองก็ไม่แน่ใจ ดังนั้น...”
รอยยิ้มบนใบหน้าของนางแข็งค้างทันที
“ดังนั้นอะไรหรือเจ้าคะ?”
ยูรันสะบัดมือเบา ๆ ไหสุรายี่สิบไหก็ปรากฏขึ้นเรียงรายบนโต๊ะ
“เจ้าของหอเถียน เปลี่ยนหอบุปผาเร้นจันทร์จากหอนางโลมให้เป็นหอสุราเถอะ กิจการเช่นนี้ไม่ค่อยเหมาะกับเจ้าเท่าไร”
เถียนซูเจินมองไหสุราตรงหน้าด้วยความงุนงง
“ของเหล่านี้คือ...”
“สุราที่ข้าหมักเอง มีทั้งหมดสิบชนิด อย่างละสองไห ลองชิมดูก่อนแล้วกัน”
ฉู่เหวินไครีบเปิดผนึกไหแรกทันที กลิ่นสุราเข้มข้นพลันฟุ้งกระจายไปทั่วทั้งห้อง
“โห พี่เขย! สุรานี่แม่งโคตรหอมเลย!”
เขารีบรินใส่จอก ก่อนยกขึ้นจิบหนึ่งคำ ดวงตาทั้งสองข้างพลันเบิกกว้าง
“อร่อยโคตร! พวกท่านรีบลองดูสิ!”
เยวียนจ้าวคุนรินมาชิมบ้าง เพียงสุราไหลผ่านลำคอ เขาก็หันขวับไปมองหลานชาย
“นี่ ๆ เจ้ามีฝีมือหมักสุราดีถึงเพียงนี้ เหตุใดจึงไม่เคยบอกข้า?!”
ยูรันตอบอย่างไม่ใส่ใจ
“ก็ท่านไม่เคยถามนี่”
เยวียนจ้าวคุนชะงักไปครู่หนึ่ง ก่อนพยักหน้า
“อืม ก็จริง”
ยูรันหันกลับไปหาเถียนซูเจิน
“เป็นอย่างไรบ้าง เจ้าของหอเถียน?”
นางเพิ่งได้ลิ้มลองสุราชนิดแรกเท่านั้น แต่รสชาติอันยอดเยี่ยมก็ทำให้นางมองเห็นมูลค่าของมันได้ทันที
“ยอดเยี่ยมมากเจ้าค่ะ! หากนำออกขาย ย่อมสร้างกำไรได้มหาศาลอย่างแน่นอน”
ยูรันพยักหน้า
“ดังนั้น นี่คือหลักประกันว่าหอของเจ้าจะไม่ต้องถูกรื้อ เปลี่ยนหอนางโลมแห่งนี้ให้เป็นหอสุราเสีย”
“ข้าจะมอบสูตรและวิธีหมักสุราทั้งสิบชนิดให้เจ้า ส่วนเจ้ารับหน้าที่ดูแลกิจการและจัดจำหน่าย”
“กำไรทั้งหมดขอเพียงสามส่วนก็พอ แยกเก็บเอาไว้ให้ท่านแม่กับน้องสาวทั้งสองของข้า ส่วนที่เหลือเจ้านำไปดูแลหอและแบ่งให้คนของเจ้า เป็นอย่างไร?”
เถียนซูเจินแทบไม่ต้องเสียเวลาครุ่นคิด
“ตกลงเจ้าค่ะคุณชาย! พรุ่งนี้ข้าจะประกาศเปลี่ยนกิจการทันที!”
ยูรันหยิบตำราสิบเล่มออกมายื่นให้นาง
“แบบนี้ค่อยคุยกันง่ายหน่อย”
เถียนซูเจินรีบรับสูตรสุราทั้งสิบชนิดเอาไว้ราวกับกำลังประคองสมบัติล้ำค่า
“ขอบพระคุณคุณชายใหญ่เจ้าค่ะ!”
ยูรันลุกขึ้นจากที่นั่ง พลางกล่าวอย่างสบายอารมณ์
“อืม มาดูกันว่าสุรากระจอก ๆ สิบชนิดนี้จะสร้างกำไรได้เท่าไรภายในสองสัปดาห์”
“ข้าจำได้ว่าครั้งก่อนขายสูตรระดับเดียวกันสามสูตรรวมกัน ยังได้เงินมาตั้งสิบล้านเหรียญ”
เถียนซูเจินเบิกตากว้าง
“อะไรนะเจ้าคะ? สามสูตรตั้งสิบล้านเหรียญ?!”
ฉู่เหวินไคชะงัก ก่อนรีบถามขึ้น
“เดี๋ยวก่อนนะพี่เขย ที่ท่านเรียกพวกมันว่า ‘สุรากระจอก ๆ’ หมายความว่าอย่างไร?”
ยูรันเอียงศีรษะเล็กน้อย
“หืม? ก็ตามที่พูด สุราพวกนี้เป็นเพียงระดับต่ำสุดซึ่งข้าหมักเอาไว้ให้คนทั่วไปดื่มเท่านั้น”
“หากสูงกว่านี้ พวกเด็กคออ่อนอย่างเจ้าดื่มเข้าไปคงได้หลับยาวกันพอดี”
“……”
ทุกคนภายในห้องต่างนิ่งค้าง
สุราระดับต่ำสุดสามสูตรมีมูลค่าถึงสิบล้านเหรียญ แล้วตำราสิบเล่มในมือของเถียนซูเจินจะมีมูลค่ามากมายเพียงใดกัน?!
ยูรันเดินออกจากห้องไปอย่างไม่ใส่ใจ ทิ้งทุกคนเอาไว้กับความตกตะลึง
ฉู่เหวินไคได้สติก่อนใคร รีบวิ่งตามออกไปทันที
“รอข้าด้วย พี่เขย!”
เยวียนจ้าวคุนกระแอมเบา ๆ ก่อนหันกลับไปหาเสิ่นเยียนหรง
“อะแฮ่ม ข้าเองก็ต้องไปแล้ว ไว้ข้าจะมาเยี่ยมเจ้าใหม่”
เสิ่นเยียนหรงพยักหน้าให้เขา
“เดินทางปลอดภัยนะเจ้าคะ แล้วก็ฝากขอบคุณคุณชายใหญ่แทนข้าอีกครั้งด้วย”
เยวียนจ้าวคุนยิ้มรับ ก่อนรีบเดินตามหลานชายออกไป
เถียนซูเจินก้มมองตำราทั้งสิบเล่มในมือ แววตาค่อย ๆ สว่างเจิดจ้าขึ้นเรื่อย ๆ
“เพียงสามสูตรยังขายได้ตั้งสิบล้าน แต่ในมือข้ามีถึงสิบสูตร แถมยังไม่ต้องเสียเงินซื้อแม้แต่เหรียญเดียว...”
นางหันไปกอดเสิ่นเยียนหรงด้วยความตื่นเต้น
“กรี๊ด! เยียนหรง ข้ากำลังจะรวยแล้ว!”
จากนั้นเถียนซูเจินก็หันไปสั่งเหล่าคนรับใช้
“พวกเจ้าทุกคนเตรียมตัวให้พร้อม! เราจะเปลี่ยนที่นี่เป็นหอสุรา!”
“ทำป้ายชื่อคุณชายใหญ่ในฐานะผู้สนับสนุนเอาไว้หน้าหอ เขียนตัวอักษรให้ใหญ่ที่สุดเท่าที่จะทำได้! เร็วเข้า คืนนี้ไม่มีผู้ใดได้นอนทั้งนั้น!”
ภายในห้องพักรับรอง
ฉู่เหวินไคผลักประตูเข้ามาด้วยสีหน้าเบิกบาน
“ท่านพ่อ ข้ากลับมาแล้วขอรับ!”
ฉู่เทียนเหิงเงยหน้ามองบุตรชาย
“เป็นอย่างไรบ้าง?”
“สนุกมากขอรับ แต่น่าเสียดายที่ข้าเอาชนะไม่ได้เลยสักตา พี่เขยชนะรวดตั้งแต่ต้นจนจบ”
ฉู่เทียนเหิงเลิกคิ้วด้วยความประหลาดใจ
“ฝีมือการเล่นไพ่ของเขาร้ายกาจถึงเพียงนั้นเชียวหรือ?”
ฉู่เหวินไคพยักหน้ารัว ๆ
“ร้ายกาจมากขอรับ! แถมเมื่อครู่นี้พี่เขยยังสั่งให้หอบุปผาเร้นจันทร์เปลี่ยนจากหอนางโลมเป็นหอสุราอีกด้วย”
เขาเลียริมฝีปากเมื่อนึกถึงรสชาติซึ่งเพิ่งได้ลิ้มลอง
“สุราที่พี่เขยหมักเองอร่อยจนสุราอื่นเทียบไม่ติดเลยขอรับ”
กล่าวจบ เขาจึงหันไปมองน้องสาว
“จริงสิ แล้วทางนี้เป็นอย่างไรบ้าง เหวินโหรว?”
ฉู่เหวินโหรวลังเลเล็กน้อย
“ท่านพี่ คือว่า...”
จากนั้นนางจึงเล่าเรื่องการเปลี่ยนวิถี รวมถึงสิ่งที่เกิดขึ้นภายในดาราจักรให้ทุกคนฟังตั้งแต่ต้นจนจบ
ฉู่เหวินไคนิ่งอึ้งไปพักใหญ่
“หมายความว่า หากเดินบนวิถีนี้ไปจนถึงจุดสูงสุด เจ้าก็จะกลายเป็นเทพเจ้าอย่างนั้นหรือ?”
ฉู่เหวินโหรวพยักหน้า
“พวกพี่หญิงบอกมาเช่นนั้นเจ้าค่ะ”
“วู้ฮู้! โชคดีจริง ๆ ที่ข้าไม่ได้โง่จนถึงที่สุด!”
ฉู่เหวินไคกระโดดขึ้นด้วยความดีใจ
“ตอนดักปล้นพี่เขย ข้ารู้จักถอยก่อนจะก่อเรื่องใหญ่ ไม่เช่นนั้นป่านนี้ทั้งตระกูลคงถูกฝังไปพร้อมกับข้าแล้ว! วะฮ่า ๆ! โอ้วเย่!”
ทุกคนภายในห้องมองเขาด้วยสีหน้าว่างเปล่า
ฉู่เหวินไคจึงรีบกระแอมและกลับมานั่งลงตามเดิม
“อะแฮ่ม ขออภัย ข้าดีใจมากเกินไปหน่อย”
เขาขยับเข้าไปใกล้น้องสาว ก่อนถามด้วยแววตาเป็นประกาย
“เช่นนั้นหมายความว่า หากพี่เขยยอมช่วย ข้าเองก็มีโอกาสเปลี่ยนวิถีและกลายเป็นเทพเจ้าได้เหมือนกันใช่หรือไม่?”
ฉู่เหวินโหรวส่ายหน้าช้า ๆ
“เรื่องนั้นข้าเองก็ไม่แน่ใจเจ้าค่ะ ต้องรอถามเขาด้วยตนเอง”
นางก้มมองฝ่ามือของตน ก่อนกล่าวต่อด้วยน้ำเสียงจริงจัง
“แต่ข้าสัมผัสได้อย่างชัดเจนว่า แม้ฐานตบะของข้ายังคงอยู่ในระดับเดิม ทว่าพลังซึ่งสำแดงออกมากลับแข็งแกร่งกว่าเมื่อก่อนมาก”
“ต่อให้ต้องเผชิญผู้ที่อยู่สูงกว่าหนึ่งขอบเขตใหญ่ ข้าก็มั่นใจว่าสามารถต่อกรได้ แม้แต่พี่เสวี่ยหลัวก็เช่นกัน”
ฉู่เหวินไคหันขวับไปหาจี้เสวี่ยหลัว
“จริงหรือ พี่สะใภ้?”
จี้เสวี่ยหลัวพยักหน้าอย่างจริงจัง
“เป็นความจริง พวกเราลองประลองกันเล็กน้อยแล้ว”
“แม้นางยังไม่คุ้นเคยกับพลังใหม่ แต่เพียงพลังซึ่งสำแดงออกมาก็สามารถชดเชยความแตกต่างหนึ่งขอบเขตใหญ่ได้ วิถีนี้แข็งแกร่งกว่าวิถีเดิมอย่างเทียบกันไม่ติด”