ตอนที่ 454 อืม แล้วข้าควรทำอย่างไรดีนะ
ฉินหลัวซือยังคงมองสามีด้วยสีหน้าไม่พอใจ
“แต่สุดท้ายไอ้แก่นี่ก็ยังได้พบเสิ่นเยียนหรงอยู่ดีไม่ใช่หรือ? แถมเจ้ายังเป็นคนพาเขาไปพบนางทุกวันอีกด้วย”
“อ๋อ เรื่องนั้นเอง”
ยูรันพยักหน้าอย่างไม่ใส่ใจ
“ตาแก่บอกว่าเดิมทีเพียงสงสารนางเท่านั้น ส่วนตอนนี้จะยังเป็นเพียงความสงสารอยู่หรือไม่ ข้าเองก็ไม่รู้”
“แต่ต่อให้ภายหลังเขาคิดรับนางเป็นอนุ ข้าก็ไม่เห็นว่าจะมีปัญหาตรงไหน”
ฉินหลัวซือหรี่ตามองเขา ทว่ายูรันยังคงกล่าวต่ออย่างใจเย็น
“ข้าได้ยินจากเจ้าของหอว่า ท่านกังวลว่านางจะมักใหญ่ใฝ่สูง คิดใช้ตำแหน่งภรรยาเจ้าตำหนักแสวงหาอำนาจให้ตนเอง”
“แต่ข้าสังเกตนางมาหลายวันแล้ว ไม่เห็นว่านางจะมีความคิดเช่นนั้นตรงไหน”
“ตอนข้าเสนอจะรักษารอยแผลบนใบหน้าให้ นางเอาแต่ปฏิเสธเพราะไม่ต้องการติดค้างบุญคุณ จนข้ารำคาญแทบตาย”
“นางหาเลี้ยงตนเองด้วยการเล่นดนตรี ฝ่ามือเต็มไปด้วยรอยด้านจากการฝึกซ้อมทุกวัน ทั้งยังไม่ใช่ผู้บำเพ็ญเพียรด้วยซ้ำ”
ยูรันเงยหน้ามองฉินหลัวซือ
“ท่านควรไปพบนางด้วยตนเอง แล้วเปิดใจพูดคุยกันตรง ๆ สักครั้ง อย่าเพิ่งตัดสินนางจากอคติของตนเองเลย”
ฉินหลัวซือนิ่งคิดตามคำพูดของเขา ก่อนกวาดตามองเหล่าภรรยาซึ่งนั่งอยู่รอบกายยูรัน
[การรับอนุเพิ่มอีกคนใช่ว่าจะต้องสร้างปัญหาเสมอไป หากนางเป็นคนดีจริง ๆ ก็นับเป็นเรื่องที่พอยอมรับได้]
[ดูอย่างภรรยาของหลานชายสิ แม้จะมีจำนวนมาก แต่ทุกคนก็ยังช่วยเหลือและดูแลกันดี...]
นางถอนหายใจยาว
“เฮ้อ ก็ได้ หลังมื้ออาหารข้าจะไปพบนางด้วยตนเอง”
ยูรันพยักหน้า
“อืม ข้าไปด้วย”
ฉินหลัวซือมองเขาอย่างสงสัย
“เจ้าจะตามไปทำไม?”
“ข้าเป็นผู้สนับสนุน หากไม่ไปดูหอซึ่งเพิ่งเปิดกิจการวันแรกก็คงไม่ค่อยดีเท่าไร”
ยูรันพยักหน้าไปทางน้องสาวทั้งสอง
“อีกอย่าง ข้าเปิดกิจการนี้เพื่อให้ท่านแม่ ชิงฝู และชิงลู่มีเงินใช้ ส่วนแบ่งกำไรสามส่วนจากสุราจะเก็บเอาไว้ให้พวกนาง”
“ตอนนี้สถานที่แห่งนั้นไม่ใช่หอนางโลมแล้ว ผู้ใดก็ไปได้ทั้งนั้น”
ดวงตาของเยวียนชิงฝูเป็นประกายขึ้นมาทันที
“ว้าว! ท่านพี่ดีกับพวกเราที่สุดเลยเจ้าค่ะ!”
นางรีบหันไปหาพี่สาว
“ถ้าเช่นนั้นข้าไปด้วย! พี่หญิงไปดูกับข้านะเจ้าคะ!”
เยวียนชิงลู่พยักหน้าเบา ๆ รอยยิ้มบางปรากฏขึ้นตรงมุมปาก
[ท่านพี่คิดถึงข้าด้วย...]
ลู่เหยียนหนิงครุ่นคิดอยู่ครู่หนึ่ง ก่อนเสนอขึ้น
“รันเอ๋อร์ เจ้าจะให้ที่นั่นขายเพียงสุราอย่างเดียวหรือ?”
“แม่ว่าเจ้ายังมีสิ่งของอีกมากซึ่งนำมาวางขายได้ ทั้งอาวุธ โอสถ ของใช้ และของชำร่วยแปลกใหม่ต่าง ๆ”
ยูรันชะงักไปเล็กน้อย ก่อนพยักหน้าอย่างเห็นด้วย
“อืม ความคิดของท่านแม่ไม่เลว”
“เอาใหม่ เปลี่ยนชื่อจากหอสุราเป็น ‘หอสมบัติ’ แทนแล้วกัน จะได้ไม่ต้องจำกัดว่าขายได้เพียงสิ่งเดียว”
เขาหันไปหาเยวียนชิงเหยา
“ส่วนแบ่งซึ่งเป็นของข้าจากสินค้าอื่น ๆ หลังจากนี้ฝากท่านแม่จัดการ แล้วแบ่งให้น้องสาวทั้งสองตามสมควรด้วย”
เยวียนชิงฝูชูมือขึ้นอย่างดีใจ
“เย้!”
เยวียนชิงเหยายิ้มอย่างอ่อนโยน
“ได้สิ แม่จะดูแลเงินทั้งหมดให้เอง”
รอยยิ้มบนใบหน้าของเยวียนชิงฝูชะงักค้าง
“เอ๊ะ...ทั้งหมดเลยหรือเจ้าคะ?”
“ใช่ ทั้งหมด”
ยูรันลุกขึ้นจากที่นั่ง
“ถ้าเช่นนั้นข้าไปเตรียมของก่อนนะ”
กล่าวจบ เขาก็เดินออกจากห้องอาหารไปเพียงลำพัง
ระหว่างทางกลับตำหนักของตน เสียงคุ้นเคยพลันดังมาจากด้านหลัง
“พี่ชายจ๋าาาาา!”
เยวียนเหวินอวี้วิ่งเข้ามาหาเขาจากที่ไกล ๆ ยูรันจึงหยุดฝีเท้าแล้วหันกลับไป
“ว่าอย่างไร?”
เด็กสาวกระโดดเข้ากอดเขาโดยไม่ลดความเร็วแม้แต่น้อย
“พี่ชายจ๋า อุ้มข้าหน่อยเจ้าค่ะ!”
ยูรันรับร่างของนางเอาไว้ ก่อนยกขึ้นอุ้มอย่างง่ายดาย
“ได้สิ แล้วเจ้ามีเรื่องอะไรหรือ?”
“ท่านกำลังจะไปไหนหรือเจ้าคะ?”
“ข้าจะไปเตรียมของ แล้วค่อยเดินทางไปหอบุปผาเร้นจันทร์”
เยวียนเหวินอวี้พยักหน้ารัว ๆ
“อ๋อ จริงด้วย! ข้าได้ยินมาว่าพี่ชายจ๋าเป็นผู้สนับสนุน จึงทำให้หอนั้นเปลี่ยนจากหอนางโลมเป็นหอสุราแล้ว”
“ใช่ แต่มันกำลังจะเปลี่ยนอีกรอบ ข้าว่าจะเพิ่มสินค้าอย่างอื่นนอกจากสุราด้วย”
ดวงตาของเยวียนเหวินอวี้เป็นประกาย
“ถ้าเช่นนั้นข้าไปด้วยได้ไหมเจ้าคะ?”
“ได้สิ”
ยูรันอุ้มนางเดินต่อไปได้ไม่นาน ก็พบฉู่เทียนเหิงกับหลัวซูอิงกำลังยืนอยู่กลางทาง โดยมีฉู่เหวินไค จี้เสวี่ยหลัว และฉู่เหวินโหรวอยู่ข้างกาย
ฉู่เหวินไคโบกมือให้เขาจากที่ไกล ๆ
“พี่เขย! ท่านพ่อกับท่านแม่ของข้ากำลังจะเดินทางกลับ พวกท่านจึงอยากมากล่าวลาท่านก่อนขอรับ”
ฉู่เทียนเหิงก้าวออกมาด้านหน้า ก่อนยื่นแหวนมิติวงหนึ่งให้ยูรัน
“ลูกเขย ภายในนี้คือสินสอดของเสวี่ยหลัวกับเหวินโหรว หวังว่าเจ้าจะรับเอาไว้และดูแลพวกนางให้ดี”
ยูรันไม่ได้ยื่นมือไปรับ
“ไม่จำเป็น พวกท่านเก็บเอาไว้เถอะ”
จากนั้นเขาจึงพยักหน้าให้สองสามีภรรยา
“เดินทางกลับโดยปลอดภัยแล้วกัน”
ยูรันกำลังจะเดินผ่านไป ทว่าพลันชะงักแล้วหันกลับมามองฉู่เหวินไค
“เดี๋ยวก่อน แล้วเหตุใดเจ้าจึงไม่กลับไปกับพวกเขา?”
ฉู่เหวินไคยืดอกตอบอย่างภาคภูมิใจ
“ข้าคุยกับท่านพ่อท่านแม่แล้วว่าจะอยู่เป็นเพื่อนน้องสาวที่นี่ต่อขอรับ แถมพี่สะใภ้เองก็อยากอยู่ด้วย”
ยูรันหรี่ตามองเขาเล็กน้อย แต่ไม่ได้ซักถามให้มากความ
“อืม แล้วแต่เจ้า”
ฉู่เหวินโหรวประสานมือให้บิดามารดา ดวงตาแดงระเรื่อขึ้นมาเล็กน้อย
“ท่านพ่อ ท่านแม่ เดินทางปลอดภัยนะเจ้าคะ”
หลัวซูอิงยิ้มให้บุตรสาว ก่อนหันไปหาจี้เสวี่ยหลัว
“ลูกชายของพวกเรารู้จักคิดมากขึ้นถึงเพียงนี้ นับเป็นเรื่องดีจริง ๆ”
“เสวี่ยหลัว เจ้ายังยืนรออะไรอยู่? รีบตามพวกเขาไปสิ”
จี้เสวี่ยหลัวประสานมือคารวะทั้งสอง
“เจ้าค่ะ ขอให้ท่านทั้งสองเดินทางโดยปลอดภัยนะเจ้าคะ”
หลัวซูอิงพยักหน้าด้วยรอยยิ้ม
“ไปเถอะ ช่วงนี้พวกเราจะหาเวลามาเยี่ยมบ่อย ๆ ก่อนที่คุณชายยูรันจะเดินทางกลับสำนักของตนเอง”
จี้เสวี่ยหลัวกับฉู่เหวินโหรวจึงเดินตามยูรันไป ส่วนฉู่เหวินไครีบบอกลาบิดามารดาอย่างลวก ๆ ก่อนวิ่งตามไปติด ๆ
ภายในห้องว่างแห่งหนึ่ง
ยูรันวางเยวียนเหวินอวี้ลงบนพื้น
“อืม เจ้าช่วยข้านับหน่อยแล้วกันว่ามีสิ่งใดบ้าง”
เขาสะบัดมือเบา ๆ ก่อนเทสิ่งของจากช่องเก็บของออกมากองไว้ทั่วทั้งห้อง
ครืนนนน!
อาวุธจำนวนมหาศาลกองซ้อนกันจนแทบกลายเป็นภูเขาขนาดย่อม ตั้งแต่อาวุธระดับหนึ่งไปจนถึงระดับแปด ไม่ว่าจะเป็นกระบี่ ดาบ หอก ค้อน ขวาน หรือชุดเกราะ ล้วนมีอยู่อย่างครบครัน
อีกด้านหนึ่งเป็นขวดโอสถนับไม่ถ้วน ภายในบรรจุโอสถตั้งแต่ระดับหนึ่งไปจนถึงระดับหก ทุกเม็ดล้วนมีลวดลายโอสถสมบูรณ์แบบ บางเม็ดยังมีประกายอัสนีจากทัณฑ์โอสถไหลเวียนอยู่บนผิวอย่างชัดเจน
นอกจากนี้ยังมีของวิเศษและสมบัติรูปลักษณ์ประหลาดอีกจำนวนมากจนไม่อาจนับได้ด้วยสายตา
ฉู่เหวินไคกับจี้เสวี่ยหลัวซึ่งเดินเข้ามาทีหลังหยุดค้างอยู่ตรงประตูพร้อมกัน
“นะ...นี่...”
ฉู่เหวินไคกวาดตามองกองสมบัติจนทั่ว ก่อนหันไปถามด้วยสีหน้าว่างเปล่า
“พี่เขย ตัวท่านเป็นคลังสมบัติเคลื่อนที่หรืออย่างไร?”
จี้เสวี่ยหลัวเองก็ยืนนิ่งไม่ต่างกัน
[มิน่าเล่า เขาถึงไม่คิดรับสินสอด ในเมื่อของล้ำค่าซึ่งมีอยู่กับตัวมากมายจนแทบไม่มีที่เก็บแล้ว...]
ยูรันชี้ไปยังกองสิ่งของตรงหน้า
“หากว่างนักก็มาช่วยกันนับ แยกตามระดับและประเภทให้เรียบร้อยด้วย”
“เจ้าค่ะ!”
เยวียนเหวินอวี้ตอบรับอย่างกระตือรือร้น ก่อนวิ่งเข้าไปสำรวจกองอาวุธ
“พี่ชายจ๋ามีทั้งกระบี่ ดาบ สนับแขน ค้อน ขวาน เสื้อเกราะ กำไล แล้วก็สร้อยเต็มไปหมดเลย!”
ฉู่เหวินโหรวหยิบขวดโอสถขึ้นมาตรวจสอบ เพียงเปิดฝาขวด กลิ่นโอสถเข้มข้นก็ฟุ้งกระจายออกมาทันที
“นี่คือโอสถสร้างรากฐาน...ลวดลายโอสถสมบูรณ์แบบทุกเม็ด แถมยังมีประกายอัสนีจากทัณฑ์โอสถด้วย”
นางเงยหน้ามองยูรันอย่างไม่อยากเชื่อ
“ท่านพี่หลอมของเหล่านี้เอาไว้ตั้งแต่เมื่อใดหรือเจ้าคะ?”
“ข้าก็หลอมอยู่ทุกวัน แล้วออกไปรับทัณฑ์โอสถทุกวันนั่นแหละ เจ้าไม่ต้องสนใจหรอก”
ยูรันตอบอย่างไม่ใส่ใจ
“ตราบใดที่ยังไม่ใช่โอสถระดับสิบ มันก็ไม่มีทัณฑ์นิมิต มีเพียงทัณฑ์สวรรค์ขี้ปะติ๋วเท่านั้น”
“……”
ฉู่เหวินไคสูดกลิ่นโอสถเข้าไปเต็มปอด
“ซูดดดดดดดด!”
จากนั้นเขาก็กางแขนออกด้วยสีหน้าเคลิบเคลิ้ม
“สดชื่นนนนน! ข้ารู้สึกราวกับจะทะลวงขึ้นสู่ขอบเขตสร้างรากฐานได้ทุกเมื่อเลย!”
ยูรันเหลือบมองเขา
“เหรอ?”
อีกด้านหนึ่ง เยวียนเหวินอวี้กำลังค้นกองของวิเศษด้วยความสนุกสนาน
“ว้าว นี่คืออะไร? เข็มทิศหรือ? แล้วยังมีตะเกียง พัด แล้วก็ไม้เท้าด้วย!”
นางหยิบพัดเล่มหนึ่งขึ้นมาสะบัดเบา ๆ
ฟู่ววว!
กระแสลมพลันพัดวนไปทั่วทั้งห้อง จนเส้นผมและชายอาภรณ์ของทุกคนปลิวไสว
“โอ้! พัดเล่มนี้เรียกลมออกมาได้ด้วย สุดยอดเลย!”
จากนั้นนางจึงวางพัดลง แล้วหยิบไม้เท้าสั้นอีกอันขึ้นมาลองโบก
ไอเย็นสีขาวแผ่ออกมาจากปลายไม้เท้า อุณหภูมิภายในห้องลดต่ำลงในพริบตา
“ไม้นี่ก็ปล่อยลมเย็นได้ด้วย!”
เยวียนเหวินอวี้หันกลับไปหายูรันพร้อมแววตาออดอ้อน
“พี่ชายจ๋า ข้าขอสักชิ้นได้ไหมเจ้าคะ?”
“ไม่ได้”
ยูรันปฏิเสธทันทีโดยไม่ต้องครุ่นคิด
“หากข้ามอบให้เจ้า พอคนอื่นเห็นเข้าก็ต้องพากันมาขอจากข้าอีก”
ใบหน้าของเยวียนเหวินอวี้พลันหงอยลง นางวางไม้เท้ากลับคืนกองอย่างอาลัยอาวรณ์
หลังจากใช้เวลาอยู่พักใหญ่ ทั้งสี่คนก็ช่วยกันนับและแยกสิ่งของทั้งหมดจนเสร็จ ยูรันจึงเก็บพวกมันกลับเข้าไปในช่องเก็บของ ก่อนพาทุกคนเดินทางไปยังหอบุปผาเร้นจันทร์