คลังนิยายพันธสัญญาแห่งดวงดาว

ตอนเผยแพร่

อ่านนิยาย

ตอนที่ 453 เรื่องทั้งหมดก็มีเพียงเท่านี้แหละ8,647 ตัวอักษร

ตอนที่ 453 เรื่องทั้งหมดก็มีเพียงเท่านี้แหละ

ฉู่เหวินโหรวมีสีหน้าจริงจังขึ้นมา

“แต่ว่าพวกพี่หญิงบอกเอาไว้ วิถีนี้ยังมีข้อเสียสำคัญอยู่นะเจ้าคะ”

“หากไม่มีกายาพิเศษสำหรับนำไปหล่อเลี้ยงภายในครรภ์แห่งดวงดาว จนให้กำเนิดกายเทพขึ้นมา การข้ามทัณฑ์สวรรค์ในแต่ละขอบเขตใหญ่จะยากลำบากอย่างยิ่ง”

ฉู่เหวินไคขมวดคิ้ว

“เกี่ยวอะไรกับกายเทพ?”

“เพราะนี่คือวิถีซึ่งมุ่งสู่การปกครองเหล่าดวงดาว ทัณฑ์สวรรค์ยามข้ามขอบเขตใหญ่จึงอาจแปรเปลี่ยนเป็นทัณฑ์นิมิต และทวีความรุนแรงขึ้นหลายเท่า”

ฉู่เหวินโหรวอธิบายต่อ

“หากมีกายเทพคอยช่วยกลืนกินพลังจากทัณฑ์นิมิตก็ยังพอรับมือได้ แต่หากไม่มี โอกาสข้ามขอบเขตใหญ่สำเร็จแทบจะไม่เหลือเลย”

“ยิ่งไปกว่านั้น การหล่อเลี้ยงครรภ์แห่งดวงดาวยังต้องใช้พลังงานมหาศาลอีกด้วย”

ฉู่เหวินไคกลับไม่ได้กังวลมากนัก

“ไม่เห็นเป็นอะไรเลยนี่ พี่เขยช่วยเรื่องนี้ได้ไม่ใช่หรือ?”

ฉู่เหวินโหรวส่ายหน้า

“ไม่ง่ายถึงเพียงนั้นเจ้าค่ะ ตอนนี้มีเพียงเขา พี่หญิงหนานอวี้ และพี่หญิงหลิงเยวี่ยเท่านั้นที่ให้กำเนิดกายเทพสำเร็จ”

“ส่วนคนอื่นยังต้องรอต่อไป แม้จะได้รับโลหิตจากกายาพิเศษมาแล้ว ก็ไม่ได้หมายความว่าจะสามารถหล่อเลี้ยงกายเทพขึ้นมาได้อย่างแน่นอน เพราะทั้งความเข้ากันได้และพลังงานซึ่งต้องใช้ล้วนเป็นปัญหา”

ฉู่เทียนเหิงครุ่นคิดอยู่ครู่หนึ่ง ก่อนพยักหน้าช้า ๆ

“อืม ข้อเสียของวิถีนี้ดูเหมือนจะมีไม่มาก แต่แต่ละข้อกลับร้ายแรงถึงชีวิต”

“เรื่องที่พวกนางเล่าอาจฟังดูง่าย เพราะทุกครั้งล้วนมียูรันคอยจัดการปัญหาให้ แต่หากเปลี่ยนเป็นคนทั่วไป การสร้างกายเทพสักหนึ่งร่างคงยากเย็นเกินกว่าจะจินตนาการ”

เขาหยุดไปเล็กน้อย ก่อนกล่าวต่อ

“และหากวันหนึ่งต้องข้ามขอบเขตใหญ่ในเวลาที่ทั้งสามคนไม่อยู่ใกล้ ๆ ผู้เดินบนวิถีนี้ก็จำเป็นต้องเผชิญทัณฑ์นิมิตด้วยตนเอง”

บรรยากาศภายในห้องเงียบลงชั่วขณะ

ฉู่เหวินไคยักไหล่

“ช่างเถอะ คิดตอนนี้ก็ไม่ได้คำตอบอะไรขึ้นมา”

“ในเมื่อทุกคนตัดสินใจเปลี่ยนวิถี ย่อมหมายความว่าพวกเขายอมรับความเสี่ยงเหล่านี้แล้ว อีกอย่าง พี่เขยคงหาวิธีแก้ได้ในภายหลังเองนั่นแหละ”

เขาลุกขึ้นบิดขี้เกียจ ก่อนเดินไปทางห้องด้านข้าง

“ข้าไปนอนก่อนดีกว่า ราตรีสวัสดิ์ทุกท่าน!”

ฉู่เทียนเหิงมองตามบุตรชาย ก่อนหันกลับมาหาฉู่เหวินโหรว

“เอาเถอะลูกรัก ในเมื่อได้รับวาสนานี้มาแล้ว เจ้าก็ค่อย ๆ ศึกษามันต่อไป”

“คืนนี้รีบเข้านอนเสียเถอะ พรุ่งนี้เช้าเจ้ายังต้องตื่นไปร่วมมื้ออาหารไม่ใช่หรือ?”

ฉู่เหวินโหรวพยักหน้าอย่างว่าง่าย

“เจ้าค่ะท่านพ่อ”


รุ่งเช้าวันถัดมา ข่าวการเปลี่ยนแปลงครั้งใหญ่ของหอบุปผาเร้นจันทร์ก็แพร่สะพัดไปทั่วทั้งเมือง

ป้ายหอนางโลมซึ่งเคยแขวนอยู่หน้าประตูถูกถอดออกภายในคืนเดียว และแทนที่ด้วยป้ายหอสุราอันหรูหรา ด้านข้างยังมีแผ่นป้ายขนาดใหญ่เขียนเอาไว้อย่างเด่นชัดว่า

“ได้รับการสนับสนุนโดยคุณชายใหญ่ยูรัน จากตำหนักเสวียนเยว่”

ผู้คนจำนวนมากยืนมุงอยู่บนถนนด้านหน้า เสียงพูดคุยดังขึ้นไม่ขาดสาย

“พวกเจ้าได้ยินหรือยัง? หอบุปผาเร้นจันทร์เลิกกิจการหอนางโลมแล้ว!”

“ข้าเห็นอยู่เต็มสองตา แล้วเหตุใดจู่ ๆ ถึงเปลี่ยนเป็นหอสุราเล่า? เมื่อวานยังเปิดรับแขกตามปกติอยู่เลยไม่ใช่หรือ?”

ชายอีกคนชี้ไปยังแผ่นป้ายด้านข้าง

“ยังต้องถามอีกหรือ? ดูชื่อผู้สนับสนุนเสียก่อน คุณชายใหญ่แห่งตำหนักเสวียนเยว่เป็นผู้มอบสูตรสุราให้ด้วยตนเองตั้งสิบชนิด!”

“คุณชายใหญ่ยูรันน่ะหรือ? คนที่ได้อันดับหนึ่งเพียงผู้เดียวจากงานประลองประจำปี?”

“นอกจากเขาแล้วจะเป็นผู้ใดได้อีก ข้าได้ยินว่าสุราทุกชนิดเป็นสูตรซึ่งเขาคิดขึ้นเองด้วยนะ”

“แต่ราคาแต่ละไหแพงถึงขนาดที่ว่าเอาเงินไปซื้ออาหารครบสามมื้อกินได้ทั้งเดือน! ผู้ใดจะยอมจ่ายกัน?”

“เจ้าลองหันไปมองแถวด้านหลังเสียก่อนแล้วค่อยพูด”

ทุกคนหันกลับไปมองพร้อมกัน แถวของผู้ที่ต้องการลิ้มลองสุรายาวออกไปเกือบสุดถนน ทั้งยังมีผู้คนเดินทางมาสมทบเพิ่มขึ้นเรื่อย ๆ

“ข้าได้ลองชิมไปหนึ่งจอกแล้ว แม้จะแพงไปหน่อย แต่รสชาตินั้นไม่มีสุราใดในเมืองเทียบได้จริง ๆ”

“เพียงหนึ่งคืนก็มีลูกค้ามากถึงเพียงนี้แล้วหรือ?”

“หนึ่งคืนอะไรกัน หอสุราเพิ่งเปิดเมื่อยามเช้าวันนี้เอง!”

“……”

อีกด้านหนึ่งของประตูมีผู้คนอีกกลุ่มกำลังเบียดเสียดกันอยู่หน้าประกาศรับสมัครงาน

“พวกเขารับคนเพิ่มมากขนาดนี้เชียวหรือ? ทั้งพ่อครัว คนต้อนรับ นักดนตรี ผู้ดูแลห้องพัก ผู้คุมห้องพนัน กระทั่งคนสับไพ่ก็ยังรับ!”

“ได้ยินว่ากำลังปรับปรุงห้องพัก ห้องรับรอง และห้องพนันใหม่ทั้งหมด อีกทั้งยังเพิ่มเกมไพ่หลายชนิดซึ่งคุณชายใหญ่เป็นผู้สอนด้วย”

“ที่สำคัญคือหอสุราแห่งนี้จะเปิดตลอดทั้งวันทั้งคืน ไม่มีเวลาปิดกิจการ!”

หญิงสาวคนหนึ่งรีบเบียดตัวเข้าไปทางโต๊ะรับสมัคร

“หลีกทางหน่อย! ข้าจะสมัครเป็นคนต้อนรับ!”

สหายข้างกายนางมองอย่างรู้ทัน

“เจ้าอยากทำงานจริง ๆ หรือหวังว่าจะได้พบคุณชายใหญ่กันแน่?”

“แน่นอนว่าต้องมาทำงานสิ!”

นางตอบอย่างหนักแน่น ก่อนลดเสียงลงจนแทบเป็นกระซิบ

“ส่วนเรื่องได้พบคุณชายใหญ่ ถือเป็นผลประโยชน์เพิ่มเติมต่างหาก...”

เพียงไม่ถึงครึ่งวัน หอบุปผาเร้นจันทร์ซึ่งเคยเป็นหอนางโลมก็กลายเป็นสถานที่คึกคักที่สุดแห่งหนึ่งในเมือง ทั้งแถวซื้อสุราและแถวสมัครงานต่างยาวขึ้นอย่างไม่มีทีท่าว่าจะสิ้นสุด


เสี่ยวเถาเดินนำฉู่เหวินโหรวมายังห้องอาหารส่วนตัว

“เชิญด้านในเจ้าค่ะ คุณชายใหญ่กับทุกคนกำลังรออยู่”

ฉู่เหวินโหรวพยักหน้า ก่อนเดินเข้าไปภายในห้องและประสานมือคารวะผู้คนรอบโต๊ะ

“คารวะท่านเจ้าตำหนัก คารวะท่านแม่ทั้งสาม และคารวะพี่หญิงทุกท่านเจ้าค่ะ”

เยวียนชิงเหยามองนางด้วยความพึงพอใจ

“เด็กคนนี้มารยาทดีจริง ๆ”

ไป๋จิ้งเหวินพยักหน้าเห็นด้วย

“นั่นสิ”

ลู่เหยียนหนิงยกมือปิดปากหัวเราะ

“ดูเหมือนรันเอ๋อร์ของพวกเราจะพบเจอแต่สตรีดี ๆ ทั้งนั้นเลยนะ”

ยูรันเหลือบมองเหล่าภรรยารอบโต๊ะ

“ใครบอก? พวกนางเพียงไม่กล้าสร้างปัญหาต่อหน้าข้าต่างหาก”

“หากเปลี่ยนเป็นผู้อื่น ป่านนี้คงถูกซินเยวี่ยทดลองยาพิษใส่ทุกวันไปแล้ว”

เซียวซินเยวี่ยซึ่งกำลังดื่มน้ำอยู่ถึงกับสำลัก

“แค่ก ๆ! ท่านพี่ อย่าพูดให้ข้าดูน่ากลัวถึงเพียงนั้นสิเจ้าคะ!”

หลังฉู่เหวินโหรวนั่งลง ทุกคนจึงเริ่มรับประทานอาหารร่วมกัน

ระหว่างนั้น เสี่ยวเถาซึ่งยืนรับใช้อยู่ด้านข้างพลันนึกถึงข่าวซึ่งกำลังแพร่สะพัดไปทั่วเมือง

“จริงสิ คุณชายใหญ่เจ้าคะ บ่าวได้ยินมาว่าวันนี้หอบุปผาเร้นจันทร์เปลี่ยนจากหอนางโลมเป็นหอสุราแล้ว”

“พวกเขารับคนทำงานเพิ่มจำนวนมาก ทั้งยังกำลังปรับปรุงห้องพัก ห้องรับรอง และห้องพนันใหม่แทบทั้งหมด ได้ยินว่าหลังจากนี้จะเปิดตลอดทั้งวันทั้งคืนด้วยเจ้าค่ะ”

ยูรันคีบอาหารเข้าปากอย่างไม่ใส่ใจ

“แล้ว?”

ฉินหลัวซือกลับหยุดตะเกียบในมือ ก่อนค่อย ๆ หันไปจ้องเยวียนจ้าวคุนโดยไม่กะพริบตา

คิ้วของเยวียนจ้าวคุนกระตุกขึ้นมาทันที

เสี่ยวเถากล่าวต่อโดยไม่ทันสังเกตเห็นบรรยากาศ

“เจ้าของหอประกาศเปลี่ยนกิจการเมื่อเช้านี้ แล้วยังติดป้ายว่าคุณชายใหญ่เป็นผู้สนับสนุนเอาไว้ตัวโตมากเลยเจ้าค่ะ”

“ตอนนี้ข่าวแพร่ไปทั่วเมืองแล้ว กระทั่งเมืองใกล้เคียงยังเริ่มได้รับข่าวกันภายในเวลาไม่กี่ชั่วยาม บ่าวได้ยินมาว่าคุณชายเป็นผู้สั่งให้เจ้าของหอเปลี่ยนกิจการด้วยตนเอง จริงหรือเจ้าคะ?”

“อืม เป็นเช่นนั้นแหละ”

เยวียนชิงเหยาถามอย่างสงสัย

“ลูกไปรู้จักกับเจ้าของหอบุปผาเร้นจันทร์ได้อย่างไร?”

“ก็ข้าไปเล่นไพ่กับนางอยู่ที่นั่นทุกวัน”

ฉินหลัวซือทวนคำช้า ๆ

“เล่นไพ่ที่หอบุปผาเร้นจันทร์...ซึ่งก่อนหน้านี้เป็นหอนางโลมอย่างนั้นหรือ?”

“แค่ก ๆๆๆ!”

เยวียนจ้าวคุนสำลักอาหารจนหน้าแดงก่ำ

เยวียนชิงฝูหันขวับไปมองพี่ชาย

“อะไรนะเจ้าคะ?! ท่านพี่ไปหอนางโลมมาทุกวันเลยหรือ?!”

ยูรันพยักหน้าตามปกติ

“ใช่ แล้วอย่างไร?”

“ท่านพี่มีภรรยาอยู่ที่นี่ตั้งมากมาย แล้วจะไปหอนางโลมทำไมเล่าเจ้าคะ?!”

โม่ชิงเฟิงโบกมืออย่างไม่ใส่ใจ

“น้องหญิง เจ้าไม่ต้องตื่นตูมไป เมื่อครู่เขาก็บอกแล้วไม่ใช่หรือว่าไปเล่นไพ่?”

“สามีไม่เคยชายตามองสตรีอื่นอยู่แล้ว เจ้าดูพวกเราสิ ไม่มีใครติดใจเรื่องนี้เลยสักคน”

นางเว้นไปเล็กน้อย ก่อนหันไปหาเยวียนจ้าวคุนพร้อมรอยยิ้มเจ้าเล่ห์

“ส่วนคนที่น่าสงสัยจริง ๆ คงมีเพียงท่านลุงเท่านั้นแหละ”

“ไอ้แก่!”

ฉินหลัวซือคว้าหูของสามีแล้วบิดอย่างแรง

“เมียจ๋า! ฟังข้าอธิบายก่อน!”

“ข้าสั่งห้ามไม่ให้เจ้าเข้าไปที่นั่นแล้วไม่ใช่หรือ?!”

“โอ๊ย ๆ! อย่าเพิ่งดึงหูข้า ฟังเหตุผลก่อนสิ!”

ฉินหลัวซือไม่เพียงไม่ปล่อยมือ แต่ยังบิดแรงขึ้นกว่าเดิม

“ไหนลองพูดมาสิว่าเจ้าจะมีข้ออ้างอะไรอีก!”

“มิน่าเล่า ตั้งแต่ไปเล่นไพ่กลับมา เจ้าถึงได้ทำดีกับข้าทุกวันอย่างผิดปกติ ที่แท้ก็แอบไปพบเสิ่นเยียนหรงมาใช่หรือไม่?!”

เยวียนจ้าวคุนยิ้มแห้ง ๆ

“ใช่จ้ะ ข้าได้พบนางมา แต่ว่าเรื่องนี้มีเหตุผลนะ”

“เหตุผลอะไร? ข้าสั่งห้ามเจ้าไปหอบุปผาเร้นจันทร์แล้วแท้ ๆ ยังกล้าปิดบังข้าได้แนบเนียนถึงเพียงนี้!”

“โอ๊ย! หยุดมือก่อน! ข้าไม่ได้เดินเข้าไปเองเสียหน่อย ข้าถูกหลานชายลากเข้าไปต่างหาก ข้าพยายามห้ามเขาแล้วจริง ๆ!”

มือของฉินหลัวซือหยุดชั่วครู่ ก่อนนางจะหันไปถามยูรัน

“จริงหรือ?”

ยูรันพยักหน้าอย่างตรงไปตรงมา

“จริง ข้าเตะตัดขาตาแก่แล้วลากเข้าไปเอง”

ฉินหลัวซือจึงยอมปล่อยหูของสามี ก่อนกลับไปนั่งตามเดิม

“แล้วเหตุใดเจ้าจึงต้องพาเขาเข้าไปด้วย?”

ยูรันตอบด้วยน้ำเสียงราบเรียบ ราวกับสิ่งที่กำลังกล่าวไม่ใช่เรื่องใหญ่โตแต่อย่างใด

“อืม ก็ตาแก่มาขอให้ข้าสอนวิธีเปิดฮาเร็มให้ ข้าจึงต้องตรวจสอบก่อนว่าเขาอยากเปิดฮาเร็มจริงหรือเปล่า”

“วันแรกข้าเลยพาเขาวนดูสตรีทั่วทั้งเมือง”

บรรยากาศรอบโต๊ะอาหารเงียบสนิทในทันที

ฉินหลัวซือหันกลับไปถลึงตาใส่สามีอีกครั้ง

“แล้วผลเป็นอย่างไร?”

“อืม จากที่ดู ตาแก่ไม่ได้อยากเปิดฮาเร็มหรอก”

ยูรันกล่าวต่ออย่างไม่รีบร้อน

“ข้าพาไปพบสตรีงดงามตั้งมากมาย เขาไม่มองผู้ใดเลยสักคน สนใจเพียงแม่นางเสิ่นเท่านั้น”

“ส่วนเจ้าของหอบอกว่า หากตาแก่เข้าไปในหอ ท่านป้าจะต้องไปถล่มสถานที่ของนาง ข้าจึงเสนอเดิมพันว่า หากนางเล่นไพ่ชนะข้าได้สักตา ข้าจะช่วยไม่ให้ท่านป้าไปถล่มหอ”

“แต่นางเล่นมาหลายวันก็ยังไม่เคยชนะ ข้าเลยคิดจะรื้อหอทิ้งเสียเองเมื่อคืนนี้”

เขาหยุดไปเล็กน้อย ก่อนยักไหล่

“เจ้าของหอทำหน้าราวกับชีวิตกำลังจะจบสิ้น แทบคุกเข่าอ้อนวอนข้าอยู่แล้ว ข้าเห็นว่าน่าสงสารจึงใจอ่อน มอบสูตรสุราให้นางเปลี่ยนกิจการและทำงานแทนข้า”

“เรื่องทั้งหมดก็มีเพียงเท่านี้แหละ”